วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แม้ไฟสงคราม"ภูมิซรอล"มอดลงภารกิจพิทักษ์พื้นที่ยังคงต่อเนื่อง

         "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"สงคราม" ถือเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งเป็นวงกว้าง และก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรง สงครามนั้นเกิดขึ้น เพราะเกิดจากความขัดแย้งที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีสันติ สุดท้ายจึงลงเอยด้วยการทำสงคราม หรือการใช้กำลัง เพื่อลิดรอน หรือกำจัดบทบาททางการเมืองของรัฐอื่น สงครามนั้นเกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีตั้งแต่ระดับรัฐ ชาติและจักรวรรดิ ที่สำคัญองค์การสหประชาชาติได้เรียกสงครามว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มติดอาวุธ การรุกรานรัฐ และอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
           ผมเกริ่นนำเรื่อง "สงคราม" เพราะบังเอิญมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่บ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมชมภารกิจการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ระบบรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านภูมิซรอล ของกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการซักซ้อมการอพยพ กรณีเกิดเหตุการณ์สู้รบขึ้น ที่หมู่ 2 บ้านภูมิซรอล ซึ่งในการซ้อมแผนอพยพดังกล่าวก็เป็นการจำลองเหตุการณ์ว่า หากมีการสู้รบกันระหว่างทหารไทย และทหารกัมพูชา เกิดขึ้นการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย
    *เข้าหลบในที่ปลอดภัย เช่น "หลุมหลบภัย" นั้นจะต้องทำกันอย่างไร เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว ไม่เกิดปัญหาหรืออุปสรรค เหมือนเหตุการณ์ในช่วงระยะแรกๆ ที่ฝ่ายกัมพูชา ยิงปืนใหญ่มาตกในหมู่บ้าน ซึ่งสร้างความโกลาหลให้กับเจ้าหน้าที่ ในขณะที่ชาวบ้านเองก็ตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรกันไม่ถูก การซ้อมแผนอพยพ อาจกล่าวได้ว่าถือมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวบ้าน ด้วยเหตุนี้ภารกิจการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง และระบบรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านของกรมการปกครอง จึงถือเป็นภารกิจส่วนหลัง ที่ไม่ภารกิจแนวหน้า ที่ทหารต้องปกป้องอธิปไตยของชาติเช่นเดียวกัน
  

 ภาพการซ้อมแผนอพยพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าผม ช่างเป็นภาพที่สะท้อนถึงภัยพิบัติที่เกิดจากสงคราม แม้จะเป็นแค่การซ้อมแผนก็ตามที ทั้งผู้เฒ่า ผู้แก่ ไม่เว้นแม้แต่ลูกเล็ก เด็กแดง ที่ทุกคนรวมใจให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ในการเข้ามาร่วมซ้อมแผนหลบภัยอย่างเข้มแข็ง มันบ่งบอกได้ว่าทุกๆคนชาวบ้านภูมิซรอล ยังมิเคยลืมเลือนจากเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทย และกัมพูชา แม้เวลาจะล่วงเลยมาร่วม 6 เดือนแล้วก็ตามที ความหวาดหวาดผวาจากเสียงปืนใหญ่ ที่ทหารเขมรยิงมาตกใส่ที่บ้านภูมิซรอล ในครั้งนั้น ยังคงเป็นเสียงแห่งการตืนตะหนกตกใจจนมิอาจลืมเลือนได้ง่ายๆ
          เสียงเป่านกหวีด.ปี๊ดยาวดังยาวและต่อเนื่อง นั่นคือการส่งสัญญาณ ให้ชาวบ้าน และนักเรียน ในโรงเรียนเขต บ้านภูมิซรอลวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์  จ.ศรีสะเกษ วิ่งกรูโกลาหล เพื่อเข้าบังเกอร์หรือหลุมหลบภัย ทั้ง 19 หลุม  ปฏิบัติซักซ้อมแผนอพยพ โดยกำรจำลองสถานการณ์หากเกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา และการลำเลียงหรือการอพยพนี้ จะไม่ใช้เส้นทางสายหลักเนื่องจากถูกใช้เป็นเส้นยุทธศาสตร์ขนกำลัง อาวุธ และเสบียง เพื่อสนับสนุนการรบตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา จึงต้องใช้เส้นทางสำรองที่ไม่ใช่สายหลัก
           "นายบุญลือ แสวงไสย" อาชีพเกษตรกร ชาวบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บอกว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 ก.พ.54 ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ชาวบ้านภูมิซรอล ต้องระทึกขวัญขณะที่มีการแข่งขันฟุตบอลของอบต.สนามหน้าโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา ตนกำลังดายหญ้าอยู่ใกล้ๆกัน ช่วงประมาณบ่าย 3 โมงกว่า มีเสียงปืนดังมาจากภูมะเขือก่อน ตนก็บอกกับภรรยาว่า นั่นเค้ายิงมาแล้วน่ะ ภรรยาตนก็ไม่เชื่อ ปรากฎว่าสักครู่ก็มีลูกปืนใหญ่มาตกข้างไร่มันสัมปะหลัง และลูกปืนยังมาใส่บ้านของชาวบ้านอีกหลายหลัง ตอนนั้นตนและชาวบ้าน
ต่างวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดไปหลบในหลุมหลบภัยหลังโรงเรียนบ้านภูมิซรอลฯ
     "นายบุญลือ" กล่าวว่า เหตุการการปะทะกันระหว่างทหารไทย และกัมพูชา  แม้จะผ่านมา 6 เดือนแล้ว หลังจากการเลือกตั้งเสร็จ ตนและชาวบ้านคนอื่นๆเพิ่งจะนอนตาหลับไม่ตื่นตระหนกเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งก่อนการเลือกตั้งยังมีความรู้สึกว่าหวาดผวาอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงที่เกิดเหตุในครั้งนั้นตนไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้เลยเพราะไม่รู้ว่าลูกปืนจะถูกยิงมาตกเมื่อไหร่ จนบางครั้งท้อถึงขนาดอยากจะทิ้งถิ่นฐานย้ายออกจากพื้นที่ไปเลย แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหากย้ายออกไปแล้วจะไปทำมาหากินอะไร จึงจำเป็นต้องอยู่ใน
 พื้นที่ แม้จะหวาดกลัวก็ตาม ซึ่งครอบครัวไหนถ้าพอมีเงิน ก็ย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่ในตัวอำเภอ และตัวจังหวัดเพื่อจะได้ปลอดภัยก็มี
        "การซ้อมแผนอพยพชาวบ้าน ของทางราชการว่า ถือว่าดีมีประโยชน์กับชาวบ้านอย่างมาก เพราะทำให้เกิดการเตรียมพร้อมภายในชุมชน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ทำให้รู้ว่ารถของทางราชการจะมารับเมื่อไหร่ ช่วงไหน ช่วงที่ทหารกัมพูชายิงปืนใหญ่มาตกหลายลูก ชาวบ้านต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างอลหม่าน ทีแรกชาวบ้านบางคนยังไม่รู้เลยว่าหลุมหลบภัยสร้างขึ้นมาทำไม และก็ได้ใช้งานในที่สุด" นายบุญลือ กล่าว
        "นายเพิ่มศักดิ์ ฉวีลักษณ์ นายอำเภอกันทรลักษ์" จ.จ.ศรีสะเกษ  บอกว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านภูมิซรอล ให้ความร่วมมือดีมากในการซ้อมแผนอพยพ เพราะพื้นที่ตรงนี้ เป็นพื้นที่เป้าหมาย ชาวบ้านภูมิซรอล ทั้ง 3 หมู่บ้านตื่นตัวในการดูแลตนเองให้เกิดความปลอดภัยกับชีวิตและทรัพสิน โดยให้ความร่วมมือกับทาง
ราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ค่อนข้างดีมาก นอกจากนั้นในการดูแลหลุมหลบภัยที่ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้านกำหนดไว้ว่าจะต้องแบ่งเวรมาดูแลนั้น ชาวบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งการซ้อมแผนอพยพนั้น เมื่อซ้อมบ่อยๆ และเอาใจใส่ ก็จะทำให้เกิดความพร้อม มีการตื่นตัว และสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวบ้านในหมู่บ้านชายแดนด้วย
          ส่วนอส.ที่เข้ามามีส่วนสำคัญนั้น คือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน โดยทางอำเภอกันทรลักษ์ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมการปกครอง และกองบัญชาการอาสารักษาดินแดน ในการฝึกอบรมอส.สำรอง จัดชุดเครื่องแบบ และการฝึก
 ซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการหาข่าว สนับสนุนฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการตั้งจุดตรวจ รวมถึงกรณีหากเกิดสถานการณ์ชายแดนขึ้น ก็จะได้รับความร่วมมือจากชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน คอยดูแลเป็นเวรยามให้
           "นายเพิ่มศักดิ์" กล่าวว่า ในส่วนลักษณะของการหาข่าวนั้น อส.สำรอง จะต้องเป็นคนที่ช่างสังเกตุ ว่ามีใครเข้ามาในหมู่บ้านบ้าง เข้ามาในพื้นที่ มาค้าขาย เข้ามาแบบไหน ก็จะเข้าไปสอบถาม ที่ผ่านมาชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ก็สามารถจับกุมผู้ที่แปลกปลอมเข้ามาในหมู่บ้าน ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำการสอบสวนดำเนินคดี ซึ่งคาดว่ามาข่าวในฝั่งไทย นอกจากนั้น ก็มีการจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงข้อมูลผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้พะยูงด้วย
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ ปัจจุบันขวัญและกำลังใจ รวมถึงการดำรงชีวิตของชาวบ้านภูมิซรอล กลับคืนสู่ปกติสุข
อีกครั้ง แม้ที่ผ่านมาชาวบ้านแนวชายแดนทั้งไทย และกัมพูชา แม้จะไม่มีอารมณ์ความโกรธแค้นต่อกันก็ตามที แต่มีแค่เพียงคำถามว่าชาวบ้านจะต้องรอรับชะตากรรมแบบนี้อีกนานเท่าไหร่ กับสิ่งที่ชาวบ้านไม่ได้ก่อ ใครกันที่ก่อให้เกิดปัญหานี้ขึ้น ที่ผ่านมาชาวบ้านทำได้แค่เพียงแสดงความรู้สึก และแสดงความอัดอั้น พร้อมๆกับก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ไทยไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวหรือประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน และมีวิถีชีวิต มีควาสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมืองกับเพื่อนบ้าน



          ซึ่งแม้จะมีโอกาสกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่การดำรงชีวิตยังคงเป็นไปอย่างปกติ พื้นที่ภูมิภาคแถบนี้ ในอดีตเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แบ่งแยกไทย-กัมพูชา แต่ความเปลี่ยนแปลงทำให้แยกเป็นไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว เพื่อการบริหารบ้านมือง แต่ในวัฒนธรรมประเพณี เรายังเกาะเกี่ยวกันอยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นชาวภูมิซรอล เสาธงชัย หรือกันทรลักษ์ ไม่ว่าจะทำมาหากินอยู่ที่ไหน ผู้คนเหล่านี้ก็ยังรักดินแดนและยังต้องไปมาหาสู่กับเพื่อนบ้าน ที่ผ่านมาแม้จะมีความขัดแย้งที่ยังไม่ได้ขอยุติ แต่ประชาชนในพื้นที่ทั้งไทย-กัมพูชา ก็ยังต้องดำเนินชีวิตอยู่ที่นี่ตราบนานเท่านาน...!!!
                                              นวย  เมืองธน
video

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น