วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

"เชียงของ" สู่ประชาคมอาเซียน


             "ะลอนตามอำเภอใจ"-ประชาชนโดยทั่วไปของประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งรวมถึงคนไทยยังไม่ได้มีความรู้สึกถึงความเป็น "พลเมืองอาเซียน"

            จากรายงานผลการสำรวจข้อคิดเห็นเกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องอาเซียน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าตนเองเป็น "พลเมืองอาเซียน" ไม่ถึงร้อยละ 65 ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งอาเซียน รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศเพื่อร่วมผลักดันให้เกิดการสร้างประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ที่เน้นการปฏิบัติและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในภูมิภาค
          ตามที่ปรากฎในปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานสำหรับประชาคมอาเซียน พ.ศ. 2552-2558 ซึ่งประเทศไทยมีข้อผูกพัน
 ร่วมกับสมาชิกอาเซียนที่จะส่งเสริมให้ประชาชนอาเซียนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการรวมตัวของอาเซียน และกระบวนการเป็นประชาคมอาเซียน นอกจากนี้ ในวาระที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนเมื่อปี 2522 รัฐบาลไทยได้ผลักดันให้เกิดการบรรลุเป้าหมายกฎบัตรอาเซียน การเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง  และการเน้นย้ำความมั่นคงของประชาชนในภูมิภาคเป็นต้น อันจะทำให้ประชาชนสามารถก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ได้อย่างบรรลุผลได้ภายในปี 2558
        ปัจจุบันรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี  ได้ให้ความสำคัญกับการเข้าสู่
 ประชาคมอาเซียน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่สมบรูณ์ สร้างความพร้อมและความเข้มแข็ง 3 เสาหลัก คือ ด้านสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจและความมั่นคง โดยจะมีการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวดำรงฐานวัฒนธรรมและทุนทางสังคม รวมทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณภาพชีประชากร โดยที่ประชาคมอาเซียนทั้ง 3 เสาหลักมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ควรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กัน การกำหนดการก้าวไปสู่ประชาคมเป็นวาระแห่งชาติ จึงควรครอบคลุมทั้ง 3 เสาหลัก เพื่อประกอบกันเป็นประชาคมอาเซียนที่ครบถ้วนสมบรูณ์ โดยมีคณะกรรมการอา
 เซียนแห่งชาติเป็นกลไกระดับประเทศในการประสานการดำเนินงาน และติดตามความคืบหน้าในภาพรวมทุกเสา และมีหน้าที่สำคัญในการผลักดันและสนับสนุนหน่วยงานราชการต่างๆ ในการดำเนินการเพื่อก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียน และได้มีการจัดทำแผนงานแห่งชาติสำหรับการก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนด้วย
         ผมหยิบยกเรื่องการเตรียมตัวสู่ประชาคมอาเซียน มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อ.เชียงของ จ.เชียงราย ดูการเตรียมความพร้อมของ "เชียงของ" ในฐานะเป็นอำเภอชายแดนที่จะต้องก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียน
ในอนาคตว่าเค้าทำอะไรกันบ้าง
          "สรธร สันทัด"  นายอำเภอเชียงของ จ.เชียงราย บอกว่า การส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ คือ "ประตูทองของวัฒนธรรมล้านนา เมืองการค้าสู่สากล ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข" ดำเนินงานภายใต้ 3 เสาหลัก พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณภาพชีวิต สร้างความเข็มแข็งของประชาสังคม โดยพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ รองรับเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสุขภาพที่ดี ฟื้นฟูคุณธรรม จริยธรรม เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและชุมชน เช่น การเตรียมความ
 ของสถานศึกษาในแก่เด็กและเยาวชน ตั้งแต่ระดับอนุบาล มัธยม อาชีวะ กศน.
          การร่วมมือ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับ กำนัน ผญบ.ผู้กลุ่มมวลชน ต่างๆ ในการศึกษาดูงานในประเทศลาว จีน การส่งเสริมการศึกษาแก่ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง กลุ่มเอกชน โดย ด้านภาษา ลาว จีน อังกฤษ การประชุม ระหว่างประเทศ(ประชุมร่วม ไทย-ลาวฯลฯ)ร่วมการเชิญส่วนราชการไทยศึกษาดูงาน
    "นายอำเภอเชียงของ" ยังบอกอีกว่า นอกจากนั้น จะมีการพัฒนาการค้าการลงทุนของประชาชนในพื้นที่
และโลจิสติกส์ โดยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน พัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพมาตรฐาน พัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการ หาช่องทางเพิ่มมูลค่าการค้าในตลาดและแสวงหาตลาดใหม่ ตลอดจนพัฒนา Logistics การหาตลาดในประเทศลาว และจีนตอนใต้ (โดนเฉพาะเขตปกครองพิเศษสิบสองบันนา) ด้วยความได้เปรียบในฐานะมี จุดเชื่อมต่อ(สะพานแห่งที่ 4)
 การส่งเสริมตลาดการส่งออกผลไม้ ไทย ที่ปลูกไม่ดีใน จีน อาทิ เงาะ มังคุด แก้วมังกร ฯลฯ พืชผักตามฤดูกาล ในประเทศจีนยังมีความต้องการอีกมาก การส่งเสริม ตลาดotop ของกลุ่มฯในพื้นที่ อำเภอเชียงของ และกลุ่มที่สนใจ โดยจะทดลองวางขายในประเทศจีน ที่เขตปกครองพิเศษสิบสองบันนา ฯลฯ
           "ตะลอนตามอำเภอใจ" ยังมีโอกาสแวะเวียนไปที่ โรงเรียนอนุบาลเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย  เพราะหลายหน่วยงานต่างให้ความสำคัญในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งในส่วนของสถานบันการศึกษานับว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมในเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้กับครู นักเรียน นักศึกษา และบุคคลากรในสถาบันการศึกษา ซึ่งการพัฒนาเพื่อพร้อมรับประชาคมอาเซียน จะเห็นได้ว่าเริ่มตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล โดยเฉพาะการเสริมหลักสูตรสอนภาษาให้กับนักเรียน
          "อัครเดช ยมภักดี" ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงของ บอกว่า โรงเรียนอนุบาลเชียงของ ได้ตระหนักถึงความพร้อมด้านการศึกษาในการ
 เข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยมีการเสริมหลักสูตรสอนภาษาให้กับนักเรียน ซึ่งทางโรงเรียนได้มีการปรับนโยบายของโรงเรียน ตั้งแต่การปรับวิสัยทัศน์ให้เข้าสู่มาตรฐานสากล และปรับหลักสูตรการเรียนการสอนในสถานศึกษาแบบบูรณาการ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีการเรียนรู้มากขึ้น พร้อมประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ปกครอง ชุมชนด้วย โดยมีการปรับหลักสูตรในการสอนภาษาให้กับนักเรียนในสถาบัน เปิดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และภาษาจีน มาตั้งแต่ปี 2546 ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
 และยังเป็นการพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วย รวมทั้งมีการจัดบรรยากาศของโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้อาเซียนศึกษา จัดห้องเรียน Mini English Program โดยให้ครูเจ้าของภาษาเป็นผู้สอนและมีครูชาวไทยเป็นผู้ช่วย โดยในอนาคตอาจจะมีการเปิดสอนภาษาญี่ปุ่น และฟิลิปินส์ เพิ่มเติมด้วย
        "อภิญญา ไชยลังการ" เด็กหญิงนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 วัย 14 ปี ของโรงเรียนอนุบาลเชียงของ บอกว่า ตนเองสนใจเรียนภาษาอังกฤษ เนื่องจากเห็นว่าเป็นภาษาที่สำคัญ

 ที่ต้องใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน รวมทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนได้ศึกษาด้านภาษาให้มีความรู้มากขึ้น รวมทั้งให้มีการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง
        "วิไล จุตอง"  เด็กหญิงนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 วัย 14 ปี ของโรงเรียนอนุบาลเชียงของ เช่นกัน บอกว่า ตนเองสนใจเรียนภาษาจีนมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเห็นว่าการที่โรงเรียนมีการเปิดการเรียนการสอนด้านภาษาให้กับนักเรียนถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"
การได้มาเยือน "เชียงของ" ครั้งนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตา อย่างยิ่ง และอีก 3 ปีข้างประเทศไทย จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 การเตรียมความพร้อมในทุกด้านจึงถือเป็นเรื่องสำคัญและสำหรับพม่า แม้จะเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิ
 ภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เมื่อพูดถึงอาหารประจำชาติของดินแดนแห่งนี้แล้ว มีเพียงอาหารชนิดเดียวที่เป็นที่นิยมชมชอบของคนทุกเพศทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และที่สำคัญคือรับประทานได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่พบเห็นบ่อยที่สุดตามข้างทางเท้า อาหารจานเด็ดจานนี้คือ "โมฮิงกา" หรือที่คนไทยหลายคนเรียกกันว่า "ขนมจีนพม่า" ส่วนขนมจีนพม่าที่ผมได้แวะชิมที่โรงเรียนอนุบาลเชียงของ เป็นฝีมือของน้องๆนักเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ในการศึกษาวัฒนะธรรมต่างๆของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเปิดเสรีอาเซี่ยน...อร่อยใช้ได้ทีเดียวล่ะ...!!!

                                                            นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น