วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ลัลล้า..ไร่นาสวนผสมกินก๋วยเตี๋ยวผักหวานป่า

          ตะลอนตามอำเภอใจ-ช่งนี้พิษจากภัยน้ำท่วม นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนแล้ว  ยังพบว่าผักบางชนิดขาดตลาด ราคาผักสดหลายชนิด มีการปรับราคาสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นจากเส้นทางที่ถูกน้ำท่วม
และพื้นที่ทางการเกษตรส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สำหรับการทำ "ไร่นาสวนผสม" ในอดีตเกษตรกรทำการเกษตรเพื่อยังชีพ ได้อาศัยความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ประสบปัญหามากนัก ปัจจุบันสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนไป จึงทำให้การทำการเกษตร
 ประสบปัญหา ทั้งจากภัยธรรมชาติ การระบาดของโรค แมลงศัตรูพืช และความแปรปรวนด้านการตลาด ทำให้เกิดผลผลิตต่ำรายได้ไม่มั่นคง
        จากปัญหาดังกล่าว "การทำไร่นาสวนผสม" จึงเป็นทางเลือกรูปแบบหนึ่งของเกษตรกร โดยลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชอย่างเดียว มาปลูกพืชหลายอย่างร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ หรือเลี้ยงปลา เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาส สามารถหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นาสวนผสมได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับ
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ระบบนิเวศเกษตรของชุมชนดีขึ้น เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตและมีความมั่นคงและ
 ยั่งยืนในอาชีพการเกษตร
         ผมหยิบยกเรื่อง"การทำไร่นาสวนผสม" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ท่องเที่ยวเชิงเกษตร  เยี่ยมชม "ไร่นาสวนผสม" ของ "ลุงบุญลือ" หรือ "นายบุญลือ เต้าแก้ว" ที่หมู่ 7 ตำบลหนองโน อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี พื้นที่ทั้งหมด 20 ไร่  ของ "ลุงบุญลือ" ทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่  แบ่งพื้นที่ปลูกไม้ผล 12 ไร่  ทำนา 4 ไร่ ขุดบ่อเลี้ยงปลา 2 ไร่  ปลูกบ้านและโรงปุ๋ย 2 ไร่ แถมเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้พัฒนาที่ดินตามแนวเศษฐกิจพอเพียงอีกด้วย ที่สำคัญ "ลุงบุญลือ" ยังได้รับรางวัลและมีผลงานมากมาย อาทิ เกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด อาชีพไร่นาสวนผสม ได้
รับเข็มชูเกียรติของเกียรติบัตร "ครูภูมิปัญญาไทย" ด้านเกษตรกรรมการทำปุ๋ยน้ำนมอินทรีย์ เข็มชูเกียรติผู้นำองค์กรเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น และได้รับรางวัลโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ในด้านประกวดเกษตรทฤษฎีใหม่
         ส่วนภูมิปัญญาเกษตรกรรมของ "ลุงบุญลือ" เรียกได้ว่าถึงขั้น "ปราชญ์ชาวบ้าน" ความสามารถโดดเด่น คือผลิตน้ำจุลินทรีย์เพื่อบำรุงดิน และไม้ผล ผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ เพื่อไล่แมลง ทำปุ๋ยน้ำนมจุลินทรีย์ อีกทั้ง ยังเชี่ยวชาญในด้านการเพาะเห็ดฟาง เป็นหมอดินอาสา เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจในการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ รองประธานกลุ่มปุ๋ยอัดเม็ด รองประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาประจำตำบล เป็นผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน ครูบัญชีอาสา เป็นคณะกรรมการปลูกข้าวปลอดสารพิษ และคณะกรรมการศูนย์ถ่าย
 ทอดเทคโนโลยีประจำตำบล ตลอดจนเป็นผู้นำในการจัดประชุมสมาชิกกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทำนาปลูกข้าว กลุ่มปลูกไม้ผล และกลุ่มปลูกผัก
"ลุงบุญลือ" บอกว่าภารกิจหลักๆเห็นจะหนีไม่พ้น การอบรมและการถ่ายทอดความรู้ให้กับชาวบ้าน และเกษตรกรด้วยกันเอง และให้คำแนะนำ เผยแพร่ความรู้ ประชาสัมพันธ์ และชักชวนเพื่อนบ้านไปศึกษาดูงาน ณ แปลงสาธิตจุดเรียนรู้และศูนย์บริการงานพัฒนาที่ดินประจำตำบล หรือสถานที่ที่น่าสนใจ บริการข่าวสารความรู้เทคโนโลยีการเกษตรใหม่ ๆ และข่าวสารความเคลื่อนไหว กิจกรรมในเครือข่ายหมอดินอาสา เป็นต้น
         ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาหลายราย ที่ยังคงต้องรับ
ภาระหนัก กับปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น มีอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ "ลุงบุญลือ" บอกว่าการนำแหน ที่อยู่ตามแหล่งน้ำทั่วไป มาเป็นส่วนผสมสำหรับใช้เลี้ยง ปลาไน ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก ซึ่งเป็นปลากินพืช แทนอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีราคาแพงและนิยมใช้กันทั่วไป ส่วนผสมคือ แหน 5 กิโลกรัม รำละเอียด 1 กิโลกรัม และน้ำหมักปลา ที่ได้จากการนำเศษปลาที่เหลือทิ้งมาหมัก วิธีการทำ นำแหนและรำละเอียดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน
          จากนั้นเทน้ำหมักปลาลงไป 1 ลิตร คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง ก็สามารถนำ
 ไปใช้เลี้ยงปลาได้ โดยปั้นเป็นก้อนๆ โยนให้ปลากิน สูตรนี้ ใช้เมื่อปลาอายุได้ประมาณ 1 เดือนเศษ ให้อาหารปลาเช้าหรือเย็น วันละ 1 ครั้ง บ่อละ 1 กิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6 - 8 เดือน ก็จับปลาไปขายได้ วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนค่าอาหารลงได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าช่วงไหนในแหล่งน้ำไม่มีแหน ก็สามารถใช้ต้นกล้วยแทน โดยนำมาหั่น และตำให้ละเอียดก่อน จึงนำไปคลุกกับรำละเอียด และน้ำหมักปลาให้ปลากินแทน ซึ่งก็ได้ผลดีเช่นกัน แถม      "ลุงบุญลือ" ยังบอกครับว่า หากนำอาหารปลาสูตรนี้ ไปตากแดดให้แห้ง แล้วอัดเม็ด จะเก็บไว้ใช้ได้นาน
หลายเดือน ซึ่งสามารถนำวิธีการนี้ ไปปรับใช้เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารในการเลี้ยงปลาได้
    การมาเยี่ยมชม "ไร่นาสวนผสม" ของ "ลุงบุญลือ" ครั้งนี้ นอกจากผมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับด้านเกษตรกรรม หลายๆอย่างแล้ว ยังได้ผ่อนคลายจิตใจจากเดิน
 ชมสวนอีกด้วย แถมตามมุม ตามซุ้มต่างๆ ยังมีจักรยานเก่าๆ ทีวีเก่าๆ วางให้เห็นอีก แหม...อดคิดถึงสมัยตอนเด็กๆ ที่เคยอยู่บ้านในสวนแถวๆฝั่งธนบุรี ที่มีท้องร่องน้ำใสๆ ถือคันเบ็ดเดินตกปลาตามสวน มีผักบุ้งไทย ผักตำลึง กระถิน ที่ขึ้นยอดอ่อนให้เห็นเต็มไปหมด พูดง่ายๆ ตำน้ำพริกกินกัน แทบจะไม่ต้องเสียเงินไปหาหาซื้อผักที่ตลาดเลยในช่วงนั้น โดยเฉพาะพวก โหระพา กระเพรา ตะไคร้ มะกรูด มะนาว และพริกขี้หนูสวน ฯลฯ มีปลูกกันทุกบ้าน
         แถมถ้าวันไหนไปตกปลาแล้วได้ปลาช่อนมา ที่บ้านจะครื้นเครงกันเป็นพิเศษ เพราะต้องช่วยกันคิดว่าจะเอาปลาช่อนที่ตกได้มาทำ
เมนูอะไรกินกัน หากมองไปเห็นต้นแคขาว ที่กำลังออกดอกขาวสะพรั่ง ที่ขึ้นริมรั้วบ้าน ก็คงหนี ไม่พ้น เมนู"แกงส้มปลาช่อนดอกแค" และยิ่งวันไหน ฝนตกพรำๆ ผมจะถือถังน้ำเดินไปตามท้องร่องสวน จะเห็นปลาหมอไทย กระโดดหนีน้ำมาดิ้นอยู่บนทางเดิน เราก็จับใส่ถังซะ ถ้าได้หลายตัว มื้อนั้นถือว่าทีเด็ด
 คงไม่พลาดเมนู "ฉู่ฉี่ปลาหมอ" นึกถึงภาพเก่าๆในอดีตแล้วอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้ทีเดียวเชียครับ

ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จุดเด่นด้านเกษตรกรรมของจังหวัดสระบุรี อีกอย่างที่เห็นคงจะหนีไม่พ้น แหล่งปลูกผักหวานป่าที่นับว่าใหญ่ที่สุดของอำเภอบ้านหมอ ที่มีการปลูกถึง 800 ไร่ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดสระบุรีก็ว่าได้ ที่สำคัญหากใครแวะเวียนผ่านมาที่อำเภอบ้านหมอ ก็ลองมากิน"ก๋วยเตี๋ยวผักหวานป่า "ที่ "ร้านป้าน้อยเจ้าเก่า" กัน มีทั้งเนื้อตุ๋นและหมูตุ๋น จะน้ำหรือแห้งก็อร่อยไม่แพ้กัน และอีกสารพัดเมนูน นอกจากจะมีก๋วยเตี๋ยวผักหวานป่ารสเด็ดแล้ว ยังมีเมนูผักหวานป่า อีกหลากหลาย ทั้งยำ ชุปแป้งทอด แกงป่า ส้มตำผักหวาน ฯลฯ อีกหลากหลายเมนูทีเดียวครับ ส่วนใครที่ไม่ชอบกินผักหวาน ก็มีเมนูประเภทอาหารป่าอีกมากมายเหมือนกัน
             ส่วนสรรพคุณของผักหวานนั้น ถือว่าเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ให้ประโยชน์มากมาย เพราะนอกจากจะมีรสชาติอร่อย ยังให้โปรตีน เกลือแร่ และมิตามิน  ส่วนใครจะมาฝากท้องที่ "ร้านป้าน้อย" หากขับรถรถเลี้ยวเข้ามาในอำเภอบ้านหมอ ถ้ามาไม่ถูกถามชาวบ้านแถวนั้นว่า "ร้านป้าน้อยเจ้าเก่า" ก๊วยเตี๋ยวผักหวาน-อาหารป่า อยู่ตรงไหน เชื่อว่ามีคำตอบแน่นอน วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                        นวย  เมืองธน

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ตะลุยฟาร์มเห็ดเขาใหญ่

 
           ตะลอนตามอำเภอใจ-ากเอ่ยถึง "เห็ด" ในสมัยก่อนเป็นที่รู้กันว่า "เห็ด" คือผลิตผลที่ได้จากป่า หรือตามสวน ท้ายไร่  ปลายนา คือขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งช่วงฤดูฝนจะมีเห็ดขึ้นชุกชุม
ชาวบ้านส่วนมากจะเก็บ "เห็ด" มาปรุงอาหารกินในครัวเรือน บางครั้งก็เก็บไปขายสร้างรายได้ให้ครอบครัวอีกด้วย ภายหลังมีคนนิยมกินเห็ด หรือบริโภคมากขึ้น ประกอบกับความรู้ด้านการเพาะเห็ดที่มีมากขึ้น ทำให้มีการเพาะเห็ดขายในเชิงพาณิชย์ เกิดความคึกคักตามมาด้วย และเราสามารถบริโภคเห็ด ได้ทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็น เห็ดหูหนู ,เห็ดฟาง ,เห็ดนางฟ้า  เห็ดเข็มทอง ฯลฯ  "เห็ด" ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับผัก แถมเห็ดบางชนิดยังมีโปรตีนสูงอีกด้วย สามารถนำไปทำอาหาร ทั้งชุบแป้งทอด ,ผัด ,ยำ ,แกงจืด ,ต้มยำ และอีกหลากหลายเมนู ที่เดียวเชียว แล้วแต่จะคิดกันขึ้นมา
        ส่วนในประเทศจีนและญี่ปุ่น การกินหรือ
บริโภคเห็ด นิยมนำมาทำน้ำแกง น้ำชา ยาบำรุงร่างกาย  ขณะที่แถวประเทศแถบยุโรป ก็นิยมนำ"เห็ด" ไปปรุงเป็นซุป สำหรับประเทศไทย ก็มีการนำมาผสมในแกงต่าง ๆ รวมถึงต้มยำ และบางชนิด ก็นิยมนำมาต้มจิ้มน้ำพริก และมีการจำหน่ายเห็ด เพื่อการกินหรือบริโภค จนเกิดธุรกิจทำฟาร์มเห็ด หรือการเพาะเห็ด เพื่อจำหน่ายเห็ดสด รวมทั้ง
แปรรูปเห็ดเป็นอาหาาร ต่างๆขึ้นมากมาย  
      "เห็ด" นอกจากจะมีจำนวนมากกว่า 1 แสนชนิดแล้ว ยังพบว่า "เห็ด" ส่วนใหญ่จะเก็บมาจากแหล่งธรรมชาติต่างๆ ทั้งในป่า หรือตามสวน การบริโภคเห็ด จึงต้องระมัดระวัง เพราะเห็ดบางชนิด เป็นเห็ดพิษ เมื่อกินหรือบริโภคเข้าไป อาจทำให้ถึงตายได้ ที่ผ่านมาจึงมีการค้นคว้าศึกษาการเพาะปลูกเห็ด และมีเห็ดจำนวนหลากหลายชนิดสามารถนำมาเพาะขาย จนกลายเป็นการค้าเชิงพาณิชย์ ที่สำคัญ "เห็ด" ยังถือมีประโยชน์ในด้านการนำไปใช้เป็นพืชสมุนไพร ช่วยในการรักษาโรคต่างๆ  เนื่องจากเห็ดไม่มีสารพวกคลอเรสเตอรอลที่ทำให้เกิดโรคเส้นเลือดอุดตัน จึงสามารถป้องกันไขมันในเส้นเลือด โรคความ


ดัน และบำบัดโรคมะเร็งได้  จึงทำให้คนหันมาสนใจเห็ด และนิยมกินหรือ
บริโภคเพิ่มมากขึ้น
      ผมหยิบเรื่องราวของ "เห็ด" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชม"ฟาร์มเห็ด" ของ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม" (Khao Yai panorama farm) บน
 เนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ริมถนนธนะรัชต์ หมู่6 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ของ "คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์" ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการฟาร์มเห็ด แห่งนี้ และถือเป็นวันดีๆที่ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม" จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ เปิดตัวธุระกิจฟาร์มเห็ดอย่างเป็นทางการ
         ในช่วงนั้นผมมีโอกาสเดินชม"ฟาร์มเห็ด" ที่รูปแบบโรงเรือนเห็ด ออกแบบลักษณะสไตล์โมเดิร์น ใช้ผนังตาข่าย หลังคาเป็นเหล็กแผ่น มีความโปร่งสามารถระบายอากาศได้ดี ตามแบบที่เห็ดชอบ แถมเป็นช่องลม ทำให้อากาศถ่ายเทดีได้อย่างดีอีกด้วย "น้องเอิน" หรือด.ญ.ปรายดาว สิทธิวงศ์  วัย 8 ขวบ เรียนอยู่ชั้นป.3 โรงเรียนพิชญศึกษา ลูกสาว "คุณปรเมศวร์" ที่มาช่วยงานคุณพ่อที่"ฟาร์มเห็ด" ในวันหยุดเรียนจะคอยเป็น "มัคคุเทศก์" ตัวน้อยๆ และพานักท่องเที่ยวชมโรงเรือนเห็ดชนิดต่างๆ พร้อมอธิบายความรู้ เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของเห็ดแต่ละชนิด ได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ไม่แพ้"มัคคุเทศก์"มืออาชีพทีเดียวครับ
          "น้องเอิน" บอกว่า "เห็ดนางรม" (ฮังการี) มีสายพันธุ์เดิมมาจากประเทสฮังการี ซึ่งเป็นเมืองหนาว สามารถนำไปทำอาหาร อย่างแกงจืด และชุบแป้งทอด อร่อยมาก ส่วน "เห็ดนางฟ้าภูฐาน" ซึ่งพบที่ประเทศภูฐาน เป็นเห็ดตระกูลเดียวกับ"เห็ดนางฟ้า" สามารถนำไปทำอาหารประเภทยำ ก็อร่อยไม่แพ้กัน สำหรับ "เห็ดเป๋าฮื้อ" หรือเห็ดหอยโข่งทะเล  มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีนและไต้หวัน  เป็นเห็ดตระกูลเดียวกับ"เห็ดนางฟ้า"และ"เห็ดนางรม" โดยธรรมชาติเห็ดชนิดนี้จะเกิดขึ้นทั่วไปตามเปลือกไม้หรือขอนไม้ผุ ในสภาพอากาศร้อนชื้น เช่น ประเทศไทย จีน พม่า ลาว และภูฐาน
           ปัจจุบันสามารถเพาะ"เห็ดเป๋าฮื้อ"ได้ผลดีทุกฤดูกาล ในทุกภาคของประเทศ ด้วยวิธีการเพาะลงในถุงพลาสติก นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหาร ที่สูงแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยา ที่ช่วยต่อต้านแบคทีเรียพวกกรัมบวก และป้องกันโรคมะเร็ง และเชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัดช่วยการไหลเวียนของเลือด และโรคกระเพาะได้อีกด้วย "น้องเอิน" บอกว่า เห็ดชนิดนี้ เมื่อนำไปย่าง กินกับน้ำจิ้มจะอร่อยมาก จึงเรียกเมนู "เห็ดเป๋าฮื้อย่าง" ว่า "ปลาหมึกบก" แถมยังไปทำอาหารเมนูต่างๆได้อย่างหลากหลาย เช่น นำไปใส่สุกี้ ก็อร่อยดี
          ขณะที่ "เห็ดโคนญี่ปุ่น" หรือยานางิ
 ดอกเห็ดมีสีน้ำตาลอ่อน จนถึงน้ำตาลออกส้ม ก้านดอกสีขาวเนื้อแน่น รสชาติของเห็ดโคนญี่ปุ่นจะเป็นเอกลักษณะเฉพาะตัว คือจะมีหมวกดอกที่เหนียวนุ่มเหมือนเห็ดหอม แต่บริเวณขาของเห็ดโคนญี่ปุ่นจะกรอบอร่อย เห็ดโคนญี่ปุ่น เป็นเห็ดที่ใช้ประกอบอาหารได้ดี โดยเฉพาะก้านดอกซึ่งมีเนื้อเยื่อยาวและแน่น เวลาเคี้ยว จะได้รสชาติดีคล้ายเห็ดโคน ให้คุณค่าทางอาหารสูงเช่นเดียวกับเห็ดชนิดอื่นๆ  "น้องเอิน" บอกว่า "เห็ดโคนญี่ปุ่น" ที่เห็นอยู่ เอาไปทำสุกี้ โดยเฉพาะเอาไปยำ อร่อยมากทีเดียวล่ะครับ
        "เห็ดชนิดนี้เวลาคุณแม่นำมาประกอบอาหารให้ทาน โดยเฉพาะนำมายำ หนูชอบ
 มากค่ะ เพราะมันอร่อยดี แต่เห็ดชุปแป้งทอดก็ชอบเหมือนกัน "น้องเอิน" บอก
         นอกจากนี้ "น้องเอิน" ยังพาไปดู "เห็ดหูหนูเผือก"  ดอกเห็ดสีขาว สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น แกงจืดวุ้นเส้น ,ยำ  ,ผัดผัก  ,ไก่ผัดขิง  ,กระเพาะปลา ฯลฯ มีสรรพคุณทางยา คือแก้ร้อนใน ส่วน "เห็ดหูหนูดำ"  ในทางแพทย์จีน ถือว่าเป็นยาบำรุงเลือดและพลัง มีส่วนประกอบคล้ายกับเห็ดหูหนูขาว สรรพคุณทางยา ไม่ร้อน ไม่เย็น รสหวาน วิ่งเส้นลม-ปราณไต  เป็นเห็ดที่ได้รับพลังยินสะสม ทำให้

ลดความร้อน หรือเกิดความเย็นแก่กระเพาะอาหารได้ มักนำมาเป็นอาหารสำหรับคนที่มีความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดแดงแข็งตัว ฯลฯ และ "เห็ดนางนวล" ดอกจะบานเป็นสีชมพู ทำอาหารได้อีกหลากหลายเมนู เช่นกัน
        ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสได้สนทนากับ "คุณปรเมศวร์" เจ้าของ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม" ซึ่ง "คุณปรเมศวร์" บอกว่า "ฟาร์มเห็ด" แห่งนี้ นอกจากจะเปิดเป็นฟาร์มเห็ด ใน

ลักษณะท่องเที่ยวเชิงเกษตรแล้ว คือ นักท่องเที่ยวที่ผ่านมาแถวเขาใหญ่ สามารถมาเยี่ยมชมฟาร์มเห็ด เลือกซื้อ และเก็บเห็ดสดๆด้วยตัวเองแล้ว ที่มีเห็ดที่ยืนพื้นอยู่ประจำ 9 ชนิด ยังจะมีเห็ดชนิดใหม่ๆ ที่เตรียมไว้เพิ่มและหมุนเวียน เช่น เห็ดนางรมทอง เห็ดหัวลิง เห็ดโต่งฝน ที่อยู่ในดินเป็นเห็ดพื้นบ้านของประเทศลาว เห็ดตืนแรด เป็นเห็ดพื้นบ้านของโคราช เป็นเห็ดป่า นอกจากนี้ ยังเตรียมทำโรงก้อนเชื้อ เพื่อต่อไปจะทำเป็นเห็ดชุดในแพ็คเก็จ ของฝาก เพื่อจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวนำไปเพาะสนุกๆ เป็นการเสริมกิจกรรมให้กับการท่องเที่ยว คือ อยู่ระหว่างออก
 แบบว่าจะเป็นในรูปแบบไหน เพื่อสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวในการนำพาก้อนเชื้อเห็ดไปปลูกที่บ้านได้อย่างสะดวก  ดูดีและสวยงาม
         สำหรับ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม" แห่งนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเก็บเห็ดกันสดๆแล้ว ที่นี่ยังนำเห็ดชนิดต่างๆ มาแปรรูปเป็นอาหาร คาว หวาน อีกหลากหลายเมนู อีกด้วย   "คุณปรเมศวร์" บอกว่าการแปรรูปเห็ด นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหากรณีขายเห็ดสดไม่หมดแล้ว ประกอบกับคุณแม่ของ "คุณปรเมศวร์" เองเป็นคนที่ทำอาหารเก่ง และอร่อย จึงเป็นการเริ่มต้นของการแปรรูปเห็ด หลากหลายเมนู ขึ้นมา อาทิ  แหนมเห็ดโคนญี่ปุ่น ,เห็ดโคน
 ลวกจิ้ม ,ปลาหมึกบก กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ,ไส้อั่วเห็ด ,น้ำพริกเห็ด น้ำเห็ดเพื่อสุขภาพ , ทองม้วนเห็ด และอีกหลากหลายอย่าง ซึ่งขณะนี้ผลผลิตที่ได้ไม่มีการส่งไปขายในตลาด เพราะปริมาณไม่พอสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวอยู่แล้ว แต่คาดว่าในอนาคตผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเห็ดของ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม" คงจะกระจายสู่ตลาดโดยทั่วไป
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในอนาคตหากนักท่องเที่ยวแวะเวียนผ่านมาเที่ยวที่ฟาร์มเห็ด แห่งนี้ อาจจะเห็น "รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ" ผุดขึ้นมาแบบครบ
 วงจรอีกด้วย เพราะดูเหมือนว่า "คุณปรเมศวร์" เตรียมลงทุนและลงแรง โดยใช้พื้นที่ 30 ไร่ ติดกับฟาร์มเห็ดแห่งนี้ และคงพื้นที่เดิมซึ่งเป็นสวนมะม่วง และน้อยหน่าเอาไว้ ซึ่งธุระกิจตรงนี้  "คุณปรเมศวร์" บอกว่า ไม่ได้คาดหวังสร้างความร่ำรวย แต่มีจุดหมายว่าอยากจะสร้างธุระกิจตรงนี้เพื่อให้ครอบครัวได้มาอยู่ร่วมกัน...!!!
                                                            นวย เมืองธน


วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งวิถีชีวิตชุมชนมอญ

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วงประมาณปลายสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าวโครงการ "กฟน...รักษ์ต้นไม้" เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียวในโครงการสวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติ ศรีนครเขื่อนขัน หรือพื้นที่กระเพาะหมู อำเภอพระปะแดง จังหวัดสมุทรปราการ
       โดย "นายทินกร ง้าวเทพนิมิตร" รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง และ"นายประยุทธ หล่อสุวรรณศิริ" รองอธิบดีกรมป่าไม้  ได้ลงบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ที่ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ชิดลม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงดีๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 84 พรรษา
           ซึ่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน ณ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ ต.บางกะเจ้า อ.พระประแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของโครงการสวนกลางมหานคร เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2549 วันที่ 30 พ.ย. 2549 และวันที่ 16 พ.ค. 2551 โดยทรงพระราชทานพระราชดำริเพื่อเป็นแนวทางในการ
 อนุรักษ์ และพัฒนาพื้นที่สีเขียวของโครงการสวนกลางมหานคร เพื่อสร้างแนวร่วมอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว ซึ่งเปรียบเสมือนสร้าง "ปอด" เพื่อฟอกอากาศให้คนกรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ดังกล่าว
               ก่อนหน้านี้ ผมก็มีโอกาส มาร่วมกิจกรรม เดิน วิ่ง รวมใจปลูกต้นไม้ให้พ่อ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ มินิมาราธอน ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับศูนย์จัดการพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศนครเขื่อนขันธ์ กรมป่าไม้
    สำหรับพื้นที่โครงการสวนกลางมหานครเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุด  ทางราชการ จึงมีแนวคิดที่จะให้พื้นที่แห่งนี้เอื้อประโยชน์ โดยการเป็นพื้นที่ “ปอด” เพื่อฟอกอากาศให้คนในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ดังนั้นจึงมีมติคณะรัฐมนตรี
 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2520  จึง ให้อนุรักษ์พื้นที่สีเขียวโครงการสวนกลางมหานคร อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการไว้  และมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2534 อนุมัติโครงการสวนกลางมหานคร ซึ่งการดำเนินงาน
          ที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535-2542 กรมป่าไม้ สามารถจัดซื้อที่ดินเพื่อ อนุรักษ์ให้เป็นพื้นที่สีเขียวได้จำนวน 1,276 ไร่ และจัดสร้างสวนสาธารณะ เนื้อที่ 148 ไร่ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงกรุณาโปรดกล้าฯ พระราชทานชื่อสวนสาธารณะและสวน
พฤกษชาติว่า "ศรีนครเขื่อนขันธ์"  ซึ่งหมายถึง สวนสาธารณะที่เป็นศรีแก่นครเขื่อนขันธ์ ซึ่งเป็นชื่อเดิมของอำเภอพระประแดง ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของศูนย์จัดการพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศนครเขื่อนขันธ์ สำนักโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ กรมป่าไม้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
 สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริไว้เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของศูนย์จัดการพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศนครเขื่อนขันธ์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 "ให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ในวันสำคัญๆ โดยร่วมกันหลายๆ ฝ่าย หลายๆ กิจกรรม เช่น เดิน วิ่ง การกุศล   แล้วมาร่วมกันปลูกต้นไม้จะได้สบายกายสบายใจ"
             ผมหยิบยกเรื่องนี้ มากล่าวถึง เพราะในช่วงที่ได้มาเยือนพื้นที่ "กระเพาะหมู" ของ "พระปะแดง" ก็มีโอกาสมา...ลัลล้า "ตะลอนตามอำใจ" ที่ "ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง"  แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของ"พระปะแดง" เค้า ได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวมอญ แถมยังเที่ยวตะลอนกินของอร่อยที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง แห่งนี้อีก
"ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง" เกิดจากแนวคิดขององค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง และประชาชนในพื้นที่ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องการทำตลาดน้ำขึ้นมา เพื่อจัดทำเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรเท่านั้น  ต่อมาได้รับการตอบรับและขยายการดำเนินงานให้กว้างขวางขึ้นในลักษณะศูนย์จำหน่ายสินค้าของชุมชน
มีการจัดสร้างซุ้มจำหน่ายสำหรับขายของ ซุ้มจำหน่ายสินค้าโอท็อปและสะพานริมปูน ริมคลอง ปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่โดยรอบ  ปัจจุบันนี้ชาวบ้านได้นำผัก ผลไม้ที่มีอยู่ในสวน อาหารคาวหวานพื้นเมือง งานฝีมือ มาจำหน่ายซึ่งเป็นนโยบายหลักของผู้ดำเนินงานที่จะเน้นการท่องเที่ยวแบบผสม
 ผสานเชิงอนุรักษ์ ซึ่งเป็นแนวคิดในการดำเนินงานและเอกลักษณ์ที่สำคัญของ"ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง"
        ภายในตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง นอกจาก จะมีซุ้มจำหน่ายผลิตผลของชาวบ้านมีทั้งผลไม้ตามฤดูการ อาทิเช่น กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อน ชมพู่มะเหมี่ยว มะม่วงน้ำดอกไม้ ผลไม้ที่ขึ้นชื่อของตำบลบางน้ำผึ้งเพราะมีรสชาติดีและกลิ่นหอม ผักพื้นบ้าน อาทิเช่น ผักตำลึง ผักบุ้ง ผักกระถิน พริกขี้หนูสวน มะแว้ง มะเขือพวง ตะไคร้ ไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไม้นานาชนิด และมีขอกินเป็นฝีมอชาวบ้านให้เลือกมากมาย เช่นขนมถ้วย ขนมจาก ลูกจากเชื่อม ม้าหอ ข้าวมด
 มัด น้ำตาลสด ฝรั่งแช่บ๊วย ทอดมันปลาอินทรีย์ ไข่ปลาหมึกย่าง ปลาแนม ไส้กรอกโบราณ แกงบอน หอยทอด ผัดไทย หมี่กะทิ ข้าวตู เมี่ยงคำ เป็นต้น
       นอกจากนี้ ยังมีซุ้มจำหน่ายสินค้าโอท็อป มีสินค้าโอท็อปมาให้เลือกซื้อหากันอย่างมากมายหลายชนิด เช่น ดอกไม้บัว ดอกไม้เกล็ดปลา ธูปหอมสมุนไพร กระจกกัดลาย ภาพประดิษฐ์จากรกมะพร้าว ปลาสลิดบางบ่อ กุ้งเหยียด หอยดอง ขนมเกสรลำเจียก ทองม้วนสมุนไพร และน้ำพริก
แล้ว  ยังมีเรือจำหน่ายสินค้า มีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหารมากมาย เช่น ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ส้มตำ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยวพริกกระเหรี่ยง และน้ำผลไม้ต่างๆให้เลือกกิน
ตามใจชอบ หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินชมรอบตลาดน้ำ หากเมื่อยก็สามารถแวะบริเวณซุ้มนวดนวดแผนไทย ซึ่งจะมีบริการทั้งนวดตัวและนวดตัวและผ่าเท้า โดยจะมีสมาชิกกลุ่มนวดตัวบางน้ำผึ้งไว้คอยให้บริการ  เรียกได้ว่ามาที่นี่ได้กินได้เที่ยวแบบคุ้มค่าจริงๆ
              การเดินทาง มาทางสี่แยกบางนา ถนนสรรพาวุธ เมื่อสุดถนนสรรพาวุธ นั่งเรือข้ามฟากมาทางวัดบางน้ำผึ้งนอก หรือวัดบางน้ำผึ้งใน พอขึ้นจากเรือนั่งรถมอเตอร์ไซค์มาลงที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง หรือมาทางด่วนสายบางนา-ดาวคะนองเลี้ยวซ้ายลงที่สุขสวัสดิ์ขับมาถึงสามแยกพระประแดงเลี้ยวซ้ายเข้ามาขับตามทางจะพบทางบังคับเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเพชรหึงษ์ประมาณ 5 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าถนนเพชรหึงษ์ 26 ขับมาตามทางสังเกตซุ้มประตูวัดบางน้ำผึ้งในเลี้ยวรถเข้ามาจะพบลานจอดรถ
          "ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง" ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนเชื้อสายมอญ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าเหมาะแก่การเที่ยวชม และเลือกซื้ออาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาขายล้วนแต่เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีคุณค่า และถือเป็นเสน่ห์วิถีชีวิตชาวบ้านริมคลองจริงๆ
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก่อนแวะเที่ยว "ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง" ก็ควรจะแวะเติมพลังกันที่ร้าน "แป๊ะเฮง เป็ดย่างน้ำผึ้ง เป็ดพะโล้ " เข้าไปทางตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ตรงข้าม เซเว่น จอดรถฝั่งตรงข้ามได้เลย ร้านนี้เปิดตั้งแต่เช้ามืด มีกะละมังใหญ่ๆ แยกเป็น ไส้เป็ด ตีนเป็ด ปีก เลือด ตุ๋นจนเปื่อยและหอมเครื่องตุ๋นพะโล้

             แถมยังมี ทั้งข้าวหน้าเป็ดย่าง ข้าวหน้าเป็ดพะโล้ ก๋วยเตี๋ยวเป็ดย่าง ก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ หากซื้อเป็นตัวกลับบ้านสามารถสั่งแบบเลาะกระดูกได้ด้วย แถมโครงกระดูกไปต้มน้ำซุปอีกต่างหาก น้ำจิ้มที่นี่ก็รสเด็ด ตามด้วยกลิ่นหอมของเต้าเจี้ยวที่ชูรสให้แตกต่างจากร้านอื่นๆ ใครชอบเป็ดถ้ามีโอกาสก็แวะมาทานกันได้  แต่หากมาเสาร์-อาทิตย์ หลังเที่ยงไม่เกินบ่าย 2 ก็หมดแล้ว แต่ถ้าวันธรรมดามาก่อน 4 โมงเย็น ดูน่าจะมีลุ้น เพราะคนเยอะมาก วันนี้ลาไปก่อนครับ...แค่คิด...ท้องก็ร้องจ๊อกๆๆแล้ว...!!!
                                                         นวย  เมืองธน