วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

มะม่วงสระแก้ว ประกาศอิสรภาพ


          "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "เทศกาลมะม่วงดีที่สระแก้ว" ที่จังหวัดสระแก้วได้จัดขึ้นได้ผ่านพ้นไปหมาดๆเมื่อวันที่ 23-29 มีนาคมที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ ผู้นิยมบริโภคมะม่วง ทั้งคนไทย และต่างประเทศ คงจะรู้จักมะม่วง ที่ปลูกกันในจังหวัดสระแก้ว กันเป็นอย่างดี
    ซึ่ง "คุณศานิตย์ นาคสุขศรี"  ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ผู้ริเริ่มไอเดีย มุ่งหวังต้องการให้ "มะม่วงสระแก้ว" นั้นได้รู้จักในสายตาของผู้บริโภคทั่วไป ในฐานะ "แบรนด์สระแก้ว" แน่นอนว่าผมหยิบยกเรื่องนี้ มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในงาน "เทศกาลมะม่วงดีที่
สระแก้ว" ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 23 มี.ค.) ซึ่งมี "ผู้ว่าฯศานิตย์" มาเป็นประธานเปิดงานดังกล่าว
          "คุณศานิตย์ นาคสุขศรี"  ผู้ว่าฯสระแก้ว บอกว่า จังหวัดสระแก้ว เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในการผลิตมะม่วงดีมีคุณภาพส่งออกจำหน่ายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งได้รับการการันตีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี กระบวนการปลูกของสวนนั้นๆ จะต้องมีความปลอดภัยต่อเกษตรกร ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ผลผลิตมีคุณภาพปลอดภัยจากการปนเปื้อนของสารเคมีและเชื้อโรค ที่สำคัญผลผลิตตลาดทั้งภายใน และต่างประเทศให้การยอมรับมากยิ่งขึ้น ซึ่งมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ของจังหวัดสระแก้ว ถือ
 เป็นแหล่งผลิตมะม่วงรายใหญ่ระดับประเทศจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีผิวเหลืองทองน่ารับประทาน ได้รสชาติหอม ปัจจุบันคนญี่ปุ่นนิยมบริโภคย่างมาก โดยในแต่ละปีมียอดการส่งออกไม่ต่ำกว่า 336 ล้านบาท เนื่องจากมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของ จังหวัดสระแก้ว มีลักษณะเด่นกว่าแหล่งปลูกที่อื่นๆ เพราะผลโต ทำให้คนต่างประเทศชาตินิยมบริโภคมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของไทย
       "คุณศานิตย์" ยังบอกว่า จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นแหล่งปลูกมะม่วงเป็นอันดับ 2 ของภาคตะวันออกรองจาก จังหวัดฉะเชิงเทรา เท่านั้นเอง โดยเฉพาะผลพวงจากความอุดมสมบูรณ์ในอดีต ทำให้ปัจจุบันมะม่วงสระแก้วได้ออกผลผลิตที่มีคุณภาพ เพราะเนื้อดินยังมีแร่ธาตุต่างๆ อุดมสมบูรณ์อยู่มาก และสภาพอากาศของจังหวัดสระแก้ว ก็ยังเป็นอากาศที่ดีอยู่ เนื่องจากยังไม่มีควันพิษ จากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งทำให้ผลผลิตมะม่วงออกมามีคุณภาพที่ดี โดยเฉพาะตลาดเวียดนามรับซื้อไม่อั้น จึงทำให้มะม่วงของจังหวัดสระแก้ว มีอนาคตที่ดีขึ้น
       "คุณศานิตย์" ยังเล่าให้ฟังว่า สมัย
ก่อนเรามองข้ามมะม่วงของสระแก้ว ซึ่งเหมือนเป็นเพชรเม็ดงามของเรามานาน เมื่อก่อนจะรู้จักแต่มะม่วงแปดริ้ว แต่จากการค้นพบว่า  50 เปอร์เซ็นต์ ที่นำไปขายนั้น เป็นมะม่วงมาจากสระแก้ว เราต้องไปยืมเสื้อเค้าใส่ เพื่อจะได้ราคาดี แถมน้ำหนักผลผลิตเราก็มากว่า ความหวานลูกต่อลูกก็สู้เราไม่ได้อีก คือสิ่งที่เราค้นพบมันยิ่งใหญ่ หลังจากนี้เราจะประกาศอิสรภาพ ไม่ขึ้นกับจังหวัดอื่นๆ เราจะต้องมีแบรนด์ของ "สระแก้ว" เอง
          จากข้อมูลของจังหวัดสระแก้ว พบว่าปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมด 25,449 ไร่   ให้ผลผลิตรวม 22,933 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 91 ของพื้นที่ปลูก เป็นลำดับ 2  ของภาคตะวันออก ผลผลิตรวม 14,667 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 336 ล้านบาท ชนิดที่ปลูกมากที่สุด ได้แก่   พันธุ์น้ำดอกไม้ มีพื้นที่ปลูก 14,952 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 59 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตเพื่อส่งออก แต่ศักยภาพด้านการผลิตมะม่วงจังหวัดสระแก้ว  คือ  จำนวนผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่  เป็นลำดับ 1  ของภาคตะวันออก  โดยมะม่วงสำคัญ  ได้แก่  มะม่วงน้ำดอกไม้  มีผลผลิต
 เฉลี่ย  720  กิโลกรัมต่อไร่  และมะม่วงเขียวเสวย  706  กิโลกรัมต่อไร่  ทำให้จังหวัดสระแก้ว มีผลผลิตมะม่วงสำคัญ  คือ  มะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นจำนวนถึง  9,103  ตันต่อปี  ยิ่งมากเป็นอันดับ 1  และมะม่วงเขียวเสวย  ถึง 2,957  ตันต่อปี ส่งผลถึงมูลค่าผลผลิตมะม่วงสำคัญ ต่อปีสูงถึง  336  ล้านบาท  ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง  คือ พื้นที่จังหวัดสระแก้วมีความอุดมสมบูรณ์สูง  และเหมาะสมกับการปลูกมะม่วง  โดยมีพื้นที่เหมาะสมมากถึง ร้อยละ 57  เหมาะสมปานกลาง  ร้อยละ 72  และเหมาะสมน้อย  ร้อยละ  7.14
           ด้วยศักยภาพของเกษตรกรสวนมะม่วงจังหวัดสระแก้ว เป็นเกษตรกรก้าวหน้าแสวงหาความรู้ นำเทคโนโลยีมาปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตอย่างสม่ำเสมอ กิจกรรมลงนามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในครั้งนั้น สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของจังหวัด ที่กำหนดเป้าหมายให้เป็นจังหวัดแห่งอนาคตเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนด้านการเกษตร กำหนดยุทธศาสตร์ "เกษตร 3 พ" ได้แก่ เกษตรเพื่อเศรษฐกิจ เกษตรเพื่ออาชีพและรายได้
และเกษตรเพื่อคุณภาพชีวิต   
       ช่วงที่ผมมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่จังหวัดสระแก้วนั้น นอกจากจะได้เห็นลีลา "คุณศานิตย์ นาคสุขศรี"  ผู้ว่าฯสระแก้ว ตำมะม่วงครกยักษ์ ที่สร้างสีสันในวันเปิดงาน "เทศกาลมะม่วงดีที่สระแก้ว" แล้วไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าท่านผู้ว่าฯ ประกาศอิสรภาพมะม่วงสระแก้ว ขอมีแบรนด์เป็นของจังหวัดสระแก้วเอง ไม่ขอขึ้นกับแบรนด์จังหวัดอื่นครับ  และผมก็เชื่อว่าอนาคตมะม่วงน้ำดอกไม้ของจังหวัดสระแก้ว คงจะมีชื่อเสียงลำดับ
 ต้นๆของประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เพราะมีการประกาศอิสรภาพอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยน่ะ
      ในวันเดียวกัน "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก็มีโอกาสไปตะลุยเยี่ยมชมสวน "ก.นุกูล" ในอำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นสวนมะม่วงบนพื้นที่ 500 ไร่ ของ "คุณวรเทพ แก้ววงศ์นุกูล"  และเป็นประธานกลุ่มผลิตมะม่วงอำเภอวังสมบูรณ์ อีกด้วย "คุณวรเทพ" เล่าว่า เริ่มมาบุกเบิกปลูกมะม่วงที่จังหวัดสระแก้ว มา 20 กว่าปีแล้ว เพราะเห็นว่าพื้นที่จังหวัดสระกาศแก้วนั้นดี หลังจากเริ่มปลูกมะม่วงเป็นรูปเป็นร่าง จนมีมีผลิตผล ส่งขายภายในประเทศ
แล้ว ตอม่าก็เริ่มมองหาตลาดต่างประเทศ เพื่อส่งออกจำหน่าย เริ่มแรกก็ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 เขียวเสวย ฟ้าลั่น ตอนหลังก็นำมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาปลูก  และขยายการปลูกขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งตลาดหลักที่รับซื้อก็คือประเทศญี่ปุ่น
        "คุณวรเทพ" บอกว่า เมื่อสมัยก่อนผลผลิตไม่สู้ดีนัก เพราะเอาแต่กระดาษหนังสือพิมพ์ไปห่อผลมะม่วง ทำให้ผิวมะม่วงไม่สวย
งาม แต่ปัจจุบันใช้ถุงคาร์บอนห่อผลมะม่วง ทำให้ผลออกมาเรียบสีสวย สามารถส่งขายญี่ปุ่นได้ถึง 70 % จากผลผลิตทั้งหมด ซึ่งไร่หนึ่งจะเก็บผลผลิต 3 รุ่น ตอนนี้ในกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงพื้นที่รวมกว่า 5 พันไร่ ก็จะเน้นปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เป็นหลักเพราะตลาดที่ญี่ปุ่นต้องการมาก ที่สำคัญจังหวัดสระแก้ว ถือเป็นพื้นที่สีเขียว ไม่มีโรงงานมาสร้างมลภาวะ
เป็นพิษ จึงทำให้อากาศดี และส่งผลให้ผลผลิตมะม่วงของจังหวัดสระแก้วดีตามไปด้วย ที่สำคัญความหวานของมะม่วงสระแก้วนั้น ถือว่ามาเป็นอันดับหนึ่ง จึงทำให้ผู้ที่ได้กินมะม่วงสระแก้วต่างติดอกติดใจในรสชาติ
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมเชื่อว่าหลังจากนี้ไป หากพูดถึง "มะม่วง"  คนส่วนใหญ่คง

             จะนึกถึง "มะม่วงสระแก้ว" เพราะถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เกษตรกรหันมามาปลูกมะม่วงอย่างเป็นล่ำเป็นสันและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างมาก  จนจังหวัดสระแก้วเอง ก็หันมารณรงค์ส่งเสริมและผลักดันมะม่วงให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด   ด้วยการจัดเทศกาลมะม่วงดีที่สระแก้วขึ้นเป็นประจำปีทุกปี   เพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนได้รู้ว่าจังหวัดสระแก้ว ก็เป็นหนึ่งที่ผลิตมะม่วงคุณภาพ  มีรสชาติอร่อยไม่แพ้จังหวัดอื่น 
            แต่ถ้าท้องหิวผ่านมาแถวสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น ถนนจันทบุรี-สระแก้ว (ทางหลวงหมายเลข 317) ตำบลวังใหม่ บริเวณสี่แยกคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ที่นี่มีร้านเล็ก "วังน้ำเย็นกาแฟสด" ของสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น นอกจากกาแฟสดแล้ว ยังมีอาหารหลากหลายเมนู อาทิ สเต็กต่างๆ มากมาย วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                       นวย  เมืองธน



วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไอเดียพุ่งปี๊ดดันสับปะรดสู่แฟร์เทรด

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯไปทางใต้ 289 กม. เป็นจังหวัดใต้สุดของภาคกลาง ทิศตะวันตกติดกับดินแดนของสาธารณรัฐสังคมนิยมเมียนมาร์ ทิศตะวันออกติดอ่าวไทย ทำให้มีชายหาดยาว?เหยียดถึง 224 กม. ส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยอยู่ในท้องที่ ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบฯ โดยวัดระยะจากชายฝั่งทะเลไปจรดชายแดนไทย-พม่าที่ด่านสิงขรประมาณ 12 กม.
        นอกจากจะมี?แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างหลากหลายแล้ว อาทิ ป่า เขาลำเนาไพร ถ้ำและน้ำตกทั่วไป รวมทั้ง โบราณสถานดังนี้คือ พระราชวังไกลกังวล หาดหัวหิน เขาตะเกียบ-เขาไกรลาส หาดสวนสน น้ำตกป่าละอู อุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด ถ้ำไทร ถ้ำแก้ว เขาช่องกระจก อ่าวประจวบฯ อ่าวมะนาว อุทยานเขาหินเทิน ด่านสิงขร หาดวนกร น้ำตกห้วยยาง ตำหนักกรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์ ทองบางสะพาน อ่าวแม่รำพึง  อ่าวบ่อทองหลาง อุทยานป่ากลางอ่าว หาดปราณบุรี หาดบางเบิด และเกาะต่างๆ อีกนับไม่ถ้วน
     "สับปะรด"  ยังถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำเงินให้แก่ประเทศอย่างมหาศาลอีกด้วย ที่สำคัญชื่อเสียงของ "สับปะรด" จังหวัดประจวบฯ นั้นว่ากัน...ว่าอร่อยจนต้องนำไปประกอบไว้ในคำขวัญประจำจังหวัดกันเลยทีเดียวครับ เพราะหากใครได้แวะเวียนมาที่จังหวัดประจวบฯ จะสามารถพบไร่
สับปะรดกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาได้ทุกหัวระแหงในจังหวัดแห่งนี้ จุดเด่นของสับปะรดประจวบฯ คือเนื้อสีเหลืองกรอบฉ่ำ รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน ต้นสับปะรดต้นหนึ่งจะออกผลให้ 3-4 ครั้งเท่านั้นก็จะตาย ปีหนึ่ง ๆ ชาวไร่จะปลูกสับปะรดกันประมาณ 2 ครั้ง จากนั้นคือการดูแลรักษา ซึ่งกว่าจะได้สับปะรดมาสักผลหนึ่งนั้นใช้เวลากันเกือบปีเลยทีเดียว
        หากถามผมว่าสับปะรดประจวบฯ อร่อยจริงหรือเปล่า ผมขอการันตีได้เลยว่า...อร่อยแน่นอน เพราะ ไม่ใช่แค่คนเท่านั้นที่ได้กินแล้วต้องติดอกติดใจกัน แม้แต่ช้างป่าจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หรือที่กุยบุรี ก็ย่องจากป่าเข้ามาแอบกินสับปะรดของชาวไร่ให้เห็นกันบ่อยๆ พอพี่ช้างยกโขลงมาแอบมากินตอนดึกทีไร สับปะรดก็หายไปเป็นไร่ แต่ถึงขนาด

 นั้นชาวบ้านจะไม่ทำอันตรายช้าง อยากกิน...กินไปอย่างมากก็แค่ขู่ให้กลัวเท่านั้นเอง
           แน่นอนครับว่า ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่จังหวัดประจวบฯ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็จำไม่ได้ว่ามาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะมานั่งย้อนอดีตหา "จิ๋นซี" กันว่าจริงมั้ย เข้าเรื่องกันเลย คือช่วงปลายๆสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 16 มี.ค.) ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสมาเยี่ยมชมงานของสหกรณ์ชาวไร่สับปะรดสามร้อยยอด จำกัด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แถมเป็นวันที่ "คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
นำคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ดูงานสหกรณ์
ในท้องที่และจัดการประชุมผู้บริหารประจำเดือนสัญจร ณ  สหกรณ์ชาวไร่สับปะรดสามร้อยยอดฯ อีกด้วย งานนี้สื่อมวลชนก็เลยได้ "ลันลา" ดูงานอย่างอิ่มหมีพลีมัน รวมถึงได้เข้าไปสังเกตการณ์ ดูการประชุมในครั้งนี้ด้วย อ่ออีกคนถ้าไม่พูดถึงคงไม่ได้เนื่องจากเป็นเจ้าถิ่น "คุณอานนท์ โลดทนงค์" ผู้จัดการสหกรณ์ชาวไร่สับปะรดสามร้อยยอดฯ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ได้ให้การต้อนรับพวกเราคณะสื่อ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
       "คุณอานนท์" บอกว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิกรวมกว่า 900 กว่าครัว
 เรือน ในส่วนของการผลิตสับปะรดภายใต้ระบบแฟร์เทรดนั้น มีเกษตรกรสมาชิก จำนวน 63 ราย พื้นที่ปลูก 8,500 ไร่ กำลังการผลิต 20,000 ตัน/รอบการผลิต โดยสมาชิกจะผลิตสับปะรดตามมาตรฐานแฟร์เทรดป้อนเข้าสู่โรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อสับปะรดบรรจุกระป๋อง และน้ำสับปะรดเพื่อการส่งออก  นอกจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดแฟร์เทรดจะได้รับเงินค่าสินค้าแล้ว ยังได้รับเงินพรีเมี่ยมพิเศษหรือเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากผู้ซื้อในระบบการค้าที่เป็นธรรมด้วย
          สำหรับทิศทางอนาคตสหกรณ์ฯ นั้น "คุณอานนท์" ก็บอกว่ามีแผนเปิดรับสมาชิกเพิ่มขึ้น เพื่อขยายฐานการผลิตรองรับการตลาดที่มีแนวโน้มการแข่งขันสูง ขณะเดียวกันยังมีแผนเร่งผลักดันสินค้ามะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง อ้อยและน้ำตาล และพืชผักอื่นๆ เข้าสู่ระบบตลาดแฟร์เทรดด้วย เพื่อสร้างความหลากหลายของชนิดสินค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าสหกรณ์ฯ ในตลาดโลก
           ในวันที่ผมมาเยี่ยมชมที่ทำการสหกรณ์ชาวไร่สับปะรดสามร้อยยอดฯ นั้น ก็มีการฝึกอบรมการกรีดยางพารา อย่างถูกวิธีให้กับชาวสวนอย่างพารา เพราะดูเหมือนสหกรณ์ฯ จะตระหนักดีว่าหากในอนาคตเกิดการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวขึ้นมาเมื่อไหร่ เจ้าของสวน พร้อมลูกๆหลานๆ คงจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ ที่สำคัญอาชีพรับจ้างกรีดยางพรา ถือเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีการแบ่งกำไรกันอย่างงาม เจ้าของสวน 60 คนรับจ้างกรีดยาง 40 นับได้
 ว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ดูเหมือนแรงงานไทย ยังมองข้ามอาชีพนี้อยู่มากครับ
         ขณะเดินไปมาอยู่ในที่ทำการสหกรณ์ฯได้พบ "คุณเซี่ยมหงษ์ ภู่ระย้า" ประธานกลุ่มแปรรูปกระดาษใบสับปะรดบ้านทุ่งเคล็ด หมู่ที่ 2 บ้านทุ่งเคล็ด ตำบลศาลาลัย อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบฯ มาตั้งซุ้มเล็กๆที่มีกระดาษจากใยสับปะรด หลากสีสันวางอยู่เบื้องหน้า ก็เลยถือโอกาสพูดคุยกับ "คุณเซี่ยมหงษ์" ถึงที่มาที่ไปของกระดาษจากใยสับปะรด
           "คุณเซี่ยมหงษ์" เล่าว่า ก่อนหน้านี้มีปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ เลยนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นสับปะรดกวน โดยขอความรู้จากเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน จากนั้นนำออกขายในชุมชนและงานให้สมาชิกมาลงหุ้นและช่วยกันผลิตออกขายฝากตามร้านของฝากต่างๆ เรื่อยมา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย
          จุดเริ่มต้นของการทำกระดาษจากใยสับปะรดนั้น  "คุณเซี่ยมหงษ์ เล่าว่าแรกๆ กลุ่มทำสับปะรดกวน ใช้กระดาษห่อ จึงมาคิดว่าทำอย่างไรไม่ต้องซื้อเป็นการลดต้นทุน จึงตัดสินใจศึกษาการทำกระดาษจากใยสับปะรด เพราะอย่างไรเสีย ใบสับปะรดหลังเก็บเกี่ยวผล ต้องทิ้งอยู่
 แล้ว หากนำมาแปรรูปไม่ต้องซื้อหา แม่บ้านทุกคนมีใบสับปะรดอยู่แล้ว ที่สำคัญกระดาษจากใยสับปะรด ใช้ห่อของขวัญได้ ห่อเอกสาร ทำแฟ้มได้ คล้ายๆ กระดาษสา ก่อนหน้านี้ซื้อมาแพงจึงต้องลดต้นทุน และไปศึกษาดูงานที่ต่างๆ ลองผิด ลองถูกจนกระทั่งสามารถผลิตกระดาษจากใยสับปะรดเองได้ในที่สุด ส่วนกลุ่มแม่บ้านฯ ถือเป็นสมาชิกสหกรณฯ อยู่แล้ว ซึ่งสหกรณ์ฯก็คอยแนะนำส่งเสริม ช่วยเหลือกลุ่มแม่บ้านฯอยู่
              "คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เล่าถึงภาพรวมของสหกรณ์ในจังหวัดประจวบฯ ว่าขณะนี้สินค้าและธุรกิจสหกรณ์ไทยได้พัฒนาเข้าสู่ระบบตลาดการค้าที่เป็นธรรมหรือแฟร์เทรด (Fair Trade) เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดสหภาพยุโรป โดยสหกรณ์ชาวไร่สับปะรดสามร้อยยอดฯ ได้ส่งเสริมและผลักดันวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดแฟร์เทรดให้ผลิตสับปะรดอย่างครบวงจร  พร้อมพัฒนาระบบการผลิตและผลิตภัณฑ์สับปะรด  จนได้รับการรับรองมาตรฐานแฟร์เทรดจากองค์กรแฟร์เทรด ลาเบลลิ่ง (FLO) สาธารณรัฐเยอรมนี ทำ
 ให้สามารถส่งออกสินค้าสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดไปยังตลาดสหภาพยุโรป (EU) ได้หลายประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์  มีมูลค่าส่งออกรวมปีละกว่า 1,500 ล้านบาท  ซึ่งเป็นช่องทางรองรับผลผลิตของเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์  ช่วยลดปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำและล้นตลาดได้
      "คุณสมชาย" อธิบายถึง "แฟร์เทรด" ว่าเป็นระบบการค้าที่สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้บริโภค รวมถึงแรงงานที่อยู่ในระบบ โดยผู้ผลผลิตและผู้จัดจำหน่ายสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่มีกำไร ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพได้ในราคาที่เหมาะสม ขณะที่แรงงานได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ไม่ถูกกีดกันเรื่องเพศ สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา และอายุ ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรแฟร์เทรดมากกว่า 3,000 องค์กร อยู่ในมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และมีผู้ผลิตรายย่อยและแรงงานที่เกี่ยวเนื่องกับระบบแฟร์เทรดกว่า 1 ล้านคน
 ซึ่งผู้ที่ได้รับรองตราสัญลักษณ์แฟร์เทรดจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน โดยต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ในขบวนการผลิตต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นธรรม มีการประกันราคาขั้นต่ำผลผลิต ดูแลการจ้างาน ตลอดจนมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคมด้วย  ซึ่งเราภูมิใจเป็นอย่างมากที่สหกรณ์ไทยพัฒนาตัวเองให้สามารถก้าวไกลสู่สากลตามที่วางเป้าหมายไว้
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาเยี่ยมชมสหกรณ์ชาวไร่สับปะรดสามร้อยยอดฯ นอกจากผมจะมีโอกาสเดินทางมาชมแปลงกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดภายใต้
 การค้าที่เป็นธรรม "แฟร์เทรด" แล้ว ยังมีโอกาสเยี่ยมชมโรงงานสับปะรดกระป๋อง ของบริษัทสามร้อยยอดฯ อีกด้วย แต่ที่ต้องขอบคุณเห็นจะเป็นอาหารมื้อกลางวัน ที่นำมาเลี้ยงสื่ออย่างพวกเราหลากหลายเมนู โดยเฉพาะน้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด หรือขนมจีน แกงเขียวหวานไก่ อิ่มหนำสำราญจริงๆเชียว วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                       นวย เมืองธน
                                                           

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

ปิดทองหลังพระ หนองวัวซอยั่งยืน

           "ตะลอนตามอำเภอใจ"-จังหวัดอุดรธานี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาระบบต้นแบบตามโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ 
        ซึ่งเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ  ให้มีการขยายผลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ชุมชนอย่างกว้างขวางผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน  ประชาสังคม  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานในพื้นที่ จังหวัด  สถาบันวิชาการและหน่วยงานส่วนกลางตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กำหนด ได้แก่ เครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง  ,มีสภาพปัญหาในพื้นที่  เป็นพื้นที่ที่มีข้อมูลเพียงพอต่อการทำตัวชี้วัดบ่งชี้ความสำเร็จ ,พื้นที่สำคัญทางระบบนิเวศและคนโดยรอบได้รับ
 ประโยชน์จากโครงการ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ในเชิงระบบ
     นอกจากนี้ จังหวัดอุดรธานี ยังมีพื้นที่ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด  และดำเนินงานประสบผลสำเร็จ  คือ โครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย  อ.หนองวัวซอ  ซึ่งได้รับ
 การคัดเลือกเป็นต้นแบบในการขยายผลหมู่บ้านอื่นๆ  โดยมีแนวทางดำเนินการและได้รับความร่วมมือของทุกฝ่าย  ไม่ว่าจะเป็น  นายอำเภอ  ปลัดอำเภอ  เกษตรตำบล  พัฒนากรตำบล ปลัด-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่  ซึ่งถือเป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดกับประชาชน ทำให้กระบวนการเข้าใจ เข้าถึง ของชาวบ้านสำเร็จภายในระยะเวลาอันสั้น
      แน่นอนครับว่าผมเกริ่นนำถึงเรื่องนี้ เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในโครงการสื่อมวลชนสัญจร ร่วมกับคณะสื่อมวลชนจากสำนักต่างๆ ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พามาศึกษาดูงานเยี่ยมชมโครงการปิดทองหลังพระบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ
 อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี  คุณอภิชาติ เทียวพานิช รองอธิบดีกรมการปกครอง เล่าว่า โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวทางพระราชดำริ เริ่มจากที่อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน จ ากนั้นก็มีการขยายผลเรื่อยมา โดยยึดแนวพระราชดำรัส "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ซึ่งนโยบายของ คุณสุกิจ เจริญรัตนกุล อธิบดีกรมการปกครอง ต้องการให้  1 อำเภอ มี 1 ศูนย์เรียนรู้ และตั้งเป้าไว้ที่ 84 แห่งในระดับอำเภอต้นแบบทั่วประเทศ
   "คุณอภิชาติ" บอกว่า บทบาทของฝ่ายปกครองในการผลักดันให้โครงการปิดทองหลังพระฯ ประสบความสำเร็จนั้น ก็ประกอบด้วย แผนพัฒนาหมู่บ้าน ซึ่งต้องเกิดจากการประชาคมผู้เกี่ยวข้อง  รวมถึงบทบาทของคณะกรรมการหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านมีความศรัทธาในแนวพระราชดำริ  พร้อมที่จะลุกขึ้นมาทำงานโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้วยตนเองและสามารถดำเนินการ
 ได้ทันที โดยใช้องค์ความรู้ของมูลนิธิภาคีสืบสานแนวพระราชดำริ  และจัดตั้งกลไกสนับสนุนการทำงานในพื้นที่  ได้แก่ ระดับจังหวัด มีคณะทำงานสนับสนุนระดับจังหวัดเพื่อสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ขยายผล 
      โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทำงานและงบประมาณร่วมกับหน่วยงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งแนวดิ่งและแนวราบ ระดับพื้นที่ มีทีมปฏิบัติการระดับพื้นที่  เป็นข้าราชการที่มีภารกิจแก้ไขปัญหาหลักของพื้นที่  พร้อมอยู่กับชาวบ้าน และมีทีมพี่เลี้ยง อย่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ
    จนกว่ากระบวนการเข้าใจ เข้าถึง  จะแล้วเสร็จ  เพื่อร่วมเก็บข้อมูลที่เป็นจริงของพื้นที่ทั้งด้านสภาพภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม  ปัญหาและความต้องการของชาวบ้านอย่างแท้จริง  ตามแบบสำรวจสภาพเศรษฐกิจ-สังคมฯ  จัดทำแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ตามแนวพระราชดำริองค์ความรู้  6  มิติ  คือ น้ำ ดิน เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม และมีผู้ประสานงาน ซึ่งเป็นข้าราชการที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างคณะทำงานสนับสนุนระดับจังหวัด ทีมปฏิบัติการพื้นที่  และทีมพี่เลี้ยง 
           คุณเสวก จันทรหอม ผู้ใหญ่บ้านม.11 บ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ ได้พาคณะสื่อมวลชนเดินชมโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเล่าว่า
       ก่อนหน้านี้ช่วงหน้าแล้งน้ำจะแห้งไม่ค่อยมีน้ำมากนัก หลังจากมีโครงการปิดทองหลังพระฯเ ชาวบ้านได้ก่อสร้างฝายเก็กกักน้ำเพิ่มเติมเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำจึงมีน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ในอดีตชาวบ้านโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวมักนิยมเดินทางไปทำงานที่อื่นกัน ก็จะเหลือแต่ผู้เฒ่า คนชราและเด็ก ทิ้งไงว้เฝ้าหมู่บ้าน
 กัน พอหลังจากในหมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์เกิดขึ้น สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี ชาวบ้านที่เคยอพยพไปหางานถิ่นอื่น ก็หันกลับมาทำการเกษตรในหมู่บ้านมากขึ้น ถือเป็นส่วนสำคัญจากผลการดำเนินงานตามโครงการปิดทองหลังพระ 
            คุณธีรภัทร อดิเทพสถิตย์ นายอำเภอหนองวัวซอ บอกว่า การทำงานแบบมีส่วนร่วมโดยให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำงานและโครงการจะขับเคลื่อนเมื่อชาวบ้านมีความพร้อม เช่น ถ้าต้องการฝายหรือคลองส่งน้ำ ชาวบ้านต้องช่วยกันกำจัดวัชพืชขุดลอกตะกอนดิน และปรับพื้นที่ก่อน หรือเมื่อต้องการเลี้ยงหมู ชาวบ้านต้องสร้างเล้าหมูและเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งการทำงานแบบองค์รวม มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงในทุกมิติครบวงจร
         ตั้งแต่การผลิตในระดับต้นน้ำ ระดับกลางน้ำ และปลายน้ำ มีการพัฒนาแหล่งน้ำโดยการทำฝายอนุรักษ์ อ่างพวงปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก การทำงาน ส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา ปศุสัตว์ และประมง โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน เมื่อการทำงานเป็นรูปธรรม พื้นที่รับน้ำทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น หลังจาก มีการบริหารจัดการน้ำ ผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น มีการปลูกพืชหลังนา เกษตรกรมีอาชีพเสริม หนี้สินลดลงก็มีรายได้เพิ่มขึ้น           
            คุณขันติ บุญกว้าง ชาวบ้านแสงอร่าม บอกว่า หลังมีโครงการปิดทองหลังพระ เข้ามาในหมู่บ้าน ก็มีองค์ความรู้เข้ามาสู่ชาวบ้านมากมาย อาทิ การเลี้ยงหมู ซึ่งตนเองเป็นเกษตรกร และเลี้ยงหมูอยู่แล้ว เมื่อก่อนซื้อแต่หัวอาหารมาเลี้ยงหมู ต้นทุนก็มาก แต่พอมีโครงการปิดทองหลังพระเข้ามา การลด การจ่าย ในการซื้อหัวอาหารก็น้อยลง เพราะมีการถ่ายทอดความรู้ สนับสนุนให้ชาวบ้านมีการใช้พืชผักต่างๆ รวมถึง ต้นกล้วยมาทำเป็นอาหารให้หมู โดยการนำมาสับหมักกับกากน้ำตาล จึงทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารเลี้ยงหมูได้มากเลยทีเดียว
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันนี้ไม่ได้ไปแนะนำร้านอาหารที่ไหน เพราะมื้อเช้าพวกเราฝากท้องไว้กับชาวบ้านในพื้นที่ "ก๊วยจับญวน" ถือเป็นอาหารจานด่วน ที่นอกจากจะเป็นฝีมือของชาวบ้านที่ทำกันในพื้นที่แล้ว บรรยากาศไม่ต้องพูดถึงสุดยอดทีเดียว ร้านอาหารใหญ่ๆสู้ไม่ได้ทีเดียว ส่วนมื้อเที่ยงก็ฝากท้องกับชาวบ้านเหมือนเคย คราวนี้เล่นถาดหลุมใส่อาหาร ทำให้คิดถึงสมัยเด็กๆจริงๆ แต่อาหารแต่อย่างนี่สิถือว่าไม่ธรรมดาแต่ละอย่างแซบหลายเด้อ...วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                          นวย เมืองธน