วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สารเคมีปลอมภัยเกษตรกร ดีเอสไอบุกจับกว่า 30 ล้าน

         "ะลอนตามอำเภอใจ"-เรื่องราวของวัตถุอันตรายทางการเกษตร สารเคมีกำจัดวัชพืช  สารกำจัดแมลง  สารป้องกันกำจัดโรคพืช  และสารอื่นๆ นั้น ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่า "ดำรงค์  จิระสุทัศน์"  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะออกมาระบุถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ว่า ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ประกอบการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายจำนวน 7,540 รายการ
         โดยกระบวนการขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายในทุกขั้นตอนนั้น คณะอนุกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ได้พิจารณาอย่างรอบคอบและรวดเร็วไม่ได้ล่าช้าแต่อย่างใด ขณะเดียวกันมีวัตถุอันตรายที่ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนฯ แล้วรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,665 รายการ ซึ่งวัตถุอันตรายที่ผ่านการพิจารณาทั้งหมดนี้ ครอบคลุมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกกลุ่มที่เกษตรกรใช้ 
          ส่วนวัตถุอันตราย 4 ชนิด ได้แก่ คาร์โบฟูราน  ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น และเมโทมิล ที่มีกลุ่มคัดค้าน
 ไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนนั้น ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรยังไม่มีการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนให้กับสารเคมีทั้ง 4 ชนิด  โดยได้สั่งการให้คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนฯ พิจารณาข้อมูลให้รอบคอบทุกด้าน หากมีผู้ประกอบการยื่นขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทั้ง 4 ชนิดดังกล่าว รวมทั้งวัตถุอันตรายชนิดอื่นที่อยู่ในรายการเฝ้าระวังด้วย จากจำนวนวัตถุอันตรายที่ผ่านการขึ้นทะเบียนดังกล่าว จึงมั่นใจว่าเกษตรกรมีวัตถุอันตรายเพียงพอต่อการใช้อย่างแน่นอน 
         ที่สำคัญ "อธิบดีกรมวิชาการเกษตร" ยังระบุถึงตามที่มีผู้กล่าวอ้างว่าการดำเนินการขึ้นทะเบียนของกรมวิชาการเกษตรล่าช้า เป็นสาเหตุที่ทำให้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชปลอมระบาดนั้นจึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อสังคมด้วย นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังไม่เคยได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีการขาดแคลนวัตถุอันตรายจากเกษตรกร ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ได้เข้มงวดตรวจสอบ สุ่มเก็บตัวอย่าง
 ทั้งจากโรงงานผลิต และร้านจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตรอย่างสม่ำเสมอ
        โดยผลการดำเนินงานในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้มีการดำเนินคดีกับผู้ผลิตและจำหน่ายสารเคมีปลอมรวมจำนวนทั้งสิ้น 131 ร้านค้า  รวม  384 คดี โดยการดำเนินการปราบปรามจากนี้ไปจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมากขึ้น โดยเฉพาะโรงงานซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ที่กระจายอยู่ในเขตปริมณฑล และเพื่อให้การดำเนินการปราบปรามเป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็วมากขึ้น ขอความร่วมมือให้ทางสมาคม
 หรือผู้ที่ทราบเบาะแสแหล่งผลิตหรือร้านค้าที่จำหน่ายสารเคมีปลอม  แจ้งเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรเข้าไปดำเนินการตรวจสอบ และดำเนินการตามกฏหมายกับผู้กระทำผิดซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้การปราบปรามสารเคมีปลอมหมดไปจากสังคมโดยเร็ว
          ผมหยิบยกเรื่องราวของสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร มาเขียนถึง เพราะเมื่อช่วง 2 วันที่ผ่านมา (26 ธ.ค.) มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดโครงการ wednesday Meeting Press
          ที่ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่าเป็นการพบปะระหว่าง ดีเอสไอ และ สื่อมวลชน ที่จะจัดขึ้นทุกวันพุธ เวลา 14.00 น. เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานของดีเอสไอ กรณี สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ดีเอสไอ ทลายโกดังสินค้ากำจัดวัชพืชปลอม 3 จุด ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.นครสวรรค์ ยึดของกลางรวม กว่า 30 ล้านบาท ก็ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ
          "พ.ต.ท.ชินโชติ แดงสุระศรี" ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา บอกว่า หลังจากได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่าขณะนี้ได้มีสินค้าเกษตรประเภทสารกำจัดวัชพืช
 ซึ่งใช้แล้วไม่ได้ผล ทำให้เกิดความเสียหาย สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาจึงได้ร่วมกับส่วนคุ้มครองพยานนำโดยพ.ท.นราธิป จุละจาริตต์ ผอ.ส่วนคุ้มครองพยาน ลงพื้นที่สืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงจนสามารถรู้แหล่งผลิต และจุดที่นำสินค้าไปเก็บในหลายพื้นที่ หลังจากนั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้แจ้งไปยังตัวแทนผู้เสียหายบริษัท ลักกี้ ครอป ซายม์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า ประเภทสารกำจัดวัชพืช (ยาฆ่าหญ้า) สารกำจัดแมลง และสารป้องกันและกำจัดโรคพืช รายใหญ่ว่ามีผู้ลักลอบนำสินค้าประเภทดังกล่าว
 ที่ปลอมเครื่องหมายการค้าและมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่าย จึงได้ร่วมกันทำการสืบสวนติดตามกลุ่มผู้กระทำผิดดังกล่าว จนพบว่า "ประภัตร์ สังข์ภิรมย์" ได้ลักลอบผลิตสินค้า ประเภทสารกำจัดวัชพืช (ยาฆ่าหญ้า) สารกำจัดแมลง และสารป้องกันและกำจัดโรคพืชที่ปลอมเครื่องหมายการค้ายี่ห้อ ตราปูระฆัง แอทลาสดาซิม เอมีน-สตาร์ 84 ซิมเมอร์ และยี่ห้อเวอร์มิล เป็นต้น เพื่อขายส่งให้กับร้านจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
         






       "ผบ.สำนักคดีทรัพย์ สินทางปัญญา"  กล่าวอีกว่า สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดชุดสืบสวนลงพื้นที่ และเฝ้าจุดสะกดรอย จนพบว่าผู้กระทำผิดได้ใช้อาคารโรงงาน (ไม่มีเลขที่) ตั้งอยู่หมู่ 8 ต.สามเมือง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นสถานที่ผลิตสินค้าปลอมแปลงดังกล่าว จึงวางแผนการตรวจ
ค้นจับกุม โดยเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.55 เวลประมาณ 13.00 น.ตนเองได้นำกำลังเจ้าหน้าที่สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนคุ้มครองพยาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตัวแทนเจ้าของสินค้า พร้อมด้วย "สังวร เสนะโลหิต" ผู้อำนวยการกลุ่มสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร เข้าตรวจค้นพร้อมกัน 3 จุด
 โดยจุดที่ 1 ได้เข้าตรวจค้นที่อาคารโรงงานไม่มีเลขที่ บริเวณหมู่ที่ 8 ต.สามเมือง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสถานที่ผลิต และเก็บซุกซ่อนสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้า รวมของกลางทั้งสิ้น 2,088 ชิ้น โดยมี "ประภัตย์ สังข์ภิรมย์" เป็นเจ้าของ
         "พ.ต.ท.ชินโชติ " กล่าวต่อว่า ส่วนจุดที่ 2 เข้าตรวค้น บ้านเลขที่ 19/21-1 หมู่ 1 ต.หลักชัย อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสถานที่จำหน่าย และเก็บซุกซ่อนสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้า รวมของกลางทั้งสิ้น 1,176 ชิ้น โดยมี"ประภัตย์ สังข์ภิรมย์" เป็นเจ้าของ 
         ส่วนจุดที่ 3 เป็นอาคารในปั้มน้ำมันไม่มีเลขที่ที่ปิดกิจการแล้ว บริเวณหมู่ที่ 4 ริมถนนสาย 1182 (วัดไทร-นครสวรรค์) ต.วัดไทร อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่จำหน่าย และเก็บซุกซ่อนสินค้าที่ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า รวมของกลางทั้งสิ้น 3,474 ชิ้น โดยมี "เกรียงศักดิ์ พงษ์ดี" เป็นเจ้าของ  เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงควบคุมตัว "นายประภัตย์" และ  "นายเกรียงศักดิ์" พร้อมของกลางที่ยึดได้รวม 6,738 ชิ้น มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ไปดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า "ปลอมและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมาย
 การค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร และผลิตและมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาติ"
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ธีระ รัตนพันธ์" ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร บอกว่า  ตัวแทนบริษัทผู้เสียหายแจ้งว่าสินค้าของกลางที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นอันตรายจากการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรที่เกิดขึ้นกับตัวเกษตรกร และผู้บริโภคสินค้าเกษตร รวมถึงสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร และมีผลต่อสุขภาพของเกษตรกรอีกด้วย....!!!
                                                      นวย  เมืองธน




วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

"ฝายชะลอน้ำ" ชาวบ้านยิ้มป่าชุ่มชื้น

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความสำคัญ ของการอยู่รอดของป่าไม้เป็นอย่างยิ่ง ทรงพระราชดำริเสนออุปกรณ์อันเป็นเครื่องมือที่จะใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ที่ได้ผลดียิ่ง กล่าวคือ ปัญหาที่สำคัญที่เป็นตัวแปรแห่งความอยู่รอดของป่าไม้นั้น
             น้ำ คือสิ่งที่ขาดไม่ได้โดยแท้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริแนะนำให้ใช้ฝายกั้นน้ำ หรือเรียกว่า Check Dam หรืออาจเรียกว่า ฝายชะลอความชุ่มชื้น ก็ได้เช่นกัน Check Dam คือ สิ่งก่อสร้างขวางกั้นทางเดินของลำน้ำ ซึ่งปกติมักจะกั้นห้วยลำธารขนาดเล็กในบริเวณที่เป็นต้นน้ำ หรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ทำให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ และหากช่วงที่น้ำไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลง และกักเก็บตะกอนไม่ให้ไหลลงไปในบริเวณลุ่มน้ำตอนล่าง นับเป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีมากวิธีการหนึ่ง
             "ฝายชะลอน้ำ" หรือ Check Dam คือสิ่งก่อสร้าง ที่ทำขึ้นเพื่อขวางหรือกั้นทางน้ำ โดยปกติมักจะกั้นลำห้วย ลำธารขนาดเล็กในบริเวณที่เป็นต้นน้ำ หรือ พื้นที่ที่มีความลาดชันสูงให้สามารถกักตะกอนอยู่ได้ และหากเป็นช่องที่น้ำไหลแรงก็สามารถช่วยในการชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลงด้วย เพื่อการกักเก็บตะกอนเอาไว้ไม่ให้ไปทับถมลำน้ำตอนล่าง อันเป็นเป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและแหล่งน้ำ นอกจากนี้ ยังนิยมสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ต้นน้ำที่แห้งและเสื่อมโทรม โดยมักจะสร้างในบริเวณร่องน้ำ
          เมื่อฝนตกฝายจะทำการชะลอน้ำไม่ให้ไหลเร็วจนเกินไป ทำให้ในบริเวณดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ ดินเกิดการอุ้มน้ำ ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น พื้นที่มีความชุ่มชื้น อันจะส่งผลดีต่อบริเวณโดยรอบซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เกี่ยวกับการพัฒนาและฟื้นฟูป่าไม้ ด้วยการใช้ทรัพยากรที่เอื้ออำนวย เกิดการสัมพันธ์ซึ่งกันและกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด  
     ประโยชน์จาก Check Dam อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คือ ช่วยลดการพัลทะลายของดินและลดความรุนแรงของกระแสน้ำในลำห้วย ทำให้ระยะเวลาการไหลของน้ำเพิ่มมากขึ้น ความชุ่มชื้นมีมากขึ้น และแผ่ขยายกระจายความชุ่มชื้นออกไปเป็นวงกว้างในพื้นที่ทั้งสองฝั่งของลำห้วย ช่วยกักเก็บตะกอนที่ไหลลงมากับน้ำในลำห้วยได้ดี เป็นการช่วยยืดอายุแหล่งน้ำตอนล่างให้ตื้นเขินช้าลง คุณภาพของน้ำมีตะกอนปะปนน้อยลง เพิ่มความหลาดหลายทางชีวภาพให้แก่พื้นที่ จากการที่ความชุ่มชื้นเพิ่มมากขึ้น ความหนาแน่นของพันธุ์พืชก็ย่อมจะมีมากขึ้น ที่สำคัญการที่สามารถ
กักเก็บน้ำไว่ได้บางส่วนนี้ ทำให้กิดเป็นที่อยู่อาศัย
 ของสัตว์น้ำ และใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการบริโภคของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ตลอดจนนำไปใช้ในการเกษตรได้อีกด้วย Check Dam จึงนับเป็นพระราชดำริที่เป็นทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้ที่ยังประโยชน์สุขแก่มนุษยชาติทั้งมวล
        ผมหยิบยกเรื่อง "ฝายชะลอน้ำ" มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับกรมป่าไม้ ที่นำคณะสื่อมวลชนสัญจร ลงพื้นที่ติดตาม ผลการดำเนินงานตามโครงการฟื้นฟู การอนุรักษ์ป่าและดิน การทำฝายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเปือย บริเวณห้วยรวงทิพย์ บ้านน้ำพุง ต.โป่ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย และชมแปลงเพาะกล้าไม้
และแปลงเพาะชำหญ้าแฝก ที่สวนป่าดงน้อยอ.วังสะพุง จ.เลย
         "นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์" อธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า ช่วงปี 2550 บริเวณห้วยรวงทิพย์ ซึ่งเป็นต้นน้ำสาขาของลำน้ำพุง และไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก เคยเกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลากทำให้ชาวบ้านเสียชีวิต 3 ราย ซึ่งชาวบ้านได้ร้องขอให้กรมป่าไม้ ช่วยสร้างฝายถาวร เพื่อเป็นการชะลอน้ำ เพื่อช่วยป้องกันฏณธน้ำป่าไหลหลาก ที่สร้างความสูญเสียอันตรายกับชาวบ้าน อีกทั้งในยามแล้ง ยังสามารถชะลอน้ำไว้ใช้ในการเกษตรได้อีกด้วย ปัญหาไฟป่าก็จะลดน้อยลง สำหรับพื้นที่บ้านน้ำพุง มีการก่อสร้างฝายถาวร  และฝายกึ่งถาวร พบว่ามีชำรุดไม่มากนัก สาเหตุจากน้ำป่าช่วงที่ผ่านมามีปริมาณมากและกระแสน้ำรุนแรง
         "อธิบดีกรมป่าไม้" กล่าวอีกว่า ส่วนการได้งบประมาณ
          จากคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอ.) ที่มาสร้างฝายชะลอน้ำ ขณะนี้หากดำเนินการสร้างทั้งประเทศยังถือว่างบประมาณยังไม่เพียงพอ โดยขณะนี้พิจารณาก่อสร้างฝายเป็นลุ่มน้ำไป คือต้องถาวชาวบ้านในพื้นที่ด้วยว่า เหมาะสมจะสร้างฝายกี่จุด ซึ่งหลังจากการสร้างฝายชะลอน้ำแล้ว 4-5 ปีเราจะมองเห็นภาพความชุ่มชื้น ไม่ใช่พอถึงเวลาหน้าแล้งแล้วเห็นแต่หิน ไม่มีน้ำสักหยดนึง ซึ่งตนคิดว่าในอนาคตจะเกิดความชุ่มชื้น และทำให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น และสามารถนำน้ำไปใช้ในการอุปโภค และบริโภคได้
            "นายบุญชอบ" กล่าวถึงกรณีที่มีการสร้างฝายชะลอน้ำ แล้วเกิดชำรุดหรือพังว่า เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วเป็นโครงการเร่งด่วน เราเริ่มดำเนินการในช่วงหน้าฝน ทำให้การดำเนินการก่อสร้างฝายเกิดปัญหา พอสร้างเสร็จก็เจอปัญหาหาน้ำหลาก เจอฝนที่รุนแรง ก็มีบางส่วนที่เสียหายไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่เนื่องจากการสร้างฝายทั้งหมดของโครงการ มีผู้รับจ้างทำซึ่งอยู่ในระยะประกันความเสียหาย 2 ปี ซึ่งฝายบางจุดไม่ได้พัง แต่เราก็มีมาเสริมบางจุดให้แข็งแรงแน่นหนามากยิ่งขึ้น และยืนยันว่าในระยะ 2 ปีไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ

สำหรับการใช้ฝายให้เกิดประโยชน์ต่อไป
          "ส่วนเรื่องสเปกยืนยันว่าเราไม่ได้คิดเองเขียนเอง ซึ่งกรมอุทยานฯเป็นผู้ออกแบบ เมื่อเราเอามาใช้เราก็สอบถามไปที่กรมบัญชีกลาง กรมบัญชีกลางก็เอาวิศกรมาตรวจสอบทุกอย่าง
ขณะเดียวกันในการก่อสร้าง กรมป่าไม้ก็ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาตั้งแต่การประกวดราคา จนถึงการตรวจรับงาน ซึ่งในการตรวจรับทุกจุดยืนยันว่า เราขอให้ช่างโยธาของท้องถิ่น หรืออบต.เข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบด้วย ทั้งนี้ ในส่วนสเปก กว้าง ยาว หนา
 ยืนยันทุกที่เป็นไปตามสเปกหมด เพียงแต่สภาพพื้นที่ในแต่ละแห่ง ภูมิประเทศอาจไม่เหมือนกัน มีทั้งกว้าง แคบ แตกต่างกันไป สเปกที่สร้างอาจเป็นไปตามธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ ยืนยันทุกจุดไม่มีการสร้างต่ำกว่าสเปก"นายบุญชอบ กล่าว
          นายชนาธิป กุลดิลก ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการปลูกป่า กล่าวว่า ในท้องจ.เลยได้ดำเนินการก่อสร้างฝายถาวร จำนวน 57 แห่ง พบว่ามีฝายที่ชำรุดและดำเนินการซ่อมเสร็จเรียบร้อย จำนวน 17 แห่ง และก่อสร้างฝายถาวร จำนวน 57 แห่ง พบว่ามีฝายชำรุดและดำเนินการซ่อมเสร็จเรียบร้อย
 จำนวน 17 แห่ง และก่อสร้างฝายกึ่งถาวร จำนวน 296 แห่ง มีเพียง 11 แห่ง ที่พบว่ามีการชำรุด ซึ่งได้จัดการซ่อมแซมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการเพาะกล้าไม้ จำนวน 1.68 ล้านกล้า และเพาะชำหญ้าแฝก จำนวน 1.75 ล้านกล้า    
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับชาวบ้านน้ำพุง โดย "นายฉลาด ศรีคำภา" ผู้ใหญ่บ้านม.3  บ้านน้ำพุง ต.โป่ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย  บ่อกว่า หมู่บ้านของตนนั้นมีประชากรอาศัยอยู่ทั้งหมด 180 ครัวเรือน ฝายชะลอน้ำที่กรมป่าไม้มาสร้างให้กับชาวบ้านน้ำพุง
              ถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก เพราะช่วยชะลอน้ำ กักน้ำ เวลาหน้าฝนน้ำไหลหลากแรงมาก ทำให้กระแสน้ำไม่ไปถึงหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ส่วนในช่วงฤดูแล้งชาวบ้านก็จะนำน้ำจากฝายชะลอน้ำไปทำการเกษตร ถือว่าฝายชะลอน้ำที่กรมป่าไม้สร้างให้กับชาวบ้านที่นี่มีประโยชน์อย่างมาก ...!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

จิตอาสาสร้างศิลปะ กำแพงเขาดินวนา

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-งานจิตรกรรมฝาผนังแรกที่สุดสร้างเมื่อ 1500 ก่อนคริสต์ศักราชที่พบที่เกาะครีต ใน ประเทศกรีซ ชิ้นที่สำคัญที่สุดเรียกว่า "The Toreador"  เป็นเรื่องราวของพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่คนกระโดดข้ามหลังวัว
            ส่วนงานชิ้นอื่นๆที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ก็พบบริเวณเมดิเตอร์เรเนียน ที่ประเทศอียิปต์ และโมร็อกโก ที่สำคัญงานจิตรกรรมฝาผนังที่พบมากในอียิปต์ ส่วนใหญ่พบในสุสาน หรือที่ฝังศพ ใช้วิธีวาดบนปูนแห้ง แต่ที่มาของจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ยังเป็นที่สันนิษฐานกันอยู่ ขณะที่นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าจิตรกรจากครีตอาจจะถูกส่งไปวาดตามที่ต่างๆ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนทางการค้าหรืออาจจะเป็นการส่งเสริมความสำคัญของศิลปะลักษณะนี้ซึ่งถือว่าเป็นศิลปะสำคัญของสมัยนั้นก็ได้
         
         นอกจากนั้น จิตรกรรมฝาผนังยังเห็นได้จากสถาปัตยกรรมกรีก (Ancient Greece architecture) แต่ที่ยังเหลืออยู่ทุกวันนี้เกือบหาไม่ได้ ที่มีก็พบทางตอนใต้ของอิตาลีที่เพสตุม (Paestum) ที่มันยาเกรเซีย (Magna Graecia) ซึ่งเป็นอาณานิคมกรีก จิตรกรรมที่พบเมื่อปี ค.ศ. 1968 ก็อยู่ภายในที่ฝังศพวาดมาตั้งแต่ 470 ปีก่อนคริสต์ศักราชที่เรียกว่า "ที่ฝังศพของนักดำน้ำ" (Tomb of the Diver) ฉากที่วาดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากเพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้น อีกภาพหนึ่งแสดงให้เห็นคนกลุ่มหนึ่ง
 นอนเอนอย่างพบประสังสรรค์กัน อีกภาพหนึ่งเป็นภาพชายหนุ่มกระโดดลงไปในทะเล
        สำหรับจิตรกรรมฝาผนังไทย เริ่มเขียนขึ้นราวปลายศตวรรษที่ 18 มีลักษณะอิทธิพลศิลปะอินเดียและเขมร เริ่มปรากฏความเป็นไทยที่เป็นแบบเฉพาะของตนเองในสมัยสุโขทัยราวกลางพุทธศตวรรษที่ 19 และปรากฏอย่างชัดเจนในสมัยอยุธยากลางพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา เป็นจิตรกรรมไทยประเพณีที่มีรูปแบบและวิวัฒนาการทางศิลปะที่สืบทอดแบบแผนกันมา แต่มีลักษณะเฉพาะของยุคสมัย แบ่งได้เป็นศิลปแบบสุโขทัย
 อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ จนถึงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 25 เทคนิคและรูปแบบในการเขียนเริ่มเปลี่ยนไปเนื่องจากได้รับอิทธิพลศิลปะแบบตะวันตก สถานที่ตั้งจิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ตามวัดในจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย
         หากเราเดินทางมาที่ "สวนสัตว์ดุสิต" หรือเขาดินวนา ถนนพระราม5 แขวงจิตลดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ สวนสัตว์ใจกลางเมืองที่สมบูรณ์แบบ มีอาณาบริเวณพื้นที่โดยรอบประมาณ 118 ไร่ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนที่สำคัญแห่งหนึ่ง
ของประเทศไทย ที่สำคัญกำแพงรอบสวนสัตว์ดุสิต จะเห็นรูปภาพวาดภาพกำแพงสวนสัตว์ดุสิตหลากสีสันตระการตาไปหมด ผมหยิบยกเรื่อง "จิตรกรรมฝาผนัง" มาเขียนถึงก็ด้วยเหตุที่ว่ามีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงาน
โครงการวาดภาพบนกำแพง "สรรค์ศิลป์ สาราสัตว์ สวนสัตว์ดุสิต" 
 ฉลองการก้าวสู่ 75 ปีสวนสัตว์ไทย ด้วยกิจกรรมปรับปรุงภูมิทัศน์ วาดภาพกำแพงสวนสัตว์ดุสิต ภายใต้แนวคิด "สวนสัตว์ไทย"  โดยบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้การสนับสนุนหลักด้านผลิตภัณฑ์สี  นำทีมพนักงานจิตอาสา ผู้บริหาร พร้อมด้วยศิลปินนักแสดง และขอความร่วมมือนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ร่วมลงพื้นที่วาดภาพทาสีกันอย่างคับคั่ง และมี "ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส) เป็นประธานเปิดงานเมื่อเร็วๆนี้ 
         "สัญชัย จุลมนต์"  ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ บอกว่า
องค์การสวนสัตว์  มีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศทุกเพศทุกวัย  สนใจมาเที่ยวชมสวนสัตว์ในภาพลักษณ์ที่เป็นสากลให้มากขึ้นและเพื่อเป็นการปลูกฝังทัศนคติให้เยาวชนและประชาชนตระหนักถึงการอนุรักษ์สัตว์ป่า จึงได้จัดโครงการวาดภาพบนกำแพง ซึ่งจะเริ่มที่สวนสัตว์ดุสิต กรุงเทพมหานครใช้ชื่องานว่า "สรรค์ศิลป์ สาราสัตว์ สวนสัตว์ดุสิต" ซึ่งเป็นการสร้างส่วนร่วมทางสังคมภาครัฐ ภาคเอกชน
 และประชาชน ในการนำศิลปะการวาดภาพ สัตว์ป่า เชิงสร้างสรรค์ เพื่อตกแต่งกำแพงด้านประตูอู่ทองของสวนสัตว์ดุสิตให้มีความสวยงามโดดเด่น เพื่อประชาสัมพันธ์สัตว์ต่างๆ ภายในสวนสัตว์ดุสิตให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจให้กับผู้พบเห็น
        "ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์" กล่าวอีกว่า สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ขอขอบคุณบริษัท (TOA) ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์สีทากำแพงที่มีคุณภาพและได้รับมาตรฐาน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมเป็นอย่างดีเพื่อร่วมฉลอง 75 ปีสวนสัตว์ไทย
 ในการคืนความสวยงามให้แก่กำแพงของสวนสัตว์ฯ ที่ปัจจุบันดูเก่าและโทรมลงตามกาลเวลาให้กลับมาสวยงามและมีชีวิตชีวามากขึ้น สร้างเสริมภาพลักษณ์สวนสัตว์ระดับประเทศและนานาชาติให้ดูดียิ่งขึ้น เพื่อจะได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติได้เข้ามาเยี่ยมชมต่อไป
      "วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ"  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุน
 โครงการ "สรรค์ศิลป์ สาราสัตว์ สวนสัตว์ดุสิต" เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ ด้วยการวาดภาพบนกำแพงสวนสัตว์ดุสิตด้วยสีสันที่สดใส ซึ่งจัดอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 เพื่อเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่ 75 ปี สวนสัตว์ไทย ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดี ที่ทีโอเอจะได้นำนวัตกรรมสีที่มีความสวยงาม คงทน ทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานเชิงอนุรักษ์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมวาดภาพทาสีบริเวณรั้วสวนสัตว์ด้านฝั่งตรงข้ามอาคารรัฐสภา จำนวน 50 ช่อง 
 เพื่อคืนความสดใสและชีวิตชีวาให้กับสวนสัตว์ดุสิต สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวกรุงเทพฯ และยังเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย โดยผลิตภัณฑ์สีที่ใช้ในการวาดภาพครั้งนี้ จะมีสีทีโอเอ ซุปเปอร์ชิลด์ซึ่งเป็นสีเกรดพรีเมี่ยม และมีคุณภาพดีที่สุดในตลาด เพื่อให้ได้คุณภาพสวยงาม ทนทาน ยาวนานบนกำแพง นอกจากนี้ ยังรู้สึกยินดีที่เหล่าศิลปินดาราและนักศึกษา จิตอาสา รวมถึงทีโอเอได้นำพนักงานจิตอาสาจำนวน 100 คน พร้อมด้วยผู้บริหาร
 ร่วมกันเนรมิตกำแพงสวนสัตว์
ให้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์นานาชนิด เพื่อให้ผู้คนที่มาเยี่ยมชม ได้เห็นถึงความสวยงามอีกด้วย 
         "ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ บอกว่า โครงการ "สรรค์ศิลป์ สาราสัตว์ สวนสัตว์ดุสิต" เป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมในสังคมของภาครัฐและเอกชนในการสร้างศิลปะบนกำแพงสวนสัตว์ดุสิตแห่งนี้ และถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่เราจะร่วมวาดภาพสัตว์ ให้เป็นผลงานศิลปะบนกำแพงที่สวนสัตว์ดุสิต เพื่อสร้างภาพลักษณ์และจุดสนใจให้สวนสัตว์กลางกรุงแห่งนี้ให้เด่นชัด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเตรียมความพร้อม
 ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียนอีกด้วย โครงการวาดภาพบนกำแพงฯ ซึ่งองค์การสวนสัตว์ ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการพัฒนามาตรฐานสวนสัตว์ของไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ประชาชน เข้ามาใช้บริการและใช้เป็นแหล่งเรียนรู้
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" โครงการ "สรรค์ศิลป์ สาราสัตว์ สวนสัตว์ดุสิต" นอกจากดาราศิลปินสาว อย่าง "น้ำผึ้ง ณัฐริกา" ดาราสาวมากด้วยความสามารถด้านการแสดง จะมาร่วมวาดภาพบนกำแพงแล้ว ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ "อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร" ดารานักแสดงชายมากด้วยฝีมือที่มาร่วมงานในวันนี้ โดย"อัษฎาวุธ"  บอกว่า สวนสัตว์ดุสิตเป็นวัติศาสตร์ในชีวิตคนหลายๆคน เชื่อว่าทุกคนน่าจะมีโอกาสมาที่นี่ไม่ว่าจะเป็นตอนเด็ก หรือตอนโต ถือเป็นความผูกพันธ์ เวลามีลูกเราก็อยากจะพาลูกมาเที่ยว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เหมือนเพื่อนสนิท เหมือนญาติคนหนึ่ง อยากเป็นส่วนหนึ่งโดยใช้ความสามารถที่เรามีมาช่วยกันทำงานตรงนี้ และรู้สึกดีใจที่เราเป็นส่วนหนึ่งในการรูปวาดบนกำแพงของสวนสัตว์ดุสิต เพื่อให้ผู้คนผ่านไปผ่านมาได้ชมงานศิลปะของเรา...!!!
                                                           นวย เมืองธน