วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ท่องเที่ยวทางธรรม

             "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "การเวียนเทียน" เป็นการบูชาพระรัตนตรัยด้วยอามิสบูชาและปฏิบัติบูชา ซึ่งพุทธศาสนิกชนจะปฏิบัติในวันสำคัญทางศาสนา อาทิ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา เป็นต้น
            "การเวียนเทียน"  ถือเป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญ พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติด้วยความสำรวม เพื่อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้เกิดแก่ผู้พบเห็น ทั้งชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่นและชาวต่างประเทศ ก่อนจะ "การเวียนเทียน" พุทธศาสนิกชนควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้เบิกบาน แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับสถานที่ เตรียมเครื่องบูชาให้พร้อม เช่น ดอกไม้ธูปเทียน ควรเดินทางมาถึงวัดหรือสถานที่ประกอบพิธีเวียนเทียน ก่อนเวลาเริ่มเดินเวียนเทียน เมื่อเดินทางมาถึง ควรเข้าไป
 บูชาพระรัตนตรัย เพื่อร่วมศาสนพิธีตามลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงออกมาเตรียมตัวด้านหน้าพระอุโบสถ หรือสถานที่ประกอบพิธีเวียนเทียน จากนั้น "เดินเวียนขวา" เพื่อเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงตามธรรมเนียมอินเดียในสมัยพุทธกาล ในแต่ละรอบให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ตามลำดับ เมื่อเวียนเทียนครบ 3 รอบแล้ว ให้นำดอกไม้ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่เตรียมไว้
          ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ เมื่อถึงวันสำคัญ
 ทางพุทธศาสนา และต้องมี "การเวียนเทียน" ที่วัดใกล้บ้าน ตามประสาเด็กๆในขณะนั้น รู้สึกตื่นเต้น และดีใจที่จะได้ไป "เวียนเทียน" ไปเที่ยวที่วัด บางครั้งอาจเป็นการได้พบเจอเพื่อนๆในระแวกบ้านเดียวกันมาเวียนเทียน แถมพ่อค้า แม่ค้า ก็นำอาหาร คาวหวาน หลากหลายชนิด มาขายกันจนทำให้ลานวัดดูคึกคัก และมีสีสัน ขึ้นมาทันตาเห็น
          แม้ในช่วงที่เป็นเด็กๆนั้น ผมจะรู้จักการเวียน เสมือนหนึ่งคือเป็นการมาเที่ยวที่วัดก็ตาม แต่การที่ผู้ปกครองพาเรามาเวียนเทียน
 เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนานั้น คือการได้ซึมซับ "พุทธศาสนา"  จนมาถึงปัจจุบัน หากจะบอกว่าเป็น "การท่องเที่ยวทางธรรม" ตามประสาเด็กๆก็คงผิด เพราะจากวันนั้น จนถึงวันนี้ อย่างน้อยก็ทำให้ผมเห็นความสำคัญวันพุทธศาสนาของไทย
          "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสเดินทางมาที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 3 พ.ค.) ซึ่งมีการประชุมการจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ

 ครั้งที่ 9 ซึ่งในปี 2555 นี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง "พุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ขององค์พระพุทธเจ้า"  ในฐานะที่พวกเราเป็นพุทธศาสนิกชนคนไทยได้เรียนรู้และเป็นที่ทราบกันแล้วว่า "วันวิสาขบูชา" ถือว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่องค์พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรมและก็นำหลักธรรมคำสอนมาอบรม นอกจากวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า โดยทางคณะสงฆ์ของรัฐบาลไทยได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองให้กับวันสำคัญของโลกต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว คือปี 2554 ซึ่งปีแรกจัดปีเมื่อ 2547 เป็นต้นมา
            "พระธรรมโกศาจารย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานกรรมการดำเนินการจัดการประชุมชาวพุทธนานาชาติ บอกว่า นับเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมในวันวิสาขบูชาในครั้งนี้ ซึ่งเป็นปีมหามงคลของชาวไทยด้วย ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษาและเช่นเดียวกันเป็นปีที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราช
 กุมาร ทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา ซึ่งทางมหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทย จึงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยดำเนินการจัดกิจกรรมวันวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.55 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร
           การจัดงานในครั้งนี้ ถือว่าเป็นปีพิเศษ พุทธชยันตีฉลอง 2, 600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวพุทธทั่วโลก รวมทั้งชาวต่างประเทศเช่น
 เดียวกัน ซึ่งจะมีบุคคลสำคัญของชาวพุทธทั่วโลกเข้าร่วมประชุม อาทิ ฯพณฯ มหินทาราชปักษา ประธานาธิบดีศรีลังกา  พระอาจารย์ฉวนยิ่น ประมุขสงฆ์สาธารณรัฐประชาชนจีน พระสังฆราชทั้ง 2 นิกายจากราชอาณาจักรกัมพูชา พระมหานายกะทั้ง 3 นิกายจากศรีลังกา และยังมีประมุขสงฆ์ นักปราชญ์คนสำคัญทางพระพุทธศาสนา และผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระพุทธศาสนาจาก 85 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างคับคั่ง
           ภายในงานจะมีการกล่าวสุนทรพจน์ของนายรัฐมนตรีไทยและผู้นำชาวพุทธจาก 85 ประเทศทั่วโลก คณะรัฐมนตรี 
 คณะทูตานุทูตจากประเทศไทยและต่างประเทศ การแสดงทางวัฒนธรรมนานาชาติ การสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ การเจริญพระพุทธมนต์และเจริญภาวนาถวายพระพรชัยมงคลและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
          นอกจากนี้ ยังจะมีการจัดตั้งสำนักงานศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกขึ้นที่พุทธมณฑล และจะทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในวโรกาสสำคัญดังกล่าว ณ พุทธมณฑล จ.นครปฐม
          พระธรรมโกศาจารย์  กล่าวต่อว่า เมื่อ
 พระพุทธศาสนาได้สืบทอดกันมาเป็นเวลานานถึง 2,600 ปี ซึ่งไม่มีโอกาสง่ายๆ ถือว่าการจัดงานในครั้งนี้เพื่อปลุกจิตสำนึกให้แก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วโลกได้เห็นคุณค่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และนำเอาหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ให้เกิดความตื่นตัว และตระหนักถึงคุณงามความดี เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายเดินตามรอยพระพุทธเจ้า
         เพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกแก่ตัวเอง เพื่อนมนุษย์ และมีสันติภาพอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งกิจกรรมที่ทางเถรสมาคมได้ทำร่วมกัน ทำให้ชาวโลกเกิดความประทับใจ เห็นสันติภาพ เกิดความรัก ความสามัคคีและความศรัทธาในพระ
พุทธศาสนา ซึ่งทำให้สมกับที่ว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก
         "กิจกรรมที่ทางเถรสมาคมได้ทำร่วมกัน ทำให้ชาวโลกได้รู้ว่าเมื่อมาแล้วมาจาก 85 ทั่วโลก 1,700 ชีวิต เกิดความประทับใจ เห็นสันติภาพเกิดความรัก ความสามัคคีและความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งทำให้สม
 กับที่ว่าเป็นเมือง ศูนย์กลางศาสนาพระพุทธศาสนาของโลก" พระธรรมโกศาจารย์ กล่าว
           อนึ่ง พุทธชยันตีเป็นวาระที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนาพุทธชยันตี โดยรากศัพท์ของคำว่า ชยันตี มาจากคำว่า "ชย"  คือ ชัยชนะ อันหมายถึงชัยชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อหมู่มารและกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง อันทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นในโลก "พุทธชยันตี" จึงมีความหมายว่า เป็นการตรัสรู้และการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ในปัจจุบันพุทธชยันตียังถูกตีความในความหมายถึงชัยชนะของพุทธศาสนาและ
ชาวพุทธด้วยเช่นกัน สำหรับวาระสำคัญพุทธชยันตี 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ ถ้ายึดถือตามหลักการคำนวณปีพุทธศักราชแบบไทยอยู่ใน
ช่วงระหว่างวิสาขบูชา 2554-2555 ทั้งนี้ ในวันวิสาขบูชา 2554 ที่ผ่านมานับเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ครบ 2,599 ปีเต็มและเริ่มเข้าสู่ 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ โดยคำนวณจากการนำปีพุทธศักราชที่เริ่มนับหลังจากการปรินิพพานบวกด้วย 45 อันเป็นจำนวนพรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดำเนินพุทธกิจ ภายหลังการตรัสรู้จวบจนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมจึงถือโอกาสเชิญชวนผู้ปกครองได้พาเด็กๆและเยาวชน มา "ท่องเที่ยวทางธรรม" ในโอกาสเฉลิมฉลอง "พุทธชยันตี 2,600 ปี" เพื่อให้เยาวชนของชาติได้มีโอกาสฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรม เข้าใจศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เพราะการให้เด็กได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายในวัด จะช่วยลดปัญหาการกระทำที่ไม่เหมาะสมของเยาวชนได้ อย่างน้อยผู้ปกครองควรนำเด็กเข้าวัดปฏิบัติธรรม

              ผู้ใหญ่เองก็มีโอกาสแนะนำเด็กๆให้เห็นว่าการเข้าวัดปฏิบัติธรรมได้ประโยชน์อย่างไร วันวาเลนไทน์ สมควรวางตัวแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับวัย เชื่อว่าเด็กและเยาวชน สามารถฟังเหตุผล รู้ว่าทำอะไรแล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง น่าจะร่วมมือได้ง่ายกว่าการไปบังคับให้ทำครับ...!!!
                                                             นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น