วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ล่องเจ้าพระยาอิ่มบุญวัดแจ้ง

             "ตะลอนตามอำเภอใจ"-แม่น้ำและลำคลองน้อยใหญ่ ล้วนมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของทุกชีวิต ในอดีต "แม่น้ำเจ้าพระยา" ถือเป็นเส้นทางคมนาคม และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในกรุงเทพฯ  มีคลองหลายแห่งที่ขุดขึ้น ด้วยเหตุผลนี้ จำนวนคลองที่มากมายนั้น ทำให้เราได้รับการขนานนามว่าเป็น "เวนิสตะวันออก" ช่วงปลายๆสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 ก.ค.54) ซึ่งตรงกับวันพุทธศาสนาของไทย คือวันอาสาฬหบูชา
     ผมมีโอกาส "ตะลอนตามอำเภอใจ" นั่งเรือด่วนโดยสาร ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ชมความงดงามของกรุงเทพฯ  ตลอดทางของแม่น้ำเจ้าพระยาของทั้งสองฝั่ง ผมสามารถสัมผัสได้ถึงวิถีชีวิตชุมชนต่างๆมาก
มาย ที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยิ่งยวด  ได้ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านริมน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบ้านของชาวบ้าน
สะพานพระราม 8 ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม และได้มา
ทำบุญที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ถือเป็นความเพลิดเพลินจำเริญใจที่หาไม่ได้บนท้องถนนจริงๆครับ ไหนๆก็ได้มาทำบุญที่วัดอรุณฯหรือวัดแจ้ง แล้ว ผมคงต้องขอเล่าเกี่ยวกับประวัติของวัดนี้เสียหน่อย
        "วัดอรุณราชวราราม" ถือได้ว่าเป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเรียกว่า "วัดมะกอก" ตามชื่อตำบลบางมะกอก ซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งวัด ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดมะกอกนอก" เพราะมีวัดสร้างขึ้นใหม่ในตำบลเดียวกัน แต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ชื่อ
 คือ "วัดมะกอกใน" ต่อมาใน พ.ศ. 2310  เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานี มาตั้ง ณ กรุงธนบุรี พระองค์ จึงทรงเสด็จกรีฑาทัพ ล่องลงมาทางชลมารค ถึงหน้า "วัดมะกอกนอก" นี้เมื่อเวลารุ่งอรุณพอดี จึงทรงเปลี่ยนชื่อ"วัดมะกอกนอก"เป็น "วัดแจ้ง" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งนิมิตที่ได้เสด็จมาถึงวัดนี้เมื่อเวลาอรุณรุ่ง
          ครั้งเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้ย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้ง ณ กรุงธนบุรี และได้ทรงสร้างพระราชวังใหม่ มีการขยายเขตพระราชฐาน เป็นเหตุให้วัดแจ้ง ซึ่งตั้งอยู่กลางพระราชวัง จึงไม่โปรดให้มี
พระสงฆ์จำพรรษา นอกจากนั้นในช่วงเวลาที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานี  ถือกันว่า
วัดแจ้งเป็นวัดคู่บ้าน คู่เมือง เนื่องจาก
เป็นวัดที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต และพระบาง ซึ่งสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ได้ อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ 2
องค์นี้ มาจากลาวในคราวที่เสด็จตีเมืองเวียงจันทร์ ได้ในปี พ.ศ. 2322 โดยโปรดให้อัญเชิญ พระแก้วมรกต และพระบางขึ้นประดิษฐาน
        เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
 ฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ ได้โปรดให้สร้างพระนครใหม่ฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเจ้าพระยา และรื้อกำแพงพระราชวังกรุงธนบุรีออก วัดแจ้งจึงไม่ได้อยู่ในเขตพระราชวังอีกต่อไป พระองค์จึงโปรดให้วัดแจ้ง เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นพระองค์ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (ร. 2) เป็นผู้ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดแจ้ง ไว้ในมณฑป และมีการสมโภชใหญ่ 7 คืน 7 วัน(ในปี พ.ศ. 2327 พระแก้วมรกตได้ย้ายมาประดิษฐาน ณ วัด พระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมหาราชวัง ส่วนพระบางนั้น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรด พระราชทานคืนไปนครเวียงจันทร์) แต่สำเร็จเพียงแค่กุฎีสงฆ์ก็สิ้นรัชกาลที่ 1 ใน พ.ศ. 2352 เสียก่อน
            สำหรับปูชนียสถานสำคัญของวัดอรุณราชวราราม พระประธานในพระวิหาร คือ พระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตรเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 6 ศอก หล่อด้วยทองแดงปิดทองพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อขึ้นพร้อมกับพระประธานในพระอุโบสถวัดสุทัศเทพวรารามเมื่อ พ.ศ. 2496  ศาลาท่าน้ำรูปเก๋งจีนมี 6 หลัง อยู่ที่เขื่อนหน้าวัด  ภูเขาจำลอง อยู่หน้าวัดทางด้านเหนือ หลังศาลาน้ำรูปเก๋งจีน 3 หลัง อนุสาวรีย์ธรรมเจดีย์ อยู่ด้านใต้ของภูเขาจำลอง มีถนนที่ขึ้นจากศาลาท่าน้ำเก๋งจีน 3 หลังไปพระอุโบสถคั่นกลาง อนุสาวรีย์แห่งนี้มีกำแพงเตี้ยๆเป็นรั้วล้อมรอบ ภายในรั้ว นอกจากจะมีโกศหินทรายสีเขียวแบบจีนบรรจุอัฐิของพระธรรมเจดีย์แล้ว ยังมีประตูและมีภูเขาจำลองเตี้ยๆ กับปราศาทแบบจีนเล็กๆ มีตุ๊กตาหินนอนอยู่ภายใน มีภาษาจีนกำกับซึ่งชาวจีนอ่านว่า ฮก ลก ซิ่ว
            ส่วนงานเทศกาลวัดอรุณ ร.ศ. 100 จัดขึ้นโดย "โครงการอนุรักษ์วัดอรุณ" ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากผู้มีใจรักในโบราณสถานแห่งประวัติศาสตร์ "วัดอรุณ" งานเทศกาลวัดอรุณ ร.ศ.100  มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูนาฏยศิลป์ไทยโบราณ ที่สาบสูญหรือหาชมได้ยาก ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยบรรยากาศของการสมโภชพระปรางค์ อย่างสมัยเมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นาฏยศิลป์ที่จัดแสดงในงานเทศกาลวัดอรุณ ร.ศ. 100 จึงมุ่งเน้นนาฏยศิลป์ในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นสำคัญ
               การจัดงานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2543 มีการรื้อฟื้นมหรสพโบราณที่สาบสูญไปนานกว่าร้อยปีให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทั้งหุ่นหลวง โขนชักรอก ละครนอก ละครใน หนังใหญ่ มโหรี และอาหารตำรับไทยเดิม ต่อมาในปีที่สอง พ.ศ. 2544 ได้จับเอานาฏยศิลป์ไทยและจีนมาจัดแสดงอันประกอบไปด้วย โขนชักรอก งิ้วแต้จิ๋ว หุ่นละครเล็ก หุ่นจีนไหหลำ ญวนหก-กระบี่กระบอง พะบู๊ และ สิงโตกวางตุ้ง เพื่อสะท้อนถึงภาพของสังคมสหอารยธรรมของสยามประเทศ ที่มีลักษณะเป็นสังคมเปิด ยอมรับความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ สังคม วัฒนธรรม และกลายเป็นที่ชุมนุมแห่งอารยธรรมลุ่มสุวรรณภูมิ
         ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่สำคัญไปกว่านั้น ถือเป็นวันที่ผมได้มามาตะลอนที่ท่าพระจันทร์ ตลาดนัดวังหลัง ท่าช้าง และท่าเตียน รวมถึงมีโอกาสได้ไปเวียนเทียน และทำบุญที่วัดอรุณราชวรมหาวิหาร เนื่องในวันอาสาฬหบูชา อีกด้วย ตลอดช่วงบ่ายจนถึงค่ำ การได้เดินทอดน่อง รวมถึงการนั่งเรือข้ามฝาก บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ จนถึงท้องสนามหลวง จนนั่งรถประจำทางกลับถึงบ้านจนมืดค่ำ ผมถือว่าเป็นอีกวันที่เติมเต็มประสบการณ์ใหม่ๆให้กลับตัวเองอีกครั้ง...!!!
                                                        นวย  เมืองธน
video









ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น