วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

สีหราชปะฉะดะ รุกปราบยาเสพติด

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-จากข้อมูลของอำเภอปะเหลียน จ.ตรัง ระบุว่ามีผู้พยายามค้นหาความหมายและความเป็นมาของคำว่า "ปะเหลียน" จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ เพราะ "เมืองปะเหลียน" มีประวัติยาวนานหลายชั่วอายุคน
        ประกอบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ไม่สามารถค้นหาได้จึงเป็นเพียงแต่คำบอกเล่าต่อๆ กันมา และเป็นข้อสันนิษฐานที่พอจะรับฟังได้ คือ "ปะเหลียน" เป็นสถานที่ที่มีทรัพยากรมาก มาจากคำว่า "ปะ" แปลว่า พบหรือเจอ และ "เหลียน" แปลว่า สิ่งที่มีค่า เพี้ยนมาจากคำว่า "เหรียญ" คือของมีค่า  "ปะเหลียน" เพี้ยนมาจากคำในภาษามาเลย์จากเดิมว่า "ปราเลียน" แปลว่า ทอง
         แม้ว่าจะยังไม่มีผู้ใดทราบถึงความหมายอันแท้จริงของคำว่า "ปะเหลียน" แต่ "ปะเหลียน" ก็เป็นชื่อตำบลหนึ่งของอำเภอที่ติดต่อ
 กับทิวเขาบรรทัดซึ่งกั้นแดนระหว่างจ.ตรังกับพัทลุง ในสมัยก่อนชาวพัทลุงได้อพยพเจ้ามาอยู่ในพื้นที่ต.ปะเหลียนเป็นจำนวนมาก โดยที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่บ้านท่าข้าม หมู่ที่ 1 ต.ท่าข้าม ซึ่งสมัยก่อนเป็นท่าเรือสำคัญที่ใช้ติดต่อคมนาคมกับจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันและมลายูหรือประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน
        ปี พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า "เมืองปะเหลียน" ทรุดโทรมมาก จึงยุบให้เป็นแขวงขึ้นตรงกับเมืองตรัง และในปี พ.ศ. 2438 ได้
 จัดตั้งที่ว่าการอำเภอเป็นครั้งแรกที่ตำบลท่าพญา ใช้ชื่อว่า "อำเภอท่าพญา" ครั้นได้จัดรูปแบบอำเภอขึ้นตามพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ เมื่อ พ.ศ. 2440 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่บ้านหยงสตาร์ ตำบลท่าข้าม ในปี พ.ศ. 2460 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอหยงสตาร์ จนกระทั่งปี พ.ศ.2482 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "อำเภอปะเหลียน" ตามชื่อเดิมจวบจนปัจจุบัน เพื่อรักษาประวัติศาสตร์อันยาวนานของ "เมืองปะเหลียน"ไว้ ซึ่งขณะนี้ "อำเภอปะเหลียน"ได้ก่อตั้งมาครบ 108 ปี นับว่าเป็นอำเภอเก่าแก่อำเภอหนึ่งในจ.ตรัง
           ส่วนทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของอำเภอปะเหลียน ได้แก่ แม่น้ำปะเหลียน ที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัดในเขตจ.พัทลุง และสตูล มีความยาวประมาณ 58 กิโลเมตร ส่วนพื้นที่ป่า อ.ปะเหลียนมีพื้นที่ป่าไม้ถึง 328,037 ไร่  ปัจจุบันพื้นที่ป่าถูกบุกรุกจับจองตัดไม้เพื่อเอาที่ดินไปทำการเกษตรไปมากแล้ว และมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น น้ำตกโตนเต๊ะ น้ำตกโตนตก น้ำตกพ่าน ภูเขาเจ็ดยอด เป็นต้น 
       ผมหยิบยกเรื่องราวและความเป็นมาของ "อำเภอปะเหลียน" มากล่าวถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"
กับกรมการปกครอง ที่นำคณะสื่อมวลชนสัญจรมาศึกษาดูงาน "ภารกิจของฝ่ายปกครอง ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2554"
       "วีระ เกิดศิริมงคล" นายอำเภอปะเหลียน จ.ตรัง บอกว่า ปัญหายาเสพติดของอ.ปะเหลียน ถือเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของอำเภอ เพราะถูกสะสมมาเป็นเวลานาน ตนเองจึงได้ร่วมกับปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้านกำนันและอาสาสมัครตำรวจชุมชน
ตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว "สีหราช ปะฉะดะ" ปฏิบัติการเชิงรุก ทุกที่ ทุกเวลา
โดยมีการสนธิกำลังทั้งฝ่ายปกครอง ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร (สัสดี) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. อาสาสมัครตำรวจชุมชนและ อป.พร. พร้อมการฝึกซ้อมยุทธวิธี 
การตรวจค้นการจับกุมและการจู่โจม
ซึ่งที่ผ่านมาการสนธิกำลังออกลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่อ.ปะเหลียน และตั้งด่านตรวจสกัดบุคคล ยานพาหนะต้องสงสัย ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด สามารถจับกุมทั้งผู้เสพ ผู้ค้า อาวุธปืนเถื่อนและสิ่งผิดกฎหมายได้จำนวนมาก 
           ทั้งนี้ สำหรับพนักงานฝ่ายปกครอง ตำแหน่งนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่ฝ่ายรักษาความสงบ 
 
(ผรส.) สารวัตรกำนัน แพทย์ ประจำตำบล กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน  ตามพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457  จึงเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญามาตรา 2 (16)  มีอำนาจสืบสวน ตรวจค้น จับกุมและปราบปรามผู้กระทำความผิดอาญา
ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองในการป้องกันปราบปรามยาเสพติดให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
        พ.ต.ท.สราวุธ วงศ์เดิม รอง ผกก.ป.สภ.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง บอกว่า ปัญหายาเสพติดของอ.ปะเหลียนในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ได้ปฎิบัติตามนโยบายของศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติด ซึ่งอ.ปะเหลียง มีนายอำเภอเป็นประธานศูนย์อยู่ ในการดำเนินการปราบปรามของฝ่ายตำรวจ ก็ได้ประสานกับทุกฝ่าย นอกจากนั้นยังเข้าไปร่วมกับสถานศึกษา ในการเฝ้าระวังป้องกันยาเสพติดไม่ให้เข้าไปแพร่ระบาดในสถาน
 ศึกษา โดยการจัดโครงการโรงเรียนตำรวจสีขาว โครงการมัสยิดสีขาว และโครงการบ้านสีขาว เพื่อให้พี่น้องประชาชนห่างไกลจากยาเสพติด
ส่วนที่ผ่านมาขบวนการยาเสพติด ได้มีการใช้อาวุธสงครามก่อเหตุนั้น ทางตำรวจก็ดำเนินการติดตามจับกุมได้อาวุธสงคราม เป็นปืนอาก้ามาบางส่วน ส่วนที่รอดอยู่ก็กำลังดำเนินการติดตามอยู่ ซึ่งในเรื่องของขบวนการยาเสพติดนั้นการสืบสวนเป็นเรื่องที่ซับซ้อน กว่าจะเข้าไปถึงตัวผู้ต้องหานั้นต้องใช้ความพยายามและเวลา
 โดยทางตำรวจซึ่งมีหน้าที่ในการปราบปรามก็ยังดำเนินการตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา และรัฐบาลอยู่ทุกประการ
             "ประสงค์ ปัญจเมธีกุล" สาธารณสุขอำเภอปะเหลียง บอกว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกับฝ่ายปกครองของสาธารณสุขนั้น มีอยู่ 2 ส่วน คือส่วนของสาธารณสุขอำเภอ และทางโรงพยาบาลปะเหลียน ในส่วนของโรงพยาบาล ก็จะมีการดำเนินการเกี่ยวกับการบำบัดผู้ติดยา ทั้งบังคับบำบัดและสมัครใจบำบัด นอกจากนั้น ยังรับผิดชอบการทำค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งมีทีมวิทยากร จากนักวิชาการสาธารณสุข เจ้าพนักงานสาธารณสุข และพยาบาลวิชาชีพ ได้ร่วมกันดำเนินการร่วมกับฝ่ายปกครองมาโดยตลอด
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากคณะสื่อมวลชนจะได้เยี่ยมชม การปฏิบัติหน้าที่ของ "สีหราช ปะฉะดะ" สนธิกำลังปราบปรามการกระทำผิดยาเสพติด ที่บริเวณจุดตรวจสี่แยกบ้านนา อ.ปะเหลียง การสอบสวนคดีอาญา ทั้งผู้กระทำผิดยาเสพติด และผู้กระทำผิดตามกฎหมายการพนัน ห้องควบคุมผู้ต้องหาฝ่ายปกครอง แต่หากแวะเวียนผ่านมาแถว ม.2 ต.ทุ่งยาว อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ขอแนะนำ "ร้านอาหารทำเลทอง" เป็นอีกร้านหนึ่งที่ขึ้นชื่อ ลือชา มีหลากหลายเมนูเด็ดๆ ให้เลือกรับประทาน จนถูกกล่าวขานจากคนในย่าน "ปะเหลียน" ....!!!
                                                            นวย เมืองธน

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

ลุยทุจริตบางภาษี ลือเรื่องตลาดโบราณ 100 ปี

            ะลอนตามอำเภอใจ-สำหรับต.บางภาษี อ.บางเลน จ.นครปฐม นอกจากจะมี ตลาดโบราณ 100 ปี รางกระทุ่ม ริมแนวคลองพระพิมลและคลองบางภาษี ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีน ห่างจากตัวอำเภอบางเลนประมาณ 5 กิโลเมตร 
             ถือได้ว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นตลาดริมน้ำแบบดั้งเดิม สามารถสัมผัสบรรยากาศของบ้านเรือนไม้เก่า หรือวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีการค้าขายสินค้าท้องถิ่นแบบดั้งเดิม เช่น ร้านขายกาแฟโบราณ เป็ดพะโล้ ขนมครกโบราณ หมี่กรอบโบราณ ขนมทองม้วนมิ่ม และมีบ้านโบราณ (ร้านบังเอิญพาณิชย์) อยู่ในตลาดรางกระทุ่ม มีอุปกรณ์การค้าขายของแบบโบราณที่ยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดี เช่น การขายกาแฟโบราณ การทำขนมแต่งงาน เครื่องพิมพ์ขนมโก๋ เครื่องพิมพ์ขนมกวางตุ้งเครื่องพิมพ์ถั่ว และเครื่องเล่นเพลง เป็นต้น ตลาดโบราณเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.
             ส่วนร้านอาหารอร่อยๆในพื้นที่ต.บางภาษี ที่ถูกกล่าวขานมานาน ก็คงจะหนีไม่พ้น "ร้านสมชัย เป็ดพะโล้  (โกเท้)" ปากทางเข้าวัดเวฬุวราราม ต.บางภาษี อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งถือกำเนิดมาจากครอบครัวคนจีน เล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปี จากรุ่นสู่รุ่น แรกเริ่มได้ประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวเรือเป็ดพะโล้ตามคลองต่างๆ ในย่าน ต.บางภาษี อ.บางเลน จ.นครปฐม โดยได้สูตรต้มเป็ดพะโล้มาจากเมืองจีน จากก๋วยเตี๋ยวเรือลำแรก ขยายเพิ่มจนเป็น 3 ลำ ต่อมาได้เปิดเป็นร้านขาย อาหารตามสั่งและเป็ดพะโล้ โดยมีชื่อร้านว่า "สมชัย เป็ดพะโล้ (โกเท้)"
 

         "บางภาษี" ช่วงปลายปี2554 ที่ผ่านมา เป็นอีกพื้นที่หนึ่งของจ.นครปฐม ที่ประสบปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมสูง และจากน้ำท่วมดังกล่าวส่งผล ให้ ไร่ นา บ้านเรือนประชานในต.บางภาษี ได้รับความเสียหาย รวมถึงสาธารณูปโภค สะพาน ถนน เกิดความเสียหาย ส่งผลกระทบทำให้ชาวต.บางภาษีได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก
         "ตะลอนตามอำเภอใจ" หยิบยกเรื่องราวของต.บางภาษี อ.บางเลน จ.นครปฐม มากล่าวถึง เพราะช่วงปลายๆสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 14 ก.ย.) มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"

          ดูภารกิจของสำนักงาน
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงยุติธรรม ในการลงพื้นที่ตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งการซ่อมแซมถนน และซ่อมแซมสะพานไม้หลายแห่งของอบต.บางภาษี วงเงินงบประมาณกว่า 83 ล้านบาท โดยเป็นการปรับปรุงซ่อมแซมถนนและประปา 46 โครงการ งบประมาณ 82 ล้านบาท ส่วนงบประมาณที่เหลืออีกกว่า 1,800,000 บาท ใช้ในการซ่อมสะพานไม้ ในโครงการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัย ของรัฐบาล
  
     ภายหลังจากชาวบ้านต.บางภาษี อ.บางเลน จ.นครปฐม ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายอำเภอบางเลน จ.นครปฐม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ผอ.สำนักงานป.ป.ท.เขต 7 นครปฐม  ผอ.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 3 นครปฐม ผู้อำนวยการสำนักงาน คณะกรรมการป.ป.ช.เขตพื้นที่ 7 นครปฐม
 และผอ.สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ว่า มีการทุจริตเบิกจ่ายงบประมาณทั้งการซ่อมแซมถนน และซ่อมแซมสะพานไม้หลายแห่งของอบต.บางภาษีดังกล่าว
         "พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ" เลขาธิการสำนักงานป.ป.ท. บอกว่าภายหลังนำเจ้าหน้าที่ป.ป.ท.เข้าตรวจสอบพื้นที่ต.บางภาษี ในโครงการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัย โดยมีการตรวจสอบการสร้างสะพานและถนน 11 โครงการ ที่ชาวบ้านร้องเรียนและพบมีการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตราฐานคุณภาพต่ำว่า จากการตรวจสอบพบการซ่อม
 แซมสะพานซึ่งไม่มีการรื้อสะพานเก่า แต่นำไม้มาปะซ่อมแซมด้านล่างและคอสะพาน ส่วนบริเวณราวสะพานไม่มีการซ่อมแซมมีสภาพผุพัง ขณะที่การซ่อมแซมถนนเลียบคลองวัดรางกระทุ่ม ฝั่งตะวันตก ความยาวประมาณ 1.5 ก.ม.ใช้งบประมาณซ่อมแซม 3 ล้านบาท พบว่ามีการเบิกเงินงบประมาณไปครบแล้ว แต่ถนนยังมีสภาพชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อเกือบตลอดเส้นทาง ซึ่งทางป.ป.ท.จะตรวจสอบเอกสารว่า มีเจ้าหน้าที่คนใดเกี่ยวข้องบ้าง
          "เลขาธิการสำนักป.ป.ท."บอกด้วยว่า จากการตรวจสอบสันนิษฐานว่าผู้รับเหมายังไม่ซ่อม
แซมโครงสร้างพื้นฐานให้แล้วเสร็จ อาจมีเหตุผลว่าจะรอให้น้ำท่วมอีกครั้งแล้วค่อยซ่อมแซมให้เสร็จรอบเดียว ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และจะต้องมีการตรวจสอบเอกสารทีโออาร์ ว่าการว่าจ้างผู้รับเหมาดำเนินการถูกต้องตามหลักมาตรฐานตามที่กำหนดไว้หรือไม่
         เบื้องต้นพบว่าเอกสารชี้แจงมีตัวเลขงบจัดซื้อวัสดุที่ราคาค่อนข้างสูง หากพบว่ามีมูลกระทำความผิดก็จะเร่งนำเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเข้าสู่ชั้นอนุกรรมการไต่สวนภายใน 2 สัปดาห์
         "ประยงค์ ปรียาจิตต์" รองเลขาธิการ ป.ป.ท. บอกว่า การดำเนินงานปัญหาโครงการงบฟื้นฟู เยียวยา และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัย ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ขอให้แจ้งข่าวหรือประสานงานมาที่ป.ป.ท. ตนจะรับมาดำเนินการต่อและลงไปตรวจสอบทันที ที่ผ่านมาของเก่าก็ยังไม่เรียบร้อย ถ้าอุทกภัยใหม่มาก็จะกลายเป็น
 ปัญหาดินพอกหางหมู เก่าก็รั่วไหลใหม่ก็รั่วไหลอีก ในที่สุดงบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ ขอยืนยันว่าป.ป.ท.จะทำการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและจริงจัง


        "รองเลขาธิการ ป.ป.ท." บอกด้วยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบในพื้นที่ต.บางภาษี ตามที่ชาวบ้านร้องการเบิกจ่ายงบประมาณในการซ่อมแซมถนน และสะพานไม้หลายแห่งของอบต.บางภาษีนั้น ทางป.ป.ท.ก็จะดูว่าเป็นไปตามที่ประชาชนร้องเรียนหรือไม่ เมื่อดูพื้นที่ก่อสร้างแล้ว ก็ต้องไปตรวจสอบสอบสัญญาว่าได้กำหนดไว้อย่างนี้หรือเปล่า
         เบื้องต้นเชื่อว่าการกำหนดในสัญญาคงไม่ได้กำหนดแค่นี้แน่นอน ปกติแล้วสัญญาของรัฐจะกำหนดทำแล้วให้สมบูรณ์ ดังเดิม ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ การซ่อมถนน และสะพาน มีการตรวจรับและเบิกเงินไปแล้ว ถนนและสะพานยังมีสภาพอย่างที่เห็น คงต้องดูว่าทางอบต.บางภาษีได้ทำตามทีโออาร์ ที่กำหนดหรือเปล่า ถ้าไม่ทำตามทีโออาร์ก็ถือว่าผิด และแม้จะทำตามทีโออาร์แล้วเกิดผิดพลาดทางเทคนิค ก็ต้องมีเหตผลชี้แจ้งได้ ซึ่งสามารถตรวจสอบจากเอกสารได้ทั้งหมดขั้นตอนจากนี้ป.ป.ท.จะนำไปสรุปและเสนอคณะกรรมการป.ป.ท.ต่อไป
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว  การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันสาธารณภัย  และการใช้จ่ายเงินงบประมาณ
 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมี 3 หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปรามปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการติดตามข้อมูลและบูรณาการทำงานร่วมกัน ในการแก้ปัญหาทุจริต 3 เรื่องดังกล่าว หลังจากนี้คงต้องดูว่า จะแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน เพราะส่วนใหญ่คนที่ทุจริต ก็คือนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวคะแนนของนักการเมืองระดับชาติ...!!!
                                                          นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

วิถีชีวิตโพงพางภูมิปัญญาที่ต้องเปลี่ยน

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-แม้การทำประมงด้วยเครื่องมือ "โพงพาง" จะเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านและอยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวบ้านลุ่มน้ำจืด และน้ำเค็ม มาอย่างยาวนาน
 แต่จากข้อมูลของกรมประมง กลับพบว่า "โพงพาง" กลายเป็นเครื่องมือประมง ที่ทำลายล้างชนิดพันธุ์สัตว์น้ำและผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ประมง พ.ศ. 2490 แต่ก็ยังมีผู้ลักลอบทำโพงพางทั้งในแหล่งทำการประมงทั้งน้ำจืด ในแม่น้ำลำคลอง บริเวณปากแม่น้ำที่ติดต่อกับทะเลและในทะเลใกล้ริมฝั่ง สำหรับโพงพาง มี 3 ประเภท คือ โพงพางหลัก โพงพางใต้น้ำ และโพงพางปีก ซึ่งมีชนิดประจำที่กับเคลื่อนที่ได้ แต่ที่พบมากที่สุดจะเป็นโพงพางหลัก ซึ่งจะใช้อวนที่มีความยาวจากปากอวนถึงก้นถุงประมาณ 25–50 เมตร และความกว้างของปากจะใหญ่และค่อยๆ ไล่เล็กลงมาตามลำดับ ส่วนขนาดความสูงของปากอวนใกล้เคียงกับระดับความลึกของลำน้ำช่วงขึ้นสูงสุด ประมาณ 6–8 เมตร ขนาดใหญ่ ใช้ดักในแม่น้ำ ขนาดกลางใช้ดักในอ่าวหรือทะเลสาบ และขนาดเล็กใช้ดักในลำคลองที่ไม่กว้างและกระแสน้ำไม่เชี่ยวมากนัก โดยจะยึดอยู่กับเสาหลัก 2 ต้น
            นอกจากนี้ ในการทำโพงพางส่วนมากจะทำกัน 6–10 ช่อง เรียงกันเป็นแถว การดักโพงพางทำได้ โดยใช้ปากอวนขนาดใหญ่ผูกติดกับเสาหลักในลักษณะหันปากอวนรับกระแสน้ำ ส่วนตัวอวนจะสอดเข้ากับไม้แล้วปักลงในดิน จึงดูเหมือนถุงขนาดใหญ่ที่เปิดปากอ้า เมื่อกระแสน้ำไหลก็จะพัดเอาสัตว์น้ำผ่านเข้าไปติดในถุงอวน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นช่วงค่ำคืน
 พอรุ่งเช้าก็ขึงกู้ก้นอวนขึ้นมา จับสัตว์น้ำที่ได้ไปจำหน่ายแล้วมัดก้นถุงวางไปใหม่ และด้วยความที่โพงพางเป็นอวนตาถี่มีพื้นที่มาก โดยเฉพาะการปักโพงพางติดต่อกันหลายปีกกั้นทั้งลำน้ำ จึงทำให้สัตว์น้ำขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก รวมถึงสัตว์น้ำวัยอ่อน ติดกับดักได้อย่างง่ายดายในคราวละมากๆ โดยไม่อาจจะหลุดรอดไปได้ จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว และยังกีดขวางเส้นทางเดินเรือ และเกิดการตื้นเขินของแหล่งน้ำ ทำให้การไหลของน้ำเป็นไปได้ช้าเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมบนฝั่งพื้นดินได้อีกด้วย
       ปัจจุบันนี้ ยังพบผู้ทำประมงด้วยโพงพางอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะทราบถึงผลเสียต่อทรัพยากรธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า และกระทำผิดกฎหมายก็ตาม  และถือปัญหาที่เรื้อรังมานาน รัฐบาลหลายสมัย พยายามดำเนินการหาแนวทางให้ชาวประมงเหล่านี้เลิกใช้โพงพาง หรือเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นแทน แต่ก็ยังไม่สามารถจูงใจให้ชาวบ้านละทิ้งวิถีชีวิตทำประมงด้วยโพงพางได้ อาจเป็นเพราะการใช้โพงพางสามารถจับปลาได้ครั้งละมากๆ และง่ายเมื่อเทียบกับการใช้เครื่องมือประมงประเภทอื่นๆ
              แน่นอนครับว่าผมบอกเล่าถึงการทำประมงด้วยเครื่องมือ "โพงพาง" เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับกรมการปกครอง ที่นำคณะสื่อมวลชนสัญจรมาศึกษาดูงาน ภารกิจของกรมการปกครอง ใน "บทบาทของนายอำเภอในการดูแลรักษา และพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเล"  ของ "อำเภอหาดสำราญ" จ.ตรัง
 นำคณะสื่อมวลชนดูงานในพื้นที่หมู่ 1 บ้านปากปรน และหมู่ 11 บ้านนาราโพธิ์  ต.หาดสำราญ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง ซึ่งชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้าน มีอาชีพทำประมงพื้นบ้านด้วยเครื่องมือ "โพงพาง"
            ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2554 สมัย "ไมตรี อินทุสุต" เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ก่อนที่จะย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาในปัจจุบัน ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องของจ.ตรัง มอบเครื่องมือประมง อวนกุ้งหัวเรียว อวนปลาทู อวนกุ้ง อวนปลาหลังเขียว และอวนปู ให้แก่ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านที่ผิดกฎหมาย โพงพาง เพื่อหันมาปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือประมงที่ถูกกฎหมาย ซึ่งทางจังหวัดตรัง จัดสรรงบประมาณตามโครงการยุทธศาตร์จังหวัดจำนวน 300,000 บาท จัดซื้อเครื่องมือทำการประมงให้กับชาวบ้านที่ทำอาชีพประมงในพื้นที่อ.หาดสำราญ จำนวน 29 ราย แยกเป็น ต.ตะเสะ 9 ราย ต.หาดสำราญ หมู่1บ้านปากปรน 10 ราย และหมู่11 บ้านนาราโพธิ์ 11 ราย เพื่อนำร่องไปสู่การทำอาชีพประมงที่ถูกกฎหมายต่อไป
             เนื่องจากที่ผ่านมาชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือประมงโพงพาง จับสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ผิดกฎหกมาย และมักจะถูกทางศูนย์บริหารจัดการประมงทะเลฝั่งอันดามัน เข้าทำการจับกุมและมีการประท้วงปิดน่านน้ำกันบ่อยครั้ง สร้างความเดือดร้อนและเสียหายเกิดขึ้น แม้ว่าทางประมงจะเข้ามาดูแลและปัญหาแต่ยังไม่สวามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ทางจังหวัดตรังเห็นว่า เพื่อช่วยแก้ปัญหาไม่ให้ชาวประมงถูกจับกุมและปฎิบัติตามกฎหมาย จึงจัดสรรงบประมาณจัดซื้อเครื่องมือประมงดังกล่าวให้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวบ้าน
       
         "สุชิน สุธาชีวะ" นายอำเภอหาด
สำราญ จ.ตรัง เล่าว่า  "อำเภอหาดสำราญ" ตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเลตรัง และแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 ตำบล ประกอบด้วย ต.หาดสำราญ 11 หมู่บ้าน ต.บ้าหวี 4 หมู่บ้าน และ ต.ตะเสะ 6 หมู่บ้าน โดยชาวบ้านหาดสำราญ นอกจากประกอบอาชีพทำสวนยางพารา ค้าขาย และรับจ้าง แล้ว ยังมีอาชีพหลักที่อยู่คู่วิถีชีวิตมาอย่างยาวนานก็คือ การทำประมงพื้นบ้าน ซึ่งชาวบ้านหาดสำราญส่วนใหญ่ ดำรงชีพอยู่อย่างเรียบง่าย สมถะ อาศัยทะเลเป็นแหล่งทำกิน ด้วยการใช้เครื่องมือประมง ทั้งเรือหางยาว พร้อมอุปกรณ์หาปลา อาทิ ยอ สวิง ลอบ ไซ อวนชนิดต่างๆ
 จับสัตว์น้ำ แต่ในอดีตก็พบการลักลอบนำเครื่องมือประมงผิดกฎหมายจากนอกพื้นที่เข้ามาจับสัตว์น้ำ เช่น อวนรุน อวนลาก เรือไฟปั่นปลากะตัก การระเบิดปลา ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลง
      "นายอำเภอหาดสำราญ" บอกว่า ในพื้นที่อ.หาดสำราญ ยังพบมีการนำโพงพาง มาใชัจับสัตว์น้ำถึง 130 ราย ทางอำเภอได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมง เพื่อให้
หันมาใช้ประมงอวนกุ้งหัวเรียว อวนปลาทู อวนกุ้ง อวนปลา
           หลังเขียว และอวนปู แทน โดยนำร่องมอบเครื่องมือประมงดังกล่าวให้ชาวประมงส่วนหนึ่งแล้ว และจะดำเนินให้ครบในโอกาสต่อไป ส่วนปัญหาการใช้พื้นที่หน้าชายหาด เป็นแหล่งคัดแยกสัตว์น้ำที่จับได้ จึงมีแนวคิดว่าน่า

        จะจัดโซนให้ ด้วยการก่อสร้างสะพานปลา เพื่อให้เป็นที่รวมของการขนส่งคัดแยกสัตว์น้ำที่จับได้ โดยประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมง และผู้ครอบครองที่ดินริมชายทะเล ว่าพื้นที่แนวชายทะเลเป็นสมบัติของแผ่นดิน และไม่สามารถจับจองเป็นของตัวเองได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องเร่งทำความเข้าใจ และดำเนินการแก้ไขต่อไป
      "นายสุชิน" บอกด้วยว่า เบื้องต้นชาวประมงจะต้องปรับตัว โดยทางจังหวัดนำหลักฐานเป็นรูปภาพและรายงานเสนอขอไปยังกรมประมง เพื่อให้ชะลอการจับกุมชาวประมงที่ยังใช้โพงพางจับสัตว์น้ำ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนเครื่องมือ และขณะนี้อยู่ในช่วงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน พร้อมทำมอบอุปกรณ์ประมงที่ถูกกฎหมายให้
แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องการปรับเปลี่ยนเนื่องจากประมงโพงพางมีรายได้มากกว่าการทำประมงประเภทอวน ซึ่งสามารถทำประมงโพงพางได้ 10-14 ครั้งต่อเดือน หลังจากนี้จะมีการเพิ่มมาตรการในการดูแลพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลให้มากยิ่งขึ้น และจะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่ทำ อาชีพประมงเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึก ให้ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างยั่งยืน  
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้เดินทางมาเยี่ยมชม 
วิถีชาวบ้านประมงพื้นบ้าน "โพงพาง" ในพื้นที่ต.หาดสำราญ แม้ชาวบ้านจะรู้ว่าการทำประมงโพงพาง นั้นผิดกฎหมาย แต่ชาวบ้านหลายคนก็สะท้อนว่า ถ้าไม่ทำอาชีพนี้ ก็ไม่รู้จะทำอะไรกิน เพราะไม่มีสวนยางเหมือนที่อื่นเค้า
ที่สำคัญแม้ภาครัฐจะพยายามหยิบยื่นวิธีการทำประมงอื่นให้ แต่ดูเหมือนว่าชาวบ้านจะไม่เต็มใจในการเปลี่ยนวิถีชีวิตการทำประมงโพงพาง เสียด้วยซ้ำไป เหตุผลหนึ่งที่พอจับใจความได้ เพราะชาวบ้านหวาดหวั่นว่า การเลี้ยงปลากระชัง หรือทำประมงด้วย อวนต่างๆนั้น อาจมีรายได้ไม่เหมือนทำโพงพาง ที่สำคัญ "โพงพาง" คือการนั่งรอเวลาให้สัตว์น้ำมาติดเอง ส่วนการทำประมงอวนอย่างอื่นๆ นั้นคือการไล่าล่าหาปลาในท้องทะเลครับ...!!!
                                                        นวย เมืองธน