วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คืนธรรมชาติปลอดสารพิษ สู่วิถีชุมชนลำน้ำบางปะกง

           "ะลอนตามอำเภอใจ"- หากเอ่ยถึง "บางปะกง" อดไม่ได้ที่จะนึกถึง การ "ล่องเรือชมปลาโลมา" บริเวณต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะช่วงเดือนพ.ย.-ม.ค.ของทุกปี
          บริเวณนี้จะมีปลาดุกทะเล ซึ่งเป็นอาหารโปรดของปลาโลมาเป็นจำนวนมาก ปลาโลมาจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงประมาณ 40-50 ตัว และกระโดดขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำพร้อมๆกัน ครั้งละประมาณ 3-4 ตัว พันธุ์ที่พบมากคือ ปลาโลมาอิรวดี ลักษณะเด่นมีหัวบาตร และหลังมีครีบ ส่วนโลมาหลังโหนก โลมาปากขวด รวมทั้งปลาโลมาเผือก ที่มีความสวยงาม ผู้สนใจสามารถมาเที่ยวชมได้ โดยเดินทางตามถนนกรุงเทพ-ชลบุรี (บางนา-ตราด) เลี้ยวกลับรถบริเวณ กม.53 หน้าโรงไฟฟ้าบางปะกง แล้วเข้าทางคู่ขนาน แยกซ้ายมือเข้าถนนสุขุมวิทสายเก่า ทางเข้าเทศบาล
 ตำบลท่าข้าม ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกลงเรือได้ที่ท่าเรือเทศบาลตำบลท่าข้าม หมู่ที่ 1 หรือ หมู่ที่ 8 ได้ตามความพอใจระยะเวลา ในการนั่งเรือออกไปชม ไป-กลับ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ตามระยะทางที่จะพบปลาโลมาหาอาหาร
          ส่วน "เกาะนก" อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกเกาะเล็กๆ กลางแม่น้ำบางปะกง บริเวณปากอ่าว บนเกาะนี้เต็มไปด้วยป่าชายเลน เพราะเป็นหนึ่งในโครงการปลูกป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติบนเกาะเป็นที่อยู่ของนกมากมายหลายชนิด จึงเป็นแหล่งดูนก ที่น่าสนใจแหล่งหนึ่ง บนเกาะไม่มีพื้น
ดินให้เดินขึ้น แต่มีสะพานไม้เดินเข้าไปเส้นทางเป็นวงกลมไม่ใหญ่นัก"เกาะนก" อยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่ออกไปชมปลาโลมามากนัก มีพื้นที่ 125 ไร่ เป็นศูนย์รวมของนกสายพันธุ์ต่างๆ เช่น นกกาน้ำ นกกระยาง ค้างคาว และนกปากห่าง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดบนเกาะนก ภายในเกาะก็จะมีทางเดินโดยรอบ
และหอดูนก 2 จุดด้วยกัน ซึ่งจะสามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพในมุมสูงได้รอบบริเวณเกาะบางปะกง
      ย้อนกลับไปในอดีตวิถีชีวิตของชาวบางปะกง มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เนื่องจากมีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งอาหารต่างๆเหล่านั้นก็มาจากแม่น้ำบางปะกง เสมือนหนึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่
 คอยหล่อเลี้ยงชีวิตให้กับชาวบางปะกงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชาวบางปะกงอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยกันและเป็นชุมชนที่มีลักษณะความเป็นพี่เป็นน้องกัน อาชีพหลักที่ชาวบางปะกงได้ใช้เลี้ยงตนเองและครอบครัวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั่น ก็คงหนีไม่พ้นการทำประมงเป็นหลัก 
          คำว่า "บางปะกง" เพี้ยนมาจากคำว่า "บางมังกง" ซึ่งได้ชื่อมาจากปลามังกง หรือ ปลาอีกง ที่พบชุกชุมในถิ่นนี้ บางตำนานว่าชื่อบางปะกง อาจมาจากมีต้นโกงกางที่ป่าชายเลนเป็นจำนวนมาก จึงเรียกว่า "บางปะกง" จัดตั้งเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ. 2450 อ.บางปะกง อยู่บนฝั่ง
ขวาของแม่น้ำบางปะกง ถือเป็นประตูเข้าเขตภาคตะวันออก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกใต้ของของจังหวัดฉะเชิงเทรา บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง ห่างจากตัวจังหวัดไปประมาณ 22 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ  45 กิโลเมตร อ.บางปะกง  มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1-2  เมตร   พื้นที่บางส่วนอยู่ติดทะเล
 มีสภาพเป็นป่าชายเลน  สภาพน้ำในแม่น้ำบางปะกง น้ำจะจืดอยู่ประมาณ  6 เดือน  และมีน้ำเค็มประมาณ  6  เดือน  พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ประกอบการเกษตร  เช่น  เลี้ยงกุ้ง  เลี้ยงปลา
        ผมหยิบยกเรื่องราวของ "บางปะกง" มาเขียนถึง นอกจากจะเป็นการบอกกล่าวถึงความสำคัญของ อ.บางปะกง แล้ว สิ่งสำคัญ คือการได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ " ติดตามดูภารกิจของสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในการตรวจสอบโรงงานแห่งหนึ่งภายในหมู่ที่ 3 ต.สองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อเร็วๆนี้ หลังจากชาวบ้านร้องเรียนดีเอสไอ

 ให้ช่วยมาตรวจสอบหน่อย
          โดยชาวบ้านในต.สองคลอง และต.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการทางด้านกฎหมายแก่ผู้เช่าพื้นที่ของกรมธนารักษ์ จำนวน 10 ไร่ โดยเฉพาะค่าชดเชยจากผู้เช่าที่ดิน ให้แก่เกษตรกรที่ทำการเลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา ในเขตตำบลสองคลอง กว่า 100 ราย เป็นมูลค่ารวมกว่า 70 ล้านบาทโดยเร็ว  ซึ่งได้ส่งรายละเอียดผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราไปยังผู้เช่าเมื่อปลายปีที่แล้ว รวมทั้งยังได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้เช่า  แต่ทั้งสองเรื่องก็ไม่มีความคืบหน้าแต่ยังใด และการ
ลักลอบนำเอากากของเสียและสารเคมีมาทิ้งในพื้นที่ จนเกิดการรั่วไหลลงแหล่งน้ำ และเข้าพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร จนเป็นเหตุให้สัตว์น้ำล้มตายเป็นจำนวนมาก แถมชาวบ้านยังได้รับผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยอีกด้วย 
         "สุชาติ แสวงไวศยสุข" นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา บอกว่า มีการนำสารเคมีอันตรายมาทิ้งในพื้นที่จริง ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนตำบลสองคลอง ได้แจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว และให้ทางผู้เช่าได้ทำการขนย้ายขยะที่มีสารเคมีปนเปื้อนออกจากพื้นที่ แต่ทางผู้เช่าอ้างว่ายังไม่มีงบประมาณเพียงพอ ในการขนย้าย ซึ่งได้มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแล้ว โดยเบื้องต้นทางอุตสาหกรรมจังหวัดได้ตั้งงบประมาณมาประมาณ 2 ล้านบาท เพื่อดำเนินการขนย้ายขยะปนเปื้อนสารเคมีออกจากพื้นที่แล้ว เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน
    "พ.ต.ท.วรวุฒิ สุวรรณวิก" รองผกก.สส.สภ.บางปะกง บอกว่า เรื่องนี้พนักงานสอบสวนสภ.บางปะกง รับเป็นคดีไว้แล้ว ทั้งในส่วนของชาวบ้านที่เดือดร้อน และในส่วนของอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่แจ้งความดำเนินคดี ผู้เช่าที่ได้มอบตัวและ

 ประกันตัวไป ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนสภ.บางปะกง ได้สรุปสำนวนทั้งหมดเสนอไปยังอัยการเรียบร้อยแล้ว
          "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว"  ผบ.สำนักความมั่นคง หลังลงพื้นที่ตรวจสอบ บอกว่า เบื้องต้นมีการกระทำความผิดจริง เนื่องจากพบร่องรอยของการกลบทิ้ง โดยเฉพาะกากสารเคมีที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่ด้านริมแม่น้ำบางปะกง และมีการฝังดินอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังจากนี้ไปคงเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจใน
 พื้นที่ ซึ่งจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ในส่วนของดีเอสไอ ก็จะดูว่าหากชาวบ้าน
 ไม่ได้รับความเป็นธรรม และพบว่ามีการใช้อิทธิพล ดีเอสไอก็จะขอทำคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ที่สำคัญทางกรมควบคุมมลพิษ และอุตสาหกรรมจังหวัดก็ต้องมาดูแลรับผิดชอบร่วมด้วยอยู่แล้ว
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนั้นผมมีโอกาสได้เดินเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชาวบ้านในการทำประมงชายฝั่งลำน้ำบางปะกง ที่มีอาชีพ เลี้ยงหอยแครง ปลากะพง และสัตว์น้ำอีกนานาชนิด ทุกคนมีความหวังว่าหลังจากนี้ไปชุมชนของพวกเขา คงปลอดภัยจากพิษภัยของสารเคมี หลังจาก "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ "รอยยิ้ม" ชาวบ้านที่เห็นท่ามกลางฝนตกอย่างหนักจนกระทั่งโปรยปรายในวันนั้น บ่งบอกถึงความสุขและมีความหวังในการคืนธรรมชาติที่ปลอดสารพิษกลับคืนสู่ชุมชนพวกเขาอีกครั้ง....!!!
                              นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น