วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ศูนย์กสิกรรมฯพอเพียงความภาคภูมิใจชาวภูหลวง

        ตะลอนตามอำเภอใจ-"อำเภอภูหลวง" ถือเป็นอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดเลย ราษฎรส่วนใหญ่ มีอาชีพทำนา ทำสวนผลไม้ และพืชไร่เป็นหลัก มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง  "อำเภอภูหลวง" ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดเลย  มีอาณาเขตทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ทิศตะวันออก ติดกับ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ทิศใต้ ติดกับอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย และอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนทิศตะวันตก ติดกับอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
           สำหรับความเป็นมาของอำเภอภูหลวงนั้น ตามประวัติบอกว่า แต่เดิมท้องที่อำเภอภูหลวง เป็นส่วนหนึ่ง ของอำเภอวังสะพุง ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 จึงได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้แยก 2 ตำบลออกมาตั้งเป็น กิ่งอำเภอภูหลวง ซึ่งในภายหลังกิ่งอำเภอภูหลวง ก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอภูหลวง ตามพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2535 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พฤษภาคม ในปีเดียวกัน "อำเภอภูหลวง" แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 5 ตำบล 43 หมู่บ้าน ได้แก่ 1. ภูหอ  10 หมู่บ้าน 2. หนองคัน 9 หมู่บ้าน 3. ห้วยสีเสียด 8 หมู่
บ้าน 4. เลยวังไสย์  8 หมู่บ้าน และ 5. แก่งศรีภูมิ 8 หมู่บ้าน มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง คือ องค์การบริหารส่วนตำบลภูหอ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลภูหอทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลหนองคัน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองคันทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสีเสียด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลห้วยสีเสียดทั้งตำบล องค์การ
 บริหารส่วนตำบลเลยวังไสย์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเลยวังไสย์ทั้งตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแก่งศรีภูมิทั้งตำบล
         ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ได้แก่ น้ำตกห้วยเลา อยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยเลา บ้านน้ำอุ่น หมู่ที่ 6 ตำบลแก่งศรีภูมิ เป็นน้ำตกหินปูนที่มีความสวย แบ่งออกเป็น 9 ชั้น บนชั้นที่ 9 จะมีถ้ำที่เป็นแหล่งที่มาของน้ำที่ตกลงมาตลอดปี มีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ถ้ำดินลาย อยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยเลา บ้านน้ำอุ่น หมู่ที่ 6 ตำบลแก่งศรีภูมิ น้ำตกเลยตาด อยู่ใน
เขตบ้านเลยวังไสย์ ตำบลเลยวังไสย์ และน้ำตกเลยหง่า อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง บ้านเลยวังไสย์ ตำบลเลยวังไสย์ ภูหอ หมู่ที่ 1 ตำบลภูหอ
       ผมหยิบยกเรื่องราวของ "อำเภอภูหลวง" มาเล่าถึง เพราะอยากจะบอกว่า ได้มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ บนพื้นที่ราว 68 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ตำบลเลยวังไสย์ ของอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย โดยศูนย์กสิกรรมฯแห่งนี้ ยังถือเป็นหนึ่งในโครงการ 84 ศูนย์เรียนรู้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริระดับอำเภอต้นแบบ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 อีกด้วย
          ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ  ถือเป็นศูนย์เรียนรู้ ที่ได้ผสมผสานองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ไว้อย่างมากมาย อาทิ นวัตกรรมผันน้ำจากที่ต่ำไปสู่ที่สูง ระบบตะบันน้ำ โดยไม่ใช้ไฟฟ้า สามารถสูบน้ำได้ 200 ลิตรในเวลาไม่นานนัก ซึ่งถือเป็นพลังงานทางเลือกที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และนำเอาองค์
 ความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ที่ศูนย์ฯแห่งนี้ ยังมีการถ่ายทอดความรู้ ในการทำนากล้าต้นเดียว การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ และการเพาะชำกล้าไม้ท้องถิ่น ที่สำคัญ ภายในศูนย์ฯยังแบ่งฐานเรียนรู้ ออกไปอีกนับสิบฐานความรู้ อาทิ ฐานการเลี้ยงหมูหลุม ป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง สมุนไพรใกล้ตัว การทำน้ำสัมควันไม้ ฯลฯ จึงนับได้ว่า "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ" แห่งนี้ ได้นำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาถ่ายทอดให้ประชาชนสามารถนำ ไปปรับใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างแท้จริง
           "นายวิราช ช้อยจอหอ" หรือ"ลุงวิราช"  เกษตรกรบ้านศรีเจริญหมู่ 8 ตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย ประธานกลุ่มเกษตรพอเพียงแบบยั่งยืนบ้านโคกหนองแห้วศรีเจริญ บอกว่า เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว กระแสความนิยมปลูกมะขามหวานในจังหวัดเลย กำลังบูมสุดขีด ว่ากันว่าในสมัยนั้นมะขามหวาน คือความหวังใหม่ของเกษตรกรทั้งรายใหญ่ รายย่อย ที่จะสามารถพลิกชะตาชีวิตสู่ความร่ำรวยได้ แต่เมื่อลงมือปลูกจริงแล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ เพราะมะขามหวาน คือพืชเศรษฐกิจ เมื่อมีคนปลูกมาก ผลผลิตก็จะล้นตลาดทำให้ราคาต่ำลง โรคและแมลงก็รุมเร้า เพราะมีอาหารจานใหญ่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ เกษตรกรผู้ปลูกมะขามส่วนใหญ่ จึงติดอยู่ในวังวน การลงทุนผลผลิตสูง แต่ขายสินค้าได้ในราคาที่ต่ำ
          "ผมเป็นคนหล่มเก่า เพชรบูรณ์ อพยพครอบครัวเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านศรีเจริญเมื่อปี พ.ศ.2526 พร้อมกับนำมะขามหวานพันธุ์ดีจากหล่มเก่า เข้ามาเปิดตลาดในตำบลเลยวังไสย์ ในยุคนั้นถือว่า
เป็นช่วงที่เฟื่องฟูที่สุดของชีวิต ผมสามารถขายกิ่งพันธุ์ ได้ไม่ต่ำกว่าวันละพันบาท แต่ในช่วงนั้นใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยเช่นกัน เพราะเห็นว่าเงินหาใหม่ได้ง่าย มีมะขามหวานพันธุ์สีทอง เป็นหลักประกันอยู่แล้วกว่า 200 ต้น มะขามให้ผลก็จะรวยแล้ว
 หลังจากนั้น 5 ปี มะขามหวานเริ่มผลิดอกออกผล แต่บางปีออกดอก แต่ไม่ติดฝัก บางปีติดฝัก แต่พอใกล้จะครบกำหนดเก็บเกี่ยว ก็เกิดเชื้อราระบาด บางปีประคบประหงมให้มะขามติดฝักได้ แต่ต้องเจอกับราคาที่ตกต่ำ เพราะสวนอื่นๆก็คิดจะรวยเหมือนกัน ชีวิตของผมติดอยู่ในวังวนแบบนี้มาหลายปี" ลุงวิราช กล่าว
          "นายวิราช" กล่าวว่า หลังจากไม่สามารถพึ่งพามะขามหวานได้ ในปีพ.ศ.2544 ได้มีโอกาสเรียนรู้การพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกับโครงการพัฒนาชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ป่าภูหลวง ด้วยคิดว่าจะเป็นทางออกใหม่ของชีวิต ที่เน้นการพึ่งพาตนเองและใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา ในปีเดียวกันนี้  ก็ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนในชุมชนให้เป็นประธานกลุ่มฟื้นฟูเกษตรยั่งยืนบ้านโคกหนองแห้วศรีเจริญ ตนเองเริ่มปลูกต้นไม้ที่หลากหลาย โดยเน้นไปที่ของกินก่อน ปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก อีกทั้งสวนของตนก็ปฏิเสธสารเคมีทุกชนิด และยังทำบัญชีรายรับรายจ่ายของครอบครัว 1 ปีทำให้ตนเองเริ่มเห็นและเข้าใจ รายจ่ายที่เยอะที่สุดคือเรื่องอาหาร นั่นคือจุดสำคัญที่ตอกย้ำความมั่นใจว่าการปลูกอยู่ ปลูกกินเป็นทางรอดของครอบครัว
             ปัจจุบันสวน "ลุงวิราช" นอกจากจะมีมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด มีผักปลอดสารพิษกินตามฤดูกาล มีปลา ไก่ เป็ด หมูป่า เป็นอาหารประเภทโปรตีน แถมยังเลี้ยงควายอีกด้วย "ลุงวิราช" บอกว่า การเลี้ยงควาย ถือว่าให้ประโยชน์หลายอย่าง เพราะควาย นอกจากช่วยกินหญ้าที่สวนแล้ว ทำให้ประหยัดแรงงานในการกำจัดวัชพืชได้ดี แถมยังถ่ายมาเป็นปุ๋ยอีกด้วย
          "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสได้สนทนากับ "นายชาญชัย ศรศรีวิชัย" นายอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย "คนหนุ่มไฟแรง" ถึง
บทบาทของ "นายอำเภอ" ต่อศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ โดย"นายชาญชัย" บอกว่าในฐานะ "นายอำเภอ" ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ อยู่ในอำเภอของเรา  การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้รู้ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะการเผยแพร่ความรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการเรียนรู้ การปฎิบัติจริงภายในศูนย์ฯแห่งนี้ ให้ประชาชนของอำเภอภู
 หลวงเอง และประชาชนในอำเภอต่างๆ รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ได้รับรู้ว่ามีของดีอยู่ที่ศูนย์ฯแห่งนี้ ก็ถือเป็นบทบาทหนึ่งของ "นายอำเภอ" เช่นกัน
            นายชาญชัย กล่าวว่า ในรอบปีที่ผ่านมามีประชาชน 2-3 หมื่นคน ที่ให้ความสำคัญเดินทางมาศึกษาดูงานที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากจังหวัดแถบภาคอีสาน พอมีคนจากที่อื่นมาดูงานกันมากขึ้น ก็เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งศูนย์ฯเองก็ต้องมีการพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นลำดับ เพื่อการสอดคล้องกับองค์ความรู้ที่ได้รับตามมาด้วย เพราะที่ผ่านมาก็มีทั้ง นักวิชาการจากต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น และของไทย  ที่เดินทางมาศึกษาดูงาน และใช้ศูนย์แห่งนี้ในการเรียนรู้ และทำเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้นภายในศูนย์ฯแห่งนี้ และยังถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่ชาวบ้านในพื้นที่ และจากที่อื่นๆที่มาเยี่ยมชมศูนย์ฯแห่งนี้อีกด้วย
           "ทุกครั้งที่ผมเดินทางมาตรวจเยี่ยมศูนย์ฯแห่งนี้ หรือมาบรรยายสรุปให้กับคณะหน่วยงานต่างๆ และประชาชนจากจังหวัดอื่นๆ ที่มายังศูนย์ฯแห่งนี้ ก็มักจะได้ทราบข่าวจากชาวบ้านตลอดว่า วันนี้ได้รับความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นผลพวงจากการที่ประชาชน จากที่ต่างๆได้มาเยี่ยมศูนย์ฯ และได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับราษฎรในพื้นที่ของเรา ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เกิดขึ้นกับศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ" นายชาญชัย กล่าว
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ ถือเป็นจุดสาธิตเกษตรพอเพียง ภายในศูนย์ฯแห่งนี้ นอกจากจะมีการปลูกพืช ผัก และพืชสมุนไพร นานาชนิดแล้ว กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดต่างๆ ยังมาเรียนรู้แลกเปลี่ยนแนวคิดอยู่เสมอ  ที่สำคัญ ศูนย์ฯแห่งนี้ ยังเป็นความภูมิใจของราษฎรในอำเภอภูหลวง ที่ได้เรียนรู้ จนสามารถอยู่ดี กินดี ตามแนวพระราชดำริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงอีกด้วย...!!!
                                                             นวย  เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น