วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

ดูภารกิจปกครองอำเภอกะทู้ยาเสพติด-จัดระเบียบสังคม

         "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"อำเภอกะทู้" เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต มาจากภาษาจีนเรียกว่า"ล่ายทู" หรือ "ไล่ทู" บางครั้งก็เรียก"ในทู" ซึ่งแปลว่า "แหล่งทำกิน" และภาษามลายู เรียกว่า "กราบาตู" แปลว่า "อ่าวหิน"
         "อำเภอกะทู้" ถือเป็นชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มตำบลกะทู้ มาช้านาน  ในอดีตเศรษฐกิจของตำบลกะทู้ ขึ้นอยู่กับแร่ดีบุกและการเกษตร "อำเภอกะทู้" จัดตั้งเป็นอำเภอมาก่อน พ.ศ. 2453 โดยแบ่งการปกครองออกเป็น 4 ตำบล คือ ตำบลกะทู้ ตำบลปะตอง (ป่าตอง) ตำบลกำมะรา (กมลา) และตำบลกะรน ต่อมาก็ได้ยกตำบลกะรนไปขึ้นกับอำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอกะทู้คงเหลือตำบลในเขตปกครองเพียง 3 ตำบล ดังเช่นปัจจุบัน และเคยมีการยุบจากอำเภอเป็นกิ่งอำเภอมาครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2481 ต่อมา
ในปีพ.ศ. 2502 ก็ได้ยกฐานะเป็นอำเภอจวบจบปัจจุบัน
        ผมหยิบยกเรื่องราวของ "อำเภอกะทู้" มาเกริ่นนำ เพราะมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "อำเภอกะทู้" ร่วมกับ คณะของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อดูการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด การจัดระเบียบสังคมและงานด้านการบริการ ด้วยเหตุที่ "อำเภอกะทู้" เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ และมีสถานบริการผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก

         "นายขันตี ศิลปะ" นายอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต บอกว่า จากสภาพการณ์ของสังคมปัจจุบัน ที่มีปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นและที่น่าเป็นห่วงมาก คือ ได้แพร่ระบาดไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งสถานที่ ซึ่งล่อแหลมต่อการแพร่ระบาดของยาเสพติดแห่งหนึ่ง คือสถานบริการต่างๆ และรัฐบาลได้กำหนดนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้กำกับ ควบคุม ดูแลสถานบริการ และแหล่งบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งแพร่กระจายยาเสพ-ติด ต้องมีการจัดระบบควบคุมดูแล อย่างใกล้ชิดซึ่งสถานบริการหลายแห่งยังตั้งอยู่อย่างกระจัดกระจายไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดปัญหาความเดือด
ร้อนรำคาญแก่ราษฎรที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ ทั้งนี้ สถานบริการนอกจากเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหายาเสพติดแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมาอีกหลายประการ ดังนั้นการเข้าไปควบคุมกำกับดูแล ให้มีการปฏิบัติ ให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดจึงเป็นการแก้ปัญหายาเสพติดและปัญหาสังคมอีกทางหนึ่งด้วย
         ในพื้นที่ "อำเภอกะทู้" ได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่ (Zoning) ในท้องที่ตำบลป่าตอง ซึ่งเป็นการประกาศกำหนดเขต เพื่อการอนุญาตหรืองดอนุญาต ตั้งสถานบริการ (Zoning) เป็นการเข้มงวดกวดขันเกี่ยวกับอายุของผู้เข้าไปใช้บริการ (20 ปีบริบูรณ์) การให้สถานบริการเปิด - ปิด
ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด และการขจัดมิให้มียาเสพติดในสถานบริการ ส่วนแนวทางการดำเนินการด้านการจัดระเบียบสังคมของ "อำเภอกะทู้" นั้นได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมการประกอบกิจการสถานบริการเนื่องจาก มีบุคคลประกอบกิจการ สถานบริการบางประเภท ซึ่งอาจดำเนินการไปในทางกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมของประชาชน หรือจัดให้มีการแสดงเพื่อความบันเทิง ในสถานบริการนั้นไม่เหมะสม อันจะเป็นเหตุให้เยาวชนเอาเยี่ยงอย่างจนประพฤติตัวเสื่อมทรามลง เพื่อเป็นรักษาความสงบเรียบร้อย ศีลธรรม วัฒนธรรม และประเพณีอันดีของชาติ
         ทาง "อำเภอกะทู้" จึงได้กวดขันในเรื่องการ กำหนด
ประเภทของสถานบริการ ข้อปฏิบัติของผู้ขอรับอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการได้แก่ การห้ามมิให้ ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เข้าไปในสถานบริการในเวลาทำการ การห้ามมิให้มีการดำเนินกิจการสถานบริการในทางที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชน การควบคุมมิให้มีการแสดงลามกหรือ
 อนาจาร เป็นต้น โดยประสานกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง สถานีตำรวจภูธรกะทู้ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอกะทู้  โรงพยาบาลป่าตอง สำนักงานเทศบาลเมืองป่าตอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอกะทู้ ที่ 2 ประเภทประจำการและประเภทสำรอง  โดยแต่งตั้งชุดปฏิบัติการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ และกำหนดเป้าหมายในการดำเนินการจัดระเบียบสังคมอย่างชัดเจน
         "อำเภอกะทู้"ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดอำเภอกะทู้ โดยกำหนดโครงสร้างออกเป็น 5  รั้วป้องกัน
 1. รั้วชุมชน มีปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน และชุมชนที่เข้มแข็งย่อมช่วยในการแก้ปัญหายาเสพติดทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. รั้วสังคม  มีปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง  เป็นหัวหน้า เป้าหมาย มุ่งเน้นไปที่เด็กและเยาวชน ภารกิจสำคัญคือ การจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ  3. รั้วครอบครัว  มีพัฒนาการอำเภอกะทู้  เป็นหัวหน้า ยึดหลักครอบครัวที่เข้มแข็งย่อมส่งผลต่อพื้นฐานความเข้มแข็งของประเทศ จึงดำเนิน การในการฝึกอบรมให้ความรู้ในการป้องกันยาเสพติด 4. รั้วโรงเรียน  มีผู้อำนวยการโรงเรียนทุกโรงเรียน  เป็นหัวหน้า   5. รั้วชายแดน ไม่มีการดำเนินการ เนื่องจาก
จังหวัดภูเก็ต ไม่มีพื้นที่รอยต่อชายแดนกับต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีฝ่ายป้องกันและปราบปราม  มีผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุกแห่ง เป็นหัวหน้า และฝ่ายบำบัดรักษา มีสาธารณสุขอำเภอกะทู้ เป็นหัวหน้า
          คืนวันที่ 19 ก.ย.54 ช่วงเวลา
ประมาณ  3 ทุ่มครึ่ง "ตะลอนตามอำเภอใจ" ได้ร่วมเดินทางไปกับ "นายขันตี ศิลปะ" นายอำเภอกระทู้  ในการปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.กระทู้ และสาธารณะสุขอำเภอกระทู้ กว่า 60 นาย บริเวณหน้าสภ.กระทู้  โดยเข้าตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดพนักงาน

สถานบริการ โซนไทเกอร์ ถนนบางลา ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งถือเป็นแหล่งเที่ยวที่ชาวต่างประเทศนิยมมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก
       "นายขันตี ศิลปะ" นายอำเภอกระทู้  บอกว่า การสนธิกำลังฝ่ายปกครอง และตำรวจ เพื่อตรวจหาสารเสพติดจากพนักงานสถานบริการในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งมีผู้ประกอบการจำนวน 35 ร้าน ต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในการนำพนักงานเกือบ 100 คนมาตรวจหาสารเสพติด โดยหากพนักงานคนไหนหากตรวจพบว่าปัสสาวะมีสีม่วง ก็จะส่งปัสสาวะไปตรวจที่โรงพยายามอย่างละเอียดอีกครั้ง หากทางโรงพยาบาลยืนยันว่ามีสารเสพติด ก็จะนำ
 พนักงานรายนั้นไปสู่ขบวนการบำบัด เนื่องจากผู้เสพนั้นถือว่าเป็นผู้ป่วย และทางอำเภอกระทู้ ก็จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลจากผู้เสพไปสู่ผู้ค้าหรือแหล่งซื้อขายยาเสพติดอีกด้วย
         โดยก่อนหน้านี้ ช่วงบ่ายแก่ๆของวันเดียวกัน "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก็ได้ติดตามปกครองอำเภอกระทู้ ที่ร่วมกับสาธารณะสุขอำเภอกระทู้ เข้าตรวจสอบหาสารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่ง ในอำเภอกระทู้ ซึ่งทางโรงแรมแห่งนี้ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดย"นายอำเภอกระทู้"  บอกว่า จากการตรวจสอบหาสารเสพติด พบว่าพนักงานรายหนึ่งมีปัสสาวะสีม่วง จึงส่งปัสสาวะของพนักงานรายดัง
 กล่าวไปให้ทางโรงพยาบาล ตรวจละเอียดอีกครั้ง ต่อมาทางโรงพยาบาล ระบุว่า พบสารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานคนดังกล่าว จึงต้องประสานไปยังทางโรงแรม เพื่อขอให้พนักงานรายนี้เข้าสู่ขบวนการบำบัด และทำการขยายผลหาแหล่งผู้ค้ายาเสพติดต่อไป
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จังหวัดภูเก็ต ถือเป็นเกาะที่ได้รับสมญานามว่า "ไข่มุกอันดามัน" สวรรค์เขตร้อนของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ที่นิยมหนีหนาวมาพักผ่อนอาบแสงแดดของหมู่เกาะใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ท่ามกลางแสงสียามค่ำคืนที่คึกคัก
ของหาดป่าตอง ทำให้เมืองภูเก็ตไม่เคยหลับใหลทั้งกลางวันและกลางคืน และเช่นเดียวกับเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ หลายแห่งทั่วโลก ที่ใดมีนักท่องเที่ยว ย่อมขาดไม่ได้ซึ่งผับ บาร์ ผู้หญิง และปัญหายาเสพติด ที่ตามมา ด้วยเหตุนี้ การบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนและสัมฤทธิ์ผล...!!!
                                                     นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

"วิทยาลัยลูกผู้ชาย" ร่วมแก้ปัญหายาเสพติด

             ตะลอนตามอำเภอใจ-ปัญหายาเสพติด อาจหมายรวมถึงองค์ประกอบต่างๆ อาทิ กลุ่มผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้เสพยาเสพติด โดยเฉพาะผู้เสพยาเสพติดที่เป็นเยาวชน ถือเป็นผู้เสียหายโดยตรงที่ทุกฝ่าย
          โดยเฉพาะ ผู้ปกครอง องค์กรภาครัฐ  ภาคเอกชน ควรให้ความสำคัญ ที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สำหรับ "เพื่อน" ถือเป็นคนสำคัญ และมีอิทธิพลกับเยาวชน ในการชักชวน นำพากันไปติดยาเสพติด "เพื่อน" แม้จะเป็นคนสำคัญต่อตัวเราก็จริงอยู่ แต่หากเพื่อนมีอิทธิพลต่อเราในทางที่ไม่ดี พาไปเสีย  ผู้เสียคน ในฐานะที่เราเป็นเพื่อน ก็ต้องให้สติด้วยการตักเตือนตัวเอง และปฏิเสธไม่ทำตามในการถูกชักจูงไปในทางที่ผิด หากเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเหลือบ่ากว่าแรง ก็คงต้องโบก มือลาเลิกคบเสียดีกว่า
 ถือคติที่ว่า "มีเพื่อน ดีเพียงหนึ่ง ถึงจะต้อง ดีกว่าเพื่อนร้อยเพื่อนเลว"
       ผมหยิบยกเรื่องนี้ มาพูดถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ "วิทยาลัยลูกผู้ชาย" กองร้อยอาสารักษาดินแดน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นสถานที่บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติด ที่กำกับดูแลโดย
        กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผมได้สนทนากับ เยาชนคนหนึ่ง ที่เข้ามารับการบำบัดฟูสมรรถภาพฯ ภายในศูนย์แห่งนี้ "นายเอก" คือนามสมมุติ ของเยาวชนคนนี้ ด้วยวัยเพียง 18 ปี คำว่า "เพื่อน" จึงมีความหมายกับ "นายเอก" มาก โดยเค้าเล่าถึงเหตุกาารณ์ ก่อนที่จะมาอยู่ในศูนย์แห่งนี้ว่า
 ก่อนหน้านี้ที่บ้านเพื่อนได้จัดงานสังสรรค์กัน เพราะเฮฮาปาร์ตี้กันได้ระยะหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งนำยาบ้า มาให้ทดลองสูบ ก็เลยลองสูบดูว่ามันเป็นยังไง หลังจากนั้นอีก 3 วัน ขณะที่ตัวเองกำลังนั่งเล่นเกม อยู่ที่ร้านอินเทอร์เน็ต ในตัวเมืองอุบลฯ ก็มีเจ้าหน้าที่มาทำการซุ่มตรวจปัสสาวะ ปรากฎว่ามีสารเสพติด ก็เลยกลายเป็นที่มาของการได้เข้ามาที่ "วิทยาลัยลูกผู้ชาย" แห่ง นี้
         "จริงๆแล้วผมไม่ได้ติดยาเสพติด แค่ลองครั้งนั้น ครั้งเดียว ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีสารเสพติดตกค้างอยู่ในปัสสาวะผม ตอนแรกก็คิดว่าเป็นคราวซวยของเราเอา
 เสพแค่ครั้งเดียวก็โดนจับเลย แต่พอได้มาอยู่ที่ศูนย์แห่งนี้ ผมคิดไปคิดมา อาจเป็นความโชคดีของเรามากกว่าที่ได้เข้ามาที่ศูนย์แห่งนี้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วอาจเลยเถิดถลำลึกลงไปไม่มากกว่าเดิมก็ได้ ตอนที่เจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้ปกครองผมรู้ว่าตรวจพบว่าเจอสารเสพติด ทุกคนก็มองว่าทำไมผมถึงเป็นไปได้ขนาดนี้ ก็เสียใจอยู่เหมือนกัน เพราะเพื่อนชวนในทางไม่ดีแท้ๆเลย" นายเอก กล่าว
         "ดร.วงศ์ศักดิ์  สวัสดิ์พาณิชย์" อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า กรมการปกครอง ได้ตระหนักถึงมาตรการในการช่วยเหลือ
 ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติดให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข จึงได้มีแนวคิดในการใช้กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัด เป็นสถานที่บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติดในระบบสมัครใจโดยใช้ชื่อว่า "วิทยาลัยลูกผู้ชาย" เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีลูกหลานหรือญาติพี่น้องเสพยาเสพติดและมีความประสงค์จะสมัครใจเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพแต่ไม่มีสถานที่บำบัดฟื้นฟูภายในจังหวัดของตนเอง
          โดยแนวคิดวิทยาลัยลูกผู้ชายเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยน
 พฤติกรรมของผู้เสพยาเสพติด ให้ตระหนักในคุณค่าของตนเอง มีทักษะในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง มีความเข้มแข็งของร่างกายจิตใจและมีจุดมุ่งหมายในชีวิตซึ่ง กรมการปกครองได้ดำเนินการให้กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงใหม่ อุดรธานี จันทบุรี ราชบุรี และชุมพร เป็นกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดนำร่องเปิดดำเนินการไปแล้วในปีงบประมาณ 2552 มีผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพไปแล้วกว่า 600 คน ความสำเร็จของการดำเนินการคือการสอดแทรกหลักธรรมในพุทธศาสนาเข้ามาขัดเกลาจิตใจของผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูให้ตระหนักถึงผิดชอบชั่วดีและการนั่งสมาธิ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถทำให้ผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูสมัครใจเข้าอุปสมบทเพื่อศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง จำนวน 3 รายในจังหวัดจันทบุรี
         และในปีงบประมาณ 2553 ที่ผ่านมา กรมการปกครอง ได้ขยายผลศูนย์บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติดแบบบูรณาการครบวงจร "วิทยาลัยลูกผู้ชาย" ให้
 ครอบคลุมทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 35 แห่ง ซึ่งคาดว่าสามารถรองรับผู้เสพยาเสพติดได้ไม่น้อยกว่า 6,000 ราย/ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมการปกครองได้สนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงสถานที่ให้มีความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยที่จะเข้าบำบัดฟื้นฟูฯ และสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2554 ครึ่งปีแรกจำนวน 100 รายต่อศูนย์ฯ ส่วนในครึ่งปีหลังได้ตรวจสอบจำนวนผู้เสพที่ยังไม่เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูฯและจะจัดสรรงบประมาณให้ตามจำนวนผู้เสพที่ยังคงเหลืออยู่
          "นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์" รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า หลังจากกรมคุม
 ประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ร้องขอให้กรมการปกครองจัดหาสถานที่บำบัดผู้ติดยาเสพติด หลังมีกฏหมายให้บำบัดผู้เสพออกมา เนื่องจากสถานที่ไม่เพียงพอ ซึ่งกรมการปกครองได้ดำเนินการเป็ดศูนย์ "วิทยาลัยลูกผู้ชาย" ในพื้นที่ของกองร้อยอาสาโดยทยอยเปิดตัวขึ้นในแต่ละจังหวัด เพื่อบำบัดในรายของผู้เสพที่ยังไม่รุนแรง ส่วนผู้ติดยาเสพติดรุนแรงต้องเข้าบำบัด ที่โรงพยาบาล และเข้าอบรมในศุนย์บำบัดของทหาร
          "นายสุรพล สายพันธ์"  ผู้ว่าฯอุบลราชธานี บอกถึงสถานการณ์ปัญหายาเสพติดจ.อุบลราชธานี ว่าจ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดชายแดนมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อน
 บ้าน ได้แก่ สปป.ลาว และกัมพูชาประชาธิปไตย  มีเขตแดนทั้งทางน้ำและทางบก  ระยะยาว 428 กม. เขตติดต่อกับ สปป.ลาว 316 กม. เป็นพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขง 188 กม. ทางบก 173  กม. เขตติดต่อกับประเทศกัมพูชาประชาธิปไตยทางบกระยะทาง  67 กม. มีหมู่บ้านติดกับชายแดน 145 หมู่บ้าน ใน 10 อำเภอ สถานการณ์ปัญหามี 2 ลักษณะ ได้แก่การลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน และการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ตอนใน โดยเฉพาะชุมชนเมืองใหญ่  ชุมชนหนาแน่น ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาณการผลิตการค้ายาเสพติดนอกประเทศยังดำรงอยู่และพร้อมที่จะนำเข้าในประเทศไทยอย่าง
 ต่อเนื่อง  และยังมีกลุ่มผู้ติดยาเสพติดที่ไม่ยอมเข้ารับการบำบัดรักษาหลงเหลืออยู่ ประกอบกับมีผู้เสพยาเสพติด รายใหม่เกิดขึ้น ส่วนสถานะปัญหาด้านผู้ค้า ผู้เสพ/ผู้ติด กลุ่มใหม่เข้าสู่วงจร และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญ กลุ่มผู้ค้าต่างชาติเริ่มมีบทบาทในการค้าโดยเฉพาะการลักลอบเข้ามากับกลุ่มลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหายเพื่อหางานทำในประเทศไทย  และการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน
             "นายสุรพล" เผยถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดพื้นที่ตอนในจ.อุบลฯ ว่า ได้ใช้มาตรการ 3 มาตรการหลัก ในการดำเนินงาน ได้แก่  มาตรากรการปราบปราม  สืบสวน จับ
 กุม   มาตรการบำบัดฟื้นฟูฯ  และมาตรการการป้องกัน การดำเนินงานจัดระเบียบสังคม จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นแนวทางสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันกลุ่มเยาวชนไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัดอุบลราชธานี (ศตส.จ.อบ.) และ ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดอำเภอทุกอำเภอ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดชุดปฏิบัติการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ สนธิกำลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ กอ.รมน.จว.อบ.  สาธารณสุขจังหวัด  คุมประพฤติจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด พัฒนาสังคมและความมั่นคง
 ของมนุษย์จังหวัด  สรรพสามิตจังหวัด ออกปฏิบัติงานฯตามแผนปฏิบัติงานฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสถานบริการ , ร้านค้าแอบแฝง,ร้านเกมส์/อินเทอร์เน็ต, คาราโอเกะ, สนุกเกอร์/บิลเลียด, ร้านค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ , ร้านค้าของเก่า  แก๊งรถมอเตอร์ไซต์ซิ่ง  สวนสาธารณะพื้นที่เสี่ยง  ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยง ต่าง ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรของยาเสพติด
         "นายวิโรฒ มีแก้ว" รองผู้ว่าฯอุบลราชธานี กล่าวว่า การส่งเสริมรายได้ 
 ให้ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งทางจังหวัดกำลังผลักดันอยู่ โดยเฉพาะอาชีกรีดยาง ซึ่งในหลายอำเภอ ของจ.อุบลฯ เกษตรกรมีการปลูกยางเป็นจำนวนมาก แต่ขาดแคลนแรงงานกรีดยาง อาทิ ใน.อ.น้ำยืน ฯลฯ และถือเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าส่งเสริมในขณะนี้ เพราะคนที่เข้ามารับจ้างกรีดยางจะมีรายได้เฉลี่ย 500 บาท/วัน ซึ่งถือเป็นรายได้ที่น่าสนใจ ซึ่งหากผู้ติดยาเสพติด มีอาชีพและฐานะทางครอบครัวดีขึ้น เชื่อว่าก็คงจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาสเพติดแน่นอน
        ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 54 "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี  เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดย "น.ส.ยิ่งลักษณ์" กล่าวว่า ผลโพลหลายสำนักระบุว่า อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดเร่งด่วน เพราะมีการเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขปี 2550 มีผู้เสพ 490,000 ราย แต่กลับเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าในอีก 4 ปี รัฐบาลจึงถือเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยต้องลดปริมาณปัญหาให้ได้ภายใน 1 ปี ที่ทุกฝ่ายต้องทำงานแบบ
 บูรณาการ เพื่อลดความรุนเเรงให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์
      ผมเชื่อเหลือเกินว่า จากสถานการณ์ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในปัจจุบัน และความเข้มข้นในการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ คงส่งผลทำให้มีผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือฟื้นฟูสมรรถภาพในระบบบังคับบำบัดเพิ่มมากขึ้น และคงจะทำให้ข้อจำกัด ด้านสถานที่รองรับผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูไม่เพียงพอ รวมทั้งการเข้ารับการบำบัดในรูปแบบผู้ป่วยนอกไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร และอาจทำให้การบำบัดฟื้นฟูไม่ต่อเนื่อง "วิทยาลัยลูกผู้ชาย" จึงถือเป็นโครงการที่จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยา และแก้ปัญหายาเสพติดอีกทางหนึ่ง...!!!
                                                        นวย  เมืองธน

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

สานสัมพันธ์สื่อ-ศาลยุติธรรมอิ่มบุญโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก

         "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "อำเภอไทรโยค" ถือเป็นอำเภอหนึ่งในจ.กาญจนบุรี อยู่ห่างจากศูนย์กลางจังหวัดประมาณ 50 ก.ม. ลักษณะทั่วไปเป็นพื้นทีป่าไม้และภูเขา 
          มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง อาทิ น้ำตกไทรโยค ถ้ำละว้า ถ้ำดาวดึงส์ ถ้ำกระแช และอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เป็นต้น และ สวนศรีกนกพร รีสอร์ท  ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี  ซึ่งอยู่ติดริมแม่น้ำแควน้อยบนเนื้อที่กว่า 80 ไร่ ท่ามกลางขุนเขา และสายน้ำ ในบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติ
          ถือเป็นอีกสถานที่หนึ่งในท่ามกลางธรรมชาติ  ซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับ สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ได้มอบหมายให้กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ จัดสัมมนาสื่อมวล
 ชนสัมพันธ์  ระหว่างข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกับสื่อมวลชน ตามโครงการประชาสัมพันธ์ศาลยุติธรรมเพื่อการบริการประชาชนและสังคม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกับสื่อมวลชน รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ในหมู่คณะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงาน อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสื่อมวลชน คณะผู้บริหารศาลยุติธรรม เจ้าหน้าที่กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เมื่อช่วงปลายๆเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา
               นายสิทธิศักดิ์  วนะชกิจ  ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา  และโฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า การประชาสัมพันธ์ของศาลมุ่งเน้นในด้านการบริการ ไม่ได้มุ่งประสงค์เพื่อสร้างลูกค้า โดยจุดประสงค์ของศาลยุติธรรมในการทำสื่อประชาสัมพันธ์
ก็เพื่อสร้างความถูกต้องเข้าใจ ให้กับสังคมในแง่มุมของศาล ภารกิจของศาล เช่น ความไม่รู้ของประชาชน อาจทำให้เข้าใจผิด การสื่อสารจึงถือว่าสำคัญ โดยเฉพาะการไม่เข้าใจของประชาชนต่อผลคดีหนึ่งคดีใด การสื่อสารของสื่อจึงถือมีความสำคัญ ในการสื่อสารที่ถูกต้อง แม่นยำและทำความเข้าใจต่อประชาชน
 ได้รอบด้าน ส่วนวัตถุประสงค์ของการทำประชาสัมพันธ์ของศาลยุติธรรม ก็เพื่อต้องการสร้างความเข้าใจถูกต้องให้กับประชาชน
           นางกุลภัสสรณ์ รัตนอาภา ผู้อำนวยการกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า การสัมมนาระหว่างข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกับสื่อมวลชน นอกจาก มีวัตถุประสงค์ในการแรกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ในการทำงานแล้ว ที่สำคัญสำนักงานศาลยุติธรรม มีนโยบายที่จะเข้าถึงชุมชน เพื่อเผยแพร่ความรู้ภารกิจของศาลยุติธรรมให้เข้าถึงประชาชนในเชิงรุก
        ถ้าหากทางสำนักงานศาลยุติธรรม มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อมวลชน ภารกิจของสำนักงานฯก็จะเข้าสู่ถึงประชาชนได้โดยตรง และยังมีการเผยแพร่ความรู้ให้กับสถานศึกษา ชุมชนต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงหลักกฎหมายในการปฎิบัติตนเองในการใช้ชีวิตประจำวันที่ถูกต้องตามกฎหมาย
        นอกจากนี้ ช่วงก่อนการสัมมนาฯทางสำนักงานศาลยุติธรรม ยังพาสื่อมวลชนไปร่วมบริจาคสิ่งของ อาหาร และเงิน เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก มูลนิธิเด็ก ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
          สำหรับโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก มูลนิธิเด็ก  ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ถือเป็นสถานศึกษาที่รับเด็กผู้ด้อยโอกาสผู้ได้รับการกระ ทบกระเทือนทางจิตใจหรือมีปัญหาทางครอบครัวจากทั่วประ เทศมาอยู่ร่วมกัน เน้นให้โอกาสเด็กผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เลือกเรียน ตามความพึงพอใจ และเน้นที่ความสุขของเด็กที่เกิดจากการเรียนรู้ที่หล ากหลายจนค้นหาศักยภาพของตนเองได้ และนำไปพัฒนาจนกลายเป็นทักษะเพื่อการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องในอนาคตต่อไป หรือได้เลือกเรียนในสิ่งที่เขาสนใจ
ไม่ว่าจะเป็นวิชาสามัญหรืออาชีพ โดยมีผู้ใหญ่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรคอยดูแลเกื้อหนุนด้วยหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อให้เด็กได้ค้นพบความถนัดและความฉลาดด้วยตนเอง
          ครั้งแรกเดิมที โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย 
 ต.ท่าเสา  อ.ไทรโยค  จ.กาญจนบุรี  โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการให้เปิดสอนได้ถึงระดับ ป.6 ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ได้ย้ายมาอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่  ต.วังด้ง  ถนนลาดหญ้า-ศรีสวัสดิ์  อ.เมือง จ.กาญจนบุรี  บนเนื้อที่ 200 ไร่  โดยมูลนิธิจินดา อิ่มจำเรียง ภังคานนท์  และมูลนิธิเด็ก  เป็นผู้บริจาคที่ดิน พร้อมอาคารและบ้านพัก  โดยดำเนินการภายใต้ความดูแลของมูลนิธิเด็ก โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ถือเป็นโรงเรียนทางเลือกที่จัดขึ้นให้มีความเหมาะสมสำหรับเด็กกำพร้า เด็กยากจน  เด็กที่ประสบปัญหาถูกกระทำทารุณ  และเด็กที่มาจากครอบครัวแตกแยก เมื่อเรียนจบจากหมู่บ้านเด็กแล้ว
เด็กๆสามารถเลือกเรียนต่อได้จนถึงระดับอุดมศึกษา
    ที่สำคัญ เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของโรงเรียนหมู่บ้านเด็กคือ ให้เด็กมีความสุข การจัดการศึกษาของหมู่บ้านเด็ก เน้นการให้โอกาสเด็กเลือกเรียนเพื่อรอเวลาให้เด็กเกิดฉันทะ  และเน้นที่ความสุขของเด็กที่เกิดจากการเรียนรู้ที่หลากหลาย
จนค้นหาศักยภาพ ของตนเองได้  และนำไปพัฒนาจนกลายเป็นทักษะ  เพื่อการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตที่ถูกต้องในอนาคตต่อไปหรือเรียนในสิ่งที่เด็กสนใจ ไม่ว่าจะเป็นวิชาสามัญหรืออาชีพ โดยมีผู้ใหญ่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรคอยดูแล
 เกื้อหนุนด้วยหลักพรหมวิหาร  4  เพื่อให้เด็กได้
ค้นพบความถนัด และความฉลาดด้วยตนเอง
      นางรัชนี ธงไชย หรือแม่แอ๊ว ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก กล่าวกับ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ว่าเด็กๆที่มาอยู่รวมกัน 166 ชีวิต แต่ที่อยู่ขณะนี้จะเป็นเด็กที่เรียนชั้นประถมปีที่ 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพราะว่าเด็กชั้นปฐมปีที่ 1-6 จะเรียนหนังสือในหมู่บ้านเด็ก แต่สำหรับเด็ก
 ที่เรียนมัธยมปีที่ 1-6 นั้นจะเป็นนักเรียนที่เรียนไป-กลับในโรงเรียนที่ห่างจากหมู่บ้านเด็ก ประมาณ 20 ก.ม. ซึ่งเด็กๆที่มาอยู่ที่หมู่บ้านเด็กนี้จะมาจากทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะมาจากภาคอีสาน ซึ่งครอบครัวเร่ร่อนมาหาทำงานในจ.กาญจนบุรี และมีบางส่วนที่มาจากกรุงเทพฯ ที่ครอบครัวไปเร่ร่อนทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ก็มี ซึ่งเด็กๆเหล่านี้มีทั้งกำพร้า และครอบครัวแตกแยก และภาวะเสี่ยงต่างๆ คำว่าภาวะเสี่ยงหมายถึงว่า อยู่กับผู้อื่นหรืออยู่กับครอบครัวและมีโอกาสที่จะถูกทำทารุณกรรม สำหรับการดูแลเด็กๆที่ ครูจะแยกเป็นบ้าน ครูกับเด็กจะอยู่ด้วยกันในบ้านเป็น

 หลังๆประมาณ 10-13 คน
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนี้ คงต้องทิ้งท้ายว่า ในการสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ ระหว่างข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกับสื่อมวลชน นอกจากสื่อจะได้ความรู้ด้านกฎหมาย จากข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม แล้วยังได้อิ่มบุญจากการมาเยี่ยมน้องๆที่หมู่บ้านเด็กอีกด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็น โรงเรียนหมู่บ้านเด็กถือว่ามีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษาทางเลือก ในประเทศไทย เพราะปัญหาของเด็กไทยในวันนี้ยังเหมือนเดิม เช่น เด็กยากจน ขาดอาหาร ถูกทารุณกรรม ละเมิดสิทธิ โดนละเมิดทางเพศ ขาดการศึกษา ปัญหาเหล่านี้ ที่เกิดกับเด็ก ยังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าวันนี้ประเทศไทยจะร่ำรวยขึ้น หรือยากจนลงก็ตามที...!!!
                                                        นวย เมืองธน