วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตามดู"ดีเอสไอ"ลุยตรวจ สารเคมี "พนมสารคาม"

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-"อำเภอพนมสารคาม" จ.ฉะเชิงเทรา ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มสลับกับที่ราบสูงภูเขา  มีภูเขาที่สำคัญ  คือ "เขาดงยาง"  อยู่ในต.หนองแหน  มีคลองเพียงสายเดียวที่ไหลผ่านอำเภอ คือ "คลองท่าลาด" อ.พนมสารคาม  จัดตั้งเมื่อปี  พ.ศ. 2437  
 เดิมเป็นหัวเมืองหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า  "เมืองพนมสารคาม"  ซึ่งเป็นหัวเมืองร่วมยุคเดียวกับเมืองพนัสนิคมและเมืองสนามไชยเขตต์ สำหรับอ.พนมสารคาม มีตำบล 8 แห่งอยู่ในเขตปกครอง ได้แก่ ต.พนมสารคาม  เมืองเก่า  หนองแหน  ท่าถ่าน  หนองยาว  เกาะขนุน บ้านซ่อง และเขาหินซ้อน อาชีพหลักส่วนใหญ่ ของชาวบ้านพนมสารคาม จะทำเกษตรกรรม อาทิ ทำสวนข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ฯลฯ และปศุสัตว์
          แน่นอนว่าครับว่าผมหยิบยกเรื่องราวของอ.พนมสารคาม มาเขียนเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อำเภอแห่งนี้ แต่วันนี้ไม่ได้พามาเที่ยวสวน เข้าวัด หรือชมสถานที่ท่องเที่ยว อย่างที่เคยเหมือนที่ผ่านๆมา การลงมาพื้นที่"พนมสารคาม" ครั้งนี้นั้น คือ การเกาะติดภารกิจของ สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในการเข้าตรวจสอบ การลักลอบนำสารเคมีมาทิ้งบ่อลูกรัง ในพื้นที่ต.หนองแหน และเกาะขุน ที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้าน และหวั่นจะได้รับอันตรายจากกลิ่นสารเคมีดังกล่าว
        โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ค.55 ชาวบ้านต.หนองแห ได้เข้ายื่นหนังสือกับ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนที่นำน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เข้ามาทิ้งในบ่อลูกรังในพื้นที่ ต.หนองแห จนชาวบ้านได้ผลกระทบทางมลพิษ ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 18  ก.ค.ที่ผ่านมา "อธิบดีดีเอสไอ" ได้มอบหมายให้ "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว"  ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ นำกำลังเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมประสานเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ เข้าร่วมตรวจสอบครั้งนี้ด้วย
  
       ขณะที่ "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์" นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบนั้น ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีรถบรรทุกสารเคมีนำสารเคมี ลักลอบมาทิ้งที่บ่อลูกรังร้างอีกแห่ง บ้านหนองปรือ หมู่ 9 ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา  จึงเดินทางไปในพื้นที่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองแหน พื้นที่ดังกล่าวมีเนื้อที่จำนวน 106 ไร่ พบรถแบ็กโฮสภาพ และรถบรรทุกสารเคมี  1 คัน นอกจากนี้ บริเวณบ่อลูกรัง ยังพบว่ามีการขุดหลุมขนาดใหญ่เพื่อเทสารเคมีแล้วฝังกลบ จำนวนหลายหลุม บางหลุมซึ่งยังไม่ทันกลบมีสารเคมีลัษณะ
 คล้ายน้ำมันเครื่องสีดำส่งกลิ่นเหม็น เจ้าหน้าที่จึงเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบ
         ต่อมา "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์" ได้นำกำลัง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อลักลอบทิ้งกากของเสีย น้ำเสียและสารเคมีอันตราย ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง บริเวณพื้นที่หมู่ที่ 7 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา บนเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่เศษ จากสภาพที่เห็น ถึงกับผงะตามๆกัน เพราะบ่อทิ้งน้ำเสียดังกล่าว

        ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งเป็นบริเวณกว้าง...แทบอาเจียน...จนเกินคำบรรยาย ขณะที่ผมกำลังปิดต้นฉบับอยู่ขณะนี้ ก็ยังไม้หายพะอืดพะอม กับกลิ่นและภาพที่พบเห็นด้วยซ้ำไป
         "สุนันท์ นิดร" ส.อบต.หนองแหน บอกว่า เมื่อประมาณ 6-7 เดือน ที่ผ่านมา มีกลุ่มนายทุนใช้รถบรรทุกลักลอบนำน้ำเสียมาทิ้งในบ่อลูกรังร้าง ในพื้นที่ หมู่ 7 ต.หนองแห ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น แสบจมูก แสบตา แน่นหน้าอก ช่วงแรกชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร กระทั่งทราบว่า มีการนำน้ำเสียทาทิ้งดังกล่าว สำหรับบ่อลูกรังที่เกิดเหตุ มีนายทุนเข้ามาซื้อก่อนใช้ทิ้งน้ำเสียโดยไม่ได้รับอนุญาต
        โดยนายทุนที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ ชาวบ้านไม่ทราบว่าเป็นใคร จึงต้องเดินทางมาร้องเรียน "อธิบดีดีเอสไอ" เพื่อให้รับกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ และติดตามจับกุมตัวนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการทิ้งน้ำเสียมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งอยากให้ดีเอสไอ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการขนย้ายน้ำเสียออกนอกพื้นที่ เพราะเกรงว่าในเวลา 5-10 ปี น้ำเสียจะซึงลงใต้ดิน และอาจส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำกินน้ำใช้ของลูกหลานในวันข้างหน้า โดยชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่จะบำบัดน้ำเสียในบ่อลูกรัง เพราะน้ำมีจำนวนมาก
ต้องใช้เวลาบำบัดนาน เกรงว่าน้ำเสียจะค่อยๆ ซึมลงใต้ดิน
      "อบต.สุนันท์" บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาได้เข้าร้องทุกข์ต่อหน่วยงานในจ.ฉะชิงเทรา จนมีเจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อมจังหวัด สาธารณะสุขจังหวัด ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจ
 พร้อมบอกว่าต้องรอผลอีก 2 อาทิตย์  และได้เข้าแจ้งความกับตำรวจในพื้นที่ แต่กรณีดังกล่าวชาวบ้านเห็นว่า อาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล ตำรวจท้องที่อาจทำไม่ไหว  พราะลักษณะการกระทำผิดเหมือนกับกรณีการนำน้ำเสียไปทิ้งในจ.สมุทรปราการ จึงต้องเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับดีเอสไอ
        "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว"  ผบ.สำนักคดีความมั่นคง บอกว่า เบื้องต้นหน่วยงานในท้องถิ่นควรเร่งกำจัดสารเคมีที่ถูกนำทิ้งโดยด่วน เนื่องจากอาจเป็นอันตรายแก่ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวและละแวกใกล้เคียง และ ในส่วนของการสอบสวนผู้ที่นำสารวัตถุอันตรายมาทิ้งนั้น ทางดีเอสไอต้องตรวจสอบว่าใครอนุญาตให้นำมาทิ้ง และทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนหน้านี้ได้มีแกนนำและชาวบ้านนำรายชื่อจำนวน 663 คน ในต.หนองแหน เข้าร้องเรียนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าได้รับผลกระทบจากกลิ่นสารเคมี ที่มีผู้ลักลอบนำมาทิ้งในพื้นที่ จึงนำกำลังมาตรวจสอบ ซึ่งสารเคมีหากมีพิษหรือไม่มีพิษก็ตามก็ต้องถูกดำเนินคดี เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีกฎหมายบังคับอยู่แล้ว
        

         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.55 ชาวบ้าน ต.หนองแหน กว่า 100 คน ได้เข้าปิดล้อม ชี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการจับกุมรถบรรทุกสารเคมีไม่ทราบชนิด ขนาดบรรทุก 22 ล้อ แบบมีถังบรรจุเคมีขนาดใหญ่ 2 คัน ที่กำลังแอบระบายสารเคมีทิ้งลงสู่บ่อลูกรังเก่าภายในหมู่บ้านโดยไม่มีใบอนุญาต นอกจากรถบรรทุกสารเคมีทั้ง 2 คันที่ถูกชาวบ้านล้อมจับไว้ได้แล้ว ยังมีรถบรรทุกในลักษณะเดียวกันจอดรอเพื่อเตรียมที่จะขับเข้ามาทิ้งอีกจำนวนมากถึง 4 คัน

      ที่บริเวณแยกเบส (แยกนาน้อย) พื้นที่ ต.เกาะขนุน แต่รถทั้ง 4 คันไหวตัวทัน หลังจากรถ 2 คันแรกถูกจับกุมไว้ได้ จึงได้พากันขับรถหลบหนีไปก่อน จึงมีเหตุเชื่อได้ว่าน่าจะมีการทำกันอย่างเป็นขบวนการใหญ่ และอาจมีนักการเมืองท้องถิ่นหนุนหลัง แม้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังไม่ชี้ชัดว่าสารเคมีที่ถูกขนมาทิ้งนี้
 เป็นสารเคมีชนิดใด เพราะอยู่ระหว่างการส่งไปตรวจสอบอยู่ก็ตาม
        ที่สำคัญคนขับรถบรรทุกที่ถูกจับกุมได้สารภาพว่าขนน้ำเสียออกมาจากโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร  ต.ดอนหัวฬ่อ อ.เมือง จ.ชลบุรี เพื่อนำมาทิ้งยังพื้นที่บริเวณนี้ และสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ชาวบ้านที่นี่ใช้น้ำผิวดินในการอุปโภคบริโภค โดยที่ผ่านมาการแอบนำสารเคมีมาปล่อยทิ้งในพื้นที่ของนายทุนมักง่ายนั้น ได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นอย่างมาก ทั้งส่งกลิ่นรบกวนความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ก่อให้เกิดมลพิษต่อชาวบ้านมากมาย และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้น้ำใต้ดินในการอุปโภค และบริโภค เนื่องจากบ่อลูกรังดังกล่าวนั้น อยู่ในที่สูงกว่าบ้านเรือนของชาวบ้าน...!!!
                                                           นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น