วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

"เชียงของ" สู่ประชาคมอาเซียน


             "ะลอนตามอำเภอใจ"-ประชาชนโดยทั่วไปของประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งรวมถึงคนไทยยังไม่ได้มีความรู้สึกถึงความเป็น "พลเมืองอาเซียน"

            จากรายงานผลการสำรวจข้อคิดเห็นเกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องอาเซียน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าตนเองเป็น "พลเมืองอาเซียน" ไม่ถึงร้อยละ 65 ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งอาเซียน รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศเพื่อร่วมผลักดันให้เกิดการสร้างประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ที่เน้นการปฏิบัติและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในภูมิภาค
          ตามที่ปรากฎในปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานสำหรับประชาคมอาเซียน พ.ศ. 2552-2558 ซึ่งประเทศไทยมีข้อผูกพัน
 ร่วมกับสมาชิกอาเซียนที่จะส่งเสริมให้ประชาชนอาเซียนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการรวมตัวของอาเซียน และกระบวนการเป็นประชาคมอาเซียน นอกจากนี้ ในวาระที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนเมื่อปี 2522 รัฐบาลไทยได้ผลักดันให้เกิดการบรรลุเป้าหมายกฎบัตรอาเซียน การเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง  และการเน้นย้ำความมั่นคงของประชาชนในภูมิภาคเป็นต้น อันจะทำให้ประชาชนสามารถก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ได้อย่างบรรลุผลได้ภายในปี 2558
        ปัจจุบันรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี  ได้ให้ความสำคัญกับการเข้าสู่
 ประชาคมอาเซียน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่สมบรูณ์ สร้างความพร้อมและความเข้มแข็ง 3 เสาหลัก คือ ด้านสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจและความมั่นคง โดยจะมีการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวดำรงฐานวัฒนธรรมและทุนทางสังคม รวมทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณภาพชีประชากร โดยที่ประชาคมอาเซียนทั้ง 3 เสาหลักมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ควรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กัน การกำหนดการก้าวไปสู่ประชาคมเป็นวาระแห่งชาติ จึงควรครอบคลุมทั้ง 3 เสาหลัก เพื่อประกอบกันเป็นประชาคมอาเซียนที่ครบถ้วนสมบรูณ์ โดยมีคณะกรรมการอา
 เซียนแห่งชาติเป็นกลไกระดับประเทศในการประสานการดำเนินงาน และติดตามความคืบหน้าในภาพรวมทุกเสา และมีหน้าที่สำคัญในการผลักดันและสนับสนุนหน่วยงานราชการต่างๆ ในการดำเนินการเพื่อก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียน และได้มีการจัดทำแผนงานแห่งชาติสำหรับการก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนด้วย
         ผมหยิบยกเรื่องการเตรียมตัวสู่ประชาคมอาเซียน มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อ.เชียงของ จ.เชียงราย ดูการเตรียมความพร้อมของ "เชียงของ" ในฐานะเป็นอำเภอชายแดนที่จะต้องก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียน
ในอนาคตว่าเค้าทำอะไรกันบ้าง
          "สรธร สันทัด"  นายอำเภอเชียงของ จ.เชียงราย บอกว่า การส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ คือ "ประตูทองของวัฒนธรรมล้านนา เมืองการค้าสู่สากล ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข" ดำเนินงานภายใต้ 3 เสาหลัก พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณภาพชีวิต สร้างความเข็มแข็งของประชาสังคม โดยพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ รองรับเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสุขภาพที่ดี ฟื้นฟูคุณธรรม จริยธรรม เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและชุมชน เช่น การเตรียมความ
 ของสถานศึกษาในแก่เด็กและเยาวชน ตั้งแต่ระดับอนุบาล มัธยม อาชีวะ กศน.
          การร่วมมือ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับ กำนัน ผญบ.ผู้กลุ่มมวลชน ต่างๆ ในการศึกษาดูงานในประเทศลาว จีน การส่งเสริมการศึกษาแก่ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง กลุ่มเอกชน โดย ด้านภาษา ลาว จีน อังกฤษ การประชุม ระหว่างประเทศ(ประชุมร่วม ไทย-ลาวฯลฯ)ร่วมการเชิญส่วนราชการไทยศึกษาดูงาน
    "นายอำเภอเชียงของ" ยังบอกอีกว่า นอกจากนั้น จะมีการพัฒนาการค้าการลงทุนของประชาชนในพื้นที่
และโลจิสติกส์ โดยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน พัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพมาตรฐาน พัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการ หาช่องทางเพิ่มมูลค่าการค้าในตลาดและแสวงหาตลาดใหม่ ตลอดจนพัฒนา Logistics การหาตลาดในประเทศลาว และจีนตอนใต้ (โดนเฉพาะเขตปกครองพิเศษสิบสองบันนา) ด้วยความได้เปรียบในฐานะมี จุดเชื่อมต่อ(สะพานแห่งที่ 4)
 การส่งเสริมตลาดการส่งออกผลไม้ ไทย ที่ปลูกไม่ดีใน จีน อาทิ เงาะ มังคุด แก้วมังกร ฯลฯ พืชผักตามฤดูกาล ในประเทศจีนยังมีความต้องการอีกมาก การส่งเสริม ตลาดotop ของกลุ่มฯในพื้นที่ อำเภอเชียงของ และกลุ่มที่สนใจ โดยจะทดลองวางขายในประเทศจีน ที่เขตปกครองพิเศษสิบสองบันนา ฯลฯ
           "ตะลอนตามอำเภอใจ" ยังมีโอกาสแวะเวียนไปที่ โรงเรียนอนุบาลเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย  เพราะหลายหน่วยงานต่างให้ความสำคัญในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งในส่วนของสถานบันการศึกษานับว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมในเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้กับครู นักเรียน นักศึกษา และบุคคลากรในสถาบันการศึกษา ซึ่งการพัฒนาเพื่อพร้อมรับประชาคมอาเซียน จะเห็นได้ว่าเริ่มตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล โดยเฉพาะการเสริมหลักสูตรสอนภาษาให้กับนักเรียน
          "อัครเดช ยมภักดี" ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงของ บอกว่า โรงเรียนอนุบาลเชียงของ ได้ตระหนักถึงความพร้อมด้านการศึกษาในการ
 เข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยมีการเสริมหลักสูตรสอนภาษาให้กับนักเรียน ซึ่งทางโรงเรียนได้มีการปรับนโยบายของโรงเรียน ตั้งแต่การปรับวิสัยทัศน์ให้เข้าสู่มาตรฐานสากล และปรับหลักสูตรการเรียนการสอนในสถานศึกษาแบบบูรณาการ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีการเรียนรู้มากขึ้น พร้อมประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ปกครอง ชุมชนด้วย โดยมีการปรับหลักสูตรในการสอนภาษาให้กับนักเรียนในสถาบัน เปิดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และภาษาจีน มาตั้งแต่ปี 2546 ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
 และยังเป็นการพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วย รวมทั้งมีการจัดบรรยากาศของโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้อาเซียนศึกษา จัดห้องเรียน Mini English Program โดยให้ครูเจ้าของภาษาเป็นผู้สอนและมีครูชาวไทยเป็นผู้ช่วย โดยในอนาคตอาจจะมีการเปิดสอนภาษาญี่ปุ่น และฟิลิปินส์ เพิ่มเติมด้วย
        "อภิญญา ไชยลังการ" เด็กหญิงนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 วัย 14 ปี ของโรงเรียนอนุบาลเชียงของ บอกว่า ตนเองสนใจเรียนภาษาอังกฤษ เนื่องจากเห็นว่าเป็นภาษาที่สำคัญ

 ที่ต้องใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน รวมทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนได้ศึกษาด้านภาษาให้มีความรู้มากขึ้น รวมทั้งให้มีการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง
        "วิไล จุตอง"  เด็กหญิงนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 วัย 14 ปี ของโรงเรียนอนุบาลเชียงของ เช่นกัน บอกว่า ตนเองสนใจเรียนภาษาจีนมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเห็นว่าการที่โรงเรียนมีการเปิดการเรียนการสอนด้านภาษาให้กับนักเรียนถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"
การได้มาเยือน "เชียงของ" ครั้งนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตา อย่างยิ่ง และอีก 3 ปีข้างประเทศไทย จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 การเตรียมความพร้อมในทุกด้านจึงถือเป็นเรื่องสำคัญและสำหรับพม่า แม้จะเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิ
 ภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เมื่อพูดถึงอาหารประจำชาติของดินแดนแห่งนี้แล้ว มีเพียงอาหารชนิดเดียวที่เป็นที่นิยมชมชอบของคนทุกเพศทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และที่สำคัญคือรับประทานได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่พบเห็นบ่อยที่สุดตามข้างทางเท้า อาหารจานเด็ดจานนี้คือ "โมฮิงกา" หรือที่คนไทยหลายคนเรียกกันว่า "ขนมจีนพม่า" ส่วนขนมจีนพม่าที่ผมได้แวะชิมที่โรงเรียนอนุบาลเชียงของ เป็นฝีมือของน้องๆนักเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ในการศึกษาวัฒนะธรรมต่างๆของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเปิดเสรีอาเซี่ยน...อร่อยใช้ได้ทีเดียวล่ะ...!!!

                                                            นวย เมืองธน

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ลุยอิทธิพลฮั้วประมูล

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันสาธารณภัย และการใช้จ่ายเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 1 ที่ ทำเนียบรัฐบาล
       ที่มี "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ภายหลังจาก "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ติดตามเป็นพิเศษ  โดยได้เรียกประชุม 3 หน่วยงาน คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปรามปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ในการติดตามข้อมูลและบูรณาการทำงานร่วมกัน และการแก้ปัญหาทุจริตทั้ง 3 เรื่อง โดย "ร.ต.อ.เฉลิม" ได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคทั้ง 9 ภาค
และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เป็นแกนหลักในการทำงานในแต่ละพื้นที่ที่รับผิดชอบ
            "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่า ขณะนี้ดีเอสไอมีแผนเกี่ยวกับคดีดังกล่าวแล้ว และได้รับมอบหมายจากโดย "ร.ต.อ.เฉลิม"  ให้จัดทำพิมพ์เขียวรูปแบบการทุจริตทั้ง 3 ปะเภท เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตาม จับตาและเฝ้าระวังการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต โดยได้จัดตั้ง คณะกรรมการอำนวยการในการทำงานติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
            ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะเมื่อช่วงสายๆวันที่ 15 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่จ.อำนาจเจริญ ติดตามภารกิจ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังกับตำรวจภูธรภาค 3 ปฎิบัติการณ์ ลุยแก๊งอิทธิพลฮั้วประมูลภายในจ.อำนาจเจริญ แห่งนี้ นำทีมโดย "ศิวาพร  ชื่นจิตต์ศิริ" รองธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ "พ.อ.พินิธ ตั้งสกุล" ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ "พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร"  ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค

        "ภาสกร  เจนประวิทย์" ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วย "พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล"  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 "พล.ต.ต.รุจิรัตน์  หลุ่มบุญเรือง" ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ นำกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ กว่า 50 นาย ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อขอหมายค้น ร่วมกันเข้าตรวจค้นตึก 4 ชั้นเลขที่ 946-948/1 ม.9 ต.บุ่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ

      หลังสืบทราบว่า บ้านดังกล่าวเป็นที่ทำการของบริษัท อำนาจเจริญกรุ๊ป มีพฤติการณ์ในลักษณะฮั้วประมูล   
             "ศิวาพร ชื่นจิตต์ศิริ" รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่าการเข้าตรวจค้นดังกล่าว เป็นไปตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 156/2555 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ที่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการทุจริตในการรับจำนำข้าว การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันสาธารณภัย และการใช้จ่ายเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      โดยมี "ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และจาการตรวจสอบพบว่า โครงการจ้างเหมาขุดสระน้ำขนาดเล็กในไร่นา และจ้างเหมาขุดร่องน้ำรอบแปลงนา ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีเชิงการค้า 
จังหวัดอำนาจเจริญ
พ.ศ. 2545 ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในเขตความรับผิดชอบของจังหวัดอำนาจเจริญ มีการกีดกัน และสมยอมในการเสนอราคา โดยผู้เสนอราคาได้มีการสมคบในการเสนอราคา หรือ ฮั้วประมูลงาน ราคากลาง วงเงินประมาณ 30 ล้านบาท   
            "ภาสกร  เจนประวิทย์" ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บอกว่า ทางดีเอสไอสืบสวนพบว่า "ฐิติวัจน์ ตั้งตระกูลวงศ์" น้องชายว่าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ (อบจ.) ผู้ต้องหากับพวกร่วมกันทำการขัดขวาง และใช้กำลังประทุษร้าย หรือทำการขู่เข็ญไม่ให้เข้าไปทำการยื่นซองประกวดราคา จนทำให้ผู้ร้องกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต และร่างกาย โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อำนาจเจริญ กรุ๊ป เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ
 อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 5, 6, 9  ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับร้อยละ50 ของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดนั้น หรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
        ขณะเดียวกันคณะทำงานของ "ศิวาพร ชื่นจิตต์ศิริ" รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ"พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล"  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เข้าตรวจสอบโรงสีข้าวเกษตรธัญญเจริญ  ต.บุ่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ โดยการตรวจสอบโรงสีข้าวที่รับจำนำข้าวและโกดังเก็บข้าว เป็นการตรวจสอบการรับจำนำข้าวเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และให้เกษตรกรเกิดความสบายใจที่โครงการรับจำนำข้าวที่จุดรับจำนำข้าวจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต
  
       "รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ"  บอกว่า ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ประชุมร่วมกับ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และคณะอนุกรรมการอำนวยการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการทุจริตในการรับจำนำข้าวฯ เพื่อเตรียมพร้อมตรวจสอบป้องการการทุจริตในการรับจำนำข้าวนาปี นาปรัง
ฤดูกาลผลิต ที่ 2555 / 2556 ในภาคอีสาน เบื้องต้น ทุกหน่วยงานจะประสานแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน โดยดีเอสไอ และ ป.ป.ท. จะมีหน่วยข่าวกรองตรวจสอบในทุกพื้นที่ ขณะที่ ทางตำรวจภูธรภาค 3 จะส่งตำรวจ 5 นาย ประจำจุดรับจำนำทุกจุด เพื่อป้องปราบและเฝ้าระวังการทุจริตในทุกพื้นที่ไปจนกระทั่งโครงการสิ้นสุดลง
         "พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล"  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 บอกว่า ภารกิจดังกล่าวเป็นความร่วมมือกันทำงานของทั้ง 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ และป.ป.ท. ปฎิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ดูแลผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะการป้องกันการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งจะเป็นลักษณะการบูรณาการทำงานในทุกๆส่วน เพื่อให้ผลประโยชน์ของชาติและประชาชนไม่รั่วไหลไปไหน
       ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว" ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดย "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์"  บอกว่า ถือเป็นครั้งแรก ในการตรวจสอบที่ให้ผู้เชี่ยวชาญเก็บตัวอย่าง เพื่อนำไปตรวจ ดีเอ็นเอ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงพันธุ์ข้าว และทำให้พันธุ์ข้าวมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยหลังจากนี้จะมีการสุ่มตรวจไปในทุกพื้นที่ หากพบในด้านการข่าว ก็จะดำเนินการตรวจสอบทันที  
           สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบในจ.พระนครศรีอยุธยา คาดว่าน่าจะมีการทุจริตการจำนำข้าวเกิดขึ้น เพราะจากข้อมูลพบว่ามีโรงสีข้าวจำนวน 26 แห่ง และโกดังอีก 3 แห่ง...!!!
                                                        นวย  เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เปิดศูนย์ช่วยรากหญ้าถูกมองทำแต่คดีคนรวย

        "ะลอนตามอำเภอใจ"-ตลอดระยะเวลาของสัปดาห์นี้ หลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยเฉพาะข่าวคราวหลากหลายเรื่องราว ที่ปรากฎตามสื่อแขนงต่างๆ 
        ถือเป็นเรื่องฮอท...ฮอต...พอสมควร  ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะพนักงานสอบสวนชุดใหม่ ในกรณีการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมทางการเมืองระหว่างวันที่ 10 เม.ย.และ 19 พ.ค.2553  ที่มี "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ ประธานโดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ  "พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข" รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ  "พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์" ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร และรองหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ  "พ.ต.ต.วัลลภ ประทุมเมือง" ผบก.น.6 และพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบในแต่ละท้องที่เกิดเหตุอีกกว่า 50 นาย เข้าร่วมประชุมด้วย
           "นายธาริต" ระบุว่า การประชุมคณะพนักงานสอบสวนในครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกหลังมีการปรับเปลี่ยนคณะพนักงานสอบสวนชุดใหม่ขึ้นทำหน้าที่โดยเป็นการประชุมร่วมกัน 2 หน่วยงาน ทั้งสตช. และผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด และหลังจากนี้คณะพนักงานสอบสวนจะเร่งการสอบสวนคดีทั้งในส่วนผู้เสียชีวิตจำนวน 91 ศพที่ดีเอสไอรับผิดชอบคดี และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน  โดยจะแยกเป็นรายกรณี ยึดดูสถานที่เกิดเหตุ ห้วงเวลาหากใกล้เคียงกันจะรวมเป็นคดีเดียวกัน
        โดยคดีการเสียชีวิตทั้ง 91 ศพ ขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในความผิดชอบของดีเอสไอซึ่งรับเป็นคดีพิเศษ  รวมถึงคดีที่อยู่ระหว่างไต่สวนของศาลว่าเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่จำนวน 21 คดี เนื่องจากหลังศาลไต่สวนแล้วคดีจะส่งกลับมาที่ดีเอสไอ ก็ถือเป็นอีกคดี...ที่ฮอท...ฮอท...อีกคดีหนึ่งของดีเอสไอ
        ส่วนอีกคดีที่ "นายธาริต" แถลงสื่อที่ไร ฟากกทม.ต้องเต้นผาง...ผาง...ทุกทีไปเห็นจะหนีไม่พ้น การตรวจสอบการต่อสัมปทาน
 โครงการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส ของกรุงเทพมหานคร ให้บริษัทเอกชนสัมปทาน ล่าสุด "อธิบดีดีเอสไอ" บอก "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รมว.มหาดไทย มีหนังสือยืนยันมายังดีเอสไอว่า อำนาจในการต่อสัมปทานเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งการดำเนินการที่กทม.จัดการไป กระทรวงมหาดไทยไม่เคยอนุญาต ทางดีเอสไอจะส่งหนังสือไปถึงผู้บริหาร กทม.และคู่สัญญาคือ บริษัทกรุงเทพธนาคม และกลุ่มธนายง ให้มาชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนว่าจะมีข้อโต้แย้งอย่างไรหรือไม่ ซึ่งดีเอสไอ
 จะสรุปข้อมูลการตรวจสอบทั้งหมดเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อขอมติรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษต่อไป ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องดูกันยาว...ยาวครับ
         ส่วนการจัดการประชุมเสวนาเรื่อง "ข้อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคดีพิพาทเกี่ยวกับปัญหาที่ทำกิน"เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์  หลักสี่ กรุงเทพฯ

        เรื่องนี้ไม่ต้องดูยาว...เพราะ "พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล"  ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ  ระบุที่ผ่านมา ดีเอสไอเข้าไปพิสูจน์สิทธิที่ดินและค้นหาประวัติที่ดินหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินคดีเฉพาะผู้บุกรุกที่ดินแปลงใหญ่ๆ รวมถึงรายผู้มีอิทธิพล  ปัญหาที่พบประเทศไทยขณะนี้ มีการแปลภาพถ่ายน้อยมาก แถมยังขาดยังขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอีก ส่วนชาวบ้านก็ยากที่จะเข้าถึงข้อมูลอีก ทำให้เกิดข้อพิพากประชาชนกับเจ้าหน้าที่
            ส่วนนายทุน ผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง กลายเป็นว่ได้ประโยชน์ในการออกเอกสารสิทธิแปลงใหญ่ๆกัน เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ
        ผมหยิบยกเรื่องราวคดีต่างๆ และข่าวคราวที่เกิดขึ้นที่ดีเอสไอ ตลอดต้นสัปดาห์จนถึงวันนี้ มาเขียนจนยาวเหยียด เพราะมีเรื่องราวหนึ่งที่เกิดขึ้นที่ดีเอสไอ และเป็นความหวังหนึ่งของชาวรากหญ้า และผมเองก็มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานนี้ด้วย...งานที่ว่าคือ
         การเปิดศูนย์ช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย ณ ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน (ศชป.ดีเอสไอ) ชั้น 1 อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่  กรุงเทพฯ 10210 หมายเลขโทรศัพท์ 02 – 8319888 ต่อ 3101 หรือ E-Mail Admin@dsi.go.th เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมี "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธานเปิดศูนย์ฯ
     

        "ดร.ศรีปริญญา ธูปกระจ่าง"  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ บอกว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นองค์กรที่ประชาชนคาดหวังเชื่อมั่นการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาจึงปรากฎว่ามีประชาชนติดต่อเข้ามาหลายช่องทาง ทั้งทางโทรศัพท์ และช่องทางอื่นๆ เพื่อปรึกษาข้อกฎหมายต่างๆกับบุคลากรของกรมสอบสวนคดีพิเศษ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในปัญหาข้อขัดแย้ง และปัญหาคดีต่างๆ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ เองก็ได้ให้คำปรึกษา และส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงถือว่าสำคัญซึ่ง "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มุ่งสร้างคุณประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชและประเทศชาติ
        สร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน พัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล โดยที่ผ่านมาการศึกษาความเชื่อมั่นของผู้เกี่ยวข้องกับประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการทำคดีต่างๆ อยู่ในระดับสูงตลอดมา และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน เสมือนคลินิคที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในประเทศ และคนไทยที่มีถิ่นพำนักในต่างประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในสิทธิอันชอบธรรม ให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในปัญหาข้อกฎหมาย
         เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม รวดเร็ว และโปร่งใส ประสานงานส่งต่อภาครัฐ และเอกชน ในการแก้ไขข้อขัดข้อง และข้อกฎหมายแก่ประชาชน
        "ดร.ศรีปริญญา" กล่าวว่า ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานในศูนย์แห่งนี้นับเป็นผู้ที่มีจิตอาสา โดยศรัทธาต่อการ "ปิดทองหลังพระ" คือผู้ยิ่งใหญ่ในใจตน มีความเอื้อเฟื้อเสียสละ เวลา แรงกาย และแรงใจ เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนเกิดประโยชน์สุข และมีความสุขมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีภาคีเครือข่าอาจารย์
มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ร่วมทำบันทึกข้อตกลง ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม  มหาวิทยาลัยธุรกิจบันฑิตย์ ฯลฯ จะเข้าร่วมให้คำปรึกษาในข้อกฎหมายต่างๆแก่ประชาชน เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม รวดเร็ว โปร่งใส ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงนับได้ว่าเป็นศูนย์ฯสีขาว รับเรื่องราวความทุกข์ และเป็นศูนย์ฯสร้างความสุขแก่ประชาชนอย่างแท้จริง
               "ธาริต เพ็งดิษฐ์"  อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่า การเปิดศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน ครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่มีประชาชนได้เข้ามาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นจำนวนมาก และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าเรื่องที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนดังกล่าว บางเรื่องไม่ใช่คดีอาญาและไม่เข้าข่ายที่จะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ จึงไม่อาจรับเรื่องไว้พิจารณาได้ กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาเห็นว่า แม้เรื่องดังกล่าวจะไม่เป็นคดีพิเศษ แต่เมื่อประชาชนได้มาแจ้งความเดือดร้อนแก่หน่วยราชการจนถึงที่แล้ว การที่จะไม่รับเรื่องก็เป็นเสมือนการไม่ให้ความเป็นธรรม ซ้ำเติมความเดือดร้อนเข้าไปอีก จึงพิจารณาดำเนินการในแนวทางที่รับให้คำปรึกษาและแนะนำด้านกฎหมายเบื้องต้นให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนระดับรากหญ้าที่ด้อยโอกาสและขาดความรู้ทางกฎหมายเหล่านี้  จนถึงปัจจุบันเห็นว่า สมควรตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อรับผิดชอบโดยตรง กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงกำหนดวันที่ 7 สิงหาคม 2555 ซึ่งตรงกับ "วันรพี" อันเป็นวันที่ระลึกถึงพระบิดาแห่งกฎหมายไทย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นวันทำพิธีเปิดศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน กรมสอบสวนคดีพิเศษเรียกชื่อย่อว่า "ศชป.ดีเอสไอ" ขึ้น
              "นายธาริต" กล่าวว่า ศชป.ดีเอสไอ จะทำหน้าที่รับเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนที่มายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพิจารณาเรื่องดังกล่าวหากเป็นกรณีที่เข้าหลักเกณฑ์เป็นคดีพิเศษก็จะส่งให้ศูนย์บริหารคดีพิเศษดำเนินตามระเบียบต่อไป แต่หากไม่เข้าหลักเกณฑ์ เช่น ถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือละเมิดสิทธิต่างๆศูนย์ก็จะให้คำแนะนำช่วยเหลือโดยมีบันทึกนำส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่ มูลนิธิ หรือหน่วยราชการ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ให้ทำการช่วยเหลือ รวมทั้งประสานงาน ติดตามผลการดำเนินการจนเสร็จสิ้น การตั้งศูนย์ลักษณะเช่นนี้อาจมีผู้มองว่า ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานต่าง ๆ แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษเชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่ของศูนย์ที่คัดเลือกมาประกอบด้วย นักกฎหมาย และอดีตข้าราชการในสังกัดกรมต่างๆ จำนวนมากเป็นผู้มีประสบการณ์สูง จะเป็นจุดเด่นที่จะทำงานได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งจะสามารถให้คำแนะนำและช่วยเหลือประชาชนได้เป็นอย่างดี
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ทั้งนี้ ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มี "มหิธร กลั่นนุรักษ์"  พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ซึ่ง "นายธาริต" เชื่อมั่นในศักยภาพของดีเอสไอ ที่จะช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะที่ผ่านมาดีเอสไอ ถูกมองว่าทำแต่คดีของคนรวยไม่ได้ช่วยชาวบ้านระดับรากหญ้าเท่าที่ควร ดังนั้น คิดว่าการปรับรูปแบบการทำงานให้เข้าถึงประชาชนระดับรากหญ้า จะช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนไม่มากก็น้อย...!!!       
                                                        นวย เมืองธน