วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แอ่วเมืองเหนือ ปลูกป่าสร้างฝาย

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-เมื่อปลายปี 2554 เกิดอุทกภัย สร้างความเสียหายในพื้นที่หลายจังหวัด ตั้งแต่ภาคเหนือจนจรดภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต
และไร้ที่อยู่จำนวนมาก ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมต้องสูญเสียจากภัยพิบัติดังกล่าวอย่างมหาศาลผู้ประสบภัยต่างดำรงอยู่ด้วยความยากลำบาก เนื่องจากปัจจัยทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค แม้ว่าภาครัฐ เอกชน องกรณ์ มูลนิธิต่างๆจะประสานการปฎิบัติร่วมมือกันช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจขจัดความเดือดร้อนของประชาชนให้บรรเทาลงได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ภาครัฐต้องระดมสรรพกำลังตลอดจนงบประมาณนับแสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน และฟื้นฟูสาธารณสมบัติต่างๆให้กลับสู่สภาวะปกติ
           ภายหลังเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยน้ำท่วม "คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนบริหาร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) วางแนวทางจัดการลุ่มน้ำ 8 แห่ง คือ ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก ท่าจีน และเจ้าพระยา ซึ่งมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยจะน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการฟื้นฟูป่าไม้ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2555 นโยบายดังกล่าวถูกขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว
           ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในพิธีเปิดโครงการฟื้นฟูการอนุรักษ์ป่าและดินการทำฝายและวันต้นไม้แห่งชาติประจำปี 2555 ที่บริเวณลุ่มน้ำแม่แตง บ้านศรีดงเย็น หมู่ 5 ต.บ้านช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เมื่อไม่นานเท่าไหร่ ซึ่งมี "คุณปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมาเป็นประธานในพิธี โดยมีผู้บริหารกรม กอง จากหลายหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และจากส่วนอื่นๆ พร้อมด้วยประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
      "คุณปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ได้รับมอบหมายจาก "นายกรัฐมนตรี" ในการเปิดโครงการดังกล่าว และถือเป็นพื้นที่นำร่อง 1 ใน 8 พื้นที่ลุ่มน้ำหลักทั่วประเทศ ได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง เจ้าพระยา ป่าสัก และท่าจีน เน้นการปลูกป่า สร้างฝายตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
       โดยกรมป่าไม้จะใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 143 ล้านบาท ในการก่อสร้างฝายกึ่งถาวรกว่า 2 พันแห่ง และฝายสร้างฝายถาวรกว่า 600 แห่ง ส่วนงบประมาณที่เหลือจะนำไปดำเนินการในเรื่องการ
เพาะกล้าไม้ ตามโครงการปลูกป่าของรัฐบาล ภายหลัง 60 วันจะสามารถสร้างเสร็จหลังการอนุมัติงบประมาณเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2555 จะเร่งดำเนินการสร้างฝาย เพาะกล้าไม้ เพื่อนำไปปลูกใน 8 พื้นที่ลุ่มน้ำหลัก และอีก 17 พื้นที่ในการขยายผล รวม 25 พื้นที่ ให้แล้วเสร็จ
          "คุณปรีชา" ยังบอกว่า ในการสร้างฝายที่ผ่านมาที่มีปัญหา
คือ "ฝายแม้ว" เพราะฝายแม้ว เป็นการสร้างลักษณะชั่วคราว เมื่อสร้างแล้วไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำลักษณะง่ายๆ นำก้อนหินหรือวัสดุธรรมชาติไปทิ้งๆ ไม่มีแบบแปลนที่เป็นมาตรฐาน สุดท้ายก็ไม่สามารถ
 เก็บกักน้ำไว้ได้ พอชำรุดแล้วก็ไม่มีการซ่อมแซม แต่ฝายที่สร้างในครั้งนี้ พิสูจน์แล้วว่าสามารถเก็บกักน้ำได้จริง มีแบบแปลนที่ชัดเจน สำหรับการดำเนินการก่อสร้างฝายจะต้องไม่ให้มีการทุจริตโดยเด็ดขาด ทุกจุดที่มีการดำเนินการสร้างฝาย และปลูกหญ้าแฝก จะมีพิกัด และสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการได้เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถตรวจสอบและดูแลร่วมกัน โดยในแต่ละฝายที่สร้างจะมีคณะกรรมการเข้ามาดูแล และต้องสร้างตามแบบของสำนักงบประมาณกำหนด สามารถตรวจสอบได้
          ขณะที่ "คุณสุวิทย์ รัตนมณี" อธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า การสร้างฝายแต่ละแห่งจะมี
 การตรวจชัดเจนก่อนลงมือการสร้าง โดยการสำรวจจากภาพถ่ายทางอากาศ ว่าตรงจุดไหนเป็นเขา ห้วย และหุบ และสามารถใช้เครื่องมือพีจีเอส เข้าไปจับพิกัดได้เลย และชัดเจนว่าเป็นห้วยจริงๆ หรือเป็นที่เหมาะสมจริงๆจึงจะดำเนินการก่อสร้างฝาย
 และถ้าสร้างแล้วต้องได้ผล และประชาชนได้ประโยชน์จากการ
สร้างฝายอย่างแท้จริงในอนาคต กิจกรรมการก่อสร้างฝายถาวรและกึ่งถาวร นอกจากจะดำเนินการในพื้นที่จ.เชียงใหม่แล้ว ยังได้ดำเนินการในพื้นที่จ.ลำปาง และแพร่ด้วย การจัดกิจกรรมในโครงการนี้จะเป็นตัวอย่างที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ
ตอนบนเกิดความตื่นตัว และตระหนักถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ของการฟื้นฟูสภาพป่า
    นอกจากการสร้างฝายถาวร และกึ่งถาวร ของที่กรมป่าไม้ กำลังดำเนินการนั้น กรมป่าไม้ยังต้องเร่งดำเนินการสำรวจกล้าไม้ ทีมีมีอยู่ภายในหน่วยงานต่างๆของกรมป่าไม้ ที่มีอยู่หลากสายพันธ์ เพื่อนำไปปลูกในลุ่มน้ำต่างๆ ก็ถือเป็น
 ความหวังของประชาชนในภายภาคหน้าสืบไป
        "คุณโชติ ตราชู" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกไว้ว่า จากการสำรวจข้อมูลสภาพป่าต้นน้ำในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ท่าจีน และป่าสัก ต้นทางของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อสำรวจจากระบบรีโมตเซน พบสภาพที่น่าตกใจว่าสภาพภูเขาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน น่าน แพร่ สุโขทัย มีปัญหาการบุกรุกพื้นที่บนเขาตั้งแต่ระดับความสูง 500-1,500 เมตรขึ้นไปเพื่อทำการ
เกษตรเชิงพาณิชย์ โดยคิดเป็นพื้นที่มากกว่า 3.7 ล้านไร่อยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ 1 และชั้นคุณภาพลุ่มน้ำที่ 2 พื้นที่ดังกล่าวเมื่อจำแนกออกมาพบว่าเป็นที่อาศัยของชาวไทยภูเขาหลายเผ่า ทั้งกะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ อาข่า ลีซอ เย้า ลัวะ จีนฮ่อ ปะหร่อง รวมทั้งคนพื้นราบ ทำให้ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับว่าน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเขตพื้นที่ลุ่มเจ้า
 พระยาในปี 2554 นั้นเป็นผลโดยตรงจากพื้นที่ป่าต้นน้ำที่หายไปและถูกเปลี่ยนเป็นพื้นการเกษตร
                 ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" โครงการฟื้นฟูการอนุรักษ์ป่าและดิน รวมถึงการสร้างฝาย และปลูกป่านั้น คงจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อให้ป่าไม้ และแหล่งน้ำตามธรรมชาติคงอยู่สืบไปชั่วลูกชั่วหลานในภายภาคหน้า ไหนๆก็ผ่านมาที่จังหวัดเชียงใหม่ ร้าน "เฮือนเพ็ญ" เป็นร้านอาหารอีกแห่งที่ผมมีโอกาสมาแวะเวียน
 ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่แถว ถนนมรรคา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีอาหารพื้นบ้านแบบล้านนา ชาวเหนือมากมาย สาธยายไม่ถูกเลยจริงๆ วันนี้ลาไปก่อนก็แล้วกัน...!!!
                                                     นวย  เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น