วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"เอสโซ่"หนุนการศึกษาเด็ก อนาคตกำลังสำคัญของชาติ

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-การเรียนรู้เป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ที่ต้องแสวงหาใส่ตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต  เพื่อพัฒนาตนเอง  ชุมชนและสังคม ด้วยการใช้ความรู้และสิ่งแวดล้อม
           โดยการพึ่งพาให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสงบสุข เสมือนหนึ่งลำน้ำที่ไหลเรื่อยตลอดเวลา เป็นสายธารแห่งการเรียนรู้ "สายธารแห่งการเรียนรู้ลำน้ำพอง"  อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น มีลำน้ำสายหลักที่ไหลผ่านในพื้นที่มีความยาวกว่า  20  กิโลเมตร แม่น้ำสายนี้ จึงเปรียบได้กับ "เส้นเลือดใหญ่" ที่หล่อเลี้ยงและหล่อหลอมวิถีชีวิตของคนขอนแก่นโดยเฉพาะ ชาวอ.น้ำพอง เปรียบเสมือนการให้มีความสำคัญกับเด็กๆและเยาวชน ที่จะได้รับการส่งเสริมในด้านการศึกษา เพื่อให้ได้รับ
 ความรู้  มีทักษะพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ตลอดชีวิต และได้รับความรู้สาระที่สอดคล้อง กับความสนใจและความจำเป็น สามารถนำความรู้ ไปปรับใช้ให้เกิดได้เป็นอย่างดี
          "อำเภอน้ำพอง" เดิมเป็นหนึ่งใน 5 อำเภอของเมืองขอนแก่นในอดีต คืออ.เมือง น้าพอง ชนบท ภูเวียง และพล  เป็นอำเภอที่สำคัญในด้านทิศเหนือของตัวจ.ขอนแก่น นอกจากจะมีมีแม่น้ำพองไหลผ่าน และถือเป็นสายเลือดที่หล่อเลี้ยงชาวน้ำพองในการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม
      ในอดีตมีการการคมนาคมที่ขนส่งสินค้าตามลำน้ำพอง บริเวณท่าหว้า  หมู่ 3 ต.น้ำพอง  เมื่อวันที่  10 กุมภาพันธ์  2450  ทางราชการได้ตั้งอำเภอขึ้นโดยแรกเริ่มใช้ชื่อว่า "อำเภอท่าหว้า"  มีหลวงผดุงแคว้นประจันทร์ เป็นนายอำเภอคนแรก ต่อมาได้เปลี่ยนชื่ออำเภอเป็น "อำเภอน้ำพอง"  ตามสถานที่สำคัญ
คือ "แม่น้ำพอง"
    ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2452 เป็นต้นมาทีว่าการอำเภอน้ำพองหลังแรก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายขอนแก่น-อุดรธานี ตรงบริเวณตลาดเทศบาลตำบลน้ำพอง ต.น้ำพอง ในปัจจุบัน ในขณะเมื่อเริ่มตั้งอำเภอมีอาณาเขตกว้างใหญ่
 ทิศเหนือจดเขตอ.กุมภวาปี  จ.อุดรธานี ทิศใต้จดอ.เมืองขอนแก่น ทิศตะวันออกจดเขตอ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ และอ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม  ทิศตะวันตกจดอ.โนนสัง จ.อุดรธานี ปัจจุบันคือ จ.หนองบัวลำภู ต่อมาทางราชการได้แบ่งพื้นที่อ.น้ำพองออกไปตั้งเป็นอำเภอใหม่ ได้แก่อ.กระนวน เขาสวนกวาง และอุบลรัตน์ ตามลำดับ
       สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่ในอ.น้ำพอง และใกล้กับอ.น้ำพอง ก็มีหลายแห่งที่มีชื่อเสียง นักท่องเที่ยวทั้งคนไทย และต่างชาติ ต่างรู้จักกันดี อาทิ เขื่อนหนองหวาย โครงการชลประทานเพื่อ ใช้น้ำลำน้ำพอง
 ใต้เขื่อนอุบลรัตนเขื่อนดินปิดกั้นลำน้ำพอง บริเวณหนองหวาย ต.น้ำพอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เขื่อนอุบลรัตน์ เป็นเขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการผลิต กระแสไฟฟ้าที่มีทิวทัศนียภาพ สวยงาม อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น อุทยานแห่งชาติน้ำพอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของ จ.ขอนแก่น ติดกับเขื่อนอุบลรัตน์ ครอบคลุม พื้นที่ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโสกแต้ ป่าภูเม็ง ป่าโคกหลวง ป่าโคกหลวง แปลงที่สาม ป่าภูผาดำ ป่าภูผาแดง ในเขต อ.อุบลรัตน์ อ.บ้านฝาง อ.หนองเรือ อ.มัญจาคีรี และ กิ่ง อ.โคกโพธิ์ชัย จ.ขอนแก่น
         น้ำตกตาดฟ้า อ. ภูผาม่าน 

จ.ขอนแก่น เป็นน้ำตก ที่มีความสูงประมาณ 20 -30 เมตร มีชั้น น้ำตกลด หลั่นลงไปตลอดสายก่อนไหลลงสู่ลำน้ำเชิญ น้ำตกพลาญทอง อ. ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น เป็น น้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงาม ในฤดูน้ำหลาก สูงประมาณ 10 เมตร ห่างจากที่ทำการของอุทยานภูผามานประมาน 1 กิโลเมตร
 น้ำตกตาดใหญ่ อ. ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วยน้ำตกชั้นเล็กชั้นน้อย ที่ ไหลลดหลั่นกันลงไปเป็นขั้นบันไดหลายชั้น ก่อนจะไหลลง สู่ลำน้ำเชิญ มีความสูง 80 เมตร เป็น น้ำตกที่มีความอลังการและสวยงามมาก
           ส่วน "บรรได 1049 ขั้น" ถือว่าเป็นบรรไดที่มีความยาวมากอีกที่หนึ่ง ซึ่งบรรไดนี้ใช้สำหรับเดินทางขึ้นไป กราบไหว้ สัก การะบูชา พระพุทธรูปที่อยู่บนยอดภูของ เขื่อนอุบลรัตน์อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ขณะที่ชมรมงูจงอาง และการแสดงงูจงอางบ้านโคกสง่า  อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่นก็เป็นที่รู้จักแพร่หลายมาก
ชาวบ้านโคกสง่า เกือบทุกหลังคาเรือน จะเลี้ยงงูจงอางไว้ใต้ถุนบ้านของตน และได้มีการจัด การ แสดงงูจงอาง หลายรูปแบบเพื่อ ดึงดูดให้คนสนใจยิ่งขึ้น เช่น การชกมวยระหว่าง คนกับงูจงอาง ได้รับ ความ สนใจจากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และ ชาวต่างประเทศ เป็นอย่างมาก
           ผมหยิบยกเรื่องราวของ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อำเภอแห่งนี้ อำเภอที่มีคำขวัญที่ว่า..."ลำน้ำพองงามพิลาส องค์พระธาตุนามขามแก่น มากเนืองแน่นโรงงานใหญ่ เลื่องลือไกลสู้จงอาง ตลาดกลางแห่งพืชผลยลปรางค์กู่ประภาชัย งามวิไลหอรัฐบุรุษ"
                                                             ร่วมงานเปิดห้องสมุดของเล่นและคอมพิวเตอร์ ณ โรงเรียนคำใหญ่ปันน้ำใจ ต.ม่วงหวาน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น และพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนโรงเรียนคำใหญ่ปันน้ำใจ และ โรงเรียนเทศบาลตำบลกุดน้ำใส โดยโครงการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน เป็นความร่วมมือของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมกับลูกค้าสถานีบริการขายปลีกน้ำมันเอสโซ่ทั่วประเทศ เมื่อเร็วๆนี้ (12 ก.ค. 2555)
          "คุณยอดพงศ์  สุตธรรม" กรรมการและผู้จัดการฝ่ายการตลาดขายปลีก 
 บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บอกว่าบริษัท เอสโซ่ ฯ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ดำเนินกิจการกลั่นและค้าน้ำมันครบวงจรชั้นนำของไทยมาจนถึงวันนี้ก้าวสู่ปีที่ 118  แล้ว บริษัทฯยังคำนึงถึงความสำคัญกับการดำเนินงานที่ได้มาตรฐาน ยึดหลักบรรษัทภิบาล การกำกับดูแลธุรกิจอย่างเคร่งครัด ความซื่อสัตย์สุจริต และมาตรฐานจริยธรรมขั้นสูง โดยใช้มาตรฐานสากลทั้งในการบริหารจัดการความปลอดภัย สุขภาพ และการรักษาสิ่ง แวดล้อมตลอดมา
          "โครงการสนับสนุนทุนการศึกษานับเป็นหนึ่งในโครงการที่สามารถตอบแทนสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้เด็กๆได้มีโอกาสทางการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น พร้อมทั้งได้พัฒนาศักยภาพของตนให้สามารถเติบโตเป็นกำลังที่สำคัญให้เเก่ประเทศชาติต่อไป" บริษัท เอสโซ่ฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญ จึงได้ร่วมกับลูกค้าสถานีบริการขายปลีกน้ำมันเอสโซ่ทั่วประเทศระดมทุนการศึกษาเพื่อส่งมอบให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยร่วมมอบทุนการศึกษาทุนละ 3,000 บาท จำนวน 175 ทุน รวมมูลค่าทุนการศึกษาทั้งสิ้น

 เกือบ 525,000 บาท (ห้าแสนสองหมื่นห้าพันบาท) ให้กับนักเรียนในจังหวัดขอนแก่น ได้แก่ โรงเรียนคำใหญ่ปันน้ำใจ โรงเรียนในเขตเทศบาลตำบลกุดน้ำใส โรงเรียนบ้านดงเก่า โรงเรียนหนองบัวดีหมี และ โรงเรียนหนองโพประชานุกูล
              "คุณมงคลนิมิตร เอื้อเชิดกุล" กรรมการและผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บอกว่า บริษัท เอสโซ่ฯ และ บริษัท เอ็กซอนโมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์  โพรดักชั่น โคราช อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิล ด้วยความร่วมมือของสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน จัดทำห้องสมุดของเล่นให้กับโรงเรียนคำใหญ่ปันน้ำใจ โดยจัดหาของเล่น และอุปกรณ์การศึกษาไว้ในห้องสมุดสำหรับนักเรียนที่ทำความดี ซึ่งจะสามารถขอยืมไปเล่นหรือใช้บริการ โดยแต่ละโรงเรียนจะมีคณะกรรมการนักเรียน อายุตั้งแต่ 8-14 ปี เป็นผู้บริหารจัดการดูแลห้องสมุดของเล่นประจำโรงเรียน
            โดยนักเรียนที่อยากยืมของเล่นจากห้องสมุดฯ จะต้องทำความดีหรือทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น เพาะกล้าไม้ ปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดห้องน้ำ หรือเก็บขยะ และนำมาจดบันทึกการทำความดีลงในสมุดบันทึกความดี  พร้อมทั้งมีผู้ปกครองเซ็นรับรอง เพื่อนำมาใช้อ้างอิงในการยืมของเล่นจากห้องสมุดของเล่น
         จนถึงปัจจุบัน บริษัท เอสโซ่ฯ ได้จัดทำโครงการห้องสมุดของเล่นให้กับโรงเรียนต่างๆกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ แล้ว
            ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากผมจะมีโอกาส ร่วมงานเปิดห้องสมุดของเล่นและคอมพิวเตอร์ ที่โรงเรียนคำใหญ่ปันน้ำใจ ต.ม่วงหวาน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น และพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนโรงเรียนคำใหญ่ปันน้ำใจ และ โรงเรียนเทศบาลตำบลกุดน้ำใสแล้ว นอกจากนี้ ยังได้ไปร่วมพิธี มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กๆในโรงเรียนต่างๆของอ.น้ำพอง ของกลุ่มธุรกิจพลังงานในอ.น้ำพอง อย่างบริษัท เอ็กซอนโมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ โพรดักชั่น โคราช อิงค์ บริษัท เฮสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โรงไฟฟ้าน้ำพอง และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ณ หอประชุมร้อยปี  ที่ว่าการอำเภอน้ำพอง จ.ขอนแก่น อีกด้วย นับเป็นโครงการสนับสนุนทุนการศึกษาที่สามารถตอบแทนสังคมอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ...!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตามดู"ดีเอสไอ"ลุยตรวจ สารเคมี "พนมสารคาม"

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-"อำเภอพนมสารคาม" จ.ฉะเชิงเทรา ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มสลับกับที่ราบสูงภูเขา  มีภูเขาที่สำคัญ  คือ "เขาดงยาง"  อยู่ในต.หนองแหน  มีคลองเพียงสายเดียวที่ไหลผ่านอำเภอ คือ "คลองท่าลาด" อ.พนมสารคาม  จัดตั้งเมื่อปี  พ.ศ. 2437  
 เดิมเป็นหัวเมืองหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า  "เมืองพนมสารคาม"  ซึ่งเป็นหัวเมืองร่วมยุคเดียวกับเมืองพนัสนิคมและเมืองสนามไชยเขตต์ สำหรับอ.พนมสารคาม มีตำบล 8 แห่งอยู่ในเขตปกครอง ได้แก่ ต.พนมสารคาม  เมืองเก่า  หนองแหน  ท่าถ่าน  หนองยาว  เกาะขนุน บ้านซ่อง และเขาหินซ้อน อาชีพหลักส่วนใหญ่ ของชาวบ้านพนมสารคาม จะทำเกษตรกรรม อาทิ ทำสวนข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ฯลฯ และปศุสัตว์
          แน่นอนว่าครับว่าผมหยิบยกเรื่องราวของอ.พนมสารคาม มาเขียนเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อำเภอแห่งนี้ แต่วันนี้ไม่ได้พามาเที่ยวสวน เข้าวัด หรือชมสถานที่ท่องเที่ยว อย่างที่เคยเหมือนที่ผ่านๆมา การลงมาพื้นที่"พนมสารคาม" ครั้งนี้นั้น คือ การเกาะติดภารกิจของ สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในการเข้าตรวจสอบ การลักลอบนำสารเคมีมาทิ้งบ่อลูกรัง ในพื้นที่ต.หนองแหน และเกาะขุน ที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้าน และหวั่นจะได้รับอันตรายจากกลิ่นสารเคมีดังกล่าว
        โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ค.55 ชาวบ้านต.หนองแห ได้เข้ายื่นหนังสือกับ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนที่นำน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เข้ามาทิ้งในบ่อลูกรังในพื้นที่ ต.หนองแห จนชาวบ้านได้ผลกระทบทางมลพิษ ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 18  ก.ค.ที่ผ่านมา "อธิบดีดีเอสไอ" ได้มอบหมายให้ "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว"  ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ นำกำลังเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมประสานเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ เข้าร่วมตรวจสอบครั้งนี้ด้วย
  
       ขณะที่ "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์" นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบนั้น ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีรถบรรทุกสารเคมีนำสารเคมี ลักลอบมาทิ้งที่บ่อลูกรังร้างอีกแห่ง บ้านหนองปรือ หมู่ 9 ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา  จึงเดินทางไปในพื้นที่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองแหน พื้นที่ดังกล่าวมีเนื้อที่จำนวน 106 ไร่ พบรถแบ็กโฮสภาพ และรถบรรทุกสารเคมี  1 คัน นอกจากนี้ บริเวณบ่อลูกรัง ยังพบว่ามีการขุดหลุมขนาดใหญ่เพื่อเทสารเคมีแล้วฝังกลบ จำนวนหลายหลุม บางหลุมซึ่งยังไม่ทันกลบมีสารเคมีลัษณะ
 คล้ายน้ำมันเครื่องสีดำส่งกลิ่นเหม็น เจ้าหน้าที่จึงเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบ
         ต่อมา "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์" ได้นำกำลัง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อลักลอบทิ้งกากของเสีย น้ำเสียและสารเคมีอันตราย ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง บริเวณพื้นที่หมู่ที่ 7 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา บนเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่เศษ จากสภาพที่เห็น ถึงกับผงะตามๆกัน เพราะบ่อทิ้งน้ำเสียดังกล่าว

        ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งเป็นบริเวณกว้าง...แทบอาเจียน...จนเกินคำบรรยาย ขณะที่ผมกำลังปิดต้นฉบับอยู่ขณะนี้ ก็ยังไม้หายพะอืดพะอม กับกลิ่นและภาพที่พบเห็นด้วยซ้ำไป
         "สุนันท์ นิดร" ส.อบต.หนองแหน บอกว่า เมื่อประมาณ 6-7 เดือน ที่ผ่านมา มีกลุ่มนายทุนใช้รถบรรทุกลักลอบนำน้ำเสียมาทิ้งในบ่อลูกรังร้าง ในพื้นที่ หมู่ 7 ต.หนองแห ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น แสบจมูก แสบตา แน่นหน้าอก ช่วงแรกชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร กระทั่งทราบว่า มีการนำน้ำเสียทาทิ้งดังกล่าว สำหรับบ่อลูกรังที่เกิดเหตุ มีนายทุนเข้ามาซื้อก่อนใช้ทิ้งน้ำเสียโดยไม่ได้รับอนุญาต
        โดยนายทุนที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ ชาวบ้านไม่ทราบว่าเป็นใคร จึงต้องเดินทางมาร้องเรียน "อธิบดีดีเอสไอ" เพื่อให้รับกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ และติดตามจับกุมตัวนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการทิ้งน้ำเสียมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งอยากให้ดีเอสไอ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการขนย้ายน้ำเสียออกนอกพื้นที่ เพราะเกรงว่าในเวลา 5-10 ปี น้ำเสียจะซึงลงใต้ดิน และอาจส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำกินน้ำใช้ของลูกหลานในวันข้างหน้า โดยชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่จะบำบัดน้ำเสียในบ่อลูกรัง เพราะน้ำมีจำนวนมาก
ต้องใช้เวลาบำบัดนาน เกรงว่าน้ำเสียจะค่อยๆ ซึมลงใต้ดิน
      "อบต.สุนันท์" บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาได้เข้าร้องทุกข์ต่อหน่วยงานในจ.ฉะชิงเทรา จนมีเจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อมจังหวัด สาธารณะสุขจังหวัด ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจ
 พร้อมบอกว่าต้องรอผลอีก 2 อาทิตย์  และได้เข้าแจ้งความกับตำรวจในพื้นที่ แต่กรณีดังกล่าวชาวบ้านเห็นว่า อาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล ตำรวจท้องที่อาจทำไม่ไหว  พราะลักษณะการกระทำผิดเหมือนกับกรณีการนำน้ำเสียไปทิ้งในจ.สมุทรปราการ จึงต้องเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับดีเอสไอ
        "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว"  ผบ.สำนักคดีความมั่นคง บอกว่า เบื้องต้นหน่วยงานในท้องถิ่นควรเร่งกำจัดสารเคมีที่ถูกนำทิ้งโดยด่วน เนื่องจากอาจเป็นอันตรายแก่ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวและละแวกใกล้เคียง และ ในส่วนของการสอบสวนผู้ที่นำสารวัตถุอันตรายมาทิ้งนั้น ทางดีเอสไอต้องตรวจสอบว่าใครอนุญาตให้นำมาทิ้ง และทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนหน้านี้ได้มีแกนนำและชาวบ้านนำรายชื่อจำนวน 663 คน ในต.หนองแหน เข้าร้องเรียนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าได้รับผลกระทบจากกลิ่นสารเคมี ที่มีผู้ลักลอบนำมาทิ้งในพื้นที่ จึงนำกำลังมาตรวจสอบ ซึ่งสารเคมีหากมีพิษหรือไม่มีพิษก็ตามก็ต้องถูกดำเนินคดี เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีกฎหมายบังคับอยู่แล้ว
        

         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.55 ชาวบ้าน ต.หนองแหน กว่า 100 คน ได้เข้าปิดล้อม ชี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการจับกุมรถบรรทุกสารเคมีไม่ทราบชนิด ขนาดบรรทุก 22 ล้อ แบบมีถังบรรจุเคมีขนาดใหญ่ 2 คัน ที่กำลังแอบระบายสารเคมีทิ้งลงสู่บ่อลูกรังเก่าภายในหมู่บ้านโดยไม่มีใบอนุญาต นอกจากรถบรรทุกสารเคมีทั้ง 2 คันที่ถูกชาวบ้านล้อมจับไว้ได้แล้ว ยังมีรถบรรทุกในลักษณะเดียวกันจอดรอเพื่อเตรียมที่จะขับเข้ามาทิ้งอีกจำนวนมากถึง 4 คัน

      ที่บริเวณแยกเบส (แยกนาน้อย) พื้นที่ ต.เกาะขนุน แต่รถทั้ง 4 คันไหวตัวทัน หลังจากรถ 2 คันแรกถูกจับกุมไว้ได้ จึงได้พากันขับรถหลบหนีไปก่อน จึงมีเหตุเชื่อได้ว่าน่าจะมีการทำกันอย่างเป็นขบวนการใหญ่ และอาจมีนักการเมืองท้องถิ่นหนุนหลัง แม้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังไม่ชี้ชัดว่าสารเคมีที่ถูกขนมาทิ้งนี้
 เป็นสารเคมีชนิดใด เพราะอยู่ระหว่างการส่งไปตรวจสอบอยู่ก็ตาม
        ที่สำคัญคนขับรถบรรทุกที่ถูกจับกุมได้สารภาพว่าขนน้ำเสียออกมาจากโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร  ต.ดอนหัวฬ่อ อ.เมือง จ.ชลบุรี เพื่อนำมาทิ้งยังพื้นที่บริเวณนี้ และสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ชาวบ้านที่นี่ใช้น้ำผิวดินในการอุปโภคบริโภค โดยที่ผ่านมาการแอบนำสารเคมีมาปล่อยทิ้งในพื้นที่ของนายทุนมักง่ายนั้น ได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นอย่างมาก ทั้งส่งกลิ่นรบกวนความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ก่อให้เกิดมลพิษต่อชาวบ้านมากมาย และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้น้ำใต้ดินในการอุปโภค และบริโภค เนื่องจากบ่อลูกรังดังกล่าวนั้น อยู่ในที่สูงกว่าบ้านเรือนของชาวบ้าน...!!!
                                                           นวย เมืองธน

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"เชียงแสน"พร้อมรับมือประชาคมอาเซียน

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-ปัจจุบัน "อำเภอเชียงแสน" จังหวัดเชียงราย มีอาณาเขตติดกับจังหวัดท่าขี้เหล็ก  สหภาพเมียนมาร์ โดยมีแม่น้ำรวกเป็นเส้นกั้นพรมแดน  และเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สาธารณรับประชาธิปไตยประชาชนลาว
              โดยมีแม่น้ำโขงเป็น เส้นกั้นพรมแดนทิศตะวันออกติดกับอำเภอเชียงของ ทิศตะวันตกติดกับอำเภอแม่จัน และอำเภอแม่สาย ส่วนทิศใต้ ติดกับอำเภอดอยหลวง และอำเภอแม่จัน "อำเภอเชียงแสน"  ถือเป็นอำเภอที่มีจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนาสูง  ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เนื่องจากปัจจัยที่ส่งผลให้การพัฒนาเมืองเชียงแสนมีศักยภาพ คือ เป็นอำเภอที่มีแม่น้ำโขงไหลมาบรรจบแผ่นดินไทยจุดแรก ที่บ้านสบรวก  บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ  แม่น้ำโขงถือเป็นสายน้ำนานาชาติที่เชื่อมระหว่างประเทศ  จีน  พม่า  ลาว ไทย  ลงไปสู่กัมพูชาและเวียดนาม เป็นแม่น้ำสายหลักที่มีผลต่อการพัฒนาเขตภูมิภาคลุ่มน้ำโขงใช้เป็นเส้นทางคมนาคม  การค้า และเป็นแหล่งน้ำหลักในการทำการเกษตร รวมถึงเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวของ "อำเภอเชียงแสน"
            นอกจากนี้ "อำเภอเชียงแสน" ถือเป็นจุดศูนย์กลางของการคมนาคมและเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า ที่มีระบบการทำงานแบบเบ็ดเสร็จ  (Logistics) สะดวกทั้งการคมนาคมทางบก  และทางน้ำ แถมระยะห่างจากตัวจังหวัดเพียงแค่ 60 กิโลเมตร  สะดวกต่อการเดินทางและการขนส่ง  ที่สำคัญ "อำเภอเชียงแสน" กำลังจะมีการพัฒนาเส้นทางเชื่อมระดับอำเภอเป็นถนนสี่เลนส์ตลอดสาย เนื่องจากความสะดวกทั้งทางบก  และทางน้ำ  จึงทำให้ "อำเภอเชียงแสน" เป็นจุดศูนย์การการค้าชายแดนของภาคเหนือตอนบน  โดยมีท่าเรือพาณิชย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์การค้า และยังเป็นเมืองชายแดน  ที่มีเขตติดต่อกับประเทศพม่าและลาว  มีผลต่อทั้งการค้าและการท่องเที่ยว  และความร่วมมือของราษฎรระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
              ที่สำคัญอีกประการ "อารยธรรม" ดั้งเดิม ของ "อำเภอเชียงแสน" นั้น มีความยิ่งใหญ่จนนับได้ว่าเป็น "อารยธรรม"  แห่งแรกของประเทศไทย เป็นที่ตั้งของโบราณสถาน ได้แก่  เมืองเชียงแสน โดยมีหลักฐานที่สามารถยืนยัน ว่าเป็นเมืองเก่า คือ เจดีย์ร้าง  สถูป  และสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ อาทิ วัดป่าสัก  วัดเชียงแสนน้อย  กำแพงเมืองเก่า  และเมืองต้นผึ้ง สปป.ลาว  อีกทั้งยังมีหลักฐานเป็นเมืองสุวรรณโคมคำ ซึ่งถือได้ว่าทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงมีอารยธรรมที่เชื่อมโยงกันอยู่
          ผมหยิบยกเรื่องราวของ "อำเภอเชียงแสน" มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในโครงการสื่อมวลชนสัญจรศึกษาดูงานบทบาทภารกิจของฝ่ายปกครอง ในการส่งเสริมการค้าชายแดนและการเตรียมความพร้อมรองรับ"ประชาคมอาเซียน" ในปี 2558 ในพื้นที่ "อำเภอเชียงแสน" เมื่อเร็วๆนี้  "อภิชาติ เทียวพานิช" รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า ในปี 2558 นี้ประเทศสมาชิกอาเซียนได้วางแผนในการยกระดับความร่วมมือระหว่างกันไปสู่ทิศทางที่ก้าวหน้าอีกระดับหนึ่งด้วยการจัดตั้ง "ประชาคมอาเซียน" ขึ้น เพื่อสนับสนุนการรวมตัวและความร่วมมือระหว่างกันอย่างรอบด้าน
               ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมประเทศไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เกิดการจัดระบบและการเพิ่มขึ้นของการค้า การลงทุนและการบริการระหว่างประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมือง การบริหารงานชายแดน การค้าชายแดน การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างใกล้ชิด การเคลื่อนย้ายคนและการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร 
         โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ ในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็จะมีทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหลัก และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในลำดับรองลงไป แต่อย่างไรก็ดีจำเป็นที่จะต้องมีการวิเคราะห์และขับเคลื่อนพร้อมกันอย่างเป็นระบบ กรมการปกครอง ในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคงภายใน ซึ่งได้รับผลกระทบในหลายด้านในประเด็นเรื่องความมั่นคงภายใน การบริหารจัดการพื้นที่ และการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจ
 ให้กับประชาชนในพื้นที่ ก็จะต้องมีการปรับตัวต่อภารกิจของเราด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ การเป็นประชาคมอาเซียนจะส่งผลกระทบทางอ้อมให้เกิดปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น ปัญหายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบนำเข้า หรือเคลื่อนย้ายสินค้าผิดกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถแอบแฝงมากับการลงทุน หรือการทำการค้ากับต่างประเทศ
        "รองอธิบดีกรมการปกครอง" บอกด้วยว่า ในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้ ฝ่ายปกครองจะได้รับผลกระทบในวงกว้าง ทั้งผลกระทบต่อกรอบภารกิจ อำนาจ หน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และในอีกก้าวหนึ่งในเชิงพื้นที่ ในฐานะที่ฝ่ายปกครองเป็นผู้บูรณาการการปฏิบัติงานในพื้นที่ ดังนั้น จึงมีบทบาทใน 2 ส่วนสำคัญ  ที่ฝ่ายปกครองจะต้องปรับตัว และได้เตรียมความพร้อม โดยการจัดทำแผนแม่บท เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม
 สามารถวัดผลได้อย่างเป็นระบบ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายปกครองเชื่อมั่นว่ามีความพร้อมในการรองรับการก้าวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้ จากมาตรการที่เราวางแผนไว้ และได้เริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
           "ประจวบ กันธิยะ" นายอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บอกว่า  การเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 "อำเภอเชียงแสน" ได้เตรียมความพร้อมกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในทุกๆด้าน ทั้งด้านการค้าชายแดน และการเดินทางเข้า-ออก โดยประเทศไทยจะเน้นการจัดระเบียบการเข้า-ออกของสินค้าและคน ซึ่ง "อำเภอเชียงแสน"ได้เสนอให้เปิดจุดผ่านแดนถาวร ณ บริเวณจุดผ่อนปรนบ้านสบรวก  หมู่  1  ตำบลเวียง  อำเภอเชียงแสน โดยขณะนี้ทางจังหวัดเชียงราย ได้อนุมัติแล้ว ส่วนด้านการท่องเที่ยว จะจัดตั้งศูนย์บริการการท่องเที่ยว จัดตั้งสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวและจัดให้มีแผนยุทธศาสตร์สงเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งจะจัดทำโครงการสอนภาษาอังกฤษ และภาษาจีนให้แก่ข้าราชการ พนักงานลูกจ้าง และประชาชนทั่วไป เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารในทุกกิจกรรมของ "อำเภอเชียงแสน"
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"
 นอกจากสื่อมวลชนสัญจรจะได้ศึกษาดูงานบทบาทภารกิจของฝ่ายปกครอง ในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆแล้ว จุดผ่อนปรนบ้านสบรวก หมู่  1  ตำบลเวียง  อำเภอเชียงแสน ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ได้มาเยือน เนื่องจากเป็นจุดผ่อนปรนไทย - พม่า และไทย - ลาว เป็นช่องทางในการเดินทางติดต่อทำการค้า และเพื่อให้ราษฎรพม่าและลาว สามารถเดินทางไปมาหาสู่กัน และซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภค  และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ  ซึ่งในอนาคตจะมีการยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ
         
              ส่วนท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน  ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตรงข้ามสปป.ลาว ในตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน มีเนื้อที่ 387 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา  สามารถรองรับเรือสินค้า ขนาด 500 เมตริกตัน พร้อมกันถึง 10 ลำ ถือเป็นท่าเรือเพื่อขนส่งสินค้าที่เชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง จากจีนตอนใต้ ผ่านพม่า  ลาว และไทย ที่สำคัญ เป็นท่าเรือเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าตามทิศทางการเปิดเขตการค้าเสรีในปี 2558
       ส่วน "หอฝิ่น" อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ในพื้นที่ หมู่ 1 บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน พื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ซึ่งล้อมรอบด้วยสวนอันสวยงามของอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่นเมื่อสมัยที่มีการใช้กันอย่างถูกกฎหมาย และผลกระทบของการเสพติดฝิ่น อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยและการศึกษาต่อเนื่องในหัวข้อฝิ่น สารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆและยาเสพติดในชนิดอื่นๆ...วันนี้ลาไปก่อนก็แล้วกัน...!!!
                        นวย เมืองธน