วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

อุทยานฯกับภารกิจ ยึดคืนช้างป่าสวมตั๋ว

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "ช้าง" สมัยโบราณถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจาก "ช้าง" จะเป็นกำลังสำคัญในการทำสงครามแล้ว ยังออกรบสู้ศึกเพื่อเอกราชของไทยอีก  การใช้ช้างในการทำสงครามนั้นได้ มีการกล่าวว่า การใช้ช้างในการทำสงครามนั้น"แม่ทัพ" จะใช้อาวุธของ้าวต่อสู้กันบนหลังช้าง ส่วนช้างที่ใช้ต่อสู้นั้นก็จะต่อสู้กับช้างของศัตรูด้วยเช่น ถ้าหากช้างผู้ใดที่มีกำลังมากและสามารถสู้งัดช้างของศัตรู ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ และทำให้แม่ทัพนั้นสามารถใช้ของ้าวฟันคู่ต่อสู้ได้อย่างสะดวกและได้ชัยชนะ เพราะการรับชัยชนะนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของช้างและแม่ทัพด้วย
     "ช้างศึก" ในสมัยโบราณนั้นมีมากมายหลายรัชสมัย โดยเริ่มจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยนี้พระองค์ได้รับช้างเผือกมาตัวหนึ่ง ซึ่งถือเป็นช้างเผือกตัวแรกของกรุงศรีอยุธยา จนพระองค์ได้รับพระราชสมัญญาอีกพระนามหนึ่งว่า พระเจ้าช้างเผือก และ
ในสมัยพระมหาจักรพรรดิทรงใช้ช้างต่อสู้กับกองทัพของพม่าและได้เกิดตำนาน "พระศรีสุริโยทัย" ขึ้น
        ที่สำคัญ การรบบนหลังช้างที่สำคัญกับคนไทยมากที่สุด ซึ่งถือเป็นการกู้เอกราชให้กับประเทศไทย คือในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นการรบบนหลังช้าง ระหว่างสมเด็จพระ
นเรศวรฯกับพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี โดยช้างที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ในการทำศึกครั้งนี้ คือเจ้าพระยาไชยานุภาพและเมื่อได้รับชัยชนะก็ได้สมญานามว่า เจ้าพระยาปราบหงสา ส่วนช้างที่พระสมเด็จพระเอกาทศรถผู้น้องทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร และต่อมาในสมัยพระ
 บาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งที่ประชาชนเกิดความแตกแยกข้าศึกเข้าโจมตี พระองค์ก็ทรงเป็นกำลังสำคัญในรวบรวมชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นโดยทรงใช้ช้างในการรบด้วยเช่นกัน
        ผมเกริ่นนำร่องเกี่ยวกับเรื่องช้าง ผู้อ่านที่ติดตาม "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในทุกๆสัปดาห์ คงจะคาดเดาว่า
 "นวย เมืองธน" ไปเที่ยวปางช้าง อย่างไม่ต้องสงสัย ถูกเป๋งเลยครับ ผมมีโอกาสเดินทางมาตะลอนฯ ที่ปางช้างไทรโยค ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แต่ไม่ได้มาท่องเที่ยว นั่งบนหลังช้าง แล้วให้ควานช้าง พาช้างเดินชมป่าเขา ลำเนาไพร อย่างที่หลายคนคิด เพราะการเดินทางมาปางช้างฯ ของผมในครั้งนี้ คือการติดตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บ.ชก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)
      ที่สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ปศุสัตว์ ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ปฎิบัติภารกิจ นำหมายศาลเข้าตรวจค้น และอายัดช้างจากปางไทรโยค จำนวน 19 เชือก ซึ่งตรวจสอบตั๋วรูปพรรณช้างตามที่ปางช้างยื่นเอกสารให้ตรวจสอบก่อนหน้านี้ มีลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุไว้
 ส่งไปดูแลที่ศูนย์คชบาลช้าง จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 29 ก.พ.55 ที่ผ่านมา
            "คุณดำรงค์ พิเดช" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ บอกว่าการเดินทางมาวันนี้ ก็เพื่อตรวจยึดช้าง เนื่องจากคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายได้ร่วมกันตรวจสอบ และมีความเห็นร่วมกันช้าง 19 เชือก ไม่ตรงกับตั๋วรูปพรรณ ดังนั้นจึงทำให้ช้าง 19 เชือกมีสถานะตกเป็นของกลางตาม พ.ร.บ.สัตว์ป่า และจากระเบียบของกรมป่าไม้ปี 30 ของกลางต้องนำไปให้ ออป.เก็บรักษาดูแล ดังนั้นจึงต้องมาขนย้ายนำส่ง ออป.ที่ จ.ลำปาง ซึ่งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทำตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ และเป็นการป้องกันไม่ให้การค้าสัตว์ป่าเกิดขึ้นในประเทศไทย  ส่วนหลักฐานที่ปางช้างนำมาแสดงอีกครั้งนั้น ขอให้นำไปมอบให้เจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งหากถูกต้อง ก็สามารถนำช้างกลับไปเลี้ยงดูได้เหมือนเดิม โดยจากนี้ต้องรอคำตัดสินของศาลยุติธรรม
             ช่วงที่ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เกาะติดภารกิจการตรวจยึดช้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ นั้น ก็มีกลุ่มชาวบ้านพร้อมแผ่นป้ายข้อความต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าตรวจยึดช้างของเจ้าหน้าที่ฯเดินทางมาเรียกร้องความเป็นธรรม
         โดย "คุณชะลอ จัทรประแดง" ทนายความปางช้างไทรโยค ยืนยันว่าช้างทั้ง 19 เชือกมีตั๋วรูปพรรณรับรองถูกต้อง พร้อมแสดงตั๋วรูปพรรณทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนเป็นหลักฐาน แต่ยอมรับว่าลักษณะช้างเมื่อโตขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และไม่ได้นำช้างมาจากป่าอย่างแน่นอน โดยจากนี้จะทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความเป็นธรรมและทวงคืนศักดิ์ศรีของปางช้างกลับคืนมา
          "พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล" รอง ผบช.ก. บอกว่าการตรวจสอบตั๋วรูปพรรณช้างจำนวน 19 เชือก ตามที่ปางช้างยื่นเอกสารให้ตรวจสอบก่อนหน้านี้ มีลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุไว้ อาทิ ช้างบางตัวตั้งแต่เกิดลงไว้ว่าหูแหว่ง แต่จากการตรวจสอบพบว่าใบหูเรียบ หรือบางอันมีแต่พอไปถามเจ้าของเดิมบอกช้างของตนเองยังอยู่ในป่า เค้ามาเอาใบฉันไป ช้างตัวจริงมีอยู่เราก็สอบสวนไว้ ซึ่งสัตวแพทย์ ก็
วินิจฉัยมาแล้วว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็ต้องดำเนินการไปตามอำนหน้าที่
        "พล.ต.ต.ศรีวราห์"  กล่าวด้วยว่า กรณี ที่ทางปางช้างไทรโยค ยืนยันว่าช้างทั้ง 19 เชือกมีตั๋วรูปพรรณรับรองถูกต้องนั้น ก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบแล้วไม่ถูกต้อง แต่ถ้าทางปางช้างฯ  คิดว่ามีมีตั๋วรูปพรรณถูกต้องก็สามารถมายื่นใหม่ได้ ซึ่งตนเองก็จะดำเนินการเชิญสัตวแพทย์มาตรวจสอบดูอย่างละเอียดต่อไป

การสวมตั๋วช้างป่าเป็นช้างบ้าน ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะถือเป็นปัญหาเก่าที่หมักหมมกันมานานแล้ว จากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ พบว่าพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศพม่า เป็นจุดที่มีการติดต่อซื้อขายลูกช้างมาก โดยเฉพาะที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี เพชรบุรี ระนอง จตาก และแม่ฮ่องสอน ด้วยเหตุนี้ การมีปางช้างเอกชนตามแนวชายแดน จึงไม่ต่างอะไรกับการวางกับ
video
ดักเมื่อพรานล่าช้างชายแดนได้ลูกช้างมา ก็จะมีการรับซื้อและนำมาเลี้ยงไว้กับช้างที่มีตั๋วรูปพรรณ เพื่ออำพรางการตรวจสอบ 
     พอสบโอกาส ก็จะส่งช้างไปให้เช่าแสดงในต่างถิ่น และเมื่อมีใบสั่งซื้อช้างเข้ามา ก็จะส่งช้างเหล่านั้นไปขายทอดตลาดอีกที สำหรับราคาที่มีการซื้อขายเพื่อส่งไปต่างประเทศ ในอดีตหากเป็นลูกช้างอายุประมาณ 4-7 เดือน จะมีราคาหลักหมื่นบาท หากตัวไหนมีท่าทางน่ารัก ฉลาดเฉลียว มีแววสามารถฝึกโชว์ได้ จะมีราคาสูงถึงหลักแสนบาท แต่ปัจจุบันถ้าช้างตัวไหนที่ผ่านการฝึกและเชื่องแล้วจะมีราคาต่อเชือกไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล
        ช่วงสุดท้าย "ตะลอนตามอำเภอใจ" ไม่ว่าปัญหาช้างป่าถูกสวมตั๋วเป็น
ช้างบ้าน  ถือเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญ และสนใจ โดยเฉพาะหลังจากนี้ไปกรมอุทยานแห่งชาติฯ ภายใต้การคุมบังเหียร ของ "คุณดำรงค์ พิเดช" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ

 ที่ประกาศแล้วว่าจะเดินหน้าตรวจสอบปางช้าง ทั่วประเทศ ก็คงต้องติดตามกัน แต่หากใครแวะเวียนมาท่องเที่ยวที่อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แล้วท้องหิวขึ้นมาผมขอแนะนำร้านอาหาร "ครัวผักหวานบ้าน" ถือเป็นสุดยอดร้านอาหาร ริมถนนบนเส้นทางกาญจน์-ไทรโยค ไปทางน้ำตกไทรโยคน้อย ทางฝั่งขวามือครัวผักหวานบ้าน มีป้ายร้านบอกเด่นชัดส่วนเมนูอาหาร ก็มีหลากหลายอย่าง อาทิ ผักหวานไฟแดง ส้มตำผักหวาน แกงผักหวาน น้ำพริกอ่อง ฯลฯ วันนี้ลาไปก่อนครับ สัปดาห์หน้าพบกันใหม่...!!!                                                               
นวย เมืองธน



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น