วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"เสียงปืน-บึ้ม"สงบ "สุไหงโก-ลก"คึกคัก

             "ะลอนตามอำเภอใจ"-การบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ในอ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ปัจจุบัน นอกจากจะทำให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่เบาบางลง หรือไม่มีเหตุเกิดขึ้น 
               ซึ่งอ.สุไหงโก-ลก ถือเป็นแบบอย่างในการป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ที่เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ตามจุดต่างๆ ของอ.สุไหงโกลก ได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญพื้นที่อ.สุไหงโก-ลก ยังถือเป็นเมืองท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง และถือเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ เนื่องจากเป็นแนวชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย
               สำหรับอ.สุไหงโก-ลก เป็น 1 ใน 13 อำเภอของจ.นราธิวาส ถือเป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย มีอาณาเขตต่อกับรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย มีเนื้อที่ 139.43 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 87.149 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 3.11 ของพื้นที่ทั้งหมดของจ.นราธิวาส พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม  ไม่มีเทือกเขา มีป่าน้อย ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ มีลำน้ำ 3 สาย คือ คลองโต๊ะแดง คลองชลประทาน  มูโนะ แม่น้ำโก-ลกกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ภูมิอากาศเป็นแบบมรสุม 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่ เดือนก.พ.
 – เดือนก.ย. และฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนต.ค. – เดือนม.ค.  มี  4  ตำบล 19 หมู่บ้าน  มีประชากรทั้งสิ้น 74,794  คน แยกเป็นชาย  35,724  คน หญิง  39,070  คน   มีครัวเรือนทั้งสิ้น  21,813  ครัวเรือน  นับถือศาสนาอิสลาม  75 %  ศาสนาพุทธ  20 %  ศาสนาอื่น 5  %  ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวน  ค้าขาย   และรับจ้าง
           ย้อนกลับไปประมาณกลางเดือนกันยายน 2554 เกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ และมอเตอร์ไซค์บอมบ์รวม 3 จุดที่ อ.สุไหงโก-ลก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย บาดเจ็บกว่า 40 คน เหตุการณ์
 ครั้งนั้น ถือเป็นการสูญเสีย และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และบรรยากาศการท่องเที่ยวของอ.สุไหงโก-ลก ครั้งสำคัญ
          ต่อมาช่วงเดือนเมษายน 2555 หลังเกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่ จ.ยะลา และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เข้าปฏิบัติการตามแผน 36411 เพื่อรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่ และผลจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้ ทำให้มีความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะมากขึ้น จุดตรวจ 3 จุด ซึ่งเป็นพื้นที่เขตรอยต่อระหว่างอำเภอ ทั้งจาก อ.ตากใบ
 สุไหงปาดี และแว้ง มีการตรวจสอบบุคคล และยานพาหนะที่เข้าออกพื้นที่อย่างเข้มงวด รวมถึงที่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก และจุดผ่อนปรน บริเวณท่าข้ามริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก
         เพื่อป้องกันการเข้ามาก่อเหตุของกลุ่มผู้ไม่หวังดี หลังเกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่ จ.ยะลา และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่วนในพื้นที่เขตเมือง และพื้นที่รอบนอกของ อ.สุไหงโก-ลก ก็ได้เริ่มปฏิบัติการตามแผน 36411 โดยเป็นการบูรณาการร่วมของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ และการสนับสนุนจากชุดปฏิบัติการอื่นๆ รวมกว่า 2,000 นาย เพื่อให้ครอบ
 คลุมการรักษาความปลอดภัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยแผนดังกล่าวเป็นหนึ่งในแผนพิทักษ์โก-ลก 55 ที่ได้นำมาใช้ในห้วงเดือนเมษายน เนื่องจากมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก ตลอดทั้งเดือนมากถึง 6 กิจกรรม
        แม้ในห้วงเวลานั้น เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ยะลา และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะส่งผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในพื้นที่บ้าง แต่ในทางกลับกันกับพบว่านักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย ยังคง
มีการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
 ในอ.สุไหงโก-ลก  อย่างต่อเนื่อง โดยมีการเดินออกมารับประทานอาหารตามร้านค้าในย่านเศรษฐกิจ และใช้บริการตามสถานบันเทิงในพื้นที่กันตามปกติ
           ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะเมื่อเร็วๆนี้ มีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เยี่ยมชมภารกิจการบูรณาการร่วมของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ของเจ้าหน้าที่อส. ทหาร และตำรวจ ในการรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้อง ประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่เดินทางเข้ามาที่ อ.สุไหงโก-ลก
        แน่นอนครับว่าคนต่างถิ่นอย่างผมเมื่อมาเยือนอ.สุไหงโก-ลก
เป็นครั้งแรก
ย่อมรู้สึกเสียวบ้างเป็นธรรมดา แต่ขณะเดียวกันก็อดชื่นชมหน่วยงานความมั่นของอ.สุไหงโก-ลก ไม่ได้ที่สามารถบูรณาการทำงานร่วมกัน จนสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ที่แห่แหนเข้ามาเที่ยว
 ในอ.สุไหงโก-ลก กันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในช่วงราตรี
           "นายกองตรีจำนัล เหมือนดำ" นายอำเภอสุไหงโก-ลก ในฐานะผบ.ร้อยอ.สุไหงโกลก บอกว่า ทางอำเภอสุไหงโก-ลก ได้จัดแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่อส. มากกว่า 300 นาย เข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามจุดต่างๆ พร้อมทั้งให้ให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีการท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่อ.สุไหงโก-ลก เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันใจในการดูความปลอดภัย ของเจ้าหน้าที่ และภาคประชาชนในพื้นที่เองก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ในการช่วยกันดูแล สอดส่องสิ่งผิดปกติต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การก่อเหตุร้าย และรุนแรงตามมา ส่งผลให้การเดินทางเข้า - ออก ของประชาชนทั้ง 2 ฝั่งเป็นไปด้วยดี มีทั้งการค้าขาย การท่องเที่ยว และการทำงานในพื้นที่
               "นายกองตรีจำนัล" บอกด้วยว่า จุดผ่อนปรนผ่านแดนในแต่ละเดือนมีประชาชนจากทั้ง 2 ประเทศใช้เป็นเส้นทางผ่าน
           นอกเหนือจากจุดผ่านแดนถาวร เดือนละกว่า 1 แสนคน และหากเป็นช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีประชาชนมาท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่เกิดการหมุนเวียนดีขึ้น และนักท่องเที่ยวมีความมั่นใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น เป็นผลจากการบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ภาคประชาชน ในการร่วมกันตรวจสอบสิ่งผิดปกติ และแจ้งเบาะแสหากพบเห็นสิ่งผิดปกติทำให้ในพื้นที่อ.สุไหงโก-ลกมีความเข็มแข็งขึ้นเรื่อยๆ
         "พ.ท.วุธยา จันทมาศ"  ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 36 บอกว่า พื้นที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 36 รับผิดชอบอยู่ 2 อำเภอ คืออ.สุไหงโกลก และอ.ตากใบ ในการปฎิบัติงานที่ผ่านมาได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทางอ.สุไหงโก-ลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยเหตุที่อ.สุไหงโก-ลก เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ และจัดกิจกรรมมากมาย
          ตั้งแต่ต้นปี 55 ที่ผ่านมายังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงด้านความมั่นคง กำลังทั้ง 3 ฝ่าย โดยเฉพาะอส.ได้ทำงานกันอย่างหนัก ไม่ว่าจะในด้านการประชาสัมพันธ์ และอื่นๆ ก่อนหน้านี้คณะท่านนายกรัฐมนตรี ได้มีดำริสั่งการในการประชุม ต้องการให้มีห้องวอร์รูม มีซีซีทีวี และขณะนี้ได้จัดกำลังทั้ง 3 ฝ่ายมาเป็นเซ็นเตอร์ดูแลห้องวอร์รูมดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ในอ.สุไหงโก-ลก มีกล้องซีซัทีวี อยู่ทั้งหมด 66 ตัวที่ติดตั้งอยู่ ในการเฝ้าระวังจับตาผู้ที่จะเข้ามาก่อความไม่สงบในพื้นที่
         "พ.ท.วุธยา" บอกด้วยว่า การจัดกำลัง 3 ฝ่าย
 มาดูห้องวอร์รูมแห่งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีขีดความสามารถในการสังเกตุพฤติกรรมของคนร้าย โดยได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยสอนเทคนิคกับเจ้าหน้าที่ทุกนายในการสังเกตุและดูพฤติกรรมของคนร้ายด้วย ขณะเดียวกันเมื่อพบรถต้องสงสัย หรือผิดสังเกตุจอดอยู่
          ที่ศูนย์วอร์รูมแห่งนี้ ก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่กองกำลังทั้ง 3 ฝ่ายซึ่งอยู่ในพื้นที่เข้าตรวจสอบในทันที ที่สำคัญซีซีทีวี สามารถออนไลน์ ในทุกที่ซึ่งมีสัญญาณอินเทอเน็ต สามารถดูและตรวจสอบได้ทุกที่ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฯได้ใช้ทั้งเชิงรับและเชิงรุกในการปฎิบัติหน้าที่ มีการซักซ้อมกันอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันมีการซ้อมกันวันละประมาณ 6 ครั้ง
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากการบูรณาการ่วมกันของของเจ้าหน้าที่อส.สุไหงโก-ลก เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ ในปฏิบัติหน้าที่ตามจุดต่างๆใน การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่
 พร้อมทั้งให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จึงเชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ "สุไหงโก-ลก" จะกลายเป็นอำเภอหนึ่ง ในจังหวัดชายแดนใต้ ที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นอำเภอที่ได้รับความนิยมด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
           แต่หากใครแวะเวียนผ่านมาที่ อ.สุไหงโก-ลก แล้วท้องหิวขึ้นมา ขอแนะนำ "ร้านอ้วนบะกุดเต๋" หลังโรงแรมแกรนด์การ์เด้น ย่านถนนประชาวิวัฒน์ อ.สุไหงโก-ลก ร้านนี้ขึ้นชื่อ  "บะกุดเต๋"  
สูตรมาเลเซีย
 เป็นกระดูกหมูตุ๋นยาจีน เพิ่มรสหวานหอมด้วยการใส่ผักต่าง ๆ เคี่ยวลงในน้ำแกง เช่น ผักกาดขาว เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟองเต้าหู้ และไส้หมู
              ส่วนใครอยากเพิ่มเติมส่วนผสมที่บำรุงกำลังก็มีให้เลือกตั้งแต่ซุปไก่สกัดสำเร็จรูป เป๋าฮื้อ และหน่อไม้ทะเลกระป๋อง ราคาก็ตามแต่จะสั่ง ถือเป็นอาหารจีนที่ถูกปากในรสชาติของคนไทย กินกับข้าวสวยร้อนๆ ถึงขั้นจุกได้เหมือนกัน..!!!
                                                          นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แอ่วเมืองเหนือ ปลูกป่าสร้างฝาย

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-เมื่อปลายปี 2554 เกิดอุทกภัย สร้างความเสียหายในพื้นที่หลายจังหวัด ตั้งแต่ภาคเหนือจนจรดภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต
และไร้ที่อยู่จำนวนมาก ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมต้องสูญเสียจากภัยพิบัติดังกล่าวอย่างมหาศาลผู้ประสบภัยต่างดำรงอยู่ด้วยความยากลำบาก เนื่องจากปัจจัยทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค แม้ว่าภาครัฐ เอกชน องกรณ์ มูลนิธิต่างๆจะประสานการปฎิบัติร่วมมือกันช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจขจัดความเดือดร้อนของประชาชนให้บรรเทาลงได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ภาครัฐต้องระดมสรรพกำลังตลอดจนงบประมาณนับแสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน และฟื้นฟูสาธารณสมบัติต่างๆให้กลับสู่สภาวะปกติ
           ภายหลังเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยน้ำท่วม "คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนบริหาร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) วางแนวทางจัดการลุ่มน้ำ 8 แห่ง คือ ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก ท่าจีน และเจ้าพระยา ซึ่งมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยจะน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการฟื้นฟูป่าไม้ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2555 นโยบายดังกล่าวถูกขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว
           ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในพิธีเปิดโครงการฟื้นฟูการอนุรักษ์ป่าและดินการทำฝายและวันต้นไม้แห่งชาติประจำปี 2555 ที่บริเวณลุ่มน้ำแม่แตง บ้านศรีดงเย็น หมู่ 5 ต.บ้านช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เมื่อไม่นานเท่าไหร่ ซึ่งมี "คุณปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมาเป็นประธานในพิธี โดยมีผู้บริหารกรม กอง จากหลายหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และจากส่วนอื่นๆ พร้อมด้วยประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
      "คุณปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ได้รับมอบหมายจาก "นายกรัฐมนตรี" ในการเปิดโครงการดังกล่าว และถือเป็นพื้นที่นำร่อง 1 ใน 8 พื้นที่ลุ่มน้ำหลักทั่วประเทศ ได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง เจ้าพระยา ป่าสัก และท่าจีน เน้นการปลูกป่า สร้างฝายตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
       โดยกรมป่าไม้จะใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 143 ล้านบาท ในการก่อสร้างฝายกึ่งถาวรกว่า 2 พันแห่ง และฝายสร้างฝายถาวรกว่า 600 แห่ง ส่วนงบประมาณที่เหลือจะนำไปดำเนินการในเรื่องการ
เพาะกล้าไม้ ตามโครงการปลูกป่าของรัฐบาล ภายหลัง 60 วันจะสามารถสร้างเสร็จหลังการอนุมัติงบประมาณเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2555 จะเร่งดำเนินการสร้างฝาย เพาะกล้าไม้ เพื่อนำไปปลูกใน 8 พื้นที่ลุ่มน้ำหลัก และอีก 17 พื้นที่ในการขยายผล รวม 25 พื้นที่ ให้แล้วเสร็จ
          "คุณปรีชา" ยังบอกว่า ในการสร้างฝายที่ผ่านมาที่มีปัญหา
คือ "ฝายแม้ว" เพราะฝายแม้ว เป็นการสร้างลักษณะชั่วคราว เมื่อสร้างแล้วไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำลักษณะง่ายๆ นำก้อนหินหรือวัสดุธรรมชาติไปทิ้งๆ ไม่มีแบบแปลนที่เป็นมาตรฐาน สุดท้ายก็ไม่สามารถ
 เก็บกักน้ำไว้ได้ พอชำรุดแล้วก็ไม่มีการซ่อมแซม แต่ฝายที่สร้างในครั้งนี้ พิสูจน์แล้วว่าสามารถเก็บกักน้ำได้จริง มีแบบแปลนที่ชัดเจน สำหรับการดำเนินการก่อสร้างฝายจะต้องไม่ให้มีการทุจริตโดยเด็ดขาด ทุกจุดที่มีการดำเนินการสร้างฝาย และปลูกหญ้าแฝก จะมีพิกัด และสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการได้เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถตรวจสอบและดูแลร่วมกัน โดยในแต่ละฝายที่สร้างจะมีคณะกรรมการเข้ามาดูแล และต้องสร้างตามแบบของสำนักงบประมาณกำหนด สามารถตรวจสอบได้
          ขณะที่ "คุณสุวิทย์ รัตนมณี" อธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า การสร้างฝายแต่ละแห่งจะมี
 การตรวจชัดเจนก่อนลงมือการสร้าง โดยการสำรวจจากภาพถ่ายทางอากาศ ว่าตรงจุดไหนเป็นเขา ห้วย และหุบ และสามารถใช้เครื่องมือพีจีเอส เข้าไปจับพิกัดได้เลย และชัดเจนว่าเป็นห้วยจริงๆ หรือเป็นที่เหมาะสมจริงๆจึงจะดำเนินการก่อสร้างฝาย
 และถ้าสร้างแล้วต้องได้ผล และประชาชนได้ประโยชน์จากการ
สร้างฝายอย่างแท้จริงในอนาคต กิจกรรมการก่อสร้างฝายถาวรและกึ่งถาวร นอกจากจะดำเนินการในพื้นที่จ.เชียงใหม่แล้ว ยังได้ดำเนินการในพื้นที่จ.ลำปาง และแพร่ด้วย การจัดกิจกรรมในโครงการนี้จะเป็นตัวอย่างที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ
ตอนบนเกิดความตื่นตัว และตระหนักถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ของการฟื้นฟูสภาพป่า
    นอกจากการสร้างฝายถาวร และกึ่งถาวร ของที่กรมป่าไม้ กำลังดำเนินการนั้น กรมป่าไม้ยังต้องเร่งดำเนินการสำรวจกล้าไม้ ทีมีมีอยู่ภายในหน่วยงานต่างๆของกรมป่าไม้ ที่มีอยู่หลากสายพันธ์ เพื่อนำไปปลูกในลุ่มน้ำต่างๆ ก็ถือเป็น
 ความหวังของประชาชนในภายภาคหน้าสืบไป
        "คุณโชติ ตราชู" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกไว้ว่า จากการสำรวจข้อมูลสภาพป่าต้นน้ำในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ท่าจีน และป่าสัก ต้นทางของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อสำรวจจากระบบรีโมตเซน พบสภาพที่น่าตกใจว่าสภาพภูเขาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน น่าน แพร่ สุโขทัย มีปัญหาการบุกรุกพื้นที่บนเขาตั้งแต่ระดับความสูง 500-1,500 เมตรขึ้นไปเพื่อทำการ
เกษตรเชิงพาณิชย์ โดยคิดเป็นพื้นที่มากกว่า 3.7 ล้านไร่อยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ 1 และชั้นคุณภาพลุ่มน้ำที่ 2 พื้นที่ดังกล่าวเมื่อจำแนกออกมาพบว่าเป็นที่อาศัยของชาวไทยภูเขาหลายเผ่า ทั้งกะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ อาข่า ลีซอ เย้า ลัวะ จีนฮ่อ ปะหร่อง รวมทั้งคนพื้นราบ ทำให้ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับว่าน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเขตพื้นที่ลุ่มเจ้า
 พระยาในปี 2554 นั้นเป็นผลโดยตรงจากพื้นที่ป่าต้นน้ำที่หายไปและถูกเปลี่ยนเป็นพื้นการเกษตร
                 ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" โครงการฟื้นฟูการอนุรักษ์ป่าและดิน รวมถึงการสร้างฝาย และปลูกป่านั้น คงจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อให้ป่าไม้ และแหล่งน้ำตามธรรมชาติคงอยู่สืบไปชั่วลูกชั่วหลานในภายภาคหน้า ไหนๆก็ผ่านมาที่จังหวัดเชียงใหม่ ร้าน "เฮือนเพ็ญ" เป็นร้านอาหารอีกแห่งที่ผมมีโอกาสมาแวะเวียน
 ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่แถว ถนนมรรคา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีอาหารพื้นบ้านแบบล้านนา ชาวเหนือมากมาย สาธยายไม่ถูกเลยจริงๆ วันนี้ลาไปก่อนก็แล้วกัน...!!!
                                                     นวย  เมืองธน

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ลุยป่าสาละวินดูภารกิจกรมป่าไม้

          "ะลอนตามอำเภอใจ"- "จังหวัดแม่ฮ่องสอน" เป็นจังหวัดที่สวยงาม มีอากาศดี เนื่องจากเป็นดินแดนแห่งภูเขา และแม่น้ำ โดยเฉพาะ "อำเภอสบเมย" มีความเกี่ยวพันธ์กับแม่น้ำสายสำคัญ ๆ หลายสาย
             อาทิ  แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเมย แม่น้ำยวม แม่น้ำเงา และแม่น้ำริด สำหรับประชากรของอำเภอสบเมย มีด้วยกัน 2 เผ่าใหญ่ ๆ คือ ชาวไทยพื้นราบ หรือคนเมือง และชาวไทยภูเขามีจำนวนร้อยละ 60 ของจำนวนประชากรทั้งหมด "อำเภอสบเมย" มีลักษณะภูมิประเทศ สภาพโดยทั่วไป เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน คิดเป็นพื้นที่ร้อยละ 90 หรือประมาณ 1,059 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ราบที่สำคัญ ได้แก่ พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำยวม และที่ราบลุ่มแม่น้ำเล็กๆ ส่วยทรัพยากรป่าไม้ พื้นที่อำเภอสบเมยส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนถึง 726,813 ไร่ หรือประมาณ ร้อยละ 98 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งเป็นป่าเบญจพรรณที่มีค่าทาง
 เศรษฐกิจ ได้แก่ ไม้สัก ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้เต็ง เป็นต้น
             ผมหยิบเรื่องราวของ "อำเภอสบเมย" มาเขียนถึง เพราะเมื่อเร็วๆนี้ มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ติดตามภารกิจของกรมป่าไม้ ในการปฎิบัติงานปราบปรามดำเนินคดีตรวจยึดไม้สักท่อน และไม้สักที่แปรรูปแล้ว ณ หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ มส. 17 ตำบลแม่ยวม อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และการตั้งโรงงานแปรรูปไม้เถื่อน รวมถึงไม้ซุงของกลางที่ถูกตัดโค่น และยังไม่สามารถลำเลียงออกจากป่าได้ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าสาละวินตอนล่าง บ้านขุนแม่คะตวน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
            "คุณประหยัด ดาวราย" เจ้าหน้าที่ป่าไม้อาวุโส รักษาการผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ 1 (แม่ฮ่องสอน) บอกว่า หลังได้รับการประสานจากที่เจ้าหน้าที่จากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานฯ จึงได้จัดกำลังลงในพื้นที่เข้าตรวจสอบพบกองไม้วางกระจายอยู่ในป่า พบการแปรรูปไม้ด้วยเลื่อยวงเดือน เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆจึงได้สนธิกำลังกัน ช่วยกันนำไม้แปรรูปที่ตรวจยึดได้กลางป่านำมาเก็บไว้ที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ มส. 17 ตำบลแม่ยวม อำเภอสบเมย ส่วนไม้ท่อนขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้แปรรูปจำนวนมากที่ถูกตัดโค่นนั้น ยังไม่สามารถลำเลียงออกมาจากป่าได้ เพราะขาดพาหนะในการขน และเนื่อง
 จากพื้นที่เป็นภูเขาสูงชันจึงเป็นอุปสรรคในการทำงาน ส่วนสถานการณ์การลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในขณะนี้นั้น เชื่อว่าหากมีการจับกุมกันอย่างต่อเนื่อง การลักลอบตัดไม้ในพื้นที่คงจะเบาบางลง
            "คุณธนะวัตติ์ รุ่งสิทธิ์ศุภรัฐ"  ผู้อำนวยการส่วนยุทธการป้องกันและปราบปรามภาค 3 (ภาคเหนือ) กรมป่าไม้ บอกว่า รู้สึกดีใจที่สื่อมวลชนให้ความสำคัญด้านป่าไม้ ซึ่งหากร่วมมือร่วมใจกันทำงาน จะทำให้มีคนช่วยกันรักษาทรัพยากรป่าไม้มากขึ้น เพราะประชาชนได้รับรู้ถึงความสำคัญของป่าไม้ ในส่วนของการสืบสวนหาผู้กระทำผิดนั้นคงต้องเป็นหน้าที่ของ
 พนักงานสอบสวนสภ.สบเมย  จังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากทางกรมป่าไม้ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวน เมื่อพบการกระทำผิด และยึดของกลางได้ ก็ต้องส่งเรื่องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ หรือดำเนินคดีตามกฎหมาย
        ระหว่างที่คณะของเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ได้นำ สื่อมวลชนเดินทางไปยังป่าสาละวินตอนล่าง บ้านขุนแม่คะตวน อำเภอสบเมย เพื่อดูพื้นที่ซึ่งเจ้าหน้าที่ฯ ตรวจยึดไม้สักแปรรูปได้ ระหว่างทางเดินเล็กๆ จากถนนสายหลัก ขนาบสันเขา ที่ขบวนการลักลอบตัดไม้ ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ออกมานั้น มีร่องรอยของมูลช้างแห้ง
ตลอดทาง ซึ่งเชื่อได้ว่าขบวนการลักลอบตัดไม้ได้นำช้างมาลำเลียงไม้ออกจากป่า และมีร่องรอยการเผาป่า เพื่อเคลียทางให้เห็นเป็นระยะตลอดระยะทางเกือบ 1 ก.ม.ก่อนจะถึงจุดไม้สักท่อนที่เจ้าหน้าที่ยึดได้ 23 ท่อนวางกองกันอยู่ในป่า แถมบริเวณโดยรอบจุดนี้ ยังพบไม้สักถูกกานยืนต้นตายโดยรอบพื้นที่ เพื่อรอการตัดโค่นอีกเป็นจำนวนมาก
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในวันนี้ ระหว่างเดินทางกลับมาที่ หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ มส. 17 ตำบลแม่ยวม อำเภอสบเมย  คณะของเรามีโอกาส แวะเวียนแถวบ้านขุนแม่คะตวน ตำบลสบเมย อำเภอสบเมย ซึ่งถือเป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยง ก็เลยได้มีโอกาสสัมผัสชาวกระเหรี่ยงชนิดประชิดตัวถึงหน้าบ้านเลยก็ว่าได้ ส่วนไฮไลน์ เห็นจะเป็นการที่ได้มีโอกาสซื้อเห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ ที่ชาวบ้านเก็บกันมาสดๆร้อนๆ ซึ่งเห็ดดังกล่าวถือเป็นเห็ดหายากที่เก็บได้เฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคมเพียง 1 เดือนในรอบปี
 และตามปกติไม่สามารถเพาะพันธุ์ได้ จึงเป็นของป่าที่ผู้บริโภคต้องรอคอยกันนานกว่าจะมีรับประทานกันในแต่ละปี
        โดยในปีนี้พบว่าเห็ดเผาะต้นฤดูมีราคาเริ่มต้นแพงกว่าลิตรละ 300 บาท แต่วันนี้หลายคนบอกโขคดี เพราะได้ซื้อหากันในราคาลิตรละ 100 บาทเท่านั้น เพราะซื้อจากคนหาเอง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง บางคงถึงกับเหมาไปคนละหลายๆลิตรก็มี
        ขณะที่รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อของเจ้าหน้าที่ฯ วิ่งผ่านเส้นทางที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขา และป่าไม้เบญจพรรณ 
      ภาพเขาหัวโล้น ที่เกิดจากการบุกรุกแผ้วถางป่าของราษฎรให้เห็น ลูกแล้ว...ลูกเล่า มีให้เห็นเป็นระยะๆ ดูแล้วช่างน่าเศร้าใจนัก เพราะจากสภาพที่เห็นบางพื้นที่ซึ่งถูกบุกรุกยึดครองน่าจะเป็นฝีมือนายทุน มากกว่าฝีมือชาวบ้านธรรมดา ชั่วอึดใจเดียวก็มาถึงหน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ มส. 17 ทีมงานไม่รอช้ารีบจัดข้าวผัด ข้าวพัดกระเพรา มาแจกจ่ายกันอย่างอึกทึก เพราะหลายคนท้องร้องจ๊อก...จ๊อก..เนื่องจากเลยเวลาเที่ยงมาหลายชั่วโมงแล้ว
             สำหรับผมแล้วไม่แปลกที่ข้าวผัด กล่องนี้...จะอร่อยโคตร...โคตรครับ 55 หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ "อำเภอสบเมย" ก็มีโอกาสมาแวะเวียนที่ตัวอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
 ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆดูอบอุ่น สภาพบ้านเรือนถนนหนทาง ดูเงียบสงบไม่พลุกพล่านเหมือนที่อื่นๆที่เคยพบเห็น เหลือบไปเห็น "ร้านก๊วยเตี๋ยวหมูโบราณ" ที่เปิดบ้านขายริมทาง อดไม่ได้ที่จะแวะลิ้มชิมรส แต่น่าเสียดาย กล้องถ่ายรูปของผมดันถ่านหมดกระทันหัน ถ่ายได้แค่ภาพบรรยากาศในร้านเพียงรูปเดียวเท่านั้นเอง
              ส่วนร้านอาหาร "ครัวกันเอง" ริมน้ำยวม ในตัวอำเภอแม่สะเรียง ก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่ผมได้มาแวะเวียน มีอาหารหลากหลายเมนู โดยเฉพาะอาหารพื้นบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศชิว...ชิวริมน้ำยอม มีนักดนตรี เล่นกีต้าโฟล์กซอง คอยขับกล่อมระหว่างการรับประทานอาหาร...วันนี้คงต้องทิ้งท้ายกันแค่นี้ก็แล้วกัน...!!!
                                                          นวย เมืองธน