วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

..อำเภอยิ้ม..สายบุรี..พอเพียงใส่ใจสิ่งแวดล้อม

         "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"ลุ่มน้ำสายบุรี" นั้นมีแหล่งกำเนิดจากแนวชายแดนระหว่างประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย จากยอดเขาต่างๆของเทือกเขาสันกาลาคีรีที่สำคัญ
 ได้แก่ เทือกเขาบาตูตาโมง เขาโต๊ะมูเด็ง เขาแคมาแรแต เขาบาเราะมาตอ เขาตีบุ เขากาลอ เขาลิจอ เขากูบากูลิง เขาบาเราะมาตอ เขาน้ำค้าง และเขาหินม้า สำหรับในเขตประเทศไทย บริเวณต้นน้ำอยู่ในเขตอำเภอศรีสาคร อำเภอรือเสาะ และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ซึ่งล้วนแต่ประกอบด้วยภูเขาและป่าต้นน้ำ ตอนกลางของลุ่มน้ำเป็นพื้นที่ราบลุ่มอยู่ในเขตอำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี และอำเภอรามัน จังหวัดยะลา ส่วนตอนปลายลุ่มน้ำในเขตอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เป็นที่ราบลุ่มและป่าชายเลน
        "ลุ่มน้ำสายบุรี" จะไหลลงสู่
 อ่าวไทยตอนล่างที่อ่าวตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี กระแสน้ำของลุ่มน้ำสายบุรีจะไหลจากต้นน้ำทางด้านทิศใต้ลงสู่ทะเลอ่าวไทยทางด้านทิศเหนือ ดังที่กล่าวมาคือ มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ใกล้เคียง คือ ทิศเหนือติดต่อกับอ่าวไทย ทิศใต้ติดต่อกับประเทศมาเลเชีย ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำปัตตานีและทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำโกลก มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 186 กิโลเมตร มีพื้นที่ 3,205.30 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,003,314 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในจังหวัดนราธิวาสร้อยละ 63.13 จังหวัดปัตตานีร้อยละ 21.11 และจังหวัดยะลาร้อยละ 15.76 ของพื้นที่
ลุ่มน้ำทั้งหมด มีพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำประมาณ 2,892 ตารางกิโลเมตร มีความเร็วของกระแสน้ำ 2 ระดับ คือ ระดับความเร็วค่อนข้างสูง ซึ่งพบบริเวณต้นน้ำและบริเวณกลางน้ำ กับกระแสน้ำที่มีความเร็วลดลงมา ซึ่งพบบริเวณปลายลำน้ำ
         "กลุ่มรักษ์ลุ่มนำสายบุรี" เป็นพัฒนาการ
ที่ต่อเนื่องมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู บำรุงรักษาและร่วมกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น โดยได้มีการรวบรวมบุคคลที่มีจิตสาธารณะ
 และสมัครใจอาสาสมัครเข้าร่วมปกป้อง ดูแล รักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในชื่อว่า เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน เพื่อสนับสนุนเป็นกลไกการประสานความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระดับพื้นที่
     ต่อมาช่วงปี 2547 พื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรีได้เกิดวิกฤติสภาพน้ำเสียส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่อาศัยรอบๆพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี ทำให้ กลุ่มอาสาสมัคร ได้เน้นประเด็นลุ่มน้ำสายบุรี เพื่อฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาในชื่อว่า "กลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี" เพื่อสอดคล้องกับ
 ประเด็นงานที่ต้องขับเคลื่อนในวาระเร่งด่วน ในฐานะที่เป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการณรงค์และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำสายบุรี ในเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน เพื่อเป็นปากเสียงและพิทักษ์สิทธิ์ จนถึงการนำเสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไขต่อหน่วยงานต่างๆ จึงก่อเกิด เครือข่ายกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี ที่ปฏิบัติการเติมพื้นที่ลุ่มน้ำลุ่มน้ำสายบุรีเป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมมือประสานงานกับรัฐและองค์กรเอกชนอื่นๆในการส่งเสริมและ
พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี เพื่อส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน และเพื่อเสริมสร้างสิทธิชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น
           ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
 ของ "กลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี" ถือว่าน่าสนใจ และมีมากมาย อาทิ กิจกรรมทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดเครือข่ายกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี ก่อเกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรีกิจกรรมปลูกต้นไม้เศรษฐกิจชุมชน ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ฟื้นฟูคูคลองและจัดทำวังปลาในการอนุรักษ์ปลาพื้นเมือง ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงแบบพึ่งตนเอง อนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี และขยายเครือข่ายกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี 9 พื้นที่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี
         ในช่วงที่ผมมีโอกาสมา 
 "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับกรมการปกครอง ก็มีโอกาสได้มาแวะเวียนที่ "ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายุบุรี" ที่บ้านทุ่งน้อย ตำบลละหาร อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี 
         "คุณดนยา สะแลแม" ประธานกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี และรองประธานคณะกรรมการหมู่บ้านทุ่งน้อย เล่าว่า  เดิมทีพื้นที่บ้านทุ่งน้อยแต่เดิมนั้น เคยมีป่าสาคู การฟื้นฟูทรัพยากรทำได้ยากมาก เพราะที่ผ่านมาถูกละเลยมานาน ชาวบ้านหยุดการทำนาปล่อยนาร้างออกไปรับจ้าง ทำให้คนรุ่นหลังไม่มีองค์ความรู้ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำอันเป็นบ่อ
 เกิดสำคัญของแม่น้ำสายบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนทั้งอำเภอสายบุรี ซึ่งขณะนี้เราเอาจริง เอาจังให้ความสำคัญกับปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
         ในฐานะรองประธานคณะกรรมการหมู่บ้านทุ่งน้อย "คุณดนยา" บอกว่าที่บ้านทุ่งน้อย ถือเป็นชุมชนระดับซี ที่มีความเข้มแข็ง ชาวบ้านรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน และชักนำชาวบ้านให้หันมาพึ่งพาตนเอง โดยทำกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ทำยางพาราก้นถ้วย ส่งขายตรงให้กับโรงงานโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน จัด
 ตั้งสหกรณ์หมู่บ้านให้ชาวบ้านซื้อหาข้าวของในหมู่บ้าน รวมถึงการทำวังปลาในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้กลุ่มเยาวชนผลิตท่อซีเมนต์  เพราะเยาวชนบางกลุ่มที่จบการศึกษาภาคบังคับแล้วไม่เรียนต่อ และไม่มีอาชีพ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจถูกชักชวนเข้าร่วมขบวนการก่อการร้ายได้ง่าย
         "คุณไกรศร วิศิษฎ์วงศ์" นายอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี บอกว่า ความสำเร็จของ "อำเภอยิ้ม" นั้น อยู่ที่ผู้รับบริการ คือความพอใจของพี่น้องประชาชน แต่เราโชคดีที่กรมการปกครอง มีกลยุทธิ์ช่วยให้เราทำงานในพื้นที่นั้นสะดวกขึ้น โดยกล
ยุทธิ์นั้นเป็นสิ่งขับเคลื่อนและสนองตอบให้พี่น้องประชาชนได้รับอะไรต่างๆนำมาซึ่งความร่วมมือ นำมาซึ่งความพอใจ นำมาซึ่งความคิดในเชิงสันติสุข และคิดในเชิงพัฒนามากขึ้น ถ้าจะมองว่าที่ "อำเภอสายบุรี" มีอะไรที่เป็นเสน่ห์ แม้ว่ามีสถานการณ์รุนแรง ตนเองมองว่าวิถีชีวิตที่น่ารักของพี่น้องประชาชน เป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียงดั้งเดิม
       ที่สำคัญมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่มีความเป็นอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ ไทยมุสลิม ที่สำคัญแม้กระทั่งวัฒนธรรมไทย เชื้อสายจีน ตั้งแต่การค้าในอดีต จนมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับ

เป็นสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกกับสังคมภายนอกให้เห็นว่าตรงนี้มีวิถีชีวิต วัฒนธรรมน่าสนใจและงดงาม
             ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" การบริการของกรมการปกครอง นั้น "คุณไกรศร" บอกว่า อำเภอสายบุรี ถือเป็นอำเภอต้นแบบสองภาษา พอขึ้นอำเภอก็มีการพูดภาษายาวี ป้ายก็มีภาษายาวี ใครที่มาอำเภอแล้วก็สามารถอ่านจากป้ายได้ สื่อภาษาเข้าใจกัน และเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนที่มาใช้บริการที่อำเภอสามารถยิ้มได้...!!!
                                     นวย  เมืองธน
************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น