วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด วัฒนธรรมไทย-จีน-มอญ

           "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"อำเภอปากเกร็ด" ถือเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ที่มีตำบลมากที่สุด คือ 12 ตำบล แต่ละตำบลแบ่งย่อยออกเป็นหมู่บ้าน รวม 85 หมู่บ้าน หรือ 51 หมู่บ้าน
    หากไม่นับรวมในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด ซึ่งไม่มีตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านแล้ว และมีแม่น้ำเจ้าพระยาตัดผ่านตัวอำเภอ สภาพพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้ต่าง ๆ ไร่นา ท้องทุ่ง ปศุสัตว์ ส่วนทางฝั่งตะวันออก อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เพราะมีที่พักอาศัย อุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และหน่วยงานราชการส่วนกลางของประเทศ
      ในอดีต "อำเภอปากเกร็ด" เคยขึ้นกับจังหวัดพระนครอยู่ช่วงหนึ่ง และบางตำบลเคยอยู่ในอำเภอบางบัวทอง "อำเภอปากเกร็ด" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด และอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือ 7.45 กิโลเมตร มีพื้นที่การปกครองทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีอาณาเขต  ทิศเหนือ ติดต่อ
กับอำเภอลาดหลุมแก้ว และอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี มีคลองเจ็ก คลองตรง คลองบางตะไนย์ แนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองบ้านใหม่เป็นเส้นแบ่งเขต ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขตดอนเมืองและเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร  มีคลองประปาเป็นเส้นแบ่งเขต ทิศใต้ ติดต่อกับ
อำเภอเมืองนนทบุรี มีคลองบางตลาด แนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองวัดแดงเป็นเส้นแบ่งเขต และทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองนนทบุรี และอำเภอบางบัวทอง มีคลองแม่ร่องกร่าง คลองบางบัวทอง คลองขุนมหาดไทย ถนนคันกั้นน้ำสายพระอุดม-บางบัวทอง คลองลำโพ และคลองลาก
 ค้อนเป็นเส้นแบ่งเขต
         "ปากเกร็ด" เป็นคำประสมจากคำว่า "ปาก" ซึ่งสันนิษฐานว่าคงจะเนื่องมาจากชื่อวัดปากอ่าว และคำว่า "เกร็ด" ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ว่า "ห้วงน้ำแคบต่อจากห้วงน้ำใหญ่ทั้งสอง" ดังนั้น คำว่า "ปากเกร็ด" จึงน่าจะหมายถึง บริเวณผืนแผ่นดินที่เป็นปากอ่าว มีอาณาเขตติดต่อกับแม่น้ำใหญ่ นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานว่า "ปากเกร็ด" อาจมีที่มาจากคลองที่ขุดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เพื่อลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตรงช่วงที่เริ่มไหลวกเข้าไปในคุ้งบางบัวทอง
 โดยในอดีตผู้คนจะเรียกคลองนี้ว่า "คลองเตร็ดน้อย" และต่อมาเรียกว่า "คลองลัดเกร็ด"  หรือ "แม่น้ำลัดเกร็ด" ซึ่งทำให้เกิดเกาะเกร็ดขึ้นนั่นเอง ส่วนบริเวณต้นคลองลัดนั้นก็เรียกว่า "ปากเกร็ด"
          "อำเภอปากเกร็ด" ในครั้งแรกมีฐานะเป็นแขวงเรียกว่า แขวงตลาดขวัญ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2427 และในปีเดียวกันนั้นก็ได้รับการยกฐานะเป็น "อำเภอปากเกร็ด" มีพระรามัญนนทเขตต์คดี (เนียม นนทนาคร) เป็นนายอำเภอคนแรก ตั้งที่ว่าการอำเภออยู่ในที่ธรณีสงฆ์วัดสนามเหนือ ต่อมาจึงได้
 ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่หมู่ที่ 2 ตำบลปากเกร็ด ในสมัยที่หลวงรามัญนนทเขตต์คดี (เจ็ก นนทนาคร) บุตรชายของพระรามัญนนทเขตต์คดี (เนียม นนทนาคร) ขึ้นเป็นนายอำเภอ จนถึงปี พ.ศ. 2463 กระทรวงนครบาลก็ได้โอนตำบลอ้อมเกร็ดและบางพลับจากอำเภอบางบัวทองกับตำบลท่าอิฐจากอำเภอนนทบุรีมาขึ้นอยู่ในการปกครองของทางอำเภอด้วย
     ผมเกริ่นเรื่องราวของ "อำเภอปากเกร็ด" เสียยาวเหยียดแน่นอนครับว่ามีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ที่ตลาดเก่าปากเกร็ด หรือตลาดเก่าริมน้ำของ 3 ชนชาติ คือ ไทย จีน และมอญและชุมชนตลาดริมน้ำแห่งนี้ ก็เพิ่งฝ่าวิกฤตน้ำอุทกภัยน้ำท่วมปี54 ที่ผ่านมา จนเป็นที่กล่าวขาน และถือเป็นกรณีศึกษา ถึงความสามัคคีของคนในชุมชนในการป้องกันชุมชน การวางแผนรับมือกับน้ำอย่างเหนียวแน่น การเกื้อกูลดูแลกันเองยามเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้อยมาก และถือเป็นแบบอย่างของชุมชนที่เข้มแข็ง ตอนช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 54 นั้น "ตลาดปากเกร็ด" ถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่เดียว รถทหาร
 บรรทุกประชาชน ทั้งจากจังหวัดปทุมธานี รังสิต และนนทบุรีบางส่วน แวะเวียนมาซื้อหาของสดของแห้งที่มีอยู่ในตลาดแห่งนี้ไม่ขาดสาย นอกจากเป็นแหล่งจับจ่ายของกินในขณะนั้นแล้ง ราคาข้าวของก็ไม่แพงด้วยครับ
      "ตลาดเก่าริมน้ำ" ยังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ "อำเภอปากเกร็ด" เป็นชุมชนชาวน้ำ ที่มีการอยู่อาศัย การประกอบกิจการทำมาค้าขายในแบบพึ่งพา และมีความผูกพันกันตามพื้นที่ริมน้ำ เป็นสภาพสังคมชุมชนพื้นบ้านเก่าแก่
 ของชาวไทยในยุดสมัยก่อน ที่เปียมไปด้วยคุณค่าซึ่งดำเนินมาจวบจนปัจจุบัน "ปากเกร็ด" เคยเป็นท้องถิ่นที่เจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าพาณิชย์ ศูนย์รวมการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยว "ปากเกร็ด" จึงกลายเป็นดังจุดพักรถ เพื่อต่อเรือไปยังที่ต่างๆ
         ภายหลังจาก โครงการก่อสร้างสะพานพระราม 4 ได้รับการอนุมัติ เพื่อสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม ดูเหมือน"ปากเกร็ด" ได้ประสบปัญหาด้านเศรษฐ และสภาพแวดล้อมที่ไม่สะดวกต่อการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตในทุกด้าน กระทั่งการก่อสร้างเสร็จ "ปากเกร็ด" ส่วนหนึ่งกลายเป็นเมืองใต้สะพาน รวมถึงเป็นทางผ่านในการสัญจร ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา
        โครงการท่องเที่ยวตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด จึงเป็นอีกโครการหลักที่เทศบาลนครปากเกร็ด ได้มุ่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยนำการท่องเที่ยวขึ้นเป็นจุดเด่น ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนเม็ดเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาเดินทอดน่องที่ "ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด" ถือว่าได้เพลิดเพลินอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีของดีมากมายแล้ว ยังเป็นชุมชนที่ ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวไทยสามเชื้อชาติ ไทย-จีน-มอญ ไว้ได้อย่างลงตัว มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหารคาวหวาน ให้ลิ้มลองหลากหลาย ที่ให้ความเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตริมน้ำ แถมยังไม่นับตลาดสดเทศบาลนครปากเกร็ด และตลาดศรีปากเกร็ด ที่อยู่ใกล้กัน ที่มีทั้งอาหารสด พืชผัก ผลไม้ ของคาวหวาน ให้เลือกซื้อมากมาย  เสื้อผ้าทุกเพศทุกวัย
      ส่วนใครเดินเที่ยวที่ "ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด" แล้วผ่านมาแถวป้ายรถเมล์ที่ห้าแยกปากเกร็ด ฝั่งถนนติวานนท์ ทางจะไปจังหวัดปทุมธานี มีร้านอาหารตารมสั่ง หรืออาหารจานด่วน ประเภท ช้าวผัด ข้าวกระเพรา ราดหน้า ฯลฯ ของ "เฮียชัย" ถือว่าใช้ได้ในเวลาเร่งด่วนที่ท้องกำลังหิว ภายในร้านเป็นตึกแถว ผสมผสานกับการขายของชำไปในตัว ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบเหมือนกัน "แม้จะไม่มีใครมาชวนชิม" หรือ "มีใครมารำแล้วชิมก็ตาม" ที่สำคัญเห็น "เฮียชัย" แกผัดข้าวมา

 เกือบ 20 ปีแล้ว ผมบังเอิญผ่านมา "ตะลอนตามอำเภอใจ " แล้วบอกต่อก็แค่นั้น...!!!
                                                        นวย  เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น