วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค

        "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ากเอ่ยถึง "การท่องเที่ยวเชิงเกษตร" ความหมายก็คงคือ การท่องเที่ยวที่นำเอาวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี การประกอบอาชีพของเกษตรกร ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาผสมผสาน ด้วยระบบการบริหารการจัดการทรัพยากร ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชน อันก่อให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้ของเกษตรกร นำไปสู่การถ่ายทอดภูมิปัญญา และเทคโนโลยีการเกษตร แก่นักท่องเที่ยวและผู้สนใจทั่วไป แต่ที่สำคัญ "การท่องเที่ยวเชิงเกษตร"  ก็คือการเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ชุมชนเกษตรกรรม สวนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยง และอื่นๆ อีกมากมาย
      แต่หากเอ่ยถึง "คาวบอย" (cowboy) ก็คือ คนที่มีอาชีพเกี่ยวกับปศุสัตว์ เลี้ยงวัว ม้า ในฟาร์มปศุสัตว์ ในทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับคำจำกัดความของอาชีพ"คาวบอย" บ้างก็เจาะจงที่เลี้ยงม้า เพิ่มเติมมา คือการทำงานในฟาร์มปศุสัตว์ การต้อนสัตว์ "คาวบอย" บางคนก็
ทำแค่ต้อนสัตว์ ส่วนคนที่มีอาชีพนี้ ที่เป็นเพศหญิงจะเรียกว่า "คาวเกิร์ล" (cowgirl) ส่วน "คาว..." ที่นอกเหนือจากสองเพศนี้ ก็ยังไม่ปรากฎว่าจะเรียกว่า "คาว..." อะไรดี แต่ก็ช่างเถอะครับ...?
        เอาเป็นว่า ผมหยิบยกเรื่อง "การท่องเที่ยวเชิงเกษตร" และ "คาวบอย" มากล่าวถึง เพราะอยากจะบอกว่า ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ตั้งอยู่ที่ถนนมิตรภาพ ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ที่สำคัญจังหวัดสระบุรี แห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นเมือง "คาวบอย"
เพราะผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ อย่างโคนม โคเนื้อ กันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่อำเภอมวกเหล็ก ด้วยเหตุนี้ การได้มาเยือนไร่ ชมฟาร์มต่างๆจึงเสมือนหนึ่ง ได้สัมผัสกลิ่นไอของ "คาวบอยเมืองไทย" ไปในตัวเสียด้วยซ้ำ  ด้วยมนต์เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ลูกทุ่งๆ เหมือนใน
 หนังไทยยอดฮิตหลายเรื่อง อย่าง "ตะวันเดือด" ละครหลังข่าวทางช่อง 3 ที่เพิ่งลาจอโทรทัศน์ไปเมื่อไม่นาน ในฉากส่วนหนึ่งก็มาถ่ายทำที่ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" แห่งนี้
         "ม.ร.ว.อัจฉราพันธุ์ จักรพันธุ์" หัวหน้าสำนักท่องเที่ยวเชิงเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) บอกว่า "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" อยู่บนเนื้อที่ 2,700 ไร่ สถานที่แห่งนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ และจุดเริ่มต้นการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย โดยเมื่อปี พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประพาสประเทศ
เดนมาร์ค ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์ค เป็นอย่างมาก ต่อมารัฐบาลเดนมาร์ค และสมาคมเกษตรกรโคนมเดนมาร์ค ได้ร่วมใจกันน้อมเเกล้าถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยร่วมมือกับรัฐบาลไทยจัดตั้งฟาร์มโคนม และศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทยเดนมาร์คขึ้น ที่
อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระเจ้าเฟรดเดอริค พระมหากษัตริย์องค์ที่ 9 ของประเทศเดนมาร์ค ได้เสด็จเปิดฟาร์มโคนม เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ต่อมาได้โอนกิจการทั้งหมดให้รัฐบาลไทย และให้จัดเป็นองค์การส่งเสริม
 กิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมและรับซื้อนมดิบจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นม
           ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร นั้น "ม.ร.ว.อัจฉราพันธุ์" กล่าวว่า อ.ส.ค. เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์ค ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นมา เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และจุดเรียนรู้ด้านโคนมอย่างครบวงจร สำหรับประชาชนที่สนใจทั่วไป กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสในการเยี่ยมชมฟาร์มแห่งนี้ ได้แก่ การนั่งรถพ่วงชมทุ่งหญ้ากับฝูงโคนม ชมวีดีทัศน์ประวัติ อ.ส.ค. ชมการสาธิตรีดนม ทดลองรีดนม ชมพิพิธภัณฑ์สองกษัตริย์ไทย-เดนมาร์ค ป้อนนมให้ลูกโค บรรยายการเลี้ยงโคครบวงจร การทำอาหารหมักสำหรับโค การแสดงวิถีชีวิตคาวบอย เช่น การบ่วงบาศโค การ
 บังคับโค ชมแปลงสาธิตหญ้าอาหารโคกว่า 35 ชนิด และชมกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คในทุกขั้นตอน สำหรับอัตราค่าเข้าชม เด็ก 50 บาท ผู้ใหญ่ 100 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติในช่วงประมาณเดือนมกราคม ของทุกปี หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaidenskmilk.com
         "นายนพดล ตันวิเชียร" รองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) รักษาการผอ.อ.ส.ค. บอกว่า ขณะนี้ทาง อ.ส.ค. มีแผนที่จะพัฒนา "ฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์ค" ให้เป็น"เมืองคาวบอย" มีการสร้างเป็นบ้านพัก และกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแผนงานขณะนี้ได้เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยการดำเนินการอยู่ในขั้นตอนการสรรหาผู้ที่จะมาร่วมลงทุน ซึ่งโครงการนี้จะใช้เงินจำนวนมาก เราต้องการเนรมิตรให้ที่นี่เป็น "เมืองคาวบอย" และเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของจังหวัดสระบุรี  หลังจากนี้ไม่เกิน 3 ปีคาดว่าจะเสร็จเรียบร้อย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอต่อฝ่ายนโยบาย และหาผู้มาร่วมทุนที่จะมาพัฒนาร่วมกับทางเรา
        "นายนพดล"  กล่าวว่า นอกจาก มีกิจกรรมที่พัฒนาจากการเลี้ยงโคนม โดยปกติแล้ว  ก็พยายามจะหาเรื่องผจญภัยเสริมเข้ามาในด้านการท่องเที่ยวภายในฟาร์มฯ  อาทิ การปีนเขา ดูนก ดูดาว ที่มีอยู่แล้วตอนนี้ก็เป็น การขับรถเอทีวี หรือรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ชื่นชมธรรมชาติภายในฟร์ามฯ จักรยาน ขี่ม้า โชว์บ่วง
บาศโค และก็จะมีการจัดกิจกรรมเสริมบริเวณด้านหน้าของอาคารที่ทำการ อาจมีการละเล่นของแปลกๆมาให้ดู อาจจะเป็นทุกวันเสาร์ และอาทิตย์  ซึ่งตอนนี้ก็มีคนมาติดต่อเพื่อทำตลาดคนเดิน เพื่อสร้างสีสันให้กับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งกำลังดูโปรเจคอยู่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเนรมิตร "เมืองคาวบอย"
ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น จะมีการลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้เกิดกับชุมชนในย่านนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดือนละประมาณ 1,500 คน อนาคตเชื่อว่าคงจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในแต่ละเดือนนับหมื่นคน
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้นั่งรถราง "ท่องเที่ยวเชิงเกษตร"  ชมทัศนียภาพอันสวยงามภายใน "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" แห่งนี้ ช่างถือเป็นช่วงที่ปลดปล่อยอารมย์ ทิ้งไว้ที่กรุงเทพฯ เสียจริงๆ แถมยังมี "นางสมคิด มุ่งจอมปรางค์ มัคคุเทศก์ของอ.ส.ค.มาคอยให้ความรู้ ตามจุดต่างๆที่พาชม ตลอดระยะการท่องเที่ยวภายในฟาร์มฯแห่งนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับผม และใครอีกหลายคนในทิปนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นการได้รีดนมวัว ของจริงตัวเป็นๆ บอกไม่ถูกว่าอาการขณะนั้น มันตื่นเต้นขนาดไหน...!!!
                                                        นวย  เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น