วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อส.ร่วมด้วยช่วยดูแลศูนย์พักพิงบ้านใหม่ในสอย

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ถือเป็นโอกาสดีที่ผมมีโอกาสเดินทางมา"ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "บ้านใหม่ในสอย" อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน 30 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสายเลี่ยงเมือง (108)  หรือถนนบายพาส จะมีแยกให้เลี้ยวเข้าเพื่อไปบ้านสบสอย และบ้านในสอย จะข้ามสะพานใหญ่ ผ่านบ้านสบสอยแล้วให้เลี้ยวซ้ายเพื่อมุ่งหน้าไปบ้านในสอย สำหรับที่บ้านในสอยนั้น สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทย และคนต่างประเทศ อาจรู้จักว่าที่บ้านใหม่ในสอยนั้นเป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมของชนเผ่านกระเหรี่ยงคอยาวซึ่งบ้านกะเหรี่ยงคอยาว (บ้านใหม่ในสอย) จะอยู่เลยบ้านในสอยไปประมาณ 3 กิโลเมตร และอยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
            แต่ที่จะมาเล่าในวันนี้ คือเรื่องราวของศูนย์พักพิงชั่วคราว บ้านใหม่ในสอย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยสงคราม กว่า 12,000 คน และมีเนื้อที่ศูนย์กว่า 1,400 ไร่
     พอพูดถึงศูนย์อพยพ หลายคนอาจนึกภาพไปถึงภาพยนตร์ หนังสงครามต่างๆ ที่เคยดู ว่าบรรยากาศภายในศูนย์อพยศนั้น คงต้องดูน่ากลัว มีภาพของลวดหนาม ขึงกั้น รายล้อมรอบศูนย์อพยพ ภาพดุดันของทหาร ถือปืนคุมเข้ม อะไรประมาณนั้น ก่อนหน้าที่จะมาศูนย์อพยพแห่งนี้ ผมก็เข้าใจว่าอนย่างนั้นเหมือน
กัน แต่พอได้เดินทางมาเยี่ยมชมศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยบ้านในสอย ความคิดโดยฉับพลัน เพราะมันตรงข้ามกันไปหมด เหมือนหมู่บ้านใหญ่ๆ หมู่บ้านหนึ่ง
       ภาพที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้าไม่มีภาพไหนที่ดูแล้วว่าที่นี่ คือ ความลำบากที่ผู้ลี้ภัยได้พลัดถิ่นหนีภัยสงครามมาอยู่กัน  ด้วยเหตุนี้ผมจริงไม่
แปลกใจว่า "ชาวกะเหรี่ยงแดง" สัญชาติพม่า แม้ "กะเหรี่ยงแดง" เหล่านี้จะไม่ยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนพม่าก็ตาม เมื่อคณะสื่อและเจ้าหน้ารที่กรมการปกครองจากส่วนกลาง ที่นำทีมโดย คุณบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นำคณะเข้าเยี่ยมศูนย์แห่งนี้ ความรู้สึกอบอุ่นจากพี่น้องกะเหรี่ยงแดง ภายในศูนย์ผู้ลี้
ภัยสงครามแห่งนี้ สามารถสัมผัสได้อย่างทันควัน ภาพการออกมาต้อนกลุ่มคนไทย ที่เหมือนเป็นเจ้าบ้าน ที่ให้ที่พักพิงกับผู้มาเยือนอย่างพวกเค้า มันภาพที่บ่งบอกและสามารถสัมผัสได้ว่า แท้ที่จริง นับแต่โบราณกาลมา ไม่ว่ากะเหรี่ยงแดง หรือกะเหรี่ยง เผ่าไหนก็ตาม สำหรับคนไทย เราเปรียบ
 เหมือนพี่น้องกัน มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจับดาบ ยืนเคียงข้างกันฟาดฟันกับอริศัตรู ในยามที่สยามเราถูกรุกราน
       แม้อดีตกับ ณ ปัจจุบันมันคือ คนละเรื่องกัน แต่วันนี้ ประเทศไทยอ้าแขนรับผู้ลี้ภัยสงครามเหล่านี้ เพื่อช่วยเหลือในด้านสิทธิมนุษยชน เพราะผู้ลี้ภัย คือ ผู้ที่ต้องออกจากประเทศตนเพื่อหนีภัยความตายหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง ร้ายแรงจากรัฐบาลประเทศของตน
           หรือหวาดกลัวจากการถูกประหัตประหารด้วยความแตกต่างทั้งทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง การเป็นสมาชิกกลุ่มสังคม หรือ ทางการเมือง และขณะเดียวกันก็ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจที่จะรับความคุ้มครองจากรัฐแห่ง สัญชาติเนื่องจากความหวาดกลัวดังกล่าว ตามประกาศของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) ที่ มีคำสั่งให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศพม่าที่ได้สถานภาพจากสำนักงานข้า หลวงใหญ่สหประชาชาติให้เป็นผู้อยู่ในความห่วงใยรับสิทธิผู้ลี้ภัย
          หลายคนอาจสงสัยว่าศูนย์พักพิงเหล่านี้ กรมการปกครอง และอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) มีบทบาทดูศูนย์พักพิงอย่างไร คุณบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่ารัฐบาล ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ให้เข้ามาดูแลพักพิงชั่วคราวของผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบ ปัจจุบัน ผู้ลี้ภัยเนื่องจากเหตุผลทางการเมืองหรือลี้ภัยจากการสู้รบจากพม่าที่อาศัย อยู่ในประเทศไทย มีจำนวนประมาณหลักแสนคนต้นๆ  โดยอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว จำนวน 9 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านต้นยาง
 อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
         พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านอุ้มเปี้ยม อำเภอพบพระ จังหวัดตาก พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านนุโพ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านใหม่ในสอย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่สุริน อำขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่กองคา - ศาลา อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนพื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่ลามาหลวง อำเภอสบเมย จังหวัด
 แม่ฮ่องสอน สำหรับในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ผู้ลี้ภัยจะได้รับการแจกจ่ายอาหาร ได้แก่ ข้าวสาร กะปิ พริก เกลือ ถั่วเหลือง น้ำมัน ปรุงอาหาร และ ถ่านอัด ในปริมาณจำกัดต่อคน
           รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงศูนย์พักพิงชั่วคราว บ้านใหม่ในสอย ว่าอส.รับผิดชอบดูแลศูนย์พักพิงชั่วคราว ในประเด็นสำคัญ เปรียบเหมือนอส.เป็นเจ้าของบ้าน มีหน้าที่ประสานงานกับทุกหน่วยงาน ทั้งเอ็นจีโอ ภาครัฐ และเอกชน เข้ามาช่วยดูแลสนับสนุนกัน และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในศูนย์ฯ ซึ่งการรักษาความสงบเรียบร้อยถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าการที่มีผู้หลบหนี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ในศูนย์นับหมื่น
คน บางคนก็มีความพยายามอยากจะไปอยู่ข้างนอก อยากจะไปโน่นไปนี่ จึงต้องคอยส่องสอดดูแลปัญหาตรงนี้ด้วย
      ส่วนการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในศูนย์ฯ ก็เริ่มตั้งแต่จัดทำทะเบียนว่า ผู้อยู่ในศูนย์ฯมีจำนวนเท่าไหร่ มีลูกเด็กเล็กแดง กี่คน มีผู้เกิด ผู้ตาย กี่คน ในเรื่องของการทำทะเบียน ซึ่งต้องเป็นตัวเลขปัจจุบันถูกต้อง ส่วน
อีกเรื่องคือการบังคับใช้กฎหมายให้ผู้อยู่ในที่พักพิงชั่วคราวได้ปฎิบัติตามกฎหมายไทยโดยเคร่งครัด ตั้งแต่การไม่ทะเลาะวิวาท การไม่ไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่บริเวณรอบศูนย์ๆ เพราะรอบศูนย์ๆก็มีพื้นที่ของคนไทย ที่ต้องอาศัยทรัพยากรเหล่านี้ในการทำมาหากินอยู่ ด้วยเหตุนี้การดูแลทรัพยกรธรรมชาติ ก็เป็นหน้าที่ของอส.ด้วยเช่นกัน ที่ผ่านมาก็มีการจัดชุดออกไปลาดตระเวนอยู่ตลอด ที่สำคัญศูนย์พักพิงชั่วคราว จะไม่มีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นเข้าไปภายในศูนย์ฯถ้าไม่ได้รับอนุญาติ โดยภายในศูนย์ฯจะมีเพียงอส.เป็นผู้กำกับดูแลและปกครอง ส่วนอีกเรื่อง คือการปกครองภายใน เมื่อมีคนมากก็มีการตั้งตัวแทนผู้หลบหนีภัยขึ้นมา เป็นกลุ่มบ้าน หรือ "ป๊อกบ้าน" คัดเลือกขึ้นมาเป็นผู้นำของกลุ่มบ้าน เพื่อมาเป็นคณะกรรมการร่วมกับเจ้าหน้าที่ราชการในการปกครองบังคับบัญชา กระจายข้อมูลข่าวสาร ดูแลเรื่องการเจ็บป่วย รวมถึงการศึกษาตามหลักสิทธิมนุษยชนที่เขาควรพึงได้รับ นั่นคือภาระกิจหลักที่อส.ทำ
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" อันที่จริงเรื่องราวต่างๆ ภายศูนย์พักพิงชั่วคราว บ้านใหม่ในสอย ยังมีเรื่องราวอีกเยอะที่น่าสนใจ ทั้งประเพณี วัฒนธรรม ของชาวกะเหรี่ยวแดง  ที่หลายคนภายนอกศูนย์พักพิง อาจจะไม่รู้ หรือไม่ค่อยได้ยิน ไว้โอกาสดีค่อยมาเล่ากันในภายหลังก็แล้วกัน...!!!
                                                        นวย  เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น