วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

"กะปง"ศูนย์เรียนรู้เด่นลือเลื่องหมวกใบร่มข้าว

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-นอดีต "อำเภอกะปง" ของจังหวัดพังงา เป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในพื้นที่เมืองตะโกลา หรือ "อำเภอตะกั่วป่า" จังหวัดพังงา ในปัจจุบัน  มีเรื่องเล่าครั้งโบราณว่ามีแม่น้ำไหลผ่านหมู่บ้านไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ชาวอินเดียน ได้นำสำเภามาทำมาค้าขายกับหมู่บ้านกะปงนี้เป็นประจำ ที่สองฝั่งลำน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับพื้นที่มีความเหมาะสมกับการทำมาหากิน ราษฎรจากเมืองตะโกลา จึงอพยพมาอยู่มากิน
            ปัจจุบันลำน้ำดังกล่าวถูกโคลนตม จากการทำเหมืองแร่ไหลทับถมจนตื้นเขินใช้การไม่ได้ การปกครองระยะแรกๆ มีการปกครองดูแลโดยมีนายบ้านเป็นหัวหน้า แต่ชื่ออะไรไม่ปรากฏ ในราว ร.ศ. 116 ได้ยกฐานะเป็นอาเภอ ตั้งที่ว่าการอำเภอ หมู่ที่ 2 ตำบลกะปง ต่อมามีการปกครองเป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116  และต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2497 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากหมู่ที่ 2 ตำบลกะปง มาตั้งอยู่บ้านปากถัก หมู่ที่ 2 ตำบลท่านา ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของอำเภอกะปง เพื่อสะดวกแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ ณ ที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน
             "อำเภอกะปง" เป็นอำเภอหนึ่งใน 8 อำเภอของจังหวัดพังงา อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดพังงา อยู่ห่างจากตัวจังหวัดพังงา 47 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 588.793 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับตำบลคลองศก อาเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทิศใต้ ติดกับตำบลทุ่งราโงก อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา และตำบลลาภี อาเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ทิศตะวันออก ติดตำบลคลองศก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฏร์ธานี และทิศตะวันตก ติดตำบลบางไทร อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
             แน่นอนครับว่าผมเขียนเกริ่นนำย้อนอดีตของ "อำเภอกะปง" เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "อำเภอกะปง" แห่งนี้กับคณะของ "กรมการปกครอง" เพื่อเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของอำเภอกะปง เมื่อไม่นานเท่าไหร่  และในที่สุดก็ลัดเลาะมาถึงที่ว่าการอำเภอกะปง
              อ่อ...หลังจากนั่งฟัง "คุณประกอบ ศรีทวี" นายอำเภอกะปง เล่าเรื่องต่างๆในอำเภอกะปง โดยเฉพาะเรื่องโครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริ ที่ท่านนายอำเภอ ภาคภูมิใจกับโครงการนี้มาก เพราะโครงการฯ นี้ทำประโยชน์ให้กับชาวบ้านมากมายเหลือเกิน แต่ผมนี่ซิ ทั้งหิว ทั้งง่วง เพราะเกือบใกล้เวลา "พระฉันเพล" แล้ว แต่ผมไม่ใช่พระ ไม่ใช่เณร จึงไม่ค่อยสำรวม เมื่อเกิดอาการหิวสักเท่าไหร เพราะท้องมันร้องระงมไปหมด...ว่าไปนู่นอีก
             ในขณะที่ผมกำลังคิดเรื่องไร้สาระรกสมองอยู่นั้น พลัน
ท่านนายอำเภอกะปง ก็บอกให้คณะพวกเราออกเดินทางมาที่ "โครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริ" บ้านท่านา หมู่ 1 ตำบลท่านา ห่างจากที่ว่าการอำเภอกะปง ประมาณ 2 กิโลเมตรเศษเห็นจะได้ พอรถจอดสนิทถึงพื้นที่ สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คือภาพของชาวบ้าน และหน่วยงานต่างๆในอำเภอกะปง กำลังจัดเตรียมอาหารคาว หวาน ไว้อย่างพร้อมสรรพ อ่อ...ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ส่วน
 ใหญ่ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร การกินต่างๆ ผมมักจะเขียนถึงช่วงท้ายๆ ก่อนจะอำลากันประมาณนั้น แต่วันนี้ขอเลยตามเลยก็แล้วกัน เพราะภาพความท้องหิวในคราวนั้น ยังติดตาตรึงใจเสียเหลือเกิน...ว่าไปนู่นเชียว
        อาหารหลากหลายชนิดในวันนั้น แต่ละเมนูมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ที่ทำให้ผมสนใจเป็นพิเศษ เห็นจะหนีไม่พ้น "ขนมจีนน้ำยาใต้" กับสารพัดผักที่จัดเรียงไว้ในถาดอย่างสวยงาม หันไปหันมาดันมาเจอ "แกงเขียวหวานไก่" หม้อใหญ่ คนอย่างผมมีเหรอจะพลาด จัดไปอีกหนึ่งชาม..ถึงขั้นจุก ก็เลยต้องผ่อนคลายย่อยอาหารด้วยการเดินเยี่ยม
ชมโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ  บนพื้นที่กว่า 20ไร่ อ่อ...ผมเดินไม่กี่ก้าวเองน่ะในวันนั้นเดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าผมฟิตจัดเหลือเกิน
      "คุณปฏิวัติ ประกอบแสง"  กำนันตำบลท่านา  ในฐานะประธานกรรมการดำเนินการฟาร์มตัวอย่าง บอกว่าศูนย์เรียนรู้ที่นี่ เกิดจากความตั้งใจของชาวบ้าน ที่ต้องการทำพื้นที่
 สาธารณะอันรกร้างว่างเปล่าจากการทำเหมืองแร่ดีบุกในสมัยก่อน เพื่อสร้างประโยชน์ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันและนำพืชหมุนเวียน อาทิ ข้าวโพด อ้อย สัปปะรด  ปาล์มน้ำมัน มันเทศ และพืชผักสวนครัวอื่นๆอีกมากมาย มาปลูกโดยแบ่งสัดส่วนกันตามสภาพพื้นดินที่เหมาะสม เมื่อได้ผลผลิต สมาชิกกลุ่มประมาณ เกือบ 100 คน ก็จะแบ่งผลผลิตนำไปบริโภค ถ้าเหลือก็ขายแล้วนำเงินเข้ากองกลาง  และยังมีการแบ่งพันธุ์ต้นไม้ต่างไปขยายปลูกยังพื้นที่อื่นๆ อีก             อ่อ...บริเวณด้านหลังของศูนย์ฯที่ติดกับคลองกะปง  ชาวบ้านก็นำเป็ด และไก่มาเลี้ยง แถมยังมีโรงสี
 ข้าวที่ทางกลุ่มตั้งใจจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อขยายผลไปยังหมู่บ้าน ชุมชน และโรงเรียนในพื้นที่โดยรอบด้วยน่ะ
          " คุณประกอบ ศรีทวี" นายอำเภอกะปง ในฐานะที่ถูกคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2554 ของจังหวัดพังงา บอกว่า การทำงานต่างๆ นั้น ยึดถือคุณธรรมในการปกครองเป็นหลักในการทำงาน ผลงานที่น่าจะตรงใจคณะกรรมการ คงจะเป็นสิ่งที่ได้นำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว น้อมนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่อำเภอกะปง  สำหรับอำเภอกะ

 ปงได้รับการพิจารณาจากกรมการปกครอง ให้เป็นหนึ่งใน 84 ศูนย์การเรียนรู้ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
          สำหรับการได้รับรางวัลครั้งนี้ "ผมขอฝากถึงข้าราชการทุกท่านว่าเราเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้พี่น้องประชาชน และการบำบัดทุกข์ให้กับแผ่นดิน เพราะขณะนี้แผ่นดินอำเภอกะปง กำลังเป็นทุกข์ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้ที่ถูกทำลาย 
 ผมพยายามบำบัดทุกข์ให้กับแผ่นดิน โดยสามารถลดการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าในเขตอำเภอกะปง ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่หมดสิ้นไป จึงขอฝากข้าราชการทุกท่านโดยเฉพาะอำเภอต่างๆ ให้กรุณาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม"
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เดินไป...เดินมา เห็นหมวกทรงแปลกๆ ก็เลยสอบถามจึงได้ความว่า จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดที่มีฝนตกมาก ชาวบ้านจึงได้คิดประดิษฐ์หมวกขึ้นมาเพื่อใช้กันแดดกันฝนในการทำงาน มีลักษณะที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หมวกเปี้ยว" 
 แต่เดิมนั้น ใช้ใบของไม้ไผ่มาทำเป็นหมวกแต่มีปัญหา คือ อายุการใช้งานไม่คงทน ต่อมาชาวบ้านพบว่ามีต้นไม้ชนิดหนึ่ง ลักษณะใบใหญ่แข็งหนา เป็นเงามันและคงทน เรียกชื่อกันในท้องถิ่นว่า
 "ต้นร่มข้าว" จึงได้ทดลองนำมาทำเป็นหมวก ซึ่งได้ผลดีมากทีเดียว เพราะมีความแข็งแรง ทนทาน และสวยงาม จึงเรียกว่า "หมวกใบร่มข้าว" นับแต่นั้นมา
             ต่อมามีการการสนับสนุนงบประมาณฝึกอบรมชาวบ้านในการจัดทำ "หมวกใบร่มข้าว" เพื่อเป็นการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นหลัง และมีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาคุณภาพ รูปแบบต่างๆ ตามลักษณะประโยชน์ ใช้สอย สร้างเงิน สร้างงาน จนมีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นใช้ชื่อว่า "กลุ่มจักสานหมวกใบร่มข้าว" ซึ่งได้พัฒนาต่อเนื่องกันมาจนเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง ของอำเภอกะปง จนถึงปัจจุบัน...!!!
                                                            นวย เมืองธน

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

วังเวียงเสน่ห์ลำน้ำซอง

         "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"วงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆเหนือแนวป่า และธารน้ำไหลในร่องเขา สาดแสงเรืองรองลอดช่องระว่างยอดไม้  กระทบผิวน้ำสะท้อนระยิบทั่วลำน้ำซอง ดูแล้วช่างอบอุ่น ชวนให้คิดคะนึง ถึงคนที่อยู่ร้างแรมไกล"
 ...เหตุที่รำพึงรำพันอยู่นาน ก็เพียงแค่อยากจะบอกว่า เมื่อไม่นานเท่าไหร่ ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เมืองวังเวียง" ส่วนหนึ่งของแขวงเวียงจันทน์ ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศลาว อยู่ห่างจากนครเวียงจันทน์มาทางทิศเหนือราว 160 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง จากเส้นทางหลวงหมายเลข 13 เหนือ
            บรรยากาศที่ "เมืองวังเวียง" แห่งนี้นึกถึงทีไร ทำให้อารมณ์ศิลปินของผมนั้นพุ่งพล่าน ทุกทีไป แต่หน้าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ใช้พู่กัน ละเลงสีลงบนกระดาษ หรือผืนผ้าใบ เพื่อบันทึกความทรงจำในครั้งนั้นกับมาประเทศไทยด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะผมเก็บภาพถ่ายมาฝากท่านผู้อ่าน แฟนๆ "ตะลอนตามอำเภอใจ" มากพอควรอยู่
              ในอดีต "เมืองวังเวียง" ถือเป็นเพียงทางผ่านของนักท่องเที่ยว ที่ต้องการเดินทางไปเยือนเมืองมรดกโลกที่หลวงพระบาง แต่ปัจจุบัน "วังเวียง" เมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งนี้ กำลังเปลี่ยนจากแค่ทางผ่าน กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของลาว ที่ผู้คนอยากมาเยือนกัน
 หรืออาจเป็นเพราะว่า "วังเวียง" มีสภาพแวดล้อมละม้ายคล้ายคลึงกับ "กุ้ยหลิน" ของประเทศจีน เพราะมีคลื่นทะเลภูเขาสีเขียว ท่ามกลางไอหมอกสีขาวนวลลอยพาดผ่านไปตามซอกเขา มีสายน้ำซอง ซึ่งเปรียบเสมือนสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวเมืองวังเวียงมาแต่ครั้งอดีตกาล แถม "วังเวียง" แห่งนี้ ก็บรรยากาศคล้ายๆกับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย  จนถูกขนานนามว่าเป็นเมืองคู่แฝดอีกด้วย
          สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมเด่นๆ ที่น่าสนใจ ของ "วังเวียง" และถือเป็นจุดเด่นคงจะหนีไม่พ้นการล่องห่วงยาง พายเรือคายักบน
 สายน้ำซอง หรือนั่งเรือหางยาวชมทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำซอง ซึ่งผมเลือกที่จะนั่งเรือหางยาวชมทิวทัศน์ เพราะดูแล้วสบายดี แถมยังได้เพลิดเพลินในการชมธรรมชาติลำน้ำซอง ได้พบเห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะชาวฝรั่ง หลากเชื้อชาติ ต่างมีความสุขกับการพายเรือ เล่นห่วงยาง ส่วนบนฝั่งนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม เฮฮาปาร์ตี้กันอย่างสนุกสนาน ไม่บอกก็พอเดาออกว่า คืนนี้พวกเค้าคงมีปาร์ตี้ครั้งสำคัญ
          ตลอดลำน้ำซอง ที่ผมนั่งเรือชมทิวศน์ นอกจากจะเห็นขุนเขาตระหง่านสวยงาม สองฝั่งของลำน้ำยังมีบ้านพัก และรีสอร์ทผุดให้เห็นเป็นระยะๆ นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอีกไม่นาน "วังเวียง" คงกลายเป็นเขตเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวสำคัญของลาวในไม่ช้านี้ ผนวกกับเส้นทางช่วงหนึ่งจากนครเวียงจันทร์-วังเวียง นั้นทางการของลาวกำลังก่อสร้างพัฒนาถนนหนทาง เพื่อให้การสัญจรของถนนสายนี้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
              อ่อ..สำหรับคนที่ชื่นชอบการผจญภัย "วังเวียง" ก็มีถ้ำสวยงามให้เลือกชมกันหลากหลาย ไม่ว่าจะถ้ำจัง ถ้ำน้ำ และถ้ำช้าง ส่วนการพายเรือคายักล่องแม่น้ำซองชมความสวยงามของสายน้ำซอง จุดเริ่มต้นอยู่ที่บริเวณผาตั้ง ล่องเรือ ผ่านเวียงสมัยไปจนถึงเมืองวังเวียงมาขึ้นที่บริเวณถาวรสุข บังกะโล  ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร
             นอกจากนี้ "การล่องห่วงยาง" เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ชื่นชอบกันมาก เพราะมีเพียงห่วงยางอันเดียวก็ไปสนุกกับสายน้ำซองได้แล้วกิจกรรมล่องห่วงยางมีต้นกำเนิดมาจากเด็กๆ ชาววังเวียง ที่ชอบนำห่วงยางรถออกมาเล่นที่แม่น้ำ เมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาพบเข้า จึงเกิดความคิดสนุกๆ ลองนำห่วงยางไปล่องตามกระแสน้ำบ้าง
             จากนั้นจึงบอกต่อๆ กันไป จนกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมจนถึงปัจจุบัน การล่องห่วงยางจะเริ่มต้นบริเวณร้านอาหารออร์แกนนิกฟาร์มระยะทางห่างจากตัวเมืองวังเวียงประมาณ 4 กิโลเมตร กิจรรมล่องห่วงยางเป็นกิจรรมสั้นๆ ที่ใช้เวลาไม่นานแต่ได้อารมณ์ความสนุกเหมือนย้อนเวลากลับไปตอนเป็นเด็กอีกครั้ง จะเลือกล่องคนเดียวนอนลอยคออยู่บนห่วงยางปล่อยอารมณ์ไปตามสายน้ำพร้อมชมธรรมชาติสองฝั่งลำน้ำซอง
 หรือจะสนุกสนานกับหมู่เพื่อนฝูงก็ได้ กิจกรรมล่องห่วงยางมีจุดแวะพักเพียงแห่งเดียวคือ บริเวณถ้ำนอน ที่จะได้สนุกสนานหรือจะแวะพักเหนื่อยสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มานั่งพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางแลกเปลี่ยนประสบการณ์ก็นับว่าน่าสนใจที่เดียว
        หลังจากนั่งเรือหางยาวชมทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำซองแล้ว จุดหนึ่งของ "วังเวียง" ถ้าไม่ได้ไปอาจดูแล้วยังมาไม่ถึงที่นี่ครับ การเดินทอดน่องที่ถนนคนเดินวังเวียน เพื่อดูสินค้าสองฝั่งถนนก็เพลิดเพลินดี เหมือนกับที่ "ปาย" ของไทย แต่ดูแล้วถนนหนทางของบ้านเราจะสะอาดสะอ้านกว่ากันเยอะ แต่ถ้าเปรียบเทียบถึงวิถีชีวิตเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะร้านขายของชำ ที่ "วังเวียง" ยังคงรักษาเอกลักษณ์สภาพเดิมๆอยู่ครับ ภาพฝรั่ง"เมาหัวลาน้ำ" ก็ยังเป็นภาพที่ชินตาสำหรับผม ไม่ว่าที่เมืองไทย หรือที่ลาว ก็ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่ง
 แต่ที่เห็นฝรั่งเดินเพ้อเจ้อเหมือนคนบ้า บนถนนคนเดิน ดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ในสายตานักท่องเที่ยวคนไทยอย่างผม เพราะดูแล้วไม่ใช่ลักษณะการเมาเหล้า แต่น่าจะเมา...? อย่างอื่นเสียมากกว่า ประมาณว่าถ้าเป็นที่เมืองไทยผมคงต้องประสานเจ้าหน้าที่นำฝรั่งหลุดโลกไปตรวจฉี่หารสาร...? แน่นอน
        นอกจาก ถนนคนเดินของวังเวียง จะมีร้านค้า ร้านอาหารต่างๆมากมากมายไว้บริการนักท่องเที่ยวแล้ว "ข้าวจี่" หรือ "แซนด์วิชข้าวจี่" อาหารที่คนลาวนิยมกินกัน ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะมีขายกันอยู่หลายร้านบนถนนคนเดิน โดยทั่วไปแล้วคนลาวจะกินแบบแซนวิส ให้ร้านจะปรุงให้สดๆ ส่วนใส้จะประกอบด้วย หมูแดง หมูยอ แตงกวา มะระกอฝอย น้ำซอสสูตรเฉพาะ ในหนึ่งแท่งขนมปัง สามารถซื้อแบบครึ่งหนึ่งก็ได้
              โดยมาตรฐานถ้าเราสั่งหนึ่งชิ้นก็คือครึ่งแท่งขนมปัง ผมกินไปแท่งหนึ่งแทบจุกครับขอบอก ประมาณ 30 บาท ถ้าจำไม่ผิดน่ะ อันใหญ่จริงๆ อาหารหน้าตาประมาณนี้ อาจเนื่องจากลาว เคยเป็นประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมายาวนานกว่า 60 ปี ก่อนได้รับอิสรภาพในปี พ.ศ.2497 จวบจนปัจจุปันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงหลงเหลือเป็นร่องรอยแสดงถึงอิทธิพลของฝรั่งเศส นอกจากทางด้านสถาปัตยกรรม สิ่งปลูกสร้างแล้ว ยังส่งผลถึงอารยธรรมการกินของคนลาวอีกด้วย สังเกตุได้จาก "ขนมปังฝรั่งเศส" ที่ชาวลาวนำมาประยุทธเป็น "ข้าวจี่" นั่นเอง
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากเดินจนเหนื่อย กินข้าวจี่จนจุก แน่นอนว่าต้องนอนฝันดี เช้าวันพรุ่งของ "เมืองวังเวียง" จึงเป็นเช้าที่สดใส  "ตลาดเช้าวังเวียง" เป็นสถานที่ ซึ่งผมมีโอกาสมาเดินเล่นชมตลาด ก่อนอื่นต้องบอกว่าหากต้องการสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวบ้านชนบทแท้ๆ ตลาดแห่งนี้ไม่แตกต่างจริงๆ บรรยากาศทั่วไปในเช้าวันนี้สบายๆไม่วุ่นวาย สินค้าที่วางขายเป็นพืชผักทั่วไป มีเสื้อผ้าจากจีนวางขายบ้าง แต่อาหารพื้นบ้านต่างๆ นี่สิน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจำพวกอาหารปิ้งย่าง ปิ้งกันจนควันโขมง ชวนน้ำลายสอน่าซื้อกินเสียเหลือเกิน
            แถมยังได้เห็นซากสัตว์ป่า วางขายกันเกลื่อนตลาดไปหมด แม้จะตื่นตาตื่นใจสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างผม แต่สำหรับที่วังเวียง ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นอีเห็น เม่น นกป่าสีเขียว นกแอ่นตุ้ง กระรอก ค้างคาวถลกหนัง และอื่นๆ อ้อ...หากต้องการทำบุญใส่บาตรตอนเช้าตรู่ เราสามารถหาซื้ออาหารปรุงสุกใส่บาตรพระแถวตลาดเช้าวังเวียนแห่งนี้ได้ วันนี้ลาไปก่อน มีโอกาสดีๆเหมาะๆจะนำเรื่องราวที่ผมไปตะลอนฯที่ลาวมาเล่าสู่กันฟังผ่านตัวหนังสืออีกก็แล้วกัน...!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

ฟื้นทุเรียนนนท์

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-นอดีตมีเรื่องถกเถียงกันมากว่าทำไม "ทุเรียนนนท์" จึงมีราคาแพงกว่าที่อื่นๆ รสชาติ และราคาเป็นอย่างที่ร่ำลือกันหรือไม่
          แต่สุดท้ายบรรดาคอทุเรียนทั่วทุกหัวระแหง เมื่อได้ลองลิ้มชิม "ทุเรียนนนท์" แล้ว โดยเฉพาะทุเรียนก้านยาว หรือหมอนทอง ต่าง "เว้า" เป็นเสียงเดียวกันว่า "สุดยอดอ่ะ" ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานเท่าไหร่ การจำหน่ายทุเรียนนนท์แท้ๆ จำหน่ายเป็นผลไม่ชั่งเป็นกิโลขาย ส่วนราคาทุเรียนขึ้นอยู่กับพันธุ์ทุเรียน หากเป็นก้านยาว หมอนทอง ราคาลูกละ 1 พัน - 3 พันบาท นอกนั้นราคา 500 บาท หรือต่ำกว่านั้นเล็กน้อยขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของทุเรียน ขณะที่ปัจจุบันก้านยาว ราคาลูกละหลักหมื่นบาท
          ส่วนการวิธีดูทุเรียนนนท์แท้ ให้ดูที่เปลือกทุเรียน หรือหนามทุเรียนจะเรียงกันเป็นแถวสวยงาม หนามจะไม่หักงอ สีสวยเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญทุเรียนนนท์ปอกเปลือกง่าย เมื่อฉีกเปลือกดูผลทุเรียน หรือพูทุเรียน เนื้อทุเรียนจะเป็นสีเหลืองน่าหม่ำเสียจริงๆ (น่ารับประทาน) รสชาติจะหวานเนื้อนุ่มอร่อย ส่วนเมล็ดจะเป็นลักษณะเม็ดลีบ
      จังหวัดนนทบุรี เริ่มมีการปลูกต้นทุเรียน ประมาณปี 2480 จนกระทั่งกลายเป็นถิ่นที่มีชื่อเสียงในเรื่องผลไม้หนามแหลมในเวลาต่อมา การปลูกทุเรียนเมืองนนท์ในอดีต แม้จะมีการสืบทอดกันมาเรื่อยๆ แต่อาชีพชาวสวนทุเรียนเมืองนนท์ ก็มีการแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลามาโดยตลอด
           จนกระทั่งปัจจุบัน หลายเงื่อนไขที่ทำให้ทุเรียนเมืองนนท์พัฒนา มีการสืบทอดอนุรักษ์  แต่ขณะเดียวกัน ก็มีบางสิ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญทำให้วิถีชีวิตชาวสวนเมืองนนท์เปลี่ยนไป  จนทำให้ทุเรียนเมืองนนท์ ซึ่งถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ลดน้อยถอยลงทุกขณะ
       เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย หมู่บ้านต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย หลายโครงการมีการตัดถนน  การเปลี่ยนเส้นทางเดินของน้ำ  ภาวะน้ำท่วมใหญ่ ปี 2538-2539 และปี 2545  จำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น  การพัฒนาท้องถิ่นของหน่วยราชการ  ปัญหาน้ำเน่าเสียจากหมู่บ้านปล่อยลงสู่ลำคลอง  ทั้งหมดล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้พื้นที่ปลูกทุเรียนของจังหวัดนนทบุรี
 ลดลงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงปี 2538 น้ำท่วมใหญ่ ทุเรียนจังหวัดนนท์ หายวับไปกับสายน้ำกว่า 20,000 ไร่ จากเดิมที่มีอยู่  2,941.75 ไร่  ต่อมาช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ผ่านมา สวนทุเรียนนนท์ ถูกน้ำท่วมเสียหายเกือบทั้งหมด เหลือเพียง 43 ไร่ เท่านั้นที่รอดจากน้ำท่วม  และน่าวิตกว่าทุเรียนนนท์ ซึ่งเลื่องลือว่าเป็นทุเรียนเหนือชั้น  รสชาติเป็นเลิศ  และเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนนทบุรีนั้น จะยังคงมีอยู่ หรือเป็นเพียงแค่ตำนานเล่าขานให้ลูกหลานได้รับรู้เท่านั้น  
        สมัยโบราณชาวสวนทุเรียนนนท์ชอบปลูกทุเรียนด้วยเมล็ด  และตอนกิ่ง  โดยปลูกแบบยกร่อง เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มดินเหนียวและน้ำท่วมถึง  ชาวสวนจึงต้องทำคันดินป้องกันน้ำท่วม  เมื่อถึงฤดูน้ำเหนือหลากลงมา  และขุดยกเป็นร่องกว้างประมาณ 3 วา
 ส่วนความยาวนั้นตามขนาดของที่ดิน  ระยะปลูกระหว่างต้นห่างกันประมาณ 3-6 วา การปลูกทุเรียนแบบโบราณนี้เสียเวลาและแรงงานมาก  แต่ทุเรียนขึ้นได้งอกงามดีและแข็งแรง  ออกผลดก ปัจจุบันการปลูกทุเรียนก็ยังเป็นแบบยกร่อง ส่วนสาเหตุที่นิยมปลูกก้านยาว  เนื่องจากจังหวัดอื่นที่ปลูกรสชาติสู้ปลูกที่เมืองนนท์ไม่ได้  และขายได้ราคาแพงมากกว่า
           แน่นอนครับว่าผมเขียนถึง "ทุเรียนนนท์" เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"...ไม่ใช่ที่ "เมืองนนท์" แต่มาตะลอนฯ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  
 ตำบลตะปอน  อำเภอขลุง  จังหวัดจันทบุรี เมื่อเร็วๆนี้ (6 เม.ย.55) ที่สำคัญเป็นวันที่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงานการรวบรวม และอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนและเทคโนโลยีการผลิตทุเรียน  ภายใต้โครงการ "กู้วิกฤตสวนไม้ผลพันธุ์เฉพาะท้องถิ่นที่ประสบอุกทกภัย" โดยมีเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเดินทางมาจากจังหวัดนนทบุรีเข้าร่วมสัมนาครั้งนี้ด้วย
           "คุณจิรากร โกศัยเสวี" อธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่า ระหว่างรอส่งมอบพันธุ์ทุเรียนดั้งเดิมของจังหวัดนนทบุรี คืนสู่แหล่งปลูกของเกษตรกร จำนวน 25,000 ต้น ในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. 2555 นี้  กรมวิชาการเกษตรได้นำชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรี ที่ประสบปัญหาอุทกภัยภายใต้โครงการกู้วิกฤติสวนไม้ผลพันธุ์ดีเฉพาะท้องถิ่นที่ประสบอุกทกภัย ไปศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตทุเรียนที่ดีและเหมาะสมที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ซึ่งได้เก็บกู้ยอดพันธุ์ทุเรียนนนท์มาเสียบยอดไว้ก่อนน้ำท่วม จำนวน 16 พันธุ์ พร้อมศึกษาดูงานในแปลงอนุรักษ์พันธุกรรมและรวบรวมพันธุ์ทุเรียนของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ(อพ.สธ.) ที่มีทุเรียนพันธุ์โบราณและพันธุ์การค้ารวมกว่า 500 พันธุ์
          "คุณจิรากร" บอกด้วยว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรีได้เรียนรู้ด้านการผลิตต้นพันธุ์ การปรับปรุงพันธุ์ และเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตทุเรียนเพื่อนำไปปรับใช้ในแปลงของตนเอง ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น และเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การผลิตทุเรียนกับนักวิจัยและชาวสวนทุเรียนโดยเฉพาะการจำแนกสายพันธุ์และอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียน ตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังมีการจัดเสวนาระดมความคิด เพื่อกำหนดแนวทางอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ทุเรียนเมือง
นนท์ ไม่ให้สุญพันธุ์และการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ สำคัญกว่านั้น ชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรี ยังมีส่วนร่วมพิจารณาและตัดสินใจในการเลือกพันธุ์ทุเรียนโบราณไปปลูก ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้เก็บกู้ยอดพันธุ์และเสียบยอดติดแล้วมี 16 พันธุ์ รวม 191 ต้นพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์สาวน้อยเรือนงาม กบจำปา เจ้าเงาะ กบตาเหมย กระดุมสีนาค กบสีนวล กบตาเฒ่า  แดงรัศมี แดงรัศมี (สว่างจิตร) กระเทยเนื้อเหลือง กบพวง ทองย้อยฉัตร กำปั่นเจ้ากรม ลวงหางสิงห์ กบหัวสิงห์ และกระดุมเขียว ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณมากขึ้นและเตรียมส่งกลับคืนให้กับเกษตรกร จำนวน 25,000 ต้น เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถฟื้นฟูแหล่งปลูกเดิมได้ประมาณ  1,000 ไร่ เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมให้อยู่คู่กับจังหวัดนนทบุรีสืบไป
    "คุณชื่น นิ่มทอง" ชาวสวนทุเรียนจากตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ที่มาร่วมสัมมนาฯ บอกว่า ตนเองมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 2 ไร่ แม้จะประสบปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่ปี 2538 ปลูกใหม่ยังไม่ทันจะเห็นผลผลิตจนกระทั่งเมื่อปลายปี2554 ก็มาประสบน้ำท่วมจนสวนทุเรียนเสียหาย
 ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่คิดท้อถอย คิดว่ายังสู้อยู่ แม้การเริ่มปลูกครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 ก็ตาม ส่วนทางกรมวิชาการเกษตร จะให้พันธุ์อะไรไปปลูกก็คงไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งแต่เดิมที่สวนของ
ตนเองนั้น ก็จะปลูกทุเรียนหมอนทอง ก้านยาว ชะนี และอื่นๆ
           "คุณสุธีพร สุจริต"  ชาวสวนทุเรียนจากตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่มาร่วมสัมมนาฯ เช่นกัน บอกว่า ตนเองมีสวนทุเรียน 10 ไร่ ซึ่งเสียหายจากน้ำท่วมที่ผ่านมาเช่นกัน แต่ก็ยังคงต้องสู้ต่อไป ยังไม่คิดที่จะเลิกปลูกทุเรียน แม้การปลูกทุเรียนครั้งใหม่นี้ จะต้องใช้ความอดทน และใช้เวลาถึง 7-10 ปี กว่าจะได้ผลผลิตก็ตาม เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าได้รักษาทุเรียนนนท์ให้คงอยู่ต่อไป เพราะทุเรียนนนท์ ต้องปลูกที่จังหวัดนนทบุรีเท่านั้น ปลูกที่อื่นก็คงไม่ใช่ทุเรียนนนท์ ความอร่อยและรสชาติก็ต่างกันด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทุเรียนนนท์ได้รับความนิยม และขายได้ราคาดี

      "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสได้พูดคุยกับ "คุณสุรัตน์ อัตตะ" ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวเกษตร หนังสือพิมพ์คมชัดลึก และพิธีกรรายการ "เกษตรทำกิน" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง "ระวังภัย" ซึ่งออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-17.00 น. ที่มาร่วมติดตามทำข่าวในครั้งนี้ และในฐานะที่ค่ำหวอดในแวดวงข่าวเกษตรมานาน
       "คุณสุรัตน์" บอกว่า การฟื้นฟูสวนทุเรียนนนท์ โดยการนำชาวสวนเข้ามาอบรมนั้น ถือเป็นโครงการที่ดี จริงๆแล้วทุเรียน ไม่ว่าก้านยาว หมอนทอง ก็คือพันธุ์แท้ เหตุที่ทุเรียนนนท์ อร่อยกว่าที่อื่น เพราะอยู่ที่การดูแลรักษา โดยเฉพาะดินถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาในการทำการเกษตร เช่น การยกร่องสวนกันน้ำท่วม และปลูกต้นทองหลาง เพื่อซึม
 ซับหน้าดิน และให้ร่มเงา ในขณะที่อื่นปลูกในพื้นที่ราบ
         "เกษตรกรสวนทุเรียนนนท์ แม้จะประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ก็ยังสู้ไม่ท้อถอย ในฐานะสื่อมองว่านี่ความตั้งใจของชาวบ้าน จึงอยากให้หน่วยงานราชการสนับสนุนอย่างเต็มที่ จริงจังและระยะยาวด้วย ไม่ใช่ส่งเสริมลักษณะชั่ววูบชั่ววาบ จะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้สวนทุเรียนนนท์คงอยู่สืบไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน" คุณสุรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากผม จะได้นั่งรถรากชมสวนผลไม้ต่างๆ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  ตำบลตะปอน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี แล้ว ยังมีโอกาสได้เดินทางไปชมสวนทุเรียนที่ปลูกในลักษณะดัดกิ่ง "กางแขน กางขา"  และสวนมังคุด  ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีถึงแปลงทดลองทุ่งเพล  อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี
             โดยมี "คุณสมบัติ  ตงเต๊า"  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี นำชมอีกด้วย...อ่อวันนี้ผมคงไม่ได้แนะนำร้านอาหารที่ไหน เพราะมื้อเที่ยง ทั้งก๊วยเตี๋ยวหมู เส้นจันทร์ผัดปู และไอศกรีม ทางศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จัดให้เต็มพิกัดจะเบิ้ลกี่ชามก็ว่าไป แต่ดูเหมือน "เส้นจันทร์ผัดปู" จะหมดก่อนใคร...วันนี้ลาไปก่อนแล้วกัน...สวัสดีวันปีใหม่ไทย (มหาสงกรานต์) ครับ...!!!
                                                       นวย เมืองธน