วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แม้ไฟสงคราม"ภูมิซรอล"มอดลงภารกิจพิทักษ์พื้นที่ยังคงต่อเนื่อง

         "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"สงคราม" ถือเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งเป็นวงกว้าง และก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรง สงครามนั้นเกิดขึ้น เพราะเกิดจากความขัดแย้งที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีสันติ สุดท้ายจึงลงเอยด้วยการทำสงคราม หรือการใช้กำลัง เพื่อลิดรอน หรือกำจัดบทบาททางการเมืองของรัฐอื่น สงครามนั้นเกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีตั้งแต่ระดับรัฐ ชาติและจักรวรรดิ ที่สำคัญองค์การสหประชาชาติได้เรียกสงครามว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มติดอาวุธ การรุกรานรัฐ และอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
           ผมเกริ่นนำเรื่อง "สงคราม" เพราะบังเอิญมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่บ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมชมภารกิจการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ระบบรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านภูมิซรอล ของกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการซักซ้อมการอพยพ กรณีเกิดเหตุการณ์สู้รบขึ้น ที่หมู่ 2 บ้านภูมิซรอล ซึ่งในการซ้อมแผนอพยพดังกล่าวก็เป็นการจำลองเหตุการณ์ว่า หากมีการสู้รบกันระหว่างทหารไทย และทหารกัมพูชา เกิดขึ้นการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย
    *เข้าหลบในที่ปลอดภัย เช่น "หลุมหลบภัย" นั้นจะต้องทำกันอย่างไร เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว ไม่เกิดปัญหาหรืออุปสรรค เหมือนเหตุการณ์ในช่วงระยะแรกๆ ที่ฝ่ายกัมพูชา ยิงปืนใหญ่มาตกในหมู่บ้าน ซึ่งสร้างความโกลาหลให้กับเจ้าหน้าที่ ในขณะที่ชาวบ้านเองก็ตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรกันไม่ถูก การซ้อมแผนอพยพ อาจกล่าวได้ว่าถือมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวบ้าน ด้วยเหตุนี้ภารกิจการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง และระบบรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านของกรมการปกครอง จึงถือเป็นภารกิจส่วนหลัง ที่ไม่ภารกิจแนวหน้า ที่ทหารต้องปกป้องอธิปไตยของชาติเช่นเดียวกัน
  

 ภาพการซ้อมแผนอพยพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าผม ช่างเป็นภาพที่สะท้อนถึงภัยพิบัติที่เกิดจากสงคราม แม้จะเป็นแค่การซ้อมแผนก็ตามที ทั้งผู้เฒ่า ผู้แก่ ไม่เว้นแม้แต่ลูกเล็ก เด็กแดง ที่ทุกคนรวมใจให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ในการเข้ามาร่วมซ้อมแผนหลบภัยอย่างเข้มแข็ง มันบ่งบอกได้ว่าทุกๆคนชาวบ้านภูมิซรอล ยังมิเคยลืมเลือนจากเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทย และกัมพูชา แม้เวลาจะล่วงเลยมาร่วม 6 เดือนแล้วก็ตามที ความหวาดหวาดผวาจากเสียงปืนใหญ่ ที่ทหารเขมรยิงมาตกใส่ที่บ้านภูมิซรอล ในครั้งนั้น ยังคงเป็นเสียงแห่งการตืนตะหนกตกใจจนมิอาจลืมเลือนได้ง่ายๆ
          เสียงเป่านกหวีด.ปี๊ดยาวดังยาวและต่อเนื่อง นั่นคือการส่งสัญญาณ ให้ชาวบ้าน และนักเรียน ในโรงเรียนเขต บ้านภูมิซรอลวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์  จ.ศรีสะเกษ วิ่งกรูโกลาหล เพื่อเข้าบังเกอร์หรือหลุมหลบภัย ทั้ง 19 หลุม  ปฏิบัติซักซ้อมแผนอพยพ โดยกำรจำลองสถานการณ์หากเกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา และการลำเลียงหรือการอพยพนี้ จะไม่ใช้เส้นทางสายหลักเนื่องจากถูกใช้เป็นเส้นยุทธศาสตร์ขนกำลัง อาวุธ และเสบียง เพื่อสนับสนุนการรบตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา จึงต้องใช้เส้นทางสำรองที่ไม่ใช่สายหลัก
           "นายบุญลือ แสวงไสย" อาชีพเกษตรกร ชาวบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บอกว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 ก.พ.54 ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ชาวบ้านภูมิซรอล ต้องระทึกขวัญขณะที่มีการแข่งขันฟุตบอลของอบต.สนามหน้าโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา ตนกำลังดายหญ้าอยู่ใกล้ๆกัน ช่วงประมาณบ่าย 3 โมงกว่า มีเสียงปืนดังมาจากภูมะเขือก่อน ตนก็บอกกับภรรยาว่า นั่นเค้ายิงมาแล้วน่ะ ภรรยาตนก็ไม่เชื่อ ปรากฎว่าสักครู่ก็มีลูกปืนใหญ่มาตกข้างไร่มันสัมปะหลัง และลูกปืนยังมาใส่บ้านของชาวบ้านอีกหลายหลัง ตอนนั้นตนและชาวบ้าน
ต่างวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดไปหลบในหลุมหลบภัยหลังโรงเรียนบ้านภูมิซรอลฯ
     "นายบุญลือ" กล่าวว่า เหตุการการปะทะกันระหว่างทหารไทย และกัมพูชา  แม้จะผ่านมา 6 เดือนแล้ว หลังจากการเลือกตั้งเสร็จ ตนและชาวบ้านคนอื่นๆเพิ่งจะนอนตาหลับไม่ตื่นตระหนกเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งก่อนการเลือกตั้งยังมีความรู้สึกว่าหวาดผวาอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงที่เกิดเหตุในครั้งนั้นตนไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้เลยเพราะไม่รู้ว่าลูกปืนจะถูกยิงมาตกเมื่อไหร่ จนบางครั้งท้อถึงขนาดอยากจะทิ้งถิ่นฐานย้ายออกจากพื้นที่ไปเลย แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหากย้ายออกไปแล้วจะไปทำมาหากินอะไร จึงจำเป็นต้องอยู่ใน
 พื้นที่ แม้จะหวาดกลัวก็ตาม ซึ่งครอบครัวไหนถ้าพอมีเงิน ก็ย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่ในตัวอำเภอ และตัวจังหวัดเพื่อจะได้ปลอดภัยก็มี
        "การซ้อมแผนอพยพชาวบ้าน ของทางราชการว่า ถือว่าดีมีประโยชน์กับชาวบ้านอย่างมาก เพราะทำให้เกิดการเตรียมพร้อมภายในชุมชน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ทำให้รู้ว่ารถของทางราชการจะมารับเมื่อไหร่ ช่วงไหน ช่วงที่ทหารกัมพูชายิงปืนใหญ่มาตกหลายลูก ชาวบ้านต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างอลหม่าน ทีแรกชาวบ้านบางคนยังไม่รู้เลยว่าหลุมหลบภัยสร้างขึ้นมาทำไม และก็ได้ใช้งานในที่สุด" นายบุญลือ กล่าว
        "นายเพิ่มศักดิ์ ฉวีลักษณ์ นายอำเภอกันทรลักษ์" จ.จ.ศรีสะเกษ  บอกว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านภูมิซรอล ให้ความร่วมมือดีมากในการซ้อมแผนอพยพ เพราะพื้นที่ตรงนี้ เป็นพื้นที่เป้าหมาย ชาวบ้านภูมิซรอล ทั้ง 3 หมู่บ้านตื่นตัวในการดูแลตนเองให้เกิดความปลอดภัยกับชีวิตและทรัพสิน โดยให้ความร่วมมือกับทาง
ราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ค่อนข้างดีมาก นอกจากนั้นในการดูแลหลุมหลบภัยที่ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้านกำหนดไว้ว่าจะต้องแบ่งเวรมาดูแลนั้น ชาวบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งการซ้อมแผนอพยพนั้น เมื่อซ้อมบ่อยๆ และเอาใจใส่ ก็จะทำให้เกิดความพร้อม มีการตื่นตัว และสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวบ้านในหมู่บ้านชายแดนด้วย
          ส่วนอส.ที่เข้ามามีส่วนสำคัญนั้น คือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน โดยทางอำเภอกันทรลักษ์ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมการปกครอง และกองบัญชาการอาสารักษาดินแดน ในการฝึกอบรมอส.สำรอง จัดชุดเครื่องแบบ และการฝึก
 ซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการหาข่าว สนับสนุนฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการตั้งจุดตรวจ รวมถึงกรณีหากเกิดสถานการณ์ชายแดนขึ้น ก็จะได้รับความร่วมมือจากชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน คอยดูแลเป็นเวรยามให้
           "นายเพิ่มศักดิ์" กล่าวว่า ในส่วนลักษณะของการหาข่าวนั้น อส.สำรอง จะต้องเป็นคนที่ช่างสังเกตุ ว่ามีใครเข้ามาในหมู่บ้านบ้าง เข้ามาในพื้นที่ มาค้าขาย เข้ามาแบบไหน ก็จะเข้าไปสอบถาม ที่ผ่านมาชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ก็สามารถจับกุมผู้ที่แปลกปลอมเข้ามาในหมู่บ้าน ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำการสอบสวนดำเนินคดี ซึ่งคาดว่ามาข่าวในฝั่งไทย นอกจากนั้น ก็มีการจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงข้อมูลผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้พะยูงด้วย
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ ปัจจุบันขวัญและกำลังใจ รวมถึงการดำรงชีวิตของชาวบ้านภูมิซรอล กลับคืนสู่ปกติสุข
อีกครั้ง แม้ที่ผ่านมาชาวบ้านแนวชายแดนทั้งไทย และกัมพูชา แม้จะไม่มีอารมณ์ความโกรธแค้นต่อกันก็ตามที แต่มีแค่เพียงคำถามว่าชาวบ้านจะต้องรอรับชะตากรรมแบบนี้อีกนานเท่าไหร่ กับสิ่งที่ชาวบ้านไม่ได้ก่อ ใครกันที่ก่อให้เกิดปัญหานี้ขึ้น ที่ผ่านมาชาวบ้านทำได้แค่เพียงแสดงความรู้สึก และแสดงความอัดอั้น พร้อมๆกับก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ไทยไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวหรือประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน และมีวิถีชีวิต มีควาสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมืองกับเพื่อนบ้าน



          ซึ่งแม้จะมีโอกาสกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่การดำรงชีวิตยังคงเป็นไปอย่างปกติ พื้นที่ภูมิภาคแถบนี้ ในอดีตเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แบ่งแยกไทย-กัมพูชา แต่ความเปลี่ยนแปลงทำให้แยกเป็นไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว เพื่อการบริหารบ้านมือง แต่ในวัฒนธรรมประเพณี เรายังเกาะเกี่ยวกันอยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นชาวภูมิซรอล เสาธงชัย หรือกันทรลักษ์ ไม่ว่าจะทำมาหากินอยู่ที่ไหน ผู้คนเหล่านี้ก็ยังรักดินแดนและยังต้องไปมาหาสู่กับเพื่อนบ้าน ที่ผ่านมาแม้จะมีความขัดแย้งที่ยังไม่ได้ขอยุติ แต่ประชาชนในพื้นที่ทั้งไทย-กัมพูชา ก็ยังต้องดำเนินชีวิตอยู่ที่นี่ตราบนานเท่านาน...!!!
                                              นวย  เมืองธน
video

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ศูนย์กสิกรรมฯพอเพียงความภาคภูมิใจชาวภูหลวง

        ตะลอนตามอำเภอใจ-"อำเภอภูหลวง" ถือเป็นอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดเลย ราษฎรส่วนใหญ่ มีอาชีพทำนา ทำสวนผลไม้ และพืชไร่เป็นหลัก มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง  "อำเภอภูหลวง" ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดเลย  มีอาณาเขตทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ทิศตะวันออก ติดกับ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ทิศใต้ ติดกับอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย และอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนทิศตะวันตก ติดกับอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
           สำหรับความเป็นมาของอำเภอภูหลวงนั้น ตามประวัติบอกว่า แต่เดิมท้องที่อำเภอภูหลวง เป็นส่วนหนึ่ง ของอำเภอวังสะพุง ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 จึงได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้แยก 2 ตำบลออกมาตั้งเป็น กิ่งอำเภอภูหลวง ซึ่งในภายหลังกิ่งอำเภอภูหลวง ก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอภูหลวง ตามพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2535 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พฤษภาคม ในปีเดียวกัน "อำเภอภูหลวง" แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 5 ตำบล 43 หมู่บ้าน ได้แก่ 1. ภูหอ  10 หมู่บ้าน 2. หนองคัน 9 หมู่บ้าน 3. ห้วยสีเสียด 8 หมู่
บ้าน 4. เลยวังไสย์  8 หมู่บ้าน และ 5. แก่งศรีภูมิ 8 หมู่บ้าน มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง คือ องค์การบริหารส่วนตำบลภูหอ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลภูหอทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลหนองคัน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองคันทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสีเสียด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลห้วยสีเสียดทั้งตำบล องค์การ
 บริหารส่วนตำบลเลยวังไสย์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเลยวังไสย์ทั้งตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแก่งศรีภูมิทั้งตำบล
         ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ได้แก่ น้ำตกห้วยเลา อยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยเลา บ้านน้ำอุ่น หมู่ที่ 6 ตำบลแก่งศรีภูมิ เป็นน้ำตกหินปูนที่มีความสวย แบ่งออกเป็น 9 ชั้น บนชั้นที่ 9 จะมีถ้ำที่เป็นแหล่งที่มาของน้ำที่ตกลงมาตลอดปี มีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ถ้ำดินลาย อยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยเลา บ้านน้ำอุ่น หมู่ที่ 6 ตำบลแก่งศรีภูมิ น้ำตกเลยตาด อยู่ใน
เขตบ้านเลยวังไสย์ ตำบลเลยวังไสย์ และน้ำตกเลยหง่า อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง บ้านเลยวังไสย์ ตำบลเลยวังไสย์ ภูหอ หมู่ที่ 1 ตำบลภูหอ
       ผมหยิบยกเรื่องราวของ "อำเภอภูหลวง" มาเล่าถึง เพราะอยากจะบอกว่า ได้มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ บนพื้นที่ราว 68 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ตำบลเลยวังไสย์ ของอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย โดยศูนย์กสิกรรมฯแห่งนี้ ยังถือเป็นหนึ่งในโครงการ 84 ศูนย์เรียนรู้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริระดับอำเภอต้นแบบ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 อีกด้วย
          ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ  ถือเป็นศูนย์เรียนรู้ ที่ได้ผสมผสานองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ไว้อย่างมากมาย อาทิ นวัตกรรมผันน้ำจากที่ต่ำไปสู่ที่สูง ระบบตะบันน้ำ โดยไม่ใช้ไฟฟ้า สามารถสูบน้ำได้ 200 ลิตรในเวลาไม่นานนัก ซึ่งถือเป็นพลังงานทางเลือกที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และนำเอาองค์
 ความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ที่ศูนย์ฯแห่งนี้ ยังมีการถ่ายทอดความรู้ ในการทำนากล้าต้นเดียว การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ และการเพาะชำกล้าไม้ท้องถิ่น ที่สำคัญ ภายในศูนย์ฯยังแบ่งฐานเรียนรู้ ออกไปอีกนับสิบฐานความรู้ อาทิ ฐานการเลี้ยงหมูหลุม ป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง สมุนไพรใกล้ตัว การทำน้ำสัมควันไม้ ฯลฯ จึงนับได้ว่า "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ" แห่งนี้ ได้นำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาถ่ายทอดให้ประชาชนสามารถนำ ไปปรับใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างแท้จริง
           "นายวิราช ช้อยจอหอ" หรือ"ลุงวิราช"  เกษตรกรบ้านศรีเจริญหมู่ 8 ตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย ประธานกลุ่มเกษตรพอเพียงแบบยั่งยืนบ้านโคกหนองแห้วศรีเจริญ บอกว่า เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว กระแสความนิยมปลูกมะขามหวานในจังหวัดเลย กำลังบูมสุดขีด ว่ากันว่าในสมัยนั้นมะขามหวาน คือความหวังใหม่ของเกษตรกรทั้งรายใหญ่ รายย่อย ที่จะสามารถพลิกชะตาชีวิตสู่ความร่ำรวยได้ แต่เมื่อลงมือปลูกจริงแล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ เพราะมะขามหวาน คือพืชเศรษฐกิจ เมื่อมีคนปลูกมาก ผลผลิตก็จะล้นตลาดทำให้ราคาต่ำลง โรคและแมลงก็รุมเร้า เพราะมีอาหารจานใหญ่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ เกษตรกรผู้ปลูกมะขามส่วนใหญ่ จึงติดอยู่ในวังวน การลงทุนผลผลิตสูง แต่ขายสินค้าได้ในราคาที่ต่ำ
          "ผมเป็นคนหล่มเก่า เพชรบูรณ์ อพยพครอบครัวเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านศรีเจริญเมื่อปี พ.ศ.2526 พร้อมกับนำมะขามหวานพันธุ์ดีจากหล่มเก่า เข้ามาเปิดตลาดในตำบลเลยวังไสย์ ในยุคนั้นถือว่า
เป็นช่วงที่เฟื่องฟูที่สุดของชีวิต ผมสามารถขายกิ่งพันธุ์ ได้ไม่ต่ำกว่าวันละพันบาท แต่ในช่วงนั้นใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยเช่นกัน เพราะเห็นว่าเงินหาใหม่ได้ง่าย มีมะขามหวานพันธุ์สีทอง เป็นหลักประกันอยู่แล้วกว่า 200 ต้น มะขามให้ผลก็จะรวยแล้ว
 หลังจากนั้น 5 ปี มะขามหวานเริ่มผลิดอกออกผล แต่บางปีออกดอก แต่ไม่ติดฝัก บางปีติดฝัก แต่พอใกล้จะครบกำหนดเก็บเกี่ยว ก็เกิดเชื้อราระบาด บางปีประคบประหงมให้มะขามติดฝักได้ แต่ต้องเจอกับราคาที่ตกต่ำ เพราะสวนอื่นๆก็คิดจะรวยเหมือนกัน ชีวิตของผมติดอยู่ในวังวนแบบนี้มาหลายปี" ลุงวิราช กล่าว
          "นายวิราช" กล่าวว่า หลังจากไม่สามารถพึ่งพามะขามหวานได้ ในปีพ.ศ.2544 ได้มีโอกาสเรียนรู้การพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกับโครงการพัฒนาชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ป่าภูหลวง ด้วยคิดว่าจะเป็นทางออกใหม่ของชีวิต ที่เน้นการพึ่งพาตนเองและใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา ในปีเดียวกันนี้  ก็ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนในชุมชนให้เป็นประธานกลุ่มฟื้นฟูเกษตรยั่งยืนบ้านโคกหนองแห้วศรีเจริญ ตนเองเริ่มปลูกต้นไม้ที่หลากหลาย โดยเน้นไปที่ของกินก่อน ปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก อีกทั้งสวนของตนก็ปฏิเสธสารเคมีทุกชนิด และยังทำบัญชีรายรับรายจ่ายของครอบครัว 1 ปีทำให้ตนเองเริ่มเห็นและเข้าใจ รายจ่ายที่เยอะที่สุดคือเรื่องอาหาร นั่นคือจุดสำคัญที่ตอกย้ำความมั่นใจว่าการปลูกอยู่ ปลูกกินเป็นทางรอดของครอบครัว
             ปัจจุบันสวน "ลุงวิราช" นอกจากจะมีมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด มีผักปลอดสารพิษกินตามฤดูกาล มีปลา ไก่ เป็ด หมูป่า เป็นอาหารประเภทโปรตีน แถมยังเลี้ยงควายอีกด้วย "ลุงวิราช" บอกว่า การเลี้ยงควาย ถือว่าให้ประโยชน์หลายอย่าง เพราะควาย นอกจากช่วยกินหญ้าที่สวนแล้ว ทำให้ประหยัดแรงงานในการกำจัดวัชพืชได้ดี แถมยังถ่ายมาเป็นปุ๋ยอีกด้วย
          "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสได้สนทนากับ "นายชาญชัย ศรศรีวิชัย" นายอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย "คนหนุ่มไฟแรง" ถึง
บทบาทของ "นายอำเภอ" ต่อศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ โดย"นายชาญชัย" บอกว่าในฐานะ "นายอำเภอ" ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ อยู่ในอำเภอของเรา  การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้รู้ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะการเผยแพร่ความรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการเรียนรู้ การปฎิบัติจริงภายในศูนย์ฯแห่งนี้ ให้ประชาชนของอำเภอภู
 หลวงเอง และประชาชนในอำเภอต่างๆ รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ได้รับรู้ว่ามีของดีอยู่ที่ศูนย์ฯแห่งนี้ ก็ถือเป็นบทบาทหนึ่งของ "นายอำเภอ" เช่นกัน
            นายชาญชัย กล่าวว่า ในรอบปีที่ผ่านมามีประชาชน 2-3 หมื่นคน ที่ให้ความสำคัญเดินทางมาศึกษาดูงานที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากจังหวัดแถบภาคอีสาน พอมีคนจากที่อื่นมาดูงานกันมากขึ้น ก็เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งศูนย์ฯเองก็ต้องมีการพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นลำดับ เพื่อการสอดคล้องกับองค์ความรู้ที่ได้รับตามมาด้วย เพราะที่ผ่านมาก็มีทั้ง นักวิชาการจากต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น และของไทย  ที่เดินทางมาศึกษาดูงาน และใช้ศูนย์แห่งนี้ในการเรียนรู้ และทำเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้นภายในศูนย์ฯแห่งนี้ และยังถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่ชาวบ้านในพื้นที่ และจากที่อื่นๆที่มาเยี่ยมชมศูนย์ฯแห่งนี้อีกด้วย
           "ทุกครั้งที่ผมเดินทางมาตรวจเยี่ยมศูนย์ฯแห่งนี้ หรือมาบรรยายสรุปให้กับคณะหน่วยงานต่างๆ และประชาชนจากจังหวัดอื่นๆ ที่มายังศูนย์ฯแห่งนี้ ก็มักจะได้ทราบข่าวจากชาวบ้านตลอดว่า วันนี้ได้รับความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นผลพวงจากการที่ประชาชน จากที่ต่างๆได้มาเยี่ยมศูนย์ฯ และได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับราษฎรในพื้นที่ของเรา ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เกิดขึ้นกับศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ" นายชาญชัย กล่าว
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านศรีเจริญ ถือเป็นจุดสาธิตเกษตรพอเพียง ภายในศูนย์ฯแห่งนี้ นอกจากจะมีการปลูกพืช ผัก และพืชสมุนไพร นานาชนิดแล้ว กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดต่างๆ ยังมาเรียนรู้แลกเปลี่ยนแนวคิดอยู่เสมอ  ที่สำคัญ ศูนย์ฯแห่งนี้ ยังเป็นความภูมิใจของราษฎรในอำเภอภูหลวง ที่ได้เรียนรู้ จนสามารถอยู่ดี กินดี ตามแนวพระราชดำริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงอีกด้วย...!!!
                                                             นวย  เมืองธน

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

"ปางมะผ้า"เสน่ห์ชายแดนเหนืออส.เข้มบูรณาการความมั่นคง

           อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่เป็นภูเขาสูง มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ และลำห้วย และมีพื้นที่เพาะปลูกอาศัยตามไหล่เขาที่สูงชัน ปลูกข้าวไร่ ข้าวนาปี และพืชไร่ เช่นข้าวโพด ขิง แครอท มันฝรั่ง ถั่วแดง กระหล่ำปลี มีพื้นที่นาไม่มากนัก อยู่ตามลำห้วย ที่เป็นพื้นที่ราบเล็กน้อยเท่านั้น อาชีพหลักของราษฎร คือ การเกษตร นอกจากรายได้จากการเกษตรแล้วส่วนหนึ่งมีรายได้มาจากการจัดบริการการท่องเที่ยว
อำเภอปางมะผ้า ประกอบด้วยประชากรหลากหลายชนเผ่า ได้แก่ คนพื้นเมือง ไทยญวณ คนไต ไทยใหญ่ ชาวเขาเผ่า ลีซอ เผ่ามูเซอร์ดำ เผ่ามูเซอร์แดง เผ่ากระเหรี่ยง เผ่าเผ่าม้งเผ่าลั๊วะ เผ่าปะโอ และไทยพื้นราบ จึงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประเพณีที่สำคัญ คือ เทศกาลปีใหม่เมือง เทศกาลกินวอ หรือเทศกาลปีใหม่ ของแต่ละ
ชนเผ่า ซึ่งมีการละเล่น การแสดงวัฒนธรรม ประเพณีที่ไม่เหมือนกัน ประเพณีปอยส่างลอง ของชนชาวไทยใหญ่ สถานที่สำคัญทางศาสนา มีวัดพุทธ จำนวน 12 แห่ง โบสถ์คริสต์ จำนวน 10 แห่ง ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญ ได้แก่การทอผ้าพื้นบ้าน ซึ่งมีเอกลักษณ์ตามลักษณะของแต่ละชนเผ่า มีการย้อมสีฝ้ายทอด้วยสีธรรมชาติที่
ทำ มาจาก เปลือกไม้ ลูกไม้ ใบไม้ ต่างๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในป่าใกล้หมู่บ้าน
     ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆของอำเภอปางมะผ้า ได้แก่ ถ้ำน้ำลอด  ถ้ำเมืองแพม  ถ้ำผามอน  ถ้ำแม่ละนา ถ้ำผาเผือก ถ้ำปางคาม น้ำบ่อผี  โป่งนก ถ้ำศรีโสภน ถ้ำแม่ลางจันทร์ จุดชมวิวบ้านน้ำริน จุดชมวิวบ้านลุกข้าวหลาม  และการบริการท่องเที่ยว
เชิงอนุรักษ์ เดินป่า นั่งช้าง ล่องแพ พักแรมศึกษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมร่วมกับครอบครัวของชนเผ่า ในหมู่บ้าน
      สำหรับอำเภอปางมะผ้า ถือเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือเป็นอำเภอชายแดนสำคัญที่ติดกับประเทศพม่า โดยทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐฉาน ประเทศพม่า ทิศตะวันออก
ติดต่อกับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอปายและอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และรัฐฉาน ประเทศพม่า ซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ศึกษาดูงานรวมถึงเยี่ยมชมภาระกิจด้านความมั่นคงของสมาชิกอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) สังกัดกรมการ
ปกครอง กระทรวงมหาดไทย  โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่อำเภอปางมะผ้า การป้องกันการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้  และปัญหาต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง
      "ฐานปฏิบัติการทหารบ้านไม้ลัน" ถือเป็นภาระกิจแรกที่ผมได้ร่วมเดินทาง โดยใช้รถยนต์ขับ
เคลื่อน 4 ล้อ ในเส้นทางที่มีแต่ลูกรัง และลาดชัน บางช่วงของถนนสาหัสสากันพอดู ประกอบกับสองข้างทางที่มีแต่ป่าเขา จึงถือเป็นการเปิดหูเปิดตาอีกแบบหนึ่ง ในการมาเยี่ยมชมการปฎิบัติหน้าที่ การบูรณาการภารกิจร่วมของทหารและอส.ไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวน หรือการตั้งด่านสกัดเส้นทางล่อแหลมต่อการลำเลียงสิ่งผิดกฎหมาย  เมื่อถึงฐานปฏิบัติการทหารบ้านไม้ลัน ความเหนื่อยจาก
 การเดินทางหายเหนื่อยเป็นปิดทิ้ง ท่ามกลางรั้วของชาติ ที่ยืนรักษาการรายล้อมประจำฐานฯแห่งนี้อย่างเข้มแข็ง
          ทอดสายตาออกไปผ่านสายลม และสายหมอกบางๆ มองเห็น "ดอยไตแลง" ในฝั่งไทยของตำบลปางมะผ้า สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 กว่าเมตร อยู่ตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ซึ่งมีการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยววิถีชีวิตไทยใหญ่ แถมสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี  มีความสวยงามเหมือนกับหมู่บ้านปางอุ๋ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเที่ยว แต่"ดอยไตแลง" นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปเที่ยวได้
 ตลอดทั้งปี เนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็น ซึ่งถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำหรับนักท่องเที่ยวชอบธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ โดยทหารสามารถอำนวยความสะดวกในด้านสถานที่กางเต้นท์ได้ประมาณ 300 หลัง สำหรับอาหารการกิน ก็หาซื้อบริเวณสันเขตแดนมีจำหน่าย และในด้านความปลอดภัยฝ่ายทหารจะดูแลอย่างใกล้ชิด ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชายแดนแห่งใหม่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตไทยใหญ่ที่อยู่อย่างพอเพียง
       ส่วน "ดอยไตแลง" ฝั่งตรงข้าม คือฐานที่มั่นของกองบัญชาการสูงสุด กองทัพกู้ชาติไทใหญ่ (Shan Stat Army -SSA) ภายใต้การนำของ
"พลโทเจ้ายอดศึก" ที่ตั้งอยู่เขตรอยต่อระหว่างเมืองปั่นและเมืองโต๋น รัฐฉาน ประเทศพม่า ฝั่งตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า ของประเทศไทย ซึ่ง "ดอยไตแลง"  ใช่ว่าเป็นแค่เพียงฐานทัพกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่เท่านั้น หากแต่ยังเป็นชุมชนบนสันเขาสูงที่ทอดยาวยื่นออกไป ทั้งค่ายทหาร หมู่บ้านผ่ายเพ  วัด โรงเรียนเด็กกำพร้า โรงพยาบาลขนาดเล็ก ตั้งอยู่เรียงรายกันไปตามยอดดอย  ส่วนอีกด้านหนึ่งของชายแดนฝรั่งพม่า มองออกไปก็จะเห็นค่ายของกระเหรี่ยงแดง หรือคะยา  ซึ่งถึงแม้ไม่บอกว่ากะเหรี่ยงเหล่านั้น มีความเป็นอยู่อย่างไร ผมก็พอเข้าใจได้ว่าผมโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาเป็นคนไทย ได้อยู่อาศัยบนผืนแผ่นดินไทย
      "อำเภอปางมะผ้า" นอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวและธรรมชาติที่สวยงามแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ควบคู่กับความสวยงาม คือ ปัญหายาเสพติด ที่ทั้งทหารและอส.รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องคอยสนธิกำลังกัน เพื่อสกัดกั้นและคอยดูแลปราบปรามยาเสพติดที่จะถูกลักลอบเข้ามายังฝั่งไทยจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยนายภรศิษฐ์ บุตรบุญ นายอำเภอปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน บอกว่า "อำเภอปางมะผ้า" ถือเป็นอำเภอชายแดนอำเภอหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ภาครัฐทุกหน่วยงานต้องบูรณาการร่วมกันอย่างแข็งขันในการป้องกันปัญหายาเสพติด เพราะถือเป็นจุดล่อแหลมที่ไม่สามารถประมาทได้เลย แม้ตนเองจะเพิ่งมารับตำแหน่งนายอำเภอปางมะผ้า ได้ไม่นานแต่ก็พยายามทำมวลชน
 และสร้างแหล่งข่าวอย่างต่อเนื่อง
         จากข้อมูลดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับข้อมูลที่ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวหน่วยงานด้านความมั่นคงแนวชายแดนในพื้นที่ภาคเหนือว่า ช่วงปลายปี 53 พบว่าพื้นที่แนวชายแดนฝั่งพม่าตรงข้าม "อำเภอปางมะผ้า" มีการตั้งโรงงานผลิตยาเสพติด จำพวก เฮโรอีน  ยาไอซ์  ยาบ้า และอื่นๆ  เป็นจำนวนมาก และมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จากพม่าผ่านเข้ามาในพื้นที่อำเภอปางมะผ้า เข้ามาฝั่งไทยอยู่เสมอ โดยพบว่า กองกำลังชนกลุ่มน้อย ที่เคลื่อนไหว ในพื้นที่ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จะมีชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม เข้าไปมีส่วนพัวพันในการผลิต
 ลำเลียง และค้ายาเสพติดทุกกลุ่ม และมีแนวร่วม ซึ่งเป็นราษฎรชาวไทยภูเขาในพื้นที่ เข้าไปให้ความร่วมมือในการรับจ้างลำเลียง ปลูกฝิ่น และสนับสนุนเสบียงอาหาร ให้กับกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดในพม่า ในการลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าไทย
        ด่านตรวจผามอญ อำเภอปางมะผ้า ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมได้มาเยี่ยมชมการปฎิบัติหน้าที่ของสมาชิกอส.ที่บูรณาการร่วมกับทหารและตำรวจ ในการเฝ้าระวังสิ่งผิดกฎหมายที่จะผ่านมายังจุดนี้ โดยนายธำรง ช่วยยก ปลัดป้องกันและหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงอำเภอปางมะผ้า บอกว่าภารกิจของกองอาสารักษาดินแดน ที่ 8 ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ทหาร เจ้า
 หน้าที่ป่าไม้ ในส่วนภารกิจอส.ของ อำเภอปางมะผ้า ก็มีหลายส่วน เนื่องจากมีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศพม่า ที่มีช่องทางสถานการณ์ยาเสพติดเกี่ยวข้องพอสมควร โดยช่องทางนำเข้ายาเสพติดก็จะมี 7-8 ช่องทางตามแนวชายแดน ซึ่งอส.จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆในการตั้งจุดสกัดจุดตรวจในพื้นที่สำคัญๆ เช่น ที่ด่านผามอญ ซึ่งจะมีการตั้งจุดตรวจตลอด 24 ช.ม.ในการป้องปรามกลุ่มที่กระทำผิดกฎหมาย ในเรื่องยาเสพติด และด้านอื่นๆ นอกจากนั้น ยังมีการตั้งด่านตรวจในจุดพื้นที่เสี่ยงต่างๆ และจุดที่มีการแจ้งข่าวสารมาว่าน่าจะมีการนำเข้าสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่โดยเฉพาะยาเสพติด
         นายธำรง กล่าวว่า เมื่อช่วงปลายปี 53 (14 พ.ย.)  เจ้าหน้าที่ทหารจาก กองร้อยทหารราบ ที่ 723   ( ร้อย.ร.723 ) สังกัดกรมทหารราบที่ 7  กองกำลังนเรศวร( ฉก.ร.7 ) ได้ปะทะกับคาราวานลำเลียงยาเสพติด บริเวณติดแนวชายแดนไทย – พม่า พื้นที่หมู่บ้านแอลา หมู่ 7 ตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผลการปะทะ เจ้าหน้าที่สามารถยึดยาบ้าได้ จำนวน 4 แสนเม็ด และฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิตบริเวณพื้นที่ปะทะจำนวน 5 ศพ พร้อมกับยึดปืนอาการ์ ได้จำนวน 2 กระบอก และกระสุนจำนวนหนึ่ง ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในการสกัดยาเสพติดที่มีการลักลอบนำเข้ามาทางแนวชายแดนจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

       ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมคงต้องทิ้งท้ายว่า แม้ "อำเภอปางมะผ้า" เบื้องหน้าที่เห็นจะรายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม แต่ทว่า ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามแห่งนี้ ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง อย่างอส.ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ยังคงต้องทำงานอย่างหนักเสมือน "ปิดทองหลังพระ" คอยสกัดจับกุมยาเสพติด การบุกรุกทำลายป่า รวมถึงสกัดกั้นต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง ซึ่งถือเป็นภาระกิจสำคัญที่จะทำให้ "อำเภอปางมะผ้า" เป็นอำเภอชายแดนของไทยที่น่าอยู่ น่าเที่ยว ไม่ใช่ทางผ่านยาเสพติดเหมือนอดีตที่เคยกล่าวขานไว้...!!!
                                                          นวย  เมืองธน
video