วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ลุยอิทธิพลฮั้วประมูล

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันสาธารณภัย และการใช้จ่ายเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 1 ที่ ทำเนียบรัฐบาล
       ที่มี "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ภายหลังจาก "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ติดตามเป็นพิเศษ  โดยได้เรียกประชุม 3 หน่วยงาน คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปรามปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ในการติดตามข้อมูลและบูรณาการทำงานร่วมกัน และการแก้ปัญหาทุจริตทั้ง 3 เรื่อง โดย "ร.ต.อ.เฉลิม" ได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคทั้ง 9 ภาค
และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เป็นแกนหลักในการทำงานในแต่ละพื้นที่ที่รับผิดชอบ
            "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่า ขณะนี้ดีเอสไอมีแผนเกี่ยวกับคดีดังกล่าวแล้ว และได้รับมอบหมายจากโดย "ร.ต.อ.เฉลิม"  ให้จัดทำพิมพ์เขียวรูปแบบการทุจริตทั้ง 3 ปะเภท เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตาม จับตาและเฝ้าระวังการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต โดยได้จัดตั้ง คณะกรรมการอำนวยการในการทำงานติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
            ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะเมื่อช่วงสายๆวันที่ 15 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่จ.อำนาจเจริญ ติดตามภารกิจ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังกับตำรวจภูธรภาค 3 ปฎิบัติการณ์ ลุยแก๊งอิทธิพลฮั้วประมูลภายในจ.อำนาจเจริญ แห่งนี้ นำทีมโดย "ศิวาพร  ชื่นจิตต์ศิริ" รองธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ "พ.อ.พินิธ ตั้งสกุล" ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ "พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร"  ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค

        "ภาสกร  เจนประวิทย์" ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วย "พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล"  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 "พล.ต.ต.รุจิรัตน์  หลุ่มบุญเรือง" ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ นำกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ กว่า 50 นาย ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อขอหมายค้น ร่วมกันเข้าตรวจค้นตึก 4 ชั้นเลขที่ 946-948/1 ม.9 ต.บุ่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ

      หลังสืบทราบว่า บ้านดังกล่าวเป็นที่ทำการของบริษัท อำนาจเจริญกรุ๊ป มีพฤติการณ์ในลักษณะฮั้วประมูล   
             "ศิวาพร ชื่นจิตต์ศิริ" รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่าการเข้าตรวจค้นดังกล่าว เป็นไปตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 156/2555 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ที่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการทุจริตในการรับจำนำข้าว การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันสาธารณภัย และการใช้จ่ายเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      โดยมี "ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และจาการตรวจสอบพบว่า โครงการจ้างเหมาขุดสระน้ำขนาดเล็กในไร่นา และจ้างเหมาขุดร่องน้ำรอบแปลงนา ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีเชิงการค้า 
จังหวัดอำนาจเจริญ
พ.ศ. 2545 ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในเขตความรับผิดชอบของจังหวัดอำนาจเจริญ มีการกีดกัน และสมยอมในการเสนอราคา โดยผู้เสนอราคาได้มีการสมคบในการเสนอราคา หรือ ฮั้วประมูลงาน ราคากลาง วงเงินประมาณ 30 ล้านบาท   
            "ภาสกร  เจนประวิทย์" ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บอกว่า ทางดีเอสไอสืบสวนพบว่า "ฐิติวัจน์ ตั้งตระกูลวงศ์" น้องชายว่าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ (อบจ.) ผู้ต้องหากับพวกร่วมกันทำการขัดขวาง และใช้กำลังประทุษร้าย หรือทำการขู่เข็ญไม่ให้เข้าไปทำการยื่นซองประกวดราคา จนทำให้ผู้ร้องกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต และร่างกาย โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อำนาจเจริญ กรุ๊ป เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ
 อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 5, 6, 9  ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับร้อยละ50 ของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดนั้น หรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
        ขณะเดียวกันคณะทำงานของ "ศิวาพร ชื่นจิตต์ศิริ" รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ"พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล"  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เข้าตรวจสอบโรงสีข้าวเกษตรธัญญเจริญ  ต.บุ่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ โดยการตรวจสอบโรงสีข้าวที่รับจำนำข้าวและโกดังเก็บข้าว เป็นการตรวจสอบการรับจำนำข้าวเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และให้เกษตรกรเกิดความสบายใจที่โครงการรับจำนำข้าวที่จุดรับจำนำข้าวจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต
  
       "รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ"  บอกว่า ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ประชุมร่วมกับ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และคณะอนุกรรมการอำนวยการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการทุจริตในการรับจำนำข้าวฯ เพื่อเตรียมพร้อมตรวจสอบป้องการการทุจริตในการรับจำนำข้าวนาปี นาปรัง
ฤดูกาลผลิต ที่ 2555 / 2556 ในภาคอีสาน เบื้องต้น ทุกหน่วยงานจะประสานแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน โดยดีเอสไอ และ ป.ป.ท. จะมีหน่วยข่าวกรองตรวจสอบในทุกพื้นที่ ขณะที่ ทางตำรวจภูธรภาค 3 จะส่งตำรวจ 5 นาย ประจำจุดรับจำนำทุกจุด เพื่อป้องปราบและเฝ้าระวังการทุจริตในทุกพื้นที่ไปจนกระทั่งโครงการสิ้นสุดลง
         "พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล"  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 บอกว่า ภารกิจดังกล่าวเป็นความร่วมมือกันทำงานของทั้ง 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ และป.ป.ท. ปฎิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ดูแลผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะการป้องกันการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งจะเป็นลักษณะการบูรณาการทำงานในทุกๆส่วน เพื่อให้ผลประโยชน์ของชาติและประชาชนไม่รั่วไหลไปไหน
       ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว" ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดย "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์"  บอกว่า ถือเป็นครั้งแรก ในการตรวจสอบที่ให้ผู้เชี่ยวชาญเก็บตัวอย่าง เพื่อนำไปตรวจ ดีเอ็นเอ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงพันธุ์ข้าว และทำให้พันธุ์ข้าวมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยหลังจากนี้จะมีการสุ่มตรวจไปในทุกพื้นที่ หากพบในด้านการข่าว ก็จะดำเนินการตรวจสอบทันที  
           สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบในจ.พระนครศรีอยุธยา คาดว่าน่าจะมีการทุจริตการจำนำข้าวเกิดขึ้น เพราะจากข้อมูลพบว่ามีโรงสีข้าวจำนวน 26 แห่ง และโกดังอีก 3 แห่ง...!!!
                                                        นวย  เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น