วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

"กะปง"ศูนย์เรียนรู้เด่นลือเลื่องหมวกใบร่มข้าว

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-นอดีต "อำเภอกะปง" ของจังหวัดพังงา เป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในพื้นที่เมืองตะโกลา หรือ "อำเภอตะกั่วป่า" จังหวัดพังงา ในปัจจุบัน  มีเรื่องเล่าครั้งโบราณว่ามีแม่น้ำไหลผ่านหมู่บ้านไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ชาวอินเดียน ได้นำสำเภามาทำมาค้าขายกับหมู่บ้านกะปงนี้เป็นประจำ ที่สองฝั่งลำน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับพื้นที่มีความเหมาะสมกับการทำมาหากิน ราษฎรจากเมืองตะโกลา จึงอพยพมาอยู่มากิน
            ปัจจุบันลำน้ำดังกล่าวถูกโคลนตม จากการทำเหมืองแร่ไหลทับถมจนตื้นเขินใช้การไม่ได้ การปกครองระยะแรกๆ มีการปกครองดูแลโดยมีนายบ้านเป็นหัวหน้า แต่ชื่ออะไรไม่ปรากฏ ในราว ร.ศ. 116 ได้ยกฐานะเป็นอาเภอ ตั้งที่ว่าการอำเภอ หมู่ที่ 2 ตำบลกะปง ต่อมามีการปกครองเป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116  และต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2497 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากหมู่ที่ 2 ตำบลกะปง มาตั้งอยู่บ้านปากถัก หมู่ที่ 2 ตำบลท่านา ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของอำเภอกะปง เพื่อสะดวกแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ ณ ที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน
             "อำเภอกะปง" เป็นอำเภอหนึ่งใน 8 อำเภอของจังหวัดพังงา อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดพังงา อยู่ห่างจากตัวจังหวัดพังงา 47 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 588.793 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับตำบลคลองศก อาเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทิศใต้ ติดกับตำบลทุ่งราโงก อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา และตำบลลาภี อาเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ทิศตะวันออก ติดตำบลคลองศก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฏร์ธานี และทิศตะวันตก ติดตำบลบางไทร อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
             แน่นอนครับว่าผมเขียนเกริ่นนำย้อนอดีตของ "อำเภอกะปง" เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "อำเภอกะปง" แห่งนี้กับคณะของ "กรมการปกครอง" เพื่อเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของอำเภอกะปง เมื่อไม่นานเท่าไหร่  และในที่สุดก็ลัดเลาะมาถึงที่ว่าการอำเภอกะปง
              อ่อ...หลังจากนั่งฟัง "คุณประกอบ ศรีทวี" นายอำเภอกะปง เล่าเรื่องต่างๆในอำเภอกะปง โดยเฉพาะเรื่องโครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริ ที่ท่านนายอำเภอ ภาคภูมิใจกับโครงการนี้มาก เพราะโครงการฯ นี้ทำประโยชน์ให้กับชาวบ้านมากมายเหลือเกิน แต่ผมนี่ซิ ทั้งหิว ทั้งง่วง เพราะเกือบใกล้เวลา "พระฉันเพล" แล้ว แต่ผมไม่ใช่พระ ไม่ใช่เณร จึงไม่ค่อยสำรวม เมื่อเกิดอาการหิวสักเท่าไหร เพราะท้องมันร้องระงมไปหมด...ว่าไปนู่นอีก
             ในขณะที่ผมกำลังคิดเรื่องไร้สาระรกสมองอยู่นั้น พลัน
ท่านนายอำเภอกะปง ก็บอกให้คณะพวกเราออกเดินทางมาที่ "โครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริ" บ้านท่านา หมู่ 1 ตำบลท่านา ห่างจากที่ว่าการอำเภอกะปง ประมาณ 2 กิโลเมตรเศษเห็นจะได้ พอรถจอดสนิทถึงพื้นที่ สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คือภาพของชาวบ้าน และหน่วยงานต่างๆในอำเภอกะปง กำลังจัดเตรียมอาหารคาว หวาน ไว้อย่างพร้อมสรรพ อ่อ...ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ส่วน
 ใหญ่ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร การกินต่างๆ ผมมักจะเขียนถึงช่วงท้ายๆ ก่อนจะอำลากันประมาณนั้น แต่วันนี้ขอเลยตามเลยก็แล้วกัน เพราะภาพความท้องหิวในคราวนั้น ยังติดตาตรึงใจเสียเหลือเกิน...ว่าไปนู่นเชียว
        อาหารหลากหลายชนิดในวันนั้น แต่ละเมนูมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ที่ทำให้ผมสนใจเป็นพิเศษ เห็นจะหนีไม่พ้น "ขนมจีนน้ำยาใต้" กับสารพัดผักที่จัดเรียงไว้ในถาดอย่างสวยงาม หันไปหันมาดันมาเจอ "แกงเขียวหวานไก่" หม้อใหญ่ คนอย่างผมมีเหรอจะพลาด จัดไปอีกหนึ่งชาม..ถึงขั้นจุก ก็เลยต้องผ่อนคลายย่อยอาหารด้วยการเดินเยี่ยม
ชมโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ  บนพื้นที่กว่า 20ไร่ อ่อ...ผมเดินไม่กี่ก้าวเองน่ะในวันนั้นเดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าผมฟิตจัดเหลือเกิน
      "คุณปฏิวัติ ประกอบแสง"  กำนันตำบลท่านา  ในฐานะประธานกรรมการดำเนินการฟาร์มตัวอย่าง บอกว่าศูนย์เรียนรู้ที่นี่ เกิดจากความตั้งใจของชาวบ้าน ที่ต้องการทำพื้นที่
 สาธารณะอันรกร้างว่างเปล่าจากการทำเหมืองแร่ดีบุกในสมัยก่อน เพื่อสร้างประโยชน์ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันและนำพืชหมุนเวียน อาทิ ข้าวโพด อ้อย สัปปะรด  ปาล์มน้ำมัน มันเทศ และพืชผักสวนครัวอื่นๆอีกมากมาย มาปลูกโดยแบ่งสัดส่วนกันตามสภาพพื้นดินที่เหมาะสม เมื่อได้ผลผลิต สมาชิกกลุ่มประมาณ เกือบ 100 คน ก็จะแบ่งผลผลิตนำไปบริโภค ถ้าเหลือก็ขายแล้วนำเงินเข้ากองกลาง  และยังมีการแบ่งพันธุ์ต้นไม้ต่างไปขยายปลูกยังพื้นที่อื่นๆ อีก             อ่อ...บริเวณด้านหลังของศูนย์ฯที่ติดกับคลองกะปง  ชาวบ้านก็นำเป็ด และไก่มาเลี้ยง แถมยังมีโรงสี
 ข้าวที่ทางกลุ่มตั้งใจจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อขยายผลไปยังหมู่บ้าน ชุมชน และโรงเรียนในพื้นที่โดยรอบด้วยน่ะ
          " คุณประกอบ ศรีทวี" นายอำเภอกะปง ในฐานะที่ถูกคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2554 ของจังหวัดพังงา บอกว่า การทำงานต่างๆ นั้น ยึดถือคุณธรรมในการปกครองเป็นหลักในการทำงาน ผลงานที่น่าจะตรงใจคณะกรรมการ คงจะเป็นสิ่งที่ได้นำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว น้อมนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่อำเภอกะปง  สำหรับอำเภอกะ

 ปงได้รับการพิจารณาจากกรมการปกครอง ให้เป็นหนึ่งใน 84 ศูนย์การเรียนรู้ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
          สำหรับการได้รับรางวัลครั้งนี้ "ผมขอฝากถึงข้าราชการทุกท่านว่าเราเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้พี่น้องประชาชน และการบำบัดทุกข์ให้กับแผ่นดิน เพราะขณะนี้แผ่นดินอำเภอกะปง กำลังเป็นทุกข์ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้ที่ถูกทำลาย 
 ผมพยายามบำบัดทุกข์ให้กับแผ่นดิน โดยสามารถลดการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าในเขตอำเภอกะปง ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่หมดสิ้นไป จึงขอฝากข้าราชการทุกท่านโดยเฉพาะอำเภอต่างๆ ให้กรุณาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม"
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เดินไป...เดินมา เห็นหมวกทรงแปลกๆ ก็เลยสอบถามจึงได้ความว่า จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดที่มีฝนตกมาก ชาวบ้านจึงได้คิดประดิษฐ์หมวกขึ้นมาเพื่อใช้กันแดดกันฝนในการทำงาน มีลักษณะที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หมวกเปี้ยว" 
 แต่เดิมนั้น ใช้ใบของไม้ไผ่มาทำเป็นหมวกแต่มีปัญหา คือ อายุการใช้งานไม่คงทน ต่อมาชาวบ้านพบว่ามีต้นไม้ชนิดหนึ่ง ลักษณะใบใหญ่แข็งหนา เป็นเงามันและคงทน เรียกชื่อกันในท้องถิ่นว่า
 "ต้นร่มข้าว" จึงได้ทดลองนำมาทำเป็นหมวก ซึ่งได้ผลดีมากทีเดียว เพราะมีความแข็งแรง ทนทาน และสวยงาม จึงเรียกว่า "หมวกใบร่มข้าว" นับแต่นั้นมา
             ต่อมามีการการสนับสนุนงบประมาณฝึกอบรมชาวบ้านในการจัดทำ "หมวกใบร่มข้าว" เพื่อเป็นการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นหลัง และมีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาคุณภาพ รูปแบบต่างๆ ตามลักษณะประโยชน์ ใช้สอย สร้างเงิน สร้างงาน จนมีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นใช้ชื่อว่า "กลุ่มจักสานหมวกใบร่มข้าว" ซึ่งได้พัฒนาต่อเนื่องกันมาจนเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง ของอำเภอกะปง จนถึงปัจจุบัน...!!!
                                                            นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น