วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

วังเวียงเสน่ห์ลำน้ำซอง

         "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"วงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆเหนือแนวป่า และธารน้ำไหลในร่องเขา สาดแสงเรืองรองลอดช่องระว่างยอดไม้  กระทบผิวน้ำสะท้อนระยิบทั่วลำน้ำซอง ดูแล้วช่างอบอุ่น ชวนให้คิดคะนึง ถึงคนที่อยู่ร้างแรมไกล"
 ...เหตุที่รำพึงรำพันอยู่นาน ก็เพียงแค่อยากจะบอกว่า เมื่อไม่นานเท่าไหร่ ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เมืองวังเวียง" ส่วนหนึ่งของแขวงเวียงจันทน์ ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศลาว อยู่ห่างจากนครเวียงจันทน์มาทางทิศเหนือราว 160 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง จากเส้นทางหลวงหมายเลข 13 เหนือ
            บรรยากาศที่ "เมืองวังเวียง" แห่งนี้นึกถึงทีไร ทำให้อารมณ์ศิลปินของผมนั้นพุ่งพล่าน ทุกทีไป แต่หน้าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ใช้พู่กัน ละเลงสีลงบนกระดาษ หรือผืนผ้าใบ เพื่อบันทึกความทรงจำในครั้งนั้นกับมาประเทศไทยด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะผมเก็บภาพถ่ายมาฝากท่านผู้อ่าน แฟนๆ "ตะลอนตามอำเภอใจ" มากพอควรอยู่
              ในอดีต "เมืองวังเวียง" ถือเป็นเพียงทางผ่านของนักท่องเที่ยว ที่ต้องการเดินทางไปเยือนเมืองมรดกโลกที่หลวงพระบาง แต่ปัจจุบัน "วังเวียง" เมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งนี้ กำลังเปลี่ยนจากแค่ทางผ่าน กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของลาว ที่ผู้คนอยากมาเยือนกัน
 หรืออาจเป็นเพราะว่า "วังเวียง" มีสภาพแวดล้อมละม้ายคล้ายคลึงกับ "กุ้ยหลิน" ของประเทศจีน เพราะมีคลื่นทะเลภูเขาสีเขียว ท่ามกลางไอหมอกสีขาวนวลลอยพาดผ่านไปตามซอกเขา มีสายน้ำซอง ซึ่งเปรียบเสมือนสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวเมืองวังเวียงมาแต่ครั้งอดีตกาล แถม "วังเวียง" แห่งนี้ ก็บรรยากาศคล้ายๆกับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย  จนถูกขนานนามว่าเป็นเมืองคู่แฝดอีกด้วย
          สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมเด่นๆ ที่น่าสนใจ ของ "วังเวียง" และถือเป็นจุดเด่นคงจะหนีไม่พ้นการล่องห่วงยาง พายเรือคายักบน
 สายน้ำซอง หรือนั่งเรือหางยาวชมทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำซอง ซึ่งผมเลือกที่จะนั่งเรือหางยาวชมทิวทัศน์ เพราะดูแล้วสบายดี แถมยังได้เพลิดเพลินในการชมธรรมชาติลำน้ำซอง ได้พบเห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะชาวฝรั่ง หลากเชื้อชาติ ต่างมีความสุขกับการพายเรือ เล่นห่วงยาง ส่วนบนฝั่งนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม เฮฮาปาร์ตี้กันอย่างสนุกสนาน ไม่บอกก็พอเดาออกว่า คืนนี้พวกเค้าคงมีปาร์ตี้ครั้งสำคัญ
          ตลอดลำน้ำซอง ที่ผมนั่งเรือชมทิวศน์ นอกจากจะเห็นขุนเขาตระหง่านสวยงาม สองฝั่งของลำน้ำยังมีบ้านพัก และรีสอร์ทผุดให้เห็นเป็นระยะๆ นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอีกไม่นาน "วังเวียง" คงกลายเป็นเขตเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวสำคัญของลาวในไม่ช้านี้ ผนวกกับเส้นทางช่วงหนึ่งจากนครเวียงจันทร์-วังเวียง นั้นทางการของลาวกำลังก่อสร้างพัฒนาถนนหนทาง เพื่อให้การสัญจรของถนนสายนี้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
              อ่อ..สำหรับคนที่ชื่นชอบการผจญภัย "วังเวียง" ก็มีถ้ำสวยงามให้เลือกชมกันหลากหลาย ไม่ว่าจะถ้ำจัง ถ้ำน้ำ และถ้ำช้าง ส่วนการพายเรือคายักล่องแม่น้ำซองชมความสวยงามของสายน้ำซอง จุดเริ่มต้นอยู่ที่บริเวณผาตั้ง ล่องเรือ ผ่านเวียงสมัยไปจนถึงเมืองวังเวียงมาขึ้นที่บริเวณถาวรสุข บังกะโล  ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร
             นอกจากนี้ "การล่องห่วงยาง" เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ชื่นชอบกันมาก เพราะมีเพียงห่วงยางอันเดียวก็ไปสนุกกับสายน้ำซองได้แล้วกิจกรรมล่องห่วงยางมีต้นกำเนิดมาจากเด็กๆ ชาววังเวียง ที่ชอบนำห่วงยางรถออกมาเล่นที่แม่น้ำ เมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาพบเข้า จึงเกิดความคิดสนุกๆ ลองนำห่วงยางไปล่องตามกระแสน้ำบ้าง
             จากนั้นจึงบอกต่อๆ กันไป จนกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมจนถึงปัจจุบัน การล่องห่วงยางจะเริ่มต้นบริเวณร้านอาหารออร์แกนนิกฟาร์มระยะทางห่างจากตัวเมืองวังเวียงประมาณ 4 กิโลเมตร กิจรรมล่องห่วงยางเป็นกิจรรมสั้นๆ ที่ใช้เวลาไม่นานแต่ได้อารมณ์ความสนุกเหมือนย้อนเวลากลับไปตอนเป็นเด็กอีกครั้ง จะเลือกล่องคนเดียวนอนลอยคออยู่บนห่วงยางปล่อยอารมณ์ไปตามสายน้ำพร้อมชมธรรมชาติสองฝั่งลำน้ำซอง
 หรือจะสนุกสนานกับหมู่เพื่อนฝูงก็ได้ กิจกรรมล่องห่วงยางมีจุดแวะพักเพียงแห่งเดียวคือ บริเวณถ้ำนอน ที่จะได้สนุกสนานหรือจะแวะพักเหนื่อยสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มานั่งพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางแลกเปลี่ยนประสบการณ์ก็นับว่าน่าสนใจที่เดียว
        หลังจากนั่งเรือหางยาวชมทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำซองแล้ว จุดหนึ่งของ "วังเวียง" ถ้าไม่ได้ไปอาจดูแล้วยังมาไม่ถึงที่นี่ครับ การเดินทอดน่องที่ถนนคนเดินวังเวียน เพื่อดูสินค้าสองฝั่งถนนก็เพลิดเพลินดี เหมือนกับที่ "ปาย" ของไทย แต่ดูแล้วถนนหนทางของบ้านเราจะสะอาดสะอ้านกว่ากันเยอะ แต่ถ้าเปรียบเทียบถึงวิถีชีวิตเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะร้านขายของชำ ที่ "วังเวียง" ยังคงรักษาเอกลักษณ์สภาพเดิมๆอยู่ครับ ภาพฝรั่ง"เมาหัวลาน้ำ" ก็ยังเป็นภาพที่ชินตาสำหรับผม ไม่ว่าที่เมืองไทย หรือที่ลาว ก็ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่ง
 แต่ที่เห็นฝรั่งเดินเพ้อเจ้อเหมือนคนบ้า บนถนนคนเดิน ดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ในสายตานักท่องเที่ยวคนไทยอย่างผม เพราะดูแล้วไม่ใช่ลักษณะการเมาเหล้า แต่น่าจะเมา...? อย่างอื่นเสียมากกว่า ประมาณว่าถ้าเป็นที่เมืองไทยผมคงต้องประสานเจ้าหน้าที่นำฝรั่งหลุดโลกไปตรวจฉี่หารสาร...? แน่นอน
        นอกจาก ถนนคนเดินของวังเวียง จะมีร้านค้า ร้านอาหารต่างๆมากมากมายไว้บริการนักท่องเที่ยวแล้ว "ข้าวจี่" หรือ "แซนด์วิชข้าวจี่" อาหารที่คนลาวนิยมกินกัน ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะมีขายกันอยู่หลายร้านบนถนนคนเดิน โดยทั่วไปแล้วคนลาวจะกินแบบแซนวิส ให้ร้านจะปรุงให้สดๆ ส่วนใส้จะประกอบด้วย หมูแดง หมูยอ แตงกวา มะระกอฝอย น้ำซอสสูตรเฉพาะ ในหนึ่งแท่งขนมปัง สามารถซื้อแบบครึ่งหนึ่งก็ได้
              โดยมาตรฐานถ้าเราสั่งหนึ่งชิ้นก็คือครึ่งแท่งขนมปัง ผมกินไปแท่งหนึ่งแทบจุกครับขอบอก ประมาณ 30 บาท ถ้าจำไม่ผิดน่ะ อันใหญ่จริงๆ อาหารหน้าตาประมาณนี้ อาจเนื่องจากลาว เคยเป็นประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมายาวนานกว่า 60 ปี ก่อนได้รับอิสรภาพในปี พ.ศ.2497 จวบจนปัจจุปันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงหลงเหลือเป็นร่องรอยแสดงถึงอิทธิพลของฝรั่งเศส นอกจากทางด้านสถาปัตยกรรม สิ่งปลูกสร้างแล้ว ยังส่งผลถึงอารยธรรมการกินของคนลาวอีกด้วย สังเกตุได้จาก "ขนมปังฝรั่งเศส" ที่ชาวลาวนำมาประยุทธเป็น "ข้าวจี่" นั่นเอง
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากเดินจนเหนื่อย กินข้าวจี่จนจุก แน่นอนว่าต้องนอนฝันดี เช้าวันพรุ่งของ "เมืองวังเวียง" จึงเป็นเช้าที่สดใส  "ตลาดเช้าวังเวียง" เป็นสถานที่ ซึ่งผมมีโอกาสมาเดินเล่นชมตลาด ก่อนอื่นต้องบอกว่าหากต้องการสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวบ้านชนบทแท้ๆ ตลาดแห่งนี้ไม่แตกต่างจริงๆ บรรยากาศทั่วไปในเช้าวันนี้สบายๆไม่วุ่นวาย สินค้าที่วางขายเป็นพืชผักทั่วไป มีเสื้อผ้าจากจีนวางขายบ้าง แต่อาหารพื้นบ้านต่างๆ นี่สิน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจำพวกอาหารปิ้งย่าง ปิ้งกันจนควันโขมง ชวนน้ำลายสอน่าซื้อกินเสียเหลือเกิน
            แถมยังได้เห็นซากสัตว์ป่า วางขายกันเกลื่อนตลาดไปหมด แม้จะตื่นตาตื่นใจสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างผม แต่สำหรับที่วังเวียง ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นอีเห็น เม่น นกป่าสีเขียว นกแอ่นตุ้ง กระรอก ค้างคาวถลกหนัง และอื่นๆ อ้อ...หากต้องการทำบุญใส่บาตรตอนเช้าตรู่ เราสามารถหาซื้ออาหารปรุงสุกใส่บาตรพระแถวตลาดเช้าวังเวียนแห่งนี้ได้ วันนี้ลาไปก่อน มีโอกาสดีๆเหมาะๆจะนำเรื่องราวที่ผมไปตะลอนฯที่ลาวมาเล่าสู่กันฟังผ่านตัวหนังสืออีกก็แล้วกัน...!!!
                                                        นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น