วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

"น้ำตกตาดผาส้วม" ห้องนอนเจ้าบ่าว-เจ้าสาว

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "ปากเซ" หรือ เมืองปากเซ  แขวงจำปาสัก สปป.ลาว หรือ "ลาวใต้"  แขวงจำปาสัก ถือได้ว่าเป็นแขวงที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศลาว มีพลเมืองประมาณ 5แสนกว่าคน มีเนื้อที่ประมาณ 15,410 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศ เป็นป่าเขา มีอาณาเขตพื้นดินติดกับประเทศไทย  ซึ่งสามารถเดินทาง เข้า -ออก ผ่านทางด่านช่องเม็ก ที่อำเภอสิรินธรของไทย
       "แขวงจำปาสัก" ถือเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งถ้าดูตามแผนที่ในเขตการปกครองของประเทศแล้ว ดินแดนแขวงจำปาสัก จะตั้งอยู่ทางภาคใต้สุดของสปป.ลาว ที่มีชายแดนติดกับหลายแขวงด้วยกัน รวมทั้งประเทศไทย และกัมพูชา โดยทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียง
เหนือ จะติดกับ แขวงสาระหวัน สปป.ลาว ทิศตะวันออก ติดกับ แขวงเซกอง และแขวง อัตตะบือ สปป.ลาว ทิศใต้ ติดกับประเทศกัมพูชา ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี ของไทย
           นอกจากนี้ "แขวงจำปาสัก" ยังเป็นศูนย์กลางทางด้าน เศรษฐกิจ ใน 4 แขวง
ภาคใต้ ของ สปป.ลาว อีกทั้งยังมีบทบาทเขื่อมโยง ทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม กับหลายประเทศในภาคพื้นด้วย ขณะเดียวกันที่ตั้ง และภูมิประเทศ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และแหล่งวัฒนธรรม จนกระทั่ง "แขวงจำปาสัก" ได้มีการตั้งสมยานามว่าเป็นดินแดน " ช้างป่างานิล " ซึ่งเป็นดินแดน วัตถุโบราณ มีปูชนียสถาน อันลือชื่อหลายแห่ง
        ส่วนแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงหลัก ๆ จะประกอบไปด้วย น้ำตกตาดหลี่ผี, คอนพะเพ็ง,
 ชมทางรถไฟที่สร้างขึ้นใน สมัยฝรั่งเศส อยู่ในพื้นที่เขตเมืองโขง แขวงจำปาสัก ,ตาดผาส้วม ที่ เมืองบาจรงเจริญสุข ,ตาดฟาน ซึ่งเป็นตาดที่สูงที่สุด ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติ ของป่าเขาลำเนาไพร ที่เมืองปากช่อง ,ธรรมชาติของชีวิตสัตว์ เช่น ช้างที่บ้าน พะโพ โดยอนุญาติให้ นักท่องไพร ทั้งหลาย ได้ขี่ช้างชมธรรมชาติ ที่เมืองปะทุมพร ,เขื่อนผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นแหล่งที่ สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ที่น้ำตกเซเซ็ด และ น้ำตกห้วยเหาะ เขตเมืองปากช่อง และทิวทัศบริเวณ ท่าแพ ท่าข้ามแม่น้ำโขง ระหว่าง เมืองเก่า กับเมืองปากเซ
        แหล่งวัฒนธรรม แขวงจำปาสัก มีแหล่งอารยธรรมหลายแห่งด้วยกัน ประกอบ ด้วย วัดพู ซึ่งเป็น เมืองโบราณ ของ จำปาสัก ,พูอาสา ที่เมืองปะทุมพร ,เรือนหินแกะสลัก ที่ เมืองสุขุมา
       สำหรับงานบุญประเพณี สำคัญๆ ได้แก่ งานบุญแข่งเรือออกพรรษา ที่ เซโดน เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ,งานบุญนมัสกาล ปราสาทหินวัดพู ชมพิธีแห่นางสีดา ประจำปี ,งานบุญนมัสกาลอุมิง เรือนหิน ที่ เมืองปะทุมพร อาหาร และของที่ระลึก ,ผลไม้ปลอดสารพิษ ที่เมืองปากช่อง เมืองบาจรงเจริญสุข , ปิ้งไก่, ข้าวหลาม, ต้มไก่ใส่ไข่มดแดง ใน งานบุญวัดพู ,อาหารปลาสดๆ ที่ ดอนโขง และที่ คอนพะเพ็ง เขตเมืองโขง และสิ้นผ้าไหม โดยฝีมือชาวบ้านอันปราณีต และลือชื่อ ที่ บ้านสะพ่าย เมืองชนะสมบูรณ์
              ส่วนการเดินทางไปเมืองปากเซจากประเทศไทย สามารถทำได้โดย ผ่านพรมแดนที่ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี แล้วเดินทางมาตามทางหลวงหมายเลข 10 ของลาว และเมื่อถึงแม่น้ำโขง ก็ต้องข้ามสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น จึงจะมาถึงเมืองปากเซ ปัจจุบันมีรถประจำทางออกจากจ.อุบลราชธานี มาถึงปากเซโดยตรง จากปากเซถึง ช่องเม็ก ระยะทางเพียง 44 กิโลเมตร เท่านั้นเองครับ
        ผมเกริ่นถึง "เมืองปากเซ" แน่นอนครับว่ามีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "ลาวใต้" ปากเซ จำปาสัก หรือลาวใต้ บรรยากาศ ไม่แตกต่าง จากจังหวัดทางภาคเหนือของไทยเรามากนัก เนื่องจากมีภูเขาล้อมรอบ "ปากเซ" ถือเป็นเมืองเอกของแขวงจำปาศักดิ์ อยู่ริมแม่น้ำโขง ถือเป็นเมืองใหม่ของสปป.ลาว ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเซโดน ที่บรรจบกับแม่น้ำโขง "ปากเซ " นอกจากจะเป็นเมืองที่มีสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของสปป.ลาวแล้ว แขวงจำปาสัก ยังมีหลากหลายชนชาติ เข้ามาดำรงชีวิตอยู่ที่เมืองแห่งนี้
         "น้ำตกตาดผาส้วม" เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งผมได้มาตะลอนฯในทริปนี้  อ่อหลายคนที่ยังไม่รู้จัก "ผาส้วม" อาจจะเข้าใจว่ามันน่าเที่ยวตรงไหน เอาส้วมไปตั้งบนหน้าผาหรือไง ผมคงต้องอธิบายว่า คำว่า “ส้วม” ของลาว หมายถึง ห้องนอนของเจ้าบ่าว-เจ้าสาว ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า “ส้วม”ของไทยครับ แม้ไทย-ลาว จะเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน โดยที่ไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง ในการสื่อสารกัน เพราะภาษาลาว การพูดก็คล้ายๆภาษาอีสานบ้านเรา แต่ก็มีบางประโยค และความหมายแตกต่างกันครับ
           "น้ำตกตาดผาส้วม" เป็น
 น้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี และมีธรรมชาติป่าไม้ให้ร่มเงา นำมาซึ่งความชุมชื้นและร่มเย็น ให้กับนักท่องเที่ยวได้สัมผัสไอน้ำอันเย็นฉ่ำ พร้อมชมความงามของน้ำตก ท่ามกลางแท่งหินยักษ์ เหมือนกับถูกนำมาเรียงร้อยตกแต่งไว้ เป็นห้องนอนสวยงามยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งเรียกว่า “ถ้ำบิดามาเจียง”(ชาย) และในบริเวณเดียวกัน ยังมีน้ำตกขนาดเล็กที่ชื่อว่า น้ำตกตาดมะแงว(หญิง) ซึ่งมีน้ำตกไหลตลอดทั้งปีเช่นเดียวกัน
       น้ำตกทั้งสองแห่ง น้ำสะอาดใสบริสุทธิ์ ไหลมาจากภูเขาเทวดา หรือภูเขาไฟที่ระเบิดแล้วเมื่อ 500 ปี ลงสู่ห้วยวังเรียง และลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป นักท่องเที่ยวสามารถอาบน้ำได้อย่างสบาย แถมยังมีรีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวที่ชอบผจญภัย ได้พักค้างแรมกลางป่าทึบ ฟังเสียงน้ำตก จักจั่นเรไร และ
 สัตว์ป่า ซึ่งเป็นการสัมผัสและใกล้ชิดธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ หาชมได้ยาก ป่าไม้ยังไม่ถูกทำลายมากนัก ซึ่งเป็นอีกเสน่ห์อย่างหนึ่งของธรรมชาติแห่งนี้ ที่สามารถสะกดจิตนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมได้มาก
           ที่สำคัญมีตำนานเล่าว่า "น้ำตกผาส้วม" เป็นห้องนอนของเจ้าบ่าวเจ้าสาวดังชื่อข้างต้นที่มีการพัวพันกัน ย้อนกลับไปช่วงกลางปี 1996 คุณวิมล กิจบำรุง ได้เข้ามาพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวใน ส.ป.ป.ลาว และได้ใช้เวลาออกแบบกว่า 2 ปี ในการก่อสร้าง และได้รับอนุญาตให้เริ่มก่อสร้างในปี 1999 โดยใช้แรงงานท้องถิ่น สภาพของน้ำตก เมื่อก่อน
 เป็นทางเกวียนเล็ก ๆ บริเวณน้ำตกเต็มไปด้วยขยะเป็นจำนวนมากและไม่มีสัตว์มึชีวิตอาศัยอยู่ เนื่องจากระหว่างการก่อสร้างแรงงานเหล่านั้นจะยิงนก และจับปลาในน้ำ
          "คุณวิมล" จึงได้จัดตั้งโรงครัวทำอาหารให้คนงาน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการจับปลา และไม่ให้ยิงนก การสร้างนั้นได้ใช้ช้างเข้ามาช่วยลากต้นไม้ที่ล้มตายแล้ว หรือไหลมาตามลำห้วย เพื่อนำมาสร้างร้านอาหาร  และภายนอกได้มีการจัดทำถนน และปรับพื้นทั่วไป ก้อนหินจำนวนมากถูกขนมาจัดเรียงให้เป็นกำแพงกั้นดินที่ต่างระดับ ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายชนิดถูกขุดล้อม จากภายนอกเข้ามาปลูก เพื่อตกแต่งในบริเวณโครงการ เช่น ไม้ดอกหอม ไม้ประดับ ผลไม้หลายชินด ซึ่งเป็นไม้มีค่าหายากถูกนำมาปลูกแทนไม่ต่ำกว่า 5,000 ต้น
บริเวณน้ำตกได้ถูกเติมแต่งจากเดิมเป็นร่องน้ำเล็ก ๆ กลางแผ่นหิน ทางน้ำถูกบังคับขยายให้มาตกทั่ว ๆ ไปตามหน้าผา มีการตกแต่งก้อนหิน เพื่อให้น้ำตกกระทบให้งดงามแผ่กว้างขึ้นหลายจุดภายในโครงการได้รวบรวมหมู่บ้านโบราณหลายชนเผ่าที่ยังมีเอกลักษณ์เหลืออยู่ พร้อมทั้งจัดทำพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าไว้ด้วย บ้านพักของโครงการถูกตัดแปลง จากบ้านต้นแบบของชนเผ่า ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว พนักงานในโครงการประกอบด้วยชนเผ่า ประมาณ 8 ชนเผ่า ร่วมใจกันบริการแขกที่มาเยือน
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ที่สำคัญ "น้ำตกผาส้วม" นอกจากจะเป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งของแขวงจำปาสักแล้ว ยังเป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากที่สูง โดยตัวน้ำตกมีลักษณะโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม น้ำที่ไหลลงมาสาดกระเซ็นสวยงามมากเมื่อได้พบเห็น ด้านบนน้ำตก สามารถเล่นน้ำได้ โดยเป็นแอ่งขนาดใหญ่ น้ำไม่ลึกมาก และนักท่องเที่ยวยังสามารถรับประทานอาหารอร่อย ๆ โดยไม่ใส่ผงชูรสได้ จากร้านอาหารที่ติดกับ "น้ำตกตาดผาส้วม" ท่ามกลางธรรมชาติ มีอยู่ร้านเดียวครับ บรรยากาศดีมาก รสชาติอาหารใช้ได้
            โดยเฉพาะ "ส้มตำปลาร้า" รสชาติเหมือนบ้านเราแน่นอน แต่ราคาแพงกว่ามากครับ เนื่องจากมะละกอต้องสั่งตรงจากต่างประเทศครับ...อันนี้ไม่ชัวร์น่ะรู้แต่ว่ามะละกอเค้าเดินทางมาไกลเลยแพงนิดนึง เพราะเป็นเมนูยอดฮิต....!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด วัฒนธรรมไทย-จีน-มอญ

           "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"อำเภอปากเกร็ด" ถือเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ที่มีตำบลมากที่สุด คือ 12 ตำบล แต่ละตำบลแบ่งย่อยออกเป็นหมู่บ้าน รวม 85 หมู่บ้าน หรือ 51 หมู่บ้าน
    หากไม่นับรวมในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด ซึ่งไม่มีตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านแล้ว และมีแม่น้ำเจ้าพระยาตัดผ่านตัวอำเภอ สภาพพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้ต่าง ๆ ไร่นา ท้องทุ่ง ปศุสัตว์ ส่วนทางฝั่งตะวันออก อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เพราะมีที่พักอาศัย อุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และหน่วยงานราชการส่วนกลางของประเทศ
      ในอดีต "อำเภอปากเกร็ด" เคยขึ้นกับจังหวัดพระนครอยู่ช่วงหนึ่ง และบางตำบลเคยอยู่ในอำเภอบางบัวทอง "อำเภอปากเกร็ด" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด และอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือ 7.45 กิโลเมตร มีพื้นที่การปกครองทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีอาณาเขต  ทิศเหนือ ติดต่อ
กับอำเภอลาดหลุมแก้ว และอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี มีคลองเจ็ก คลองตรง คลองบางตะไนย์ แนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองบ้านใหม่เป็นเส้นแบ่งเขต ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขตดอนเมืองและเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร  มีคลองประปาเป็นเส้นแบ่งเขต ทิศใต้ ติดต่อกับ
อำเภอเมืองนนทบุรี มีคลองบางตลาด แนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองวัดแดงเป็นเส้นแบ่งเขต และทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองนนทบุรี และอำเภอบางบัวทอง มีคลองแม่ร่องกร่าง คลองบางบัวทอง คลองขุนมหาดไทย ถนนคันกั้นน้ำสายพระอุดม-บางบัวทอง คลองลำโพ และคลองลาก
 ค้อนเป็นเส้นแบ่งเขต
         "ปากเกร็ด" เป็นคำประสมจากคำว่า "ปาก" ซึ่งสันนิษฐานว่าคงจะเนื่องมาจากชื่อวัดปากอ่าว และคำว่า "เกร็ด" ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ว่า "ห้วงน้ำแคบต่อจากห้วงน้ำใหญ่ทั้งสอง" ดังนั้น คำว่า "ปากเกร็ด" จึงน่าจะหมายถึง บริเวณผืนแผ่นดินที่เป็นปากอ่าว มีอาณาเขตติดต่อกับแม่น้ำใหญ่ นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานว่า "ปากเกร็ด" อาจมีที่มาจากคลองที่ขุดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เพื่อลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตรงช่วงที่เริ่มไหลวกเข้าไปในคุ้งบางบัวทอง
 โดยในอดีตผู้คนจะเรียกคลองนี้ว่า "คลองเตร็ดน้อย" และต่อมาเรียกว่า "คลองลัดเกร็ด"  หรือ "แม่น้ำลัดเกร็ด" ซึ่งทำให้เกิดเกาะเกร็ดขึ้นนั่นเอง ส่วนบริเวณต้นคลองลัดนั้นก็เรียกว่า "ปากเกร็ด"
          "อำเภอปากเกร็ด" ในครั้งแรกมีฐานะเป็นแขวงเรียกว่า แขวงตลาดขวัญ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2427 และในปีเดียวกันนั้นก็ได้รับการยกฐานะเป็น "อำเภอปากเกร็ด" มีพระรามัญนนทเขตต์คดี (เนียม นนทนาคร) เป็นนายอำเภอคนแรก ตั้งที่ว่าการอำเภออยู่ในที่ธรณีสงฆ์วัดสนามเหนือ ต่อมาจึงได้
 ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่หมู่ที่ 2 ตำบลปากเกร็ด ในสมัยที่หลวงรามัญนนทเขตต์คดี (เจ็ก นนทนาคร) บุตรชายของพระรามัญนนทเขตต์คดี (เนียม นนทนาคร) ขึ้นเป็นนายอำเภอ จนถึงปี พ.ศ. 2463 กระทรวงนครบาลก็ได้โอนตำบลอ้อมเกร็ดและบางพลับจากอำเภอบางบัวทองกับตำบลท่าอิฐจากอำเภอนนทบุรีมาขึ้นอยู่ในการปกครองของทางอำเภอด้วย
     ผมเกริ่นเรื่องราวของ "อำเภอปากเกร็ด" เสียยาวเหยียดแน่นอนครับว่ามีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ที่ตลาดเก่าปากเกร็ด หรือตลาดเก่าริมน้ำของ 3 ชนชาติ คือ ไทย จีน และมอญและชุมชนตลาดริมน้ำแห่งนี้ ก็เพิ่งฝ่าวิกฤตน้ำอุทกภัยน้ำท่วมปี54 ที่ผ่านมา จนเป็นที่กล่าวขาน และถือเป็นกรณีศึกษา ถึงความสามัคคีของคนในชุมชนในการป้องกันชุมชน การวางแผนรับมือกับน้ำอย่างเหนียวแน่น การเกื้อกูลดูแลกันเองยามเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้อยมาก และถือเป็นแบบอย่างของชุมชนที่เข้มแข็ง ตอนช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 54 นั้น "ตลาดปากเกร็ด" ถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่เดียว รถทหาร
 บรรทุกประชาชน ทั้งจากจังหวัดปทุมธานี รังสิต และนนทบุรีบางส่วน แวะเวียนมาซื้อหาของสดของแห้งที่มีอยู่ในตลาดแห่งนี้ไม่ขาดสาย นอกจากเป็นแหล่งจับจ่ายของกินในขณะนั้นแล้ง ราคาข้าวของก็ไม่แพงด้วยครับ
      "ตลาดเก่าริมน้ำ" ยังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ "อำเภอปากเกร็ด" เป็นชุมชนชาวน้ำ ที่มีการอยู่อาศัย การประกอบกิจการทำมาค้าขายในแบบพึ่งพา และมีความผูกพันกันตามพื้นที่ริมน้ำ เป็นสภาพสังคมชุมชนพื้นบ้านเก่าแก่
 ของชาวไทยในยุดสมัยก่อน ที่เปียมไปด้วยคุณค่าซึ่งดำเนินมาจวบจนปัจจุบัน "ปากเกร็ด" เคยเป็นท้องถิ่นที่เจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าพาณิชย์ ศูนย์รวมการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยว "ปากเกร็ด" จึงกลายเป็นดังจุดพักรถ เพื่อต่อเรือไปยังที่ต่างๆ
         ภายหลังจาก โครงการก่อสร้างสะพานพระราม 4 ได้รับการอนุมัติ เพื่อสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม ดูเหมือน"ปากเกร็ด" ได้ประสบปัญหาด้านเศรษฐ และสภาพแวดล้อมที่ไม่สะดวกต่อการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตในทุกด้าน กระทั่งการก่อสร้างเสร็จ "ปากเกร็ด" ส่วนหนึ่งกลายเป็นเมืองใต้สะพาน รวมถึงเป็นทางผ่านในการสัญจร ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา
        โครงการท่องเที่ยวตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด จึงเป็นอีกโครการหลักที่เทศบาลนครปากเกร็ด ได้มุ่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยนำการท่องเที่ยวขึ้นเป็นจุดเด่น ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนเม็ดเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาเดินทอดน่องที่ "ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด" ถือว่าได้เพลิดเพลินอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีของดีมากมายแล้ว ยังเป็นชุมชนที่ ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวไทยสามเชื้อชาติ ไทย-จีน-มอญ ไว้ได้อย่างลงตัว มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหารคาวหวาน ให้ลิ้มลองหลากหลาย ที่ให้ความเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตริมน้ำ แถมยังไม่นับตลาดสดเทศบาลนครปากเกร็ด และตลาดศรีปากเกร็ด ที่อยู่ใกล้กัน ที่มีทั้งอาหารสด พืชผัก ผลไม้ ของคาวหวาน ให้เลือกซื้อมากมาย  เสื้อผ้าทุกเพศทุกวัย
      ส่วนใครเดินเที่ยวที่ "ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด" แล้วผ่านมาแถวป้ายรถเมล์ที่ห้าแยกปากเกร็ด ฝั่งถนนติวานนท์ ทางจะไปจังหวัดปทุมธานี มีร้านอาหารตารมสั่ง หรืออาหารจานด่วน ประเภท ช้าวผัด ข้าวกระเพรา ราดหน้า ฯลฯ ของ "เฮียชัย" ถือว่าใช้ได้ในเวลาเร่งด่วนที่ท้องกำลังหิว ภายในร้านเป็นตึกแถว ผสมผสานกับการขายของชำไปในตัว ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบเหมือนกัน "แม้จะไม่มีใครมาชวนชิม" หรือ "มีใครมารำแล้วชิมก็ตาม" ที่สำคัญเห็น "เฮียชัย" แกผัดข้าวมา

 เกือบ 20 ปีแล้ว ผมบังเอิญผ่านมา "ตะลอนตามอำเภอใจ " แล้วบอกต่อก็แค่นั้น...!!!
                                                        นวย  เมืองธน