วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ตลาดสองแผ่นดิน วิถีชายแดนไทย-เขมร

              "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"จันทบุรี" ถือเป็นเมืองเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจากหลักฐานเชื่อว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นโดยชนชาติ "ชอง" บางตำนานก็ว่าสร้างโดยชนชาติ "ขอม" หัวเมืองเดิมตามศิลาจารึก "หัวเมืองเดิม" นั้นเรียกว่า "ควนคราบุรี" ชาวพื้นเมืองเรียกว่า "เมืองกาไว" ตามชื่อผู้ปกครอง "เมืองจันทบุรี" เดิมตั้งอยู่บริเวณหน้าเขาสระบาป มีชนพื้นเมืองเดิมอาศัยอยู่เรียกว่า "ชาวชอง" มีภาษาพูดเป็นภาษาของตนเอง และเป็นภาษาซึ่งแตกต่างจากภาษาไทยและเขมร
       ในตำนาน "พระเจ้าพรหมทัต" (พ.ศ. 1349-1399) ถือเป็นเจ้าผู้ครองเมืองที่ยิ่งใหญ่ ต่อมาปี พ.ศ. 1800 ได้มีการย้ายถิ่นฐานมาสร้างเมืองใหม่ ที่บ้านหัววัง ตำบลพุงทลาย ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำจันทบุรีในปัจจุบันและปี พ.ศ. 2200 ได้ย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่บ้านลุ่ม อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ
จันทบุรี 
    โดยในปี พ.ศ. 2310 หลังจากกรุงศรีอยุธยา เสียกรุงให้แก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ได้เข้ายึดเมืองจันทบุรี เพื่อใช้เป็นแหล่งสะสมเสบียงอาหารและรวบรวมกำลังพล ในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา คืนจากพม่า ในคราวนั้น "เจ้าขรัวหลาน" เจ้าเมืองจันทบุรี ชึ่งราษฎรเลือกขึ้นเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา โดยหวังว่า "พระยาจันทบูรณ์" จะช่วยปกป้องรักษาเมืองจันทบุรีให้อยู่รอดสืบต่อไป และได้ต่อต้านกองทัพของ "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"  โดยได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เมืองจันทบุรีอยู่รอดเป็นอิสระ รักษาแผ่นดินไว้ให้ชนชาติบูรพา
 แต่สุดท้ายก็ต้องปราชัยพ่ายแพ้แก่กองทัพของ "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช " โดยพระองค์ทรงใช้พญาช้างศึกบุกชนกำแพงเมืองจนสามารถเข้าตีเมืองเอาไว้ได้ สำเร็จ "เจ้าเมืองจันทบุรี" ได้หลบภัยไปอาณาจักรกัมพูชาจนถึงแก่อสัญกรรม "เมืองจันทบุรี" จึงตกเป็นของสยามนับแต่นั้นเป็นต้นมา
          ขณะที่ข้อพิพาทเรื่องดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ในปี พ.ศ. 2436 โดยฝรั่งเศสได้เข้ายึดเมืองจันทบุรีไว้นานถึง 11 ปี และกล่าวหาว่าไทยล่วงล้ำดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศส ส่วนไทยได้อ้างว่าดินแดนดังกล่าวเป็นของไทย ฝ่ายไทยเห็นว่าจะต่อสู้ทางทหารฝรั่งเศสไม่ได้จึงขอเปิดการเจรจา ทางฝรั่งเศสยื่นคำขาด โดยฝ่ายไทยต้องยอมยกดินแดนที่เป็นข้อพิพาท รวมทั้งเกาะทั้งหมดในลำน้ำโขง พร้อมเงินอีกหนึ่งล้านฟรังก์ จนกว่าจะดำเนินการเสร็จ ฝรังเศสจะยึดเมืองจันทบุรีไว้ก่อน แต่เมื่อทางไทยดำเนินการเสร็จ ฝรั่งเศสไม่ได้ถอนกำลังออก ฝ่ายไทยจึงต้องยอมยกเมืองตราด และเมืองประจันตคีรีเขตร์ หรือเกาะกง ในปัจจุบัน เพื่อแลกกับเมืองจันทบุรี และอีกหนึ่งปีถัดมา ไทยยอมยกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ เพื่อแลกเมือง
ตราดคืนมา แต่ฝรั่งเศสไม่ได้คืนเมืองประจันตคีรีเขตร์แต่อย่างใด
       ปัจจุบันเมืองประจันตคีรีเขตร์ จึงอยู่ในการปกครองของกัมพูชา ต่อมามีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล จัดตั้งมณฑลจันทบุรี โดยมีเมืองจันทบุรี ระยอง และตราด อยู่ในเขตการปกครองจนถึงปี พ.ศ. 2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย จึงยกเลิกมณฑลเทศาภิบาลและได้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โดยแบ่งออกเป็นจังหวัดและอำเภอ ดังนั้นเมืองจันทบุรีจึงมีฐานะเป็นจังหวัดจนถึงปัจจุบัน
           สำหรับ "เมืองจันทร์" นอกจากจะมี "เส้นจันท์ผัดปู" ซึ่งถือเป็นอาหารพื้นบ้านของอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 
แล้ว ว่ากันว่าหากมา "เมืองจันทร์" แล้วไม่ลองลิ้มชิมรสก็ดูเหมือนจะขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง แต่คงยังไม่ถึงขั้นถ้าไม่ได้กิน แล้วมาไม่ถึง "จันทบุรี" น่ะ
      "จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม" หรือ "ตลาดชายแดนไทย-กัมพูชา" และ
 ตลาดบ้านแหลม ตั้งอยู่ที่บ้านแหลม หมู่ 4 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ห่างจากที่ว่าการอำเภอโป่งน้ำร้อน 46 กิโลเมตร เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงที่มาเยือน "เมืองจันทร์"
          "จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม" ตรงบริเวณประตูผ่านด่านของ "จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม" นอกจากจะมีศูนย์อำนวยการที่คอยตรวจตราการเข้าออกของประชาชนทั้งฝั่งไทย และกัมพูชา เมื่อยืนมองจากฝั่งไทย จะเห็นพระตะบอง ประเทศกัมพูชา ดูจากสภาพภูมิประเทศ บ้านเราเจริญกว่ามากครับ
           "ตลาดบ้านแหลม"  หรือ "ตลาดสองแผ่นดิน" นอกจากจะเป็นตลาดการค้าชายแดนขนาดใหญ่อีกแห่งของภาคตะวันออกแล้ว การเดินจับจ่ายสินค้าที่ตลาดแห่งนี้ ยังได้สัมผัสกลิ่นไอวีถีชีวิต และวัฒนธรรมของไทย-กัมพูชาอย่างชัดเจน เพราะถ้าไม่มีจุดผ่านแดนฯกั้นอยู่ คนไทยและกัมพูชาก็ดูเหมือนจะแยกกันไม่ออก และอาจเป็นด้วยวัฒนธรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าของประชาชนชายแดนของทั้งสองประเทศนี้เอง จึงทำประชาชนของทั้งสองประเทศชขายแดนแถบนี้ เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกันมากยิ่งขึ้น
          ส่วนบรรยากาศของ  ถือเป็นตลาดที่มีการค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคตามแนวชายแดน มีการส่งเสริมอาชีพประชาชนในการทำเฟอร์นิเจอร์จากไม้ เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปและนักท่องเที่ยว จะมีพ่อค้า แม่ค้า ทั้งชาวไทยและกัมพูชา ต่างนำสินค้ามาขายกันอย่างมหลากหลายชนิด ที่สำคัญคือราคาถูก ส่วนภายในตัวตลาด ก็มีสินค้า อุปโภค บริโภค มากมาย ทั้งสินค้าแปรรูปต่างๆ ผัก ผลไม้ พืชผักสวนครัวแทบทุกชนิด อาหารคาวหวาน ครื่องประดับ ของใช้ในครัวเรือน และอื่นๆอีกมากม
และที่ผมสนใจก็คงจะเป็นพวก ปลาสด มีทั้งปลาน้ำจืด และปลาทะเล แถมราคาไม่แพงครับ
       นอกจากนี้  เรายังสามารถเดินทางเข้าไปซื้อสินค้าบริเวณชายแดน ของสองประเทศได้โดยสะดวก การข้ามแดนอนุญาตเฉพาะผู้ที่อยู่ในจังหวัดจันทบุรีเท่านั้น ระหว่างเวลา 07.00-20.00 น. ตลาดนี้ห่างจากเมืองพระตะบอง 96 กิโลเมตร การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด แต่จะอยู่เลยไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร
          หลังจากที่มาเดินทอดน่องกันที่ "ตลาดบ้านแหลม"  หรือ "ตลาดสองแผ่นดิน" แล้ว อีกสถานที่หนึ่งอยากแนะนำให้มาสักการะกัน สำหรับ "ศาลเจ้าแม่เขาเกลือ" ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางจากอำเภอมะขาม กับอำเภอโป่งน้ำร้อน  จังหวัดจันทบุรี

   ซึ่งจากคำบอกเล่า ที่เล่าต่อกันมา ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2506  ถนนเหมือนทางเกวียน  สภาพเต็มไปด้วยป่าเขาดงดิบ  สัตว์ร้ายชุกชุม  ผู้คนที่เดินทางในฤดูฝนส่วนมากมักใช้ม้า หรือไม่ก็เดินเท้า เพราะหนทางมีแต่หล่มโคลน แสงแดดส่องแทบไม่ถึงพื้นดิน  "ศาลเจ้าแม่เขาเกลือ" แห่งนี้ ถือเป็นจุดที่ชาวบ้านและผู้สัญจรจะหยุดพัก หลังจากเดินทางขึ้นเขาสูงชัน  ชาวบ้านและคนเดินทางมักจะเข้าไปกราบไหว้ขอพรเจ้าแม่  ขอให้เดินทางโดยปลอดภัยทุกคน  
           ส่วน "บ้านภูธาร"  ตั้งอยู่ถนนริมเขื่อนคลองพระพุทธ ตำบลพังงอน อำเภอโป่งน้ำร้อน
 จังหวัดจันทบุรี  ถือเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมมีโอกาสแวะมาจิ๊บอะไรชิวๆ ปล่อยอารมย์เพลินๆ มีอาหาร หลากหลายเมนูไว้คอยบริการสำหรับผู้มาเยือน บรรยากาศดีมากๆครับ วันนี้ลาไปก่อนก็แล้วกัน...!!!
                                                      นวย  เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น