วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ดีเอสไอล่าทุจริต สค.1 เกาะสมุย

          "ะลอนตามอำเภอใจ"- "กาะสมุย" จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพที่เห็นในปัจจุบันวันนี้เต็มไปด้วยรีสอร์ท ที่ผุดขึ้นมากมาย ลบภาพธรรมชาติเดิมๆ อันงดงามออกไปจนเกือบหมดสิ้น
 ที่สำคัญบรรดานายทุน ก็พยายามหาช่องทางสร้างรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวให้คึกคัก รุกคืบและตักตวงเอาผลประโยชน์จากที่ดิน และธรรมชาติอันสวยงามของ "เกาะสมุย" ให้หมดลงไปทุกขณะ  ย้อนกลับไปช่วงเช้ามืดเดือนกรกฎาคม 2549 ข่าวคราวกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สนธิกำลังหน่วยงานอื่นๆ เข้าจับกุมขบวนการมาเฟียข้ามโลก "แก๊งแบนดิโดส" ยึดเอกสารหลักฐานการโอนเงินหลายพันล้านบาท ที่หวังเข้ามายึดเกาะสมุยเป็นแหล่งฟอกเงิน กระทำผิดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร สถานบันเทิงและธุรกิจท่องเที่ยว จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลกในช่วงนั้น
     และต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พิพากษาให้จำคุกจำอดีตเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดิน จ.สุราษฎร์ธานี รายหนึ่งที่ออกโฉนดเอกสารสิทธิที่ดินอันมิชอบด้วยกฎหมายนับตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ดีเอสไอ ได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย
         โดยมิชอบรวมทั้งสิ้นแล้ว 11 คดี ซึ่งเกือบทุกพื้นที่พบมีนักการเมือง และนายทุนใหญ่เกี่ยวข้องด้วย
         ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมา ( 22 พ.ค.) มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ติดตามดูภารกิจของดีเอสไอ สนธิกำลังร่วมกับตำรวจน้ำ. พนักงานอัยการและพยานในพื้นที่ ชี้ตำแหน่งที่ดินที่ถูกต้องว่าเดิมที่ดินดังกล่าวอยู่จุดใด โดยลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์รวม 9 แปลง เนื้อที่ 170 ไร่ พื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลอ่างทอง และหมู่ที่ 6 ตำบลแม่น้ำ อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่าเป็นของ
  "ลูกชายนักการเมืองดังรายหนึ่ง" ซึ่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ  และก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ก็ได้สรุปผลการสอบสวนกรณีการออกโฉนดโดยมิชอบจำนวน 40 ไร่ และจากข้อมูลการสำรวจสภาพพื้นที่จริง และวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ ในช่วง 6 ปีของป.ป.ช.พบว่าเนื้อที่หลายแปลงเป็นพื้นที่ป่าดิบชื้น อยู่บนที่ลาดชัน เกิน 35 องศา และบางแปลงออกโฉนดเกินเนื้อที่ จาก นส.3 ก.
 ซึ่งป.ป.ช.ก็ส่งเรื่องให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดดังกล่าว
         จากการบินสำรวจทางอากาศ บริเวณพื้นที่เขาแพง ตำบลแม่น้ำ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของดีเอสไอ ครั้งล่าสุด ได้ใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเปรียบเทียบกับภาพถ่ายทางดาวเทียมในปัจจุบัน โดยมีการตรวจสอบพบว่า มีการตัดถนนจากพื้นที่ราบเชิงเขาขึ้นสู่ยอดเขาอย่างชัดเจนและเจ้าหน้าที่ยังพบว่า ในพื้นที่มีการขุดสร้างสระน้ำขึ้นมา ซึ่งจากหลักฐานที่ได้มาเปรียบ
 เทียบกับภาพถ่ายทางดาวเทียม ทำให้เจ้าหน้าที่พบว่า เดิมมีหลักฐานในเอกสาร ส.ค.1 จำนวน 20 ไร่ แต่นำมาขอเอกสาร นส. 3 ก กลับมีเนื้อที่เพิ่มเป็น 40 ไร่ และเมื่อเป็นโฉนดที่ดิน กลับมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นกว่า 60 ไร่ ซึ่งหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่เขาแพง มีข้อพิรุธในการออกโฉนดที่ดินไม่ตรงกับพื้นที่ความเป็นจริง
เมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายทางดาวเทียม จะเห็นแนวเส้นสีแดง ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า เป็นพื้นที่ที่มีการออกเอกสาร ส.ค.1 ขณะที่แนวเส้นสีเหลืองเป็นพื้นที่ซึ่งมีการออกโฉนดที่ดินในปัจจุบัน นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า บริเวณเขาแพงที่มีการออกเป็นโฉนดที่ดินอีกจำนวน 110 ไร่ มีที่มาที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่จำนวน 62 ไร่ ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของดีเอสไอ
           "พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล" ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม  บอกว่า จากการตรวจสอบพบพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ยังมีสภาพเป็นป่า ขณะที่การสอบปากคำพยานเจ้าพนักงานที่ดิน และเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงพบว่า แปลงที่เกิดเหตุไม่ตรงกับเอกสารสิทธิ์  สันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจมีการนำ ส.ค. 1 จากพื้นที่อื่นมายื่นประกอบการขอออกโฉนด เพื่อขยายการครอบครองพื้นที่ ที่ผ่านมาดีเอสไอ ได้เข้าตรวจสอบการทุจริตออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบในเกาะสมุยมาอย่างต่อเนื่อง และรับเป็นคดีพิเศษมากมาย
 ส่วนใหญ่ผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ยืนยันไม่ได้มุ่งตรวจสอบเฉพาะที่ดินเขาแพง และการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง เนื่องจากการบุกรุกพื้นที่เกาะสมุย มีการตรวจสอบและได้รับการร้องเรียนเป็นเวลานานแล้ว และพยานในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องการได้รับความเป็นธรรมในการครอบครองที่ดิน
         "พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข" รองอธิบดีดีเอสไอ บอกว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ดีเอสไอนำเครื่องจีพีเอสตรวจสอบพิกัดตามที่ระบุในใบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เปรียบเทียบกับพิกัดที่เพิ่มขึ้นภายหลังแจ้งการครอบครองเพื่อออกโฉนด โดยการสนธิกำลังดังกล่าว ได้แบ่งชุดเข้าตรวจสอบ 3 ชุด ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลกับเจ้าของพื้นที่เดิมก่อนออกเอกสารใบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. 1
เนื่องจากพบว่าบางพื้นที่ได้นำใบ ส.ค.1 จากพื้นที่อื่นมาสวมทับ โดยมีประเด็นต้องตรวจสอบ คือการนำใบ ส.ค. 1 เนื้อที่ 20 ไร่ มาขยายเป็น น.ส. 3 ก. จำนวน 40 ไร่ และขยายเป็นโฉนด
 60 ไร่ รวมถึง การนำใบ ส.ค. 1 เนื้อที่ 110 ไร่ ไปขอออก น.ส. 3 ก. และโฉนด เนื้อที่ 117 ไร่ ซึ่งมีประเด็นต้องสงสัยว่า อาจแก้ไขตัวเลขเนื้อที่ที่ดินในใบ ส.ค. 1 โดยได้สอบปากคำพยานไปกว่า 20 ปาก ซึ่งให้การเป็นไปตามข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของพนักงานสอบสวน และหลังจากนี้จะเปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่รังวัดเข้าชี้แจงเหตุผลว่าเหตุใด จึงอนุมัติออกโฉนดเนื้อที่ไม่ตรงกับใบ ส.ค. 1 และมีการนำ ส.ค. 1 จากพื้นที่อื่นมาสวมทับบริเวณเขาแพง
 ซึ่งเมื่อได้ความชัดเจนดีเอสไอจะเรียก "ลูกชายนักการเมืองดัง" เข้าให้การชี้แจงรายละเอียดการได้มาซึ่งที่ดิน และเอกสารสิทธิ์ต่อไป
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"    "เกาะสมุย" ถือเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก อยู่บริเวณอ่าวไทย ห่างจากสุราษฎร์ธานีไปทางทิศตะวันออก
 84 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 247 ตารางกิโลเมตร มีถนนทวีราษฎร์ภักดี รอบเกาะ ความยาว 52 กิโลเมตร พื้นที่ 1 ใน 3 ของเกาะเป็นที่ราบ ล้อมรอบภูเขา ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงคลื่นลมสงบเหมาะแก่การท่องเที่ยวที่สุด "เกาะสมุย" เป็นเกาะที่มีหาดทรายขาว สวยงาม มีชื่อหลายแห่ง อาทิ หาดเฉวง หาดนาเทียน หาดตลิ่งงาม หาดละไม นักท่องเที่ยวที่ต้องการหาดทราย ทะเล สายลม และแสงแดด ชายหาดที่ทอดยาวขนานไปกับทะเล ต้นมะพร้าวริมชายหาดและน้ำทะเลใสสวย  อาหารทะเลสดๆ ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวที่เคยไป "เกาะสมุย" มาแล้วต้องหวนกลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่บรรดานายทุนทั้งหลาย ต่างโหยหาที่จะเข้าครอบครองพื้นที่บน "เกาะสมุย" แม้จะได้มาซึ่งการครอบครองที่ผิดกฎหมายก็ตาม...!!!
                                               นวย เมืองธน

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

..อำเภอยิ้ม..สายบุรี..พอเพียงใส่ใจสิ่งแวดล้อม

         "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"ลุ่มน้ำสายบุรี" นั้นมีแหล่งกำเนิดจากแนวชายแดนระหว่างประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย จากยอดเขาต่างๆของเทือกเขาสันกาลาคีรีที่สำคัญ
 ได้แก่ เทือกเขาบาตูตาโมง เขาโต๊ะมูเด็ง เขาแคมาแรแต เขาบาเราะมาตอ เขาตีบุ เขากาลอ เขาลิจอ เขากูบากูลิง เขาบาเราะมาตอ เขาน้ำค้าง และเขาหินม้า สำหรับในเขตประเทศไทย บริเวณต้นน้ำอยู่ในเขตอำเภอศรีสาคร อำเภอรือเสาะ และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ซึ่งล้วนแต่ประกอบด้วยภูเขาและป่าต้นน้ำ ตอนกลางของลุ่มน้ำเป็นพื้นที่ราบลุ่มอยู่ในเขตอำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี และอำเภอรามัน จังหวัดยะลา ส่วนตอนปลายลุ่มน้ำในเขตอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เป็นที่ราบลุ่มและป่าชายเลน
        "ลุ่มน้ำสายบุรี" จะไหลลงสู่
 อ่าวไทยตอนล่างที่อ่าวตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี กระแสน้ำของลุ่มน้ำสายบุรีจะไหลจากต้นน้ำทางด้านทิศใต้ลงสู่ทะเลอ่าวไทยทางด้านทิศเหนือ ดังที่กล่าวมาคือ มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ใกล้เคียง คือ ทิศเหนือติดต่อกับอ่าวไทย ทิศใต้ติดต่อกับประเทศมาเลเชีย ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำปัตตานีและทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำโกลก มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 186 กิโลเมตร มีพื้นที่ 3,205.30 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,003,314 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในจังหวัดนราธิวาสร้อยละ 63.13 จังหวัดปัตตานีร้อยละ 21.11 และจังหวัดยะลาร้อยละ 15.76 ของพื้นที่
ลุ่มน้ำทั้งหมด มีพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำประมาณ 2,892 ตารางกิโลเมตร มีความเร็วของกระแสน้ำ 2 ระดับ คือ ระดับความเร็วค่อนข้างสูง ซึ่งพบบริเวณต้นน้ำและบริเวณกลางน้ำ กับกระแสน้ำที่มีความเร็วลดลงมา ซึ่งพบบริเวณปลายลำน้ำ
         "กลุ่มรักษ์ลุ่มนำสายบุรี" เป็นพัฒนาการ
ที่ต่อเนื่องมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู บำรุงรักษาและร่วมกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น โดยได้มีการรวบรวมบุคคลที่มีจิตสาธารณะ
 และสมัครใจอาสาสมัครเข้าร่วมปกป้อง ดูแล รักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในชื่อว่า เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน เพื่อสนับสนุนเป็นกลไกการประสานความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระดับพื้นที่
     ต่อมาช่วงปี 2547 พื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรีได้เกิดวิกฤติสภาพน้ำเสียส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่อาศัยรอบๆพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี ทำให้ กลุ่มอาสาสมัคร ได้เน้นประเด็นลุ่มน้ำสายบุรี เพื่อฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาในชื่อว่า "กลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี" เพื่อสอดคล้องกับ
 ประเด็นงานที่ต้องขับเคลื่อนในวาระเร่งด่วน ในฐานะที่เป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการณรงค์และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำสายบุรี ในเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน เพื่อเป็นปากเสียงและพิทักษ์สิทธิ์ จนถึงการนำเสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไขต่อหน่วยงานต่างๆ จึงก่อเกิด เครือข่ายกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี ที่ปฏิบัติการเติมพื้นที่ลุ่มน้ำลุ่มน้ำสายบุรีเป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมมือประสานงานกับรัฐและองค์กรเอกชนอื่นๆในการส่งเสริมและ
พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี เพื่อส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน และเพื่อเสริมสร้างสิทธิชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น
           ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
 ของ "กลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี" ถือว่าน่าสนใจ และมีมากมาย อาทิ กิจกรรมทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดเครือข่ายกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี ก่อเกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรีกิจกรรมปลูกต้นไม้เศรษฐกิจชุมชน ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ฟื้นฟูคูคลองและจัดทำวังปลาในการอนุรักษ์ปลาพื้นเมือง ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงแบบพึ่งตนเอง อนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี และขยายเครือข่ายกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี 9 พื้นที่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี
         ในช่วงที่ผมมีโอกาสมา 
 "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับกรมการปกครอง ก็มีโอกาสได้มาแวะเวียนที่ "ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายุบุรี" ที่บ้านทุ่งน้อย ตำบลละหาร อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี 
         "คุณดนยา สะแลแม" ประธานกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี และรองประธานคณะกรรมการหมู่บ้านทุ่งน้อย เล่าว่า  เดิมทีพื้นที่บ้านทุ่งน้อยแต่เดิมนั้น เคยมีป่าสาคู การฟื้นฟูทรัพยากรทำได้ยากมาก เพราะที่ผ่านมาถูกละเลยมานาน ชาวบ้านหยุดการทำนาปล่อยนาร้างออกไปรับจ้าง ทำให้คนรุ่นหลังไม่มีองค์ความรู้ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำอันเป็นบ่อ
 เกิดสำคัญของแม่น้ำสายบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนทั้งอำเภอสายบุรี ซึ่งขณะนี้เราเอาจริง เอาจังให้ความสำคัญกับปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
         ในฐานะรองประธานคณะกรรมการหมู่บ้านทุ่งน้อย "คุณดนยา" บอกว่าที่บ้านทุ่งน้อย ถือเป็นชุมชนระดับซี ที่มีความเข้มแข็ง ชาวบ้านรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน และชักนำชาวบ้านให้หันมาพึ่งพาตนเอง โดยทำกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ทำยางพาราก้นถ้วย ส่งขายตรงให้กับโรงงานโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน จัด
 ตั้งสหกรณ์หมู่บ้านให้ชาวบ้านซื้อหาข้าวของในหมู่บ้าน รวมถึงการทำวังปลาในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้กลุ่มเยาวชนผลิตท่อซีเมนต์  เพราะเยาวชนบางกลุ่มที่จบการศึกษาภาคบังคับแล้วไม่เรียนต่อ และไม่มีอาชีพ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจถูกชักชวนเข้าร่วมขบวนการก่อการร้ายได้ง่าย
         "คุณไกรศร วิศิษฎ์วงศ์" นายอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี บอกว่า ความสำเร็จของ "อำเภอยิ้ม" นั้น อยู่ที่ผู้รับบริการ คือความพอใจของพี่น้องประชาชน แต่เราโชคดีที่กรมการปกครอง มีกลยุทธิ์ช่วยให้เราทำงานในพื้นที่นั้นสะดวกขึ้น โดยกล
ยุทธิ์นั้นเป็นสิ่งขับเคลื่อนและสนองตอบให้พี่น้องประชาชนได้รับอะไรต่างๆนำมาซึ่งความร่วมมือ นำมาซึ่งความพอใจ นำมาซึ่งความคิดในเชิงสันติสุข และคิดในเชิงพัฒนามากขึ้น ถ้าจะมองว่าที่ "อำเภอสายบุรี" มีอะไรที่เป็นเสน่ห์ แม้ว่ามีสถานการณ์รุนแรง ตนเองมองว่าวิถีชีวิตที่น่ารักของพี่น้องประชาชน เป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียงดั้งเดิม
       ที่สำคัญมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่มีความเป็นอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ ไทยมุสลิม ที่สำคัญแม้กระทั่งวัฒนธรรมไทย เชื้อสายจีน ตั้งแต่การค้าในอดีต จนมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับ

เป็นสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกกับสังคมภายนอกให้เห็นว่าตรงนี้มีวิถีชีวิต วัฒนธรรมน่าสนใจและงดงาม
             ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" การบริการของกรมการปกครอง นั้น "คุณไกรศร" บอกว่า อำเภอสายบุรี ถือเป็นอำเภอต้นแบบสองภาษา พอขึ้นอำเภอก็มีการพูดภาษายาวี ป้ายก็มีภาษายาวี ใครที่มาอำเภอแล้วก็สามารถอ่านจากป้ายได้ สื่อภาษาเข้าใจกัน และเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนที่มาใช้บริการที่อำเภอสามารถยิ้มได้...!!!
                                     นวย  เมืองธน
************************************

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ท่องเที่ยวทางธรรม

             "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "การเวียนเทียน" เป็นการบูชาพระรัตนตรัยด้วยอามิสบูชาและปฏิบัติบูชา ซึ่งพุทธศาสนิกชนจะปฏิบัติในวันสำคัญทางศาสนา อาทิ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา เป็นต้น
            "การเวียนเทียน"  ถือเป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญ พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติด้วยความสำรวม เพื่อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้เกิดแก่ผู้พบเห็น ทั้งชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่นและชาวต่างประเทศ ก่อนจะ "การเวียนเทียน" พุทธศาสนิกชนควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้เบิกบาน แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับสถานที่ เตรียมเครื่องบูชาให้พร้อม เช่น ดอกไม้ธูปเทียน ควรเดินทางมาถึงวัดหรือสถานที่ประกอบพิธีเวียนเทียน ก่อนเวลาเริ่มเดินเวียนเทียน เมื่อเดินทางมาถึง ควรเข้าไป
 บูชาพระรัตนตรัย เพื่อร่วมศาสนพิธีตามลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงออกมาเตรียมตัวด้านหน้าพระอุโบสถ หรือสถานที่ประกอบพิธีเวียนเทียน จากนั้น "เดินเวียนขวา" เพื่อเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงตามธรรมเนียมอินเดียในสมัยพุทธกาล ในแต่ละรอบให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ตามลำดับ เมื่อเวียนเทียนครบ 3 รอบแล้ว ให้นำดอกไม้ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่เตรียมไว้
          ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ เมื่อถึงวันสำคัญ
 ทางพุทธศาสนา และต้องมี "การเวียนเทียน" ที่วัดใกล้บ้าน ตามประสาเด็กๆในขณะนั้น รู้สึกตื่นเต้น และดีใจที่จะได้ไป "เวียนเทียน" ไปเที่ยวที่วัด บางครั้งอาจเป็นการได้พบเจอเพื่อนๆในระแวกบ้านเดียวกันมาเวียนเทียน แถมพ่อค้า แม่ค้า ก็นำอาหาร คาวหวาน หลากหลายชนิด มาขายกันจนทำให้ลานวัดดูคึกคัก และมีสีสัน ขึ้นมาทันตาเห็น
          แม้ในช่วงที่เป็นเด็กๆนั้น ผมจะรู้จักการเวียน เสมือนหนึ่งคือเป็นการมาเที่ยวที่วัดก็ตาม แต่การที่ผู้ปกครองพาเรามาเวียนเทียน
 เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนานั้น คือการได้ซึมซับ "พุทธศาสนา"  จนมาถึงปัจจุบัน หากจะบอกว่าเป็น "การท่องเที่ยวทางธรรม" ตามประสาเด็กๆก็คงผิด เพราะจากวันนั้น จนถึงวันนี้ อย่างน้อยก็ทำให้ผมเห็นความสำคัญวันพุทธศาสนาของไทย
          "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสเดินทางมาที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 3 พ.ค.) ซึ่งมีการประชุมการจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ

 ครั้งที่ 9 ซึ่งในปี 2555 นี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง "พุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ขององค์พระพุทธเจ้า"  ในฐานะที่พวกเราเป็นพุทธศาสนิกชนคนไทยได้เรียนรู้และเป็นที่ทราบกันแล้วว่า "วันวิสาขบูชา" ถือว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่องค์พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรมและก็นำหลักธรรมคำสอนมาอบรม นอกจากวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า โดยทางคณะสงฆ์ของรัฐบาลไทยได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองให้กับวันสำคัญของโลกต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว คือปี 2554 ซึ่งปีแรกจัดปีเมื่อ 2547 เป็นต้นมา
            "พระธรรมโกศาจารย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานกรรมการดำเนินการจัดการประชุมชาวพุทธนานาชาติ บอกว่า นับเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมในวันวิสาขบูชาในครั้งนี้ ซึ่งเป็นปีมหามงคลของชาวไทยด้วย ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษาและเช่นเดียวกันเป็นปีที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราช
 กุมาร ทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา ซึ่งทางมหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทย จึงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยดำเนินการจัดกิจกรรมวันวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.55 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร
           การจัดงานในครั้งนี้ ถือว่าเป็นปีพิเศษ พุทธชยันตีฉลอง 2, 600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวพุทธทั่วโลก รวมทั้งชาวต่างประเทศเช่น
 เดียวกัน ซึ่งจะมีบุคคลสำคัญของชาวพุทธทั่วโลกเข้าร่วมประชุม อาทิ ฯพณฯ มหินทาราชปักษา ประธานาธิบดีศรีลังกา  พระอาจารย์ฉวนยิ่น ประมุขสงฆ์สาธารณรัฐประชาชนจีน พระสังฆราชทั้ง 2 นิกายจากราชอาณาจักรกัมพูชา พระมหานายกะทั้ง 3 นิกายจากศรีลังกา และยังมีประมุขสงฆ์ นักปราชญ์คนสำคัญทางพระพุทธศาสนา และผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระพุทธศาสนาจาก 85 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างคับคั่ง
           ภายในงานจะมีการกล่าวสุนทรพจน์ของนายรัฐมนตรีไทยและผู้นำชาวพุทธจาก 85 ประเทศทั่วโลก คณะรัฐมนตรี 
 คณะทูตานุทูตจากประเทศไทยและต่างประเทศ การแสดงทางวัฒนธรรมนานาชาติ การสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ การเจริญพระพุทธมนต์และเจริญภาวนาถวายพระพรชัยมงคลและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
          นอกจากนี้ ยังจะมีการจัดตั้งสำนักงานศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกขึ้นที่พุทธมณฑล และจะทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในวโรกาสสำคัญดังกล่าว ณ พุทธมณฑล จ.นครปฐม
          พระธรรมโกศาจารย์  กล่าวต่อว่า เมื่อ
 พระพุทธศาสนาได้สืบทอดกันมาเป็นเวลานานถึง 2,600 ปี ซึ่งไม่มีโอกาสง่ายๆ ถือว่าการจัดงานในครั้งนี้เพื่อปลุกจิตสำนึกให้แก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วโลกได้เห็นคุณค่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และนำเอาหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ให้เกิดความตื่นตัว และตระหนักถึงคุณงามความดี เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายเดินตามรอยพระพุทธเจ้า
         เพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกแก่ตัวเอง เพื่อนมนุษย์ และมีสันติภาพอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งกิจกรรมที่ทางเถรสมาคมได้ทำร่วมกัน ทำให้ชาวโลกเกิดความประทับใจ เห็นสันติภาพ เกิดความรัก ความสามัคคีและความศรัทธาในพระ
พุทธศาสนา ซึ่งทำให้สมกับที่ว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก
         "กิจกรรมที่ทางเถรสมาคมได้ทำร่วมกัน ทำให้ชาวโลกได้รู้ว่าเมื่อมาแล้วมาจาก 85 ทั่วโลก 1,700 ชีวิต เกิดความประทับใจ เห็นสันติภาพเกิดความรัก ความสามัคคีและความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งทำให้สม
 กับที่ว่าเป็นเมือง ศูนย์กลางศาสนาพระพุทธศาสนาของโลก" พระธรรมโกศาจารย์ กล่าว
           อนึ่ง พุทธชยันตีเป็นวาระที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนาพุทธชยันตี โดยรากศัพท์ของคำว่า ชยันตี มาจากคำว่า "ชย"  คือ ชัยชนะ อันหมายถึงชัยชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อหมู่มารและกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง อันทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นในโลก "พุทธชยันตี" จึงมีความหมายว่า เป็นการตรัสรู้และการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ในปัจจุบันพุทธชยันตียังถูกตีความในความหมายถึงชัยชนะของพุทธศาสนาและ
ชาวพุทธด้วยเช่นกัน สำหรับวาระสำคัญพุทธชยันตี 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ ถ้ายึดถือตามหลักการคำนวณปีพุทธศักราชแบบไทยอยู่ใน
ช่วงระหว่างวิสาขบูชา 2554-2555 ทั้งนี้ ในวันวิสาขบูชา 2554 ที่ผ่านมานับเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ครบ 2,599 ปีเต็มและเริ่มเข้าสู่ 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ โดยคำนวณจากการนำปีพุทธศักราชที่เริ่มนับหลังจากการปรินิพพานบวกด้วย 45 อันเป็นจำนวนพรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดำเนินพุทธกิจ ภายหลังการตรัสรู้จวบจนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมจึงถือโอกาสเชิญชวนผู้ปกครองได้พาเด็กๆและเยาวชน มา "ท่องเที่ยวทางธรรม" ในโอกาสเฉลิมฉลอง "พุทธชยันตี 2,600 ปี" เพื่อให้เยาวชนของชาติได้มีโอกาสฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรม เข้าใจศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เพราะการให้เด็กได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายในวัด จะช่วยลดปัญหาการกระทำที่ไม่เหมาะสมของเยาวชนได้ อย่างน้อยผู้ปกครองควรนำเด็กเข้าวัดปฏิบัติธรรม

              ผู้ใหญ่เองก็มีโอกาสแนะนำเด็กๆให้เห็นว่าการเข้าวัดปฏิบัติธรรมได้ประโยชน์อย่างไร วันวาเลนไทน์ สมควรวางตัวแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับวัย เชื่อว่าเด็กและเยาวชน สามารถฟังเหตุผล รู้ว่าทำอะไรแล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง น่าจะร่วมมือได้ง่ายกว่าการไปบังคับให้ทำครับ...!!!
                                                             นวย เมืองธน