วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เปิดศูนย์ช่วยรากหญ้าถูกมองทำแต่คดีคนรวย

        "ะลอนตามอำเภอใจ"-ตลอดระยะเวลาของสัปดาห์นี้ หลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยเฉพาะข่าวคราวหลากหลายเรื่องราว ที่ปรากฎตามสื่อแขนงต่างๆ 
        ถือเป็นเรื่องฮอท...ฮอต...พอสมควร  ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะพนักงานสอบสวนชุดใหม่ ในกรณีการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมทางการเมืองระหว่างวันที่ 10 เม.ย.และ 19 พ.ค.2553  ที่มี "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ ประธานโดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ  "พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข" รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ  "พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์" ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร และรองหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ  "พ.ต.ต.วัลลภ ประทุมเมือง" ผบก.น.6 และพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบในแต่ละท้องที่เกิดเหตุอีกกว่า 50 นาย เข้าร่วมประชุมด้วย
           "นายธาริต" ระบุว่า การประชุมคณะพนักงานสอบสวนในครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกหลังมีการปรับเปลี่ยนคณะพนักงานสอบสวนชุดใหม่ขึ้นทำหน้าที่โดยเป็นการประชุมร่วมกัน 2 หน่วยงาน ทั้งสตช. และผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด และหลังจากนี้คณะพนักงานสอบสวนจะเร่งการสอบสวนคดีทั้งในส่วนผู้เสียชีวิตจำนวน 91 ศพที่ดีเอสไอรับผิดชอบคดี และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน  โดยจะแยกเป็นรายกรณี ยึดดูสถานที่เกิดเหตุ ห้วงเวลาหากใกล้เคียงกันจะรวมเป็นคดีเดียวกัน
        โดยคดีการเสียชีวิตทั้ง 91 ศพ ขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในความผิดชอบของดีเอสไอซึ่งรับเป็นคดีพิเศษ  รวมถึงคดีที่อยู่ระหว่างไต่สวนของศาลว่าเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่จำนวน 21 คดี เนื่องจากหลังศาลไต่สวนแล้วคดีจะส่งกลับมาที่ดีเอสไอ ก็ถือเป็นอีกคดี...ที่ฮอท...ฮอท...อีกคดีหนึ่งของดีเอสไอ
        ส่วนอีกคดีที่ "นายธาริต" แถลงสื่อที่ไร ฟากกทม.ต้องเต้นผาง...ผาง...ทุกทีไปเห็นจะหนีไม่พ้น การตรวจสอบการต่อสัมปทาน
 โครงการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส ของกรุงเทพมหานคร ให้บริษัทเอกชนสัมปทาน ล่าสุด "อธิบดีดีเอสไอ" บอก "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รมว.มหาดไทย มีหนังสือยืนยันมายังดีเอสไอว่า อำนาจในการต่อสัมปทานเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งการดำเนินการที่กทม.จัดการไป กระทรวงมหาดไทยไม่เคยอนุญาต ทางดีเอสไอจะส่งหนังสือไปถึงผู้บริหาร กทม.และคู่สัญญาคือ บริษัทกรุงเทพธนาคม และกลุ่มธนายง ให้มาชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนว่าจะมีข้อโต้แย้งอย่างไรหรือไม่ ซึ่งดีเอสไอ
 จะสรุปข้อมูลการตรวจสอบทั้งหมดเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อขอมติรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษต่อไป ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องดูกันยาว...ยาวครับ
         ส่วนการจัดการประชุมเสวนาเรื่อง "ข้อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคดีพิพาทเกี่ยวกับปัญหาที่ทำกิน"เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์  หลักสี่ กรุงเทพฯ

        เรื่องนี้ไม่ต้องดูยาว...เพราะ "พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล"  ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ  ระบุที่ผ่านมา ดีเอสไอเข้าไปพิสูจน์สิทธิที่ดินและค้นหาประวัติที่ดินหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินคดีเฉพาะผู้บุกรุกที่ดินแปลงใหญ่ๆ รวมถึงรายผู้มีอิทธิพล  ปัญหาที่พบประเทศไทยขณะนี้ มีการแปลภาพถ่ายน้อยมาก แถมยังขาดยังขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอีก ส่วนชาวบ้านก็ยากที่จะเข้าถึงข้อมูลอีก ทำให้เกิดข้อพิพากประชาชนกับเจ้าหน้าที่
            ส่วนนายทุน ผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง กลายเป็นว่ได้ประโยชน์ในการออกเอกสารสิทธิแปลงใหญ่ๆกัน เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ
        ผมหยิบยกเรื่องราวคดีต่างๆ และข่าวคราวที่เกิดขึ้นที่ดีเอสไอ ตลอดต้นสัปดาห์จนถึงวันนี้ มาเขียนจนยาวเหยียด เพราะมีเรื่องราวหนึ่งที่เกิดขึ้นที่ดีเอสไอ และเป็นความหวังหนึ่งของชาวรากหญ้า และผมเองก็มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานนี้ด้วย...งานที่ว่าคือ
         การเปิดศูนย์ช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย ณ ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน (ศชป.ดีเอสไอ) ชั้น 1 อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่  กรุงเทพฯ 10210 หมายเลขโทรศัพท์ 02 – 8319888 ต่อ 3101 หรือ E-Mail Admin@dsi.go.th เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมี "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธานเปิดศูนย์ฯ
     

        "ดร.ศรีปริญญา ธูปกระจ่าง"  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ บอกว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นองค์กรที่ประชาชนคาดหวังเชื่อมั่นการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาจึงปรากฎว่ามีประชาชนติดต่อเข้ามาหลายช่องทาง ทั้งทางโทรศัพท์ และช่องทางอื่นๆ เพื่อปรึกษาข้อกฎหมายต่างๆกับบุคลากรของกรมสอบสวนคดีพิเศษ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในปัญหาข้อขัดแย้ง และปัญหาคดีต่างๆ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ เองก็ได้ให้คำปรึกษา และส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงถือว่าสำคัญซึ่ง "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มุ่งสร้างคุณประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชและประเทศชาติ
        สร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน พัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล โดยที่ผ่านมาการศึกษาความเชื่อมั่นของผู้เกี่ยวข้องกับประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการทำคดีต่างๆ อยู่ในระดับสูงตลอดมา และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน เสมือนคลินิคที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในประเทศ และคนไทยที่มีถิ่นพำนักในต่างประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในสิทธิอันชอบธรรม ให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในปัญหาข้อกฎหมาย
         เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม รวดเร็ว และโปร่งใส ประสานงานส่งต่อภาครัฐ และเอกชน ในการแก้ไขข้อขัดข้อง และข้อกฎหมายแก่ประชาชน
        "ดร.ศรีปริญญา" กล่าวว่า ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานในศูนย์แห่งนี้นับเป็นผู้ที่มีจิตอาสา โดยศรัทธาต่อการ "ปิดทองหลังพระ" คือผู้ยิ่งใหญ่ในใจตน มีความเอื้อเฟื้อเสียสละ เวลา แรงกาย และแรงใจ เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนเกิดประโยชน์สุข และมีความสุขมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีภาคีเครือข่าอาจารย์
มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ร่วมทำบันทึกข้อตกลง ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม  มหาวิทยาลัยธุรกิจบันฑิตย์ ฯลฯ จะเข้าร่วมให้คำปรึกษาในข้อกฎหมายต่างๆแก่ประชาชน เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม รวดเร็ว โปร่งใส ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงนับได้ว่าเป็นศูนย์ฯสีขาว รับเรื่องราวความทุกข์ และเป็นศูนย์ฯสร้างความสุขแก่ประชาชนอย่างแท้จริง
               "ธาริต เพ็งดิษฐ์"  อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่า การเปิดศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน ครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่มีประชาชนได้เข้ามาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นจำนวนมาก และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าเรื่องที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนดังกล่าว บางเรื่องไม่ใช่คดีอาญาและไม่เข้าข่ายที่จะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ จึงไม่อาจรับเรื่องไว้พิจารณาได้ กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาเห็นว่า แม้เรื่องดังกล่าวจะไม่เป็นคดีพิเศษ แต่เมื่อประชาชนได้มาแจ้งความเดือดร้อนแก่หน่วยราชการจนถึงที่แล้ว การที่จะไม่รับเรื่องก็เป็นเสมือนการไม่ให้ความเป็นธรรม ซ้ำเติมความเดือดร้อนเข้าไปอีก จึงพิจารณาดำเนินการในแนวทางที่รับให้คำปรึกษาและแนะนำด้านกฎหมายเบื้องต้นให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนระดับรากหญ้าที่ด้อยโอกาสและขาดความรู้ทางกฎหมายเหล่านี้  จนถึงปัจจุบันเห็นว่า สมควรตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อรับผิดชอบโดยตรง กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงกำหนดวันที่ 7 สิงหาคม 2555 ซึ่งตรงกับ "วันรพี" อันเป็นวันที่ระลึกถึงพระบิดาแห่งกฎหมายไทย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นวันทำพิธีเปิดศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน กรมสอบสวนคดีพิเศษเรียกชื่อย่อว่า "ศชป.ดีเอสไอ" ขึ้น
              "นายธาริต" กล่าวว่า ศชป.ดีเอสไอ จะทำหน้าที่รับเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนที่มายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพิจารณาเรื่องดังกล่าวหากเป็นกรณีที่เข้าหลักเกณฑ์เป็นคดีพิเศษก็จะส่งให้ศูนย์บริหารคดีพิเศษดำเนินตามระเบียบต่อไป แต่หากไม่เข้าหลักเกณฑ์ เช่น ถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือละเมิดสิทธิต่างๆศูนย์ก็จะให้คำแนะนำช่วยเหลือโดยมีบันทึกนำส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่ มูลนิธิ หรือหน่วยราชการ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ให้ทำการช่วยเหลือ รวมทั้งประสานงาน ติดตามผลการดำเนินการจนเสร็จสิ้น การตั้งศูนย์ลักษณะเช่นนี้อาจมีผู้มองว่า ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานต่าง ๆ แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษเชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่ของศูนย์ที่คัดเลือกมาประกอบด้วย นักกฎหมาย และอดีตข้าราชการในสังกัดกรมต่างๆ จำนวนมากเป็นผู้มีประสบการณ์สูง จะเป็นจุดเด่นที่จะทำงานได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งจะสามารถให้คำแนะนำและช่วยเหลือประชาชนได้เป็นอย่างดี
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ทั้งนี้ ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มี "มหิธร กลั่นนุรักษ์"  พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ซึ่ง "นายธาริต" เชื่อมั่นในศักยภาพของดีเอสไอ ที่จะช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะที่ผ่านมาดีเอสไอ ถูกมองว่าทำแต่คดีของคนรวยไม่ได้ช่วยชาวบ้านระดับรากหญ้าเท่าที่ควร ดังนั้น คิดว่าการปรับรูปแบบการทำงานให้เข้าถึงประชาชนระดับรากหญ้า จะช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนไม่มากก็น้อย...!!!       
                                                        นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น