วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"เชียงแสน"พร้อมรับมือประชาคมอาเซียน

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-ปัจจุบัน "อำเภอเชียงแสน" จังหวัดเชียงราย มีอาณาเขตติดกับจังหวัดท่าขี้เหล็ก  สหภาพเมียนมาร์ โดยมีแม่น้ำรวกเป็นเส้นกั้นพรมแดน  และเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สาธารณรับประชาธิปไตยประชาชนลาว
              โดยมีแม่น้ำโขงเป็น เส้นกั้นพรมแดนทิศตะวันออกติดกับอำเภอเชียงของ ทิศตะวันตกติดกับอำเภอแม่จัน และอำเภอแม่สาย ส่วนทิศใต้ ติดกับอำเภอดอยหลวง และอำเภอแม่จัน "อำเภอเชียงแสน"  ถือเป็นอำเภอที่มีจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนาสูง  ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เนื่องจากปัจจัยที่ส่งผลให้การพัฒนาเมืองเชียงแสนมีศักยภาพ คือ เป็นอำเภอที่มีแม่น้ำโขงไหลมาบรรจบแผ่นดินไทยจุดแรก ที่บ้านสบรวก  บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ  แม่น้ำโขงถือเป็นสายน้ำนานาชาติที่เชื่อมระหว่างประเทศ  จีน  พม่า  ลาว ไทย  ลงไปสู่กัมพูชาและเวียดนาม เป็นแม่น้ำสายหลักที่มีผลต่อการพัฒนาเขตภูมิภาคลุ่มน้ำโขงใช้เป็นเส้นทางคมนาคม  การค้า และเป็นแหล่งน้ำหลักในการทำการเกษตร รวมถึงเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวของ "อำเภอเชียงแสน"
            นอกจากนี้ "อำเภอเชียงแสน" ถือเป็นจุดศูนย์กลางของการคมนาคมและเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า ที่มีระบบการทำงานแบบเบ็ดเสร็จ  (Logistics) สะดวกทั้งการคมนาคมทางบก  และทางน้ำ แถมระยะห่างจากตัวจังหวัดเพียงแค่ 60 กิโลเมตร  สะดวกต่อการเดินทางและการขนส่ง  ที่สำคัญ "อำเภอเชียงแสน" กำลังจะมีการพัฒนาเส้นทางเชื่อมระดับอำเภอเป็นถนนสี่เลนส์ตลอดสาย เนื่องจากความสะดวกทั้งทางบก  และทางน้ำ  จึงทำให้ "อำเภอเชียงแสน" เป็นจุดศูนย์การการค้าชายแดนของภาคเหนือตอนบน  โดยมีท่าเรือพาณิชย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์การค้า และยังเป็นเมืองชายแดน  ที่มีเขตติดต่อกับประเทศพม่าและลาว  มีผลต่อทั้งการค้าและการท่องเที่ยว  และความร่วมมือของราษฎรระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
              ที่สำคัญอีกประการ "อารยธรรม" ดั้งเดิม ของ "อำเภอเชียงแสน" นั้น มีความยิ่งใหญ่จนนับได้ว่าเป็น "อารยธรรม"  แห่งแรกของประเทศไทย เป็นที่ตั้งของโบราณสถาน ได้แก่  เมืองเชียงแสน โดยมีหลักฐานที่สามารถยืนยัน ว่าเป็นเมืองเก่า คือ เจดีย์ร้าง  สถูป  และสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ อาทิ วัดป่าสัก  วัดเชียงแสนน้อย  กำแพงเมืองเก่า  และเมืองต้นผึ้ง สปป.ลาว  อีกทั้งยังมีหลักฐานเป็นเมืองสุวรรณโคมคำ ซึ่งถือได้ว่าทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงมีอารยธรรมที่เชื่อมโยงกันอยู่
          ผมหยิบยกเรื่องราวของ "อำเภอเชียงแสน" มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในโครงการสื่อมวลชนสัญจรศึกษาดูงานบทบาทภารกิจของฝ่ายปกครอง ในการส่งเสริมการค้าชายแดนและการเตรียมความพร้อมรองรับ"ประชาคมอาเซียน" ในปี 2558 ในพื้นที่ "อำเภอเชียงแสน" เมื่อเร็วๆนี้  "อภิชาติ เทียวพานิช" รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า ในปี 2558 นี้ประเทศสมาชิกอาเซียนได้วางแผนในการยกระดับความร่วมมือระหว่างกันไปสู่ทิศทางที่ก้าวหน้าอีกระดับหนึ่งด้วยการจัดตั้ง "ประชาคมอาเซียน" ขึ้น เพื่อสนับสนุนการรวมตัวและความร่วมมือระหว่างกันอย่างรอบด้าน
               ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมประเทศไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เกิดการจัดระบบและการเพิ่มขึ้นของการค้า การลงทุนและการบริการระหว่างประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมือง การบริหารงานชายแดน การค้าชายแดน การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างใกล้ชิด การเคลื่อนย้ายคนและการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร 
         โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ ในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็จะมีทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหลัก และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในลำดับรองลงไป แต่อย่างไรก็ดีจำเป็นที่จะต้องมีการวิเคราะห์และขับเคลื่อนพร้อมกันอย่างเป็นระบบ กรมการปกครอง ในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคงภายใน ซึ่งได้รับผลกระทบในหลายด้านในประเด็นเรื่องความมั่นคงภายใน การบริหารจัดการพื้นที่ และการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจ
 ให้กับประชาชนในพื้นที่ ก็จะต้องมีการปรับตัวต่อภารกิจของเราด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ การเป็นประชาคมอาเซียนจะส่งผลกระทบทางอ้อมให้เกิดปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น ปัญหายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบนำเข้า หรือเคลื่อนย้ายสินค้าผิดกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถแอบแฝงมากับการลงทุน หรือการทำการค้ากับต่างประเทศ
        "รองอธิบดีกรมการปกครอง" บอกด้วยว่า ในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้ ฝ่ายปกครองจะได้รับผลกระทบในวงกว้าง ทั้งผลกระทบต่อกรอบภารกิจ อำนาจ หน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และในอีกก้าวหนึ่งในเชิงพื้นที่ ในฐานะที่ฝ่ายปกครองเป็นผู้บูรณาการการปฏิบัติงานในพื้นที่ ดังนั้น จึงมีบทบาทใน 2 ส่วนสำคัญ  ที่ฝ่ายปกครองจะต้องปรับตัว และได้เตรียมความพร้อม โดยการจัดทำแผนแม่บท เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม
 สามารถวัดผลได้อย่างเป็นระบบ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายปกครองเชื่อมั่นว่ามีความพร้อมในการรองรับการก้าวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้ จากมาตรการที่เราวางแผนไว้ และได้เริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
           "ประจวบ กันธิยะ" นายอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บอกว่า  การเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 "อำเภอเชียงแสน" ได้เตรียมความพร้อมกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในทุกๆด้าน ทั้งด้านการค้าชายแดน และการเดินทางเข้า-ออก โดยประเทศไทยจะเน้นการจัดระเบียบการเข้า-ออกของสินค้าและคน ซึ่ง "อำเภอเชียงแสน"ได้เสนอให้เปิดจุดผ่านแดนถาวร ณ บริเวณจุดผ่อนปรนบ้านสบรวก  หมู่  1  ตำบลเวียง  อำเภอเชียงแสน โดยขณะนี้ทางจังหวัดเชียงราย ได้อนุมัติแล้ว ส่วนด้านการท่องเที่ยว จะจัดตั้งศูนย์บริการการท่องเที่ยว จัดตั้งสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวและจัดให้มีแผนยุทธศาสตร์สงเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งจะจัดทำโครงการสอนภาษาอังกฤษ และภาษาจีนให้แก่ข้าราชการ พนักงานลูกจ้าง และประชาชนทั่วไป เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารในทุกกิจกรรมของ "อำเภอเชียงแสน"
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"
 นอกจากสื่อมวลชนสัญจรจะได้ศึกษาดูงานบทบาทภารกิจของฝ่ายปกครอง ในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆแล้ว จุดผ่อนปรนบ้านสบรวก หมู่  1  ตำบลเวียง  อำเภอเชียงแสน ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ได้มาเยือน เนื่องจากเป็นจุดผ่อนปรนไทย - พม่า และไทย - ลาว เป็นช่องทางในการเดินทางติดต่อทำการค้า และเพื่อให้ราษฎรพม่าและลาว สามารถเดินทางไปมาหาสู่กัน และซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภค  และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ  ซึ่งในอนาคตจะมีการยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ
         
              ส่วนท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน  ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตรงข้ามสปป.ลาว ในตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน มีเนื้อที่ 387 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา  สามารถรองรับเรือสินค้า ขนาด 500 เมตริกตัน พร้อมกันถึง 10 ลำ ถือเป็นท่าเรือเพื่อขนส่งสินค้าที่เชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง จากจีนตอนใต้ ผ่านพม่า  ลาว และไทย ที่สำคัญ เป็นท่าเรือเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าตามทิศทางการเปิดเขตการค้าเสรีในปี 2558
       ส่วน "หอฝิ่น" อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ในพื้นที่ หมู่ 1 บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน พื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ซึ่งล้อมรอบด้วยสวนอันสวยงามของอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่นเมื่อสมัยที่มีการใช้กันอย่างถูกกฎหมาย และผลกระทบของการเสพติดฝิ่น อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยและการศึกษาต่อเนื่องในหัวข้อฝิ่น สารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆและยาเสพติดในชนิดอื่นๆ...วันนี้ลาไปก่อนก็แล้วกัน...!!!
                        นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น