วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

ฟื้นทุเรียนนนท์

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-นอดีตมีเรื่องถกเถียงกันมากว่าทำไม "ทุเรียนนนท์" จึงมีราคาแพงกว่าที่อื่นๆ รสชาติ และราคาเป็นอย่างที่ร่ำลือกันหรือไม่
          แต่สุดท้ายบรรดาคอทุเรียนทั่วทุกหัวระแหง เมื่อได้ลองลิ้มชิม "ทุเรียนนนท์" แล้ว โดยเฉพาะทุเรียนก้านยาว หรือหมอนทอง ต่าง "เว้า" เป็นเสียงเดียวกันว่า "สุดยอดอ่ะ" ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานเท่าไหร่ การจำหน่ายทุเรียนนนท์แท้ๆ จำหน่ายเป็นผลไม่ชั่งเป็นกิโลขาย ส่วนราคาทุเรียนขึ้นอยู่กับพันธุ์ทุเรียน หากเป็นก้านยาว หมอนทอง ราคาลูกละ 1 พัน - 3 พันบาท นอกนั้นราคา 500 บาท หรือต่ำกว่านั้นเล็กน้อยขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของทุเรียน ขณะที่ปัจจุบันก้านยาว ราคาลูกละหลักหมื่นบาท
          ส่วนการวิธีดูทุเรียนนนท์แท้ ให้ดูที่เปลือกทุเรียน หรือหนามทุเรียนจะเรียงกันเป็นแถวสวยงาม หนามจะไม่หักงอ สีสวยเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญทุเรียนนนท์ปอกเปลือกง่าย เมื่อฉีกเปลือกดูผลทุเรียน หรือพูทุเรียน เนื้อทุเรียนจะเป็นสีเหลืองน่าหม่ำเสียจริงๆ (น่ารับประทาน) รสชาติจะหวานเนื้อนุ่มอร่อย ส่วนเมล็ดจะเป็นลักษณะเม็ดลีบ
      จังหวัดนนทบุรี เริ่มมีการปลูกต้นทุเรียน ประมาณปี 2480 จนกระทั่งกลายเป็นถิ่นที่มีชื่อเสียงในเรื่องผลไม้หนามแหลมในเวลาต่อมา การปลูกทุเรียนเมืองนนท์ในอดีต แม้จะมีการสืบทอดกันมาเรื่อยๆ แต่อาชีพชาวสวนทุเรียนเมืองนนท์ ก็มีการแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลามาโดยตลอด
           จนกระทั่งปัจจุบัน หลายเงื่อนไขที่ทำให้ทุเรียนเมืองนนท์พัฒนา มีการสืบทอดอนุรักษ์  แต่ขณะเดียวกัน ก็มีบางสิ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญทำให้วิถีชีวิตชาวสวนเมืองนนท์เปลี่ยนไป  จนทำให้ทุเรียนเมืองนนท์ ซึ่งถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ลดน้อยถอยลงทุกขณะ
       เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย หมู่บ้านต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย หลายโครงการมีการตัดถนน  การเปลี่ยนเส้นทางเดินของน้ำ  ภาวะน้ำท่วมใหญ่ ปี 2538-2539 และปี 2545  จำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น  การพัฒนาท้องถิ่นของหน่วยราชการ  ปัญหาน้ำเน่าเสียจากหมู่บ้านปล่อยลงสู่ลำคลอง  ทั้งหมดล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้พื้นที่ปลูกทุเรียนของจังหวัดนนทบุรี
 ลดลงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงปี 2538 น้ำท่วมใหญ่ ทุเรียนจังหวัดนนท์ หายวับไปกับสายน้ำกว่า 20,000 ไร่ จากเดิมที่มีอยู่  2,941.75 ไร่  ต่อมาช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ผ่านมา สวนทุเรียนนนท์ ถูกน้ำท่วมเสียหายเกือบทั้งหมด เหลือเพียง 43 ไร่ เท่านั้นที่รอดจากน้ำท่วม  และน่าวิตกว่าทุเรียนนนท์ ซึ่งเลื่องลือว่าเป็นทุเรียนเหนือชั้น  รสชาติเป็นเลิศ  และเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนนทบุรีนั้น จะยังคงมีอยู่ หรือเป็นเพียงแค่ตำนานเล่าขานให้ลูกหลานได้รับรู้เท่านั้น  
        สมัยโบราณชาวสวนทุเรียนนนท์ชอบปลูกทุเรียนด้วยเมล็ด  และตอนกิ่ง  โดยปลูกแบบยกร่อง เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มดินเหนียวและน้ำท่วมถึง  ชาวสวนจึงต้องทำคันดินป้องกันน้ำท่วม  เมื่อถึงฤดูน้ำเหนือหลากลงมา  และขุดยกเป็นร่องกว้างประมาณ 3 วา
 ส่วนความยาวนั้นตามขนาดของที่ดิน  ระยะปลูกระหว่างต้นห่างกันประมาณ 3-6 วา การปลูกทุเรียนแบบโบราณนี้เสียเวลาและแรงงานมาก  แต่ทุเรียนขึ้นได้งอกงามดีและแข็งแรง  ออกผลดก ปัจจุบันการปลูกทุเรียนก็ยังเป็นแบบยกร่อง ส่วนสาเหตุที่นิยมปลูกก้านยาว  เนื่องจากจังหวัดอื่นที่ปลูกรสชาติสู้ปลูกที่เมืองนนท์ไม่ได้  และขายได้ราคาแพงมากกว่า
           แน่นอนครับว่าผมเขียนถึง "ทุเรียนนนท์" เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"...ไม่ใช่ที่ "เมืองนนท์" แต่มาตะลอนฯ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  
 ตำบลตะปอน  อำเภอขลุง  จังหวัดจันทบุรี เมื่อเร็วๆนี้ (6 เม.ย.55) ที่สำคัญเป็นวันที่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงานการรวบรวม และอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนและเทคโนโลยีการผลิตทุเรียน  ภายใต้โครงการ "กู้วิกฤตสวนไม้ผลพันธุ์เฉพาะท้องถิ่นที่ประสบอุกทกภัย" โดยมีเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเดินทางมาจากจังหวัดนนทบุรีเข้าร่วมสัมนาครั้งนี้ด้วย
           "คุณจิรากร โกศัยเสวี" อธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่า ระหว่างรอส่งมอบพันธุ์ทุเรียนดั้งเดิมของจังหวัดนนทบุรี คืนสู่แหล่งปลูกของเกษตรกร จำนวน 25,000 ต้น ในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. 2555 นี้  กรมวิชาการเกษตรได้นำชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรี ที่ประสบปัญหาอุทกภัยภายใต้โครงการกู้วิกฤติสวนไม้ผลพันธุ์ดีเฉพาะท้องถิ่นที่ประสบอุกทกภัย ไปศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตทุเรียนที่ดีและเหมาะสมที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ซึ่งได้เก็บกู้ยอดพันธุ์ทุเรียนนนท์มาเสียบยอดไว้ก่อนน้ำท่วม จำนวน 16 พันธุ์ พร้อมศึกษาดูงานในแปลงอนุรักษ์พันธุกรรมและรวบรวมพันธุ์ทุเรียนของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ(อพ.สธ.) ที่มีทุเรียนพันธุ์โบราณและพันธุ์การค้ารวมกว่า 500 พันธุ์
          "คุณจิรากร" บอกด้วยว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรีได้เรียนรู้ด้านการผลิตต้นพันธุ์ การปรับปรุงพันธุ์ และเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตทุเรียนเพื่อนำไปปรับใช้ในแปลงของตนเอง ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น และเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การผลิตทุเรียนกับนักวิจัยและชาวสวนทุเรียนโดยเฉพาะการจำแนกสายพันธุ์และอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียน ตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังมีการจัดเสวนาระดมความคิด เพื่อกำหนดแนวทางอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ทุเรียนเมือง
นนท์ ไม่ให้สุญพันธุ์และการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ สำคัญกว่านั้น ชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรี ยังมีส่วนร่วมพิจารณาและตัดสินใจในการเลือกพันธุ์ทุเรียนโบราณไปปลูก ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้เก็บกู้ยอดพันธุ์และเสียบยอดติดแล้วมี 16 พันธุ์ รวม 191 ต้นพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์สาวน้อยเรือนงาม กบจำปา เจ้าเงาะ กบตาเหมย กระดุมสีนาค กบสีนวล กบตาเฒ่า  แดงรัศมี แดงรัศมี (สว่างจิตร) กระเทยเนื้อเหลือง กบพวง ทองย้อยฉัตร กำปั่นเจ้ากรม ลวงหางสิงห์ กบหัวสิงห์ และกระดุมเขียว ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณมากขึ้นและเตรียมส่งกลับคืนให้กับเกษตรกร จำนวน 25,000 ต้น เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถฟื้นฟูแหล่งปลูกเดิมได้ประมาณ  1,000 ไร่ เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมให้อยู่คู่กับจังหวัดนนทบุรีสืบไป
    "คุณชื่น นิ่มทอง" ชาวสวนทุเรียนจากตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ที่มาร่วมสัมมนาฯ บอกว่า ตนเองมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 2 ไร่ แม้จะประสบปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่ปี 2538 ปลูกใหม่ยังไม่ทันจะเห็นผลผลิตจนกระทั่งเมื่อปลายปี2554 ก็มาประสบน้ำท่วมจนสวนทุเรียนเสียหาย
 ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่คิดท้อถอย คิดว่ายังสู้อยู่ แม้การเริ่มปลูกครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 ก็ตาม ส่วนทางกรมวิชาการเกษตร จะให้พันธุ์อะไรไปปลูกก็คงไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งแต่เดิมที่สวนของ
ตนเองนั้น ก็จะปลูกทุเรียนหมอนทอง ก้านยาว ชะนี และอื่นๆ
           "คุณสุธีพร สุจริต"  ชาวสวนทุเรียนจากตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่มาร่วมสัมมนาฯ เช่นกัน บอกว่า ตนเองมีสวนทุเรียน 10 ไร่ ซึ่งเสียหายจากน้ำท่วมที่ผ่านมาเช่นกัน แต่ก็ยังคงต้องสู้ต่อไป ยังไม่คิดที่จะเลิกปลูกทุเรียน แม้การปลูกทุเรียนครั้งใหม่นี้ จะต้องใช้ความอดทน และใช้เวลาถึง 7-10 ปี กว่าจะได้ผลผลิตก็ตาม เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าได้รักษาทุเรียนนนท์ให้คงอยู่ต่อไป เพราะทุเรียนนนท์ ต้องปลูกที่จังหวัดนนทบุรีเท่านั้น ปลูกที่อื่นก็คงไม่ใช่ทุเรียนนนท์ ความอร่อยและรสชาติก็ต่างกันด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทุเรียนนนท์ได้รับความนิยม และขายได้ราคาดี

      "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสได้พูดคุยกับ "คุณสุรัตน์ อัตตะ" ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวเกษตร หนังสือพิมพ์คมชัดลึก และพิธีกรรายการ "เกษตรทำกิน" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง "ระวังภัย" ซึ่งออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-17.00 น. ที่มาร่วมติดตามทำข่าวในครั้งนี้ และในฐานะที่ค่ำหวอดในแวดวงข่าวเกษตรมานาน
       "คุณสุรัตน์" บอกว่า การฟื้นฟูสวนทุเรียนนนท์ โดยการนำชาวสวนเข้ามาอบรมนั้น ถือเป็นโครงการที่ดี จริงๆแล้วทุเรียน ไม่ว่าก้านยาว หมอนทอง ก็คือพันธุ์แท้ เหตุที่ทุเรียนนนท์ อร่อยกว่าที่อื่น เพราะอยู่ที่การดูแลรักษา โดยเฉพาะดินถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาในการทำการเกษตร เช่น การยกร่องสวนกันน้ำท่วม และปลูกต้นทองหลาง เพื่อซึม
 ซับหน้าดิน และให้ร่มเงา ในขณะที่อื่นปลูกในพื้นที่ราบ
         "เกษตรกรสวนทุเรียนนนท์ แม้จะประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ก็ยังสู้ไม่ท้อถอย ในฐานะสื่อมองว่านี่ความตั้งใจของชาวบ้าน จึงอยากให้หน่วยงานราชการสนับสนุนอย่างเต็มที่ จริงจังและระยะยาวด้วย ไม่ใช่ส่งเสริมลักษณะชั่ววูบชั่ววาบ จะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้สวนทุเรียนนนท์คงอยู่สืบไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน" คุณสุรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากผม จะได้นั่งรถรากชมสวนผลไม้ต่างๆ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  ตำบลตะปอน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี แล้ว ยังมีโอกาสได้เดินทางไปชมสวนทุเรียนที่ปลูกในลักษณะดัดกิ่ง "กางแขน กางขา"  และสวนมังคุด  ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีถึงแปลงทดลองทุ่งเพล  อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี
             โดยมี "คุณสมบัติ  ตงเต๊า"  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี นำชมอีกด้วย...อ่อวันนี้ผมคงไม่ได้แนะนำร้านอาหารที่ไหน เพราะมื้อเที่ยง ทั้งก๊วยเตี๋ยวหมู เส้นจันทร์ผัดปู และไอศกรีม ทางศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จัดให้เต็มพิกัดจะเบิ้ลกี่ชามก็ว่าไป แต่ดูเหมือน "เส้นจันทร์ผัดปู" จะหมดก่อนใคร...วันนี้ลาไปก่อนแล้วกัน...สวัสดีวันปีใหม่ไทย (มหาสงกรานต์) ครับ...!!!
                                                       นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น