วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บุกสวนเสือป้องลักลอบชำแหละ

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"เสือ"จัดเป็นสัตว์นักล่าที่มีความสง่างามในตัวเอง โดยเฉพาะ "เสือ" ขนาดใหญ่ที่แลดูน่าเกรงขราม ไม่ว่าจะเป็นเสือโคร่ง หรือเสือดาว ผู้ที่พบเห็นเสือในครั้งแรกย่อมเกิดความประทับใจในความสง่างาม แต่ขณะเดียวกันก็อดที่เกิดความหวาดหวั่นเกรงขาม ในพละกำลังและอำนาจภายในตัวของพวกมัน ด้วยเหตุนี้ "เสือ" จึงได้รับการยกย่องให้เป็นจ้าวแห่งนักล่าในผืนป่า
      สำหรับในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีประชากร "เสือ" ในประเทศของเรา ลดจำนวนลงจนน่าใจหาย "เสือ" กลับกลายเป็นฝ่ายถูกมนุษย์ล่า แถมป่าถูกทำลายทำสภาพธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของ "เสือ"  ที่จัดอยู่
     ในลำดับสุดท้ายของห่วงโซ่อาหารถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการสูญสิ้นหรือลดจำนวนลงอย่างมากของ "เสือ" ซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและระบบนิเวศทั้งหมด การลดจำนวนอย่างรวดเร็วของ "เสือ" เพียงหนึ่งหรือสองชนิดในประเทศไทย ทำให้ปริมาณของสัตว์กินพืชเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
 จนทำให้ธรรมชาติเสียความสมดุลในที่สุด ปัจจุบัน "เสือ" ถูกล่าอย่างผิดกฎหมายเพื่อนำไปทำเสื้อขนสัตว์ และเป็นความเชื่อในการทำยาบำรุงกำลังของผู้ชาย จากความเสียหายของถิ่นที่อยู่ รวมทั้งการล่าเพื่อทำหนังขนสัตว์ จำนวน "เสือ" ตามธรรมชาติจึงลดน้อยลง "เสือ" จึงเป็นสัตว์ที่อยู่ในอันตราย
        ย้อนกลับไปเมื่อประมาณช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา (4 ก.พ.55) ข่าวคราวการจับกุม ผู้กระทำผิดกฎหมายลักลอบชำแหละเสือ และสัตว์ป่าได้ของกลางซากเสือ และสัตว์สงวนจำนวนมาก ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางชัน และเจ้า
 หน้าที่ปส.บก.น.4 ในครั้งนั้น ถือว่าทำให้กระแสสังคม และนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบ "นายอนุชา แซ่ม้า" อายุ 33 ปี เดินออกมาซื้อของแต่มีคราบเลือดเปื้อนที่มือทั้งสองข้าง จึงขอตรวจค้น ซึ่ง "นายอนุชา" อ้างว่ากำลังชำแหละซากสัตว์ เจ้าหน้าที่จึงให้พาไปที่บ้านเลขที่ 64/5 ซึ่งเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น อยู่ปากซอยพระยาสุเรนทร์ 12 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม.
     บริเวณหน้าประตูบ้านพบถุงดำ 3 ถุง ภายในบรรจุซากเสือโคร่งตัวผู้ชำแหละแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้น บริเวณหลังบ้านพบ
คนงาน 4 คน กำลังชำแหละซากเสือโคร่งเพศผู้อีก 1 ตัว น้ำหนักกว่า 400 ก.ก. ยาวเกือบ 3 เมตร จึงควบคุมตัว "นายสมบัติ น้อยชมพู" อายุ 49 ปี "นางภัทรธมพรรณ มุ่งเกี้ยวกลาง" อายุ 40 ปี "นางนวล คำจู" อายุ 53 ปี และ"นางบุญชู ขวัญเขียว" อายุ 64 ปี และควบคุมตัว "น.ส.ณัฐสุดาพรรณ เรืองศรี"
 อายุ 38 ปี เจ้าของบ้าน "นาย ยูซุป แซ่ม้า" อายุ 61 ปี พ่อของ "นายอนุชา" สอบปากคำ นอกจากนี้ จากการตรวจสอบในบ้านยังพบซากสัตว์ป่าอีกจำนวนมาก อาทิ หัวจระเข้ งู กระทิง นกแก้ว ซากควายป่า และหัวกะโหลกสัตว์นานาชนิด
       โดย "น.ส.ณัฐสุดาพรรณ" ให้การว่าเป็นเจ้าของบ้าน มีอาชีพรับสตัฟฟ์สัตว์ส่งตามสวนสัตว์และตามห้างฯ ส่วนซากเสือโคร่งที่พบนายอนุชาเพิ่งนำลงจากรถในช่วงบ่ายเพื่อนำมาชำแหละ โดยได้ค่าจ้าง 5,000 บาท จึงไปจ้างคนงานแถวบ้านช่วยชำแหละ โดยให้ค่าจ้าง 700 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ "นายอนุชา" เคยเอาซากเสือมาให้ชำแหละ โดยรับซากเสือโคร่งมาจาก "นายอ๊อด" เจ้านายซึ่งพักอยู่ย่านบางกรวย และ "นายอ๊อด" ให้ขับรถนำซากเสือโคร่งมาชำแหละและเฝ้าจนกว่างานจะเสร็จ ได้ค่าจ้าง 20,000 บาท ทำมาแล้ว 2 ครั้ง หลังชำแหละตัวแรกเสร็จได้โทรศัพท์เรียก "นายอ๊อด" มารับซากเสือ ระหว่างรอได้เดินออกมาหาซื้อกล่องกระดาษหน้าปากซอย โดยที่ไม่ได้ล้างคราบเลือดในมือ เมื่อเจอเจ้าหน้าที่จึงโดนจับ สำหรับขบวนการดังกล่าว ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่าแก๊งดังกล่าวเป็น
แก๊งแม่สอด ที่ส่งซากเสือโคร่งไปประเทศจีน
        หลังการจับกุมขบวนการชำแหละเสือโคร่งดังกล่าว แน่นอนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจบก.ปทส.ก็พยายามที่จะสืบสวนขยายผลไปยังแหล่งใหญ่ต้นตอในการสั่งออเดอร์ซากเสือ ส่วนจะขยายผลได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ว่ากันว่าขบวนการค้าสัตว์ป่าดังกล่าวเป็นขบวนการที่ใหญ่พอสมควร
       แน่นอนครับว่าผมหยิบยกเรื่อง "เสื่อ" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ติดตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) เมื่อเร็วๆนี้  ( 10 ก.พ.55) เข้าตรวจสอบ สวนเสือศรีราชา และอุทยานหินล้านปีและฟาร์มจระเข้พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อป้องกันการลักลอบฆ่าเสือและนำไปชำแหละ โดย "คุณธีรภัทร  ประยูรสิทธิ์" รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วย "คุณวัลลภ พิสุทธิ์พิเชษฐ์"  ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2  ชลบุรี นำเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานฯ เข้าตรวจสอบการเลี้ยงดูเสือและการบริหารจัดการเกี่ยวกับเสือที่เลี้ยงไว้ ที่สวนเสือ ทั้ง 2 แห่ง
           โดยจุดแรกที่เข้าไปตรวจสอบคืออุทยานหินล้านปีและฟาร์มจระเข้พัทยา มีเสือจำนวน 49 ตัว ซึ่งในปีที่ผ่านมามีเสือตาย 1 ตัวและเกิดใหม่ 2 ตัว ทั้งนี้ ที่อุทยานหินล้านปีฯ ได้มีการคุมประชากรเสือไม่ให้เกิดเพิ่มขึ้น เพราะกลัวมีปัญหาการเลี้ยงซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อตัวค่อนข้างสูง เมื่อเสือตายจะบริจาคซากเสือให้สถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาเรียนรู้
        ต่อมาได้เข้าตรวจสอบสวนเสือศรีราชา มีเสือ 399 ตัว ในปีที่ผ่านมามีเสือตาย 31 ตัว ใช้วิธีเผากำจัดซาก จากนั้นนายธีรภัทร กล่าวว่า ปัจจุบันสวนสัตว์สาธารณะเอกชนทั่วประเทศที่ขออนุญาตเปิดมีทั้งหมด 40 แห่ง และในจำนวนนี้มีการขออนุญาตครอบครองสวนเสือโคร่งถึง 21 แห่ง รวมจำนวนเสือโคร่ง 888 ตัว และมีอีกประมาณ 100 ตัว ที่มีการขึ้นทะเบียนครอบครองได้ตามบ้านเรือนทั่วไป  รวมมีเสือทั้งสิ้นประมาณ 1,000 ตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการฝังไมโครชิป ติดตาม
ตัว และให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติ เพื่อเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้มีการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฏหมาย  และได้ขอความร่วมมือกับสวนสัตว์เอกชน ให้จัดทำลักษณะรูปพรรณคล้ายตั๋วช้างโดยให้มีการถ่ายรูปเสือที่ด้านหน้า ด้านข้าง เนื่องจากเสือมีลายเฉพาะแต่ละตัวไม่ซ้ำกัน 
         ที่สำคัญขณะนี้ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 กำลังจัดทำระบบใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจสอบลายเสือคล้ายการพิมพ์ลายนิ้วมือของคน เมื่อสำเร็จจะนำมาใช้ได้ตรวจสอบเสือได้ รวมทั้งจะมีการตรวจสอบดีเอ็นเอเพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลไว้ด้วย  ทั้งนี้ การมาตรวจสอบสวนเสือ เพื่อเชื่อมโยงและปิดช่องทางขบวนการชำแหละซากเสือ ซึ่งได้มีการตรวจสอบเสือตามสวนสัตว์เอกชนก่อนหน้านี้ประมาณ 4-5 แห่งทั่วประเทศ อาทิ ชลบุรี กาญจนบุรี นครปฐม และนครนายก เป็นต้น ซึ่งมีข้อสังเกตคือขนาดของเสือมักไม่ตรงตามอายุและจะต้องมีการตรวจสอบไป
      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "คุณธีรภัทร" การเดินทางมาตรวจสอบเสือที่อยู่ในการดูแลของสวนสัตว์เอกชนในครั้งนี้ "คุณธีรภัทร" บอกว่า ก็เพื่อดูการบริหารจัดการของสวนเสือ และดูการทำงานของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่2 ชลบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบว่าเสือนั้นมีการฝังไมโครชิฟไว้ตรงตามกับที่ลงทะเบียนตัวเสือไว้ ซึ่งการจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับเสือนั้นใช้ได้ เนื่องจากเป็นสวนสัตว์เอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมากซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก
        ซึ่งตนเองได้ขอความร่วมมือกับทางผู้
 บริหารสวนเสือ ว่าควรจะทำทะเบียนประวัติของเสือไว้ด้วย โดยถ่ายภาพด้านหน้าของเสือ ด้านข้างซ้ายขวาของตัวเสือที่มีลายไว้ รวมถึงลงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเสือไว้ทั้งหมด ซึ่งการทำเช่นนี้ก็จะได้ตรวจสอบได้ดียิ่งขึ้นเป็นการกันข้อครหาการสวมสิทธิเสือ และเป็นแบบอย่างที่ดีที่สวนสัตว์เอกชนขนาดใหญ่ทำเป็นแบบอย่างให้สวนสัตว์เอกชนขนาดเล็กก็จะทำตาม ก็จะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศเรา ที่มีสวนสัตว์เอกชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี
        หลังจากนี้ไปข่าวคราวการจับกุมผู้ลักลอบค้าซากเสือ จะผุดให้สังคมตื่นขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่นั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ
         เพราะตราบใดขบวนการค้าสัตว์ป่าแก๊งใหญ่ระดับชาติยังลอยนวลอยู่ บรรดาสัตว์ป่าทั้งหลาย ไม่เฉพาะแค่ "เสือ" ชีวิตสัตว์ป่าเหล่านี้ก็ยังแขวนอยู่บนเส้นด้ายเหมือนเดิม....!!!
                                                        นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น