วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อส.ร่วมด้วยช่วยดูแลศูนย์พักพิงบ้านใหม่ในสอย

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ถือเป็นโอกาสดีที่ผมมีโอกาสเดินทางมา"ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "บ้านใหม่ในสอย" อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน 30 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสายเลี่ยงเมือง (108)  หรือถนนบายพาส จะมีแยกให้เลี้ยวเข้าเพื่อไปบ้านสบสอย และบ้านในสอย จะข้ามสะพานใหญ่ ผ่านบ้านสบสอยแล้วให้เลี้ยวซ้ายเพื่อมุ่งหน้าไปบ้านในสอย สำหรับที่บ้านในสอยนั้น สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทย และคนต่างประเทศ อาจรู้จักว่าที่บ้านใหม่ในสอยนั้นเป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมของชนเผ่านกระเหรี่ยงคอยาวซึ่งบ้านกะเหรี่ยงคอยาว (บ้านใหม่ในสอย) จะอยู่เลยบ้านในสอยไปประมาณ 3 กิโลเมตร และอยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
            แต่ที่จะมาเล่าในวันนี้ คือเรื่องราวของศูนย์พักพิงชั่วคราว บ้านใหม่ในสอย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยสงคราม กว่า 12,000 คน และมีเนื้อที่ศูนย์กว่า 1,400 ไร่
     พอพูดถึงศูนย์อพยพ หลายคนอาจนึกภาพไปถึงภาพยนตร์ หนังสงครามต่างๆ ที่เคยดู ว่าบรรยากาศภายในศูนย์อพยศนั้น คงต้องดูน่ากลัว มีภาพของลวดหนาม ขึงกั้น รายล้อมรอบศูนย์อพยพ ภาพดุดันของทหาร ถือปืนคุมเข้ม อะไรประมาณนั้น ก่อนหน้าที่จะมาศูนย์อพยพแห่งนี้ ผมก็เข้าใจว่าอนย่างนั้นเหมือน
กัน แต่พอได้เดินทางมาเยี่ยมชมศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยบ้านในสอย ความคิดโดยฉับพลัน เพราะมันตรงข้ามกันไปหมด เหมือนหมู่บ้านใหญ่ๆ หมู่บ้านหนึ่ง
       ภาพที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้าไม่มีภาพไหนที่ดูแล้วว่าที่นี่ คือ ความลำบากที่ผู้ลี้ภัยได้พลัดถิ่นหนีภัยสงครามมาอยู่กัน  ด้วยเหตุนี้ผมจริงไม่
แปลกใจว่า "ชาวกะเหรี่ยงแดง" สัญชาติพม่า แม้ "กะเหรี่ยงแดง" เหล่านี้จะไม่ยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนพม่าก็ตาม เมื่อคณะสื่อและเจ้าหน้ารที่กรมการปกครองจากส่วนกลาง ที่นำทีมโดย คุณบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นำคณะเข้าเยี่ยมศูนย์แห่งนี้ ความรู้สึกอบอุ่นจากพี่น้องกะเหรี่ยงแดง ภายในศูนย์ผู้ลี้
ภัยสงครามแห่งนี้ สามารถสัมผัสได้อย่างทันควัน ภาพการออกมาต้อนกลุ่มคนไทย ที่เหมือนเป็นเจ้าบ้าน ที่ให้ที่พักพิงกับผู้มาเยือนอย่างพวกเค้า มันภาพที่บ่งบอกและสามารถสัมผัสได้ว่า แท้ที่จริง นับแต่โบราณกาลมา ไม่ว่ากะเหรี่ยงแดง หรือกะเหรี่ยง เผ่าไหนก็ตาม สำหรับคนไทย เราเปรียบ
 เหมือนพี่น้องกัน มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจับดาบ ยืนเคียงข้างกันฟาดฟันกับอริศัตรู ในยามที่สยามเราถูกรุกราน
       แม้อดีตกับ ณ ปัจจุบันมันคือ คนละเรื่องกัน แต่วันนี้ ประเทศไทยอ้าแขนรับผู้ลี้ภัยสงครามเหล่านี้ เพื่อช่วยเหลือในด้านสิทธิมนุษยชน เพราะผู้ลี้ภัย คือ ผู้ที่ต้องออกจากประเทศตนเพื่อหนีภัยความตายหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง ร้ายแรงจากรัฐบาลประเทศของตน
           หรือหวาดกลัวจากการถูกประหัตประหารด้วยความแตกต่างทั้งทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง การเป็นสมาชิกกลุ่มสังคม หรือ ทางการเมือง และขณะเดียวกันก็ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจที่จะรับความคุ้มครองจากรัฐแห่ง สัญชาติเนื่องจากความหวาดกลัวดังกล่าว ตามประกาศของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) ที่ มีคำสั่งให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศพม่าที่ได้สถานภาพจากสำนักงานข้า หลวงใหญ่สหประชาชาติให้เป็นผู้อยู่ในความห่วงใยรับสิทธิผู้ลี้ภัย
          หลายคนอาจสงสัยว่าศูนย์พักพิงเหล่านี้ กรมการปกครอง และอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) มีบทบาทดูศูนย์พักพิงอย่างไร คุณบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่ารัฐบาล ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ให้เข้ามาดูแลพักพิงชั่วคราวของผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบ ปัจจุบัน ผู้ลี้ภัยเนื่องจากเหตุผลทางการเมืองหรือลี้ภัยจากการสู้รบจากพม่าที่อาศัย อยู่ในประเทศไทย มีจำนวนประมาณหลักแสนคนต้นๆ  โดยอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว จำนวน 9 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านต้นยาง
 อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
         พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านอุ้มเปี้ยม อำเภอพบพระ จังหวัดตาก พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านนุโพ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านใหม่ในสอย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่สุริน อำขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่กองคา - ศาลา อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนพื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่ลามาหลวง อำเภอสบเมย จังหวัด
 แม่ฮ่องสอน สำหรับในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ผู้ลี้ภัยจะได้รับการแจกจ่ายอาหาร ได้แก่ ข้าวสาร กะปิ พริก เกลือ ถั่วเหลือง น้ำมัน ปรุงอาหาร และ ถ่านอัด ในปริมาณจำกัดต่อคน
           รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงศูนย์พักพิงชั่วคราว บ้านใหม่ในสอย ว่าอส.รับผิดชอบดูแลศูนย์พักพิงชั่วคราว ในประเด็นสำคัญ เปรียบเหมือนอส.เป็นเจ้าของบ้าน มีหน้าที่ประสานงานกับทุกหน่วยงาน ทั้งเอ็นจีโอ ภาครัฐ และเอกชน เข้ามาช่วยดูแลสนับสนุนกัน และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในศูนย์ฯ ซึ่งการรักษาความสงบเรียบร้อยถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าการที่มีผู้หลบหนี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ในศูนย์นับหมื่น
คน บางคนก็มีความพยายามอยากจะไปอยู่ข้างนอก อยากจะไปโน่นไปนี่ จึงต้องคอยส่องสอดดูแลปัญหาตรงนี้ด้วย
      ส่วนการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในศูนย์ฯ ก็เริ่มตั้งแต่จัดทำทะเบียนว่า ผู้อยู่ในศูนย์ฯมีจำนวนเท่าไหร่ มีลูกเด็กเล็กแดง กี่คน มีผู้เกิด ผู้ตาย กี่คน ในเรื่องของการทำทะเบียน ซึ่งต้องเป็นตัวเลขปัจจุบันถูกต้อง ส่วน
อีกเรื่องคือการบังคับใช้กฎหมายให้ผู้อยู่ในที่พักพิงชั่วคราวได้ปฎิบัติตามกฎหมายไทยโดยเคร่งครัด ตั้งแต่การไม่ทะเลาะวิวาท การไม่ไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่บริเวณรอบศูนย์ๆ เพราะรอบศูนย์ๆก็มีพื้นที่ของคนไทย ที่ต้องอาศัยทรัพยากรเหล่านี้ในการทำมาหากินอยู่ ด้วยเหตุนี้การดูแลทรัพยกรธรรมชาติ ก็เป็นหน้าที่ของอส.ด้วยเช่นกัน ที่ผ่านมาก็มีการจัดชุดออกไปลาดตระเวนอยู่ตลอด ที่สำคัญศูนย์พักพิงชั่วคราว จะไม่มีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นเข้าไปภายในศูนย์ฯถ้าไม่ได้รับอนุญาติ โดยภายในศูนย์ฯจะมีเพียงอส.เป็นผู้กำกับดูแลและปกครอง ส่วนอีกเรื่อง คือการปกครองภายใน เมื่อมีคนมากก็มีการตั้งตัวแทนผู้หลบหนีภัยขึ้นมา เป็นกลุ่มบ้าน หรือ "ป๊อกบ้าน" คัดเลือกขึ้นมาเป็นผู้นำของกลุ่มบ้าน เพื่อมาเป็นคณะกรรมการร่วมกับเจ้าหน้าที่ราชการในการปกครองบังคับบัญชา กระจายข้อมูลข่าวสาร ดูแลเรื่องการเจ็บป่วย รวมถึงการศึกษาตามหลักสิทธิมนุษยชนที่เขาควรพึงได้รับ นั่นคือภาระกิจหลักที่อส.ทำ
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" อันที่จริงเรื่องราวต่างๆ ภายศูนย์พักพิงชั่วคราว บ้านใหม่ในสอย ยังมีเรื่องราวอีกเยอะที่น่าสนใจ ทั้งประเพณี วัฒนธรรม ของชาวกะเหรี่ยวแดง  ที่หลายคนภายนอกศูนย์พักพิง อาจจะไม่รู้ หรือไม่ค่อยได้ยิน ไว้โอกาสดีค่อยมาเล่ากันในภายหลังก็แล้วกัน...!!!
                                                        นวย  เมืองธน
video

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ล่องเจ้าพระยาอิ่มบุญวัดแจ้ง

             "ตะลอนตามอำเภอใจ"-แม่น้ำและลำคลองน้อยใหญ่ ล้วนมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของทุกชีวิต ในอดีต "แม่น้ำเจ้าพระยา" ถือเป็นเส้นทางคมนาคม และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในกรุงเทพฯ  มีคลองหลายแห่งที่ขุดขึ้น ด้วยเหตุผลนี้ จำนวนคลองที่มากมายนั้น ทำให้เราได้รับการขนานนามว่าเป็น "เวนิสตะวันออก" ช่วงปลายๆสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 ก.ค.54) ซึ่งตรงกับวันพุทธศาสนาของไทย คือวันอาสาฬหบูชา
     ผมมีโอกาส "ตะลอนตามอำเภอใจ" นั่งเรือด่วนโดยสาร ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ชมความงดงามของกรุงเทพฯ  ตลอดทางของแม่น้ำเจ้าพระยาของทั้งสองฝั่ง ผมสามารถสัมผัสได้ถึงวิถีชีวิตชุมชนต่างๆมาก
มาย ที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยิ่งยวด  ได้ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านริมน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบ้านของชาวบ้าน
สะพานพระราม 8 ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม และได้มา
ทำบุญที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ถือเป็นความเพลิดเพลินจำเริญใจที่หาไม่ได้บนท้องถนนจริงๆครับ ไหนๆก็ได้มาทำบุญที่วัดอรุณฯหรือวัดแจ้ง แล้ว ผมคงต้องขอเล่าเกี่ยวกับประวัติของวัดนี้เสียหน่อย
        "วัดอรุณราชวราราม" ถือได้ว่าเป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเรียกว่า "วัดมะกอก" ตามชื่อตำบลบางมะกอก ซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งวัด ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดมะกอกนอก" เพราะมีวัดสร้างขึ้นใหม่ในตำบลเดียวกัน แต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ชื่อ
 คือ "วัดมะกอกใน" ต่อมาใน พ.ศ. 2310  เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานี มาตั้ง ณ กรุงธนบุรี พระองค์ จึงทรงเสด็จกรีฑาทัพ ล่องลงมาทางชลมารค ถึงหน้า "วัดมะกอกนอก" นี้เมื่อเวลารุ่งอรุณพอดี จึงทรงเปลี่ยนชื่อ"วัดมะกอกนอก"เป็น "วัดแจ้ง" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งนิมิตที่ได้เสด็จมาถึงวัดนี้เมื่อเวลาอรุณรุ่ง
          ครั้งเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้ย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้ง ณ กรุงธนบุรี และได้ทรงสร้างพระราชวังใหม่ มีการขยายเขตพระราชฐาน เป็นเหตุให้วัดแจ้ง ซึ่งตั้งอยู่กลางพระราชวัง จึงไม่โปรดให้มี
พระสงฆ์จำพรรษา นอกจากนั้นในช่วงเวลาที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานี  ถือกันว่า
วัดแจ้งเป็นวัดคู่บ้าน คู่เมือง เนื่องจาก
เป็นวัดที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต และพระบาง ซึ่งสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ได้ อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ 2
องค์นี้ มาจากลาวในคราวที่เสด็จตีเมืองเวียงจันทร์ ได้ในปี พ.ศ. 2322 โดยโปรดให้อัญเชิญ พระแก้วมรกต และพระบางขึ้นประดิษฐาน
        เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
 ฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ ได้โปรดให้สร้างพระนครใหม่ฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเจ้าพระยา และรื้อกำแพงพระราชวังกรุงธนบุรีออก วัดแจ้งจึงไม่ได้อยู่ในเขตพระราชวังอีกต่อไป พระองค์จึงโปรดให้วัดแจ้ง เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นพระองค์ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (ร. 2) เป็นผู้ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดแจ้ง ไว้ในมณฑป และมีการสมโภชใหญ่ 7 คืน 7 วัน(ในปี พ.ศ. 2327 พระแก้วมรกตได้ย้ายมาประดิษฐาน ณ วัด พระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมหาราชวัง ส่วนพระบางนั้น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรด พระราชทานคืนไปนครเวียงจันทร์) แต่สำเร็จเพียงแค่กุฎีสงฆ์ก็สิ้นรัชกาลที่ 1 ใน พ.ศ. 2352 เสียก่อน
            สำหรับปูชนียสถานสำคัญของวัดอรุณราชวราราม พระประธานในพระวิหาร คือ พระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตรเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 6 ศอก หล่อด้วยทองแดงปิดทองพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อขึ้นพร้อมกับพระประธานในพระอุโบสถวัดสุทัศเทพวรารามเมื่อ พ.ศ. 2496  ศาลาท่าน้ำรูปเก๋งจีนมี 6 หลัง อยู่ที่เขื่อนหน้าวัด  ภูเขาจำลอง อยู่หน้าวัดทางด้านเหนือ หลังศาลาน้ำรูปเก๋งจีน 3 หลัง อนุสาวรีย์ธรรมเจดีย์ อยู่ด้านใต้ของภูเขาจำลอง มีถนนที่ขึ้นจากศาลาท่าน้ำเก๋งจีน 3 หลังไปพระอุโบสถคั่นกลาง อนุสาวรีย์แห่งนี้มีกำแพงเตี้ยๆเป็นรั้วล้อมรอบ ภายในรั้ว นอกจากจะมีโกศหินทรายสีเขียวแบบจีนบรรจุอัฐิของพระธรรมเจดีย์แล้ว ยังมีประตูและมีภูเขาจำลองเตี้ยๆ กับปราศาทแบบจีนเล็กๆ มีตุ๊กตาหินนอนอยู่ภายใน มีภาษาจีนกำกับซึ่งชาวจีนอ่านว่า ฮก ลก ซิ่ว
            ส่วนงานเทศกาลวัดอรุณ ร.ศ. 100 จัดขึ้นโดย "โครงการอนุรักษ์วัดอรุณ" ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากผู้มีใจรักในโบราณสถานแห่งประวัติศาสตร์ "วัดอรุณ" งานเทศกาลวัดอรุณ ร.ศ.100  มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูนาฏยศิลป์ไทยโบราณ ที่สาบสูญหรือหาชมได้ยาก ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยบรรยากาศของการสมโภชพระปรางค์ อย่างสมัยเมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นาฏยศิลป์ที่จัดแสดงในงานเทศกาลวัดอรุณ ร.ศ. 100 จึงมุ่งเน้นนาฏยศิลป์ในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นสำคัญ
               การจัดงานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2543 มีการรื้อฟื้นมหรสพโบราณที่สาบสูญไปนานกว่าร้อยปีให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทั้งหุ่นหลวง โขนชักรอก ละครนอก ละครใน หนังใหญ่ มโหรี และอาหารตำรับไทยเดิม ต่อมาในปีที่สอง พ.ศ. 2544 ได้จับเอานาฏยศิลป์ไทยและจีนมาจัดแสดงอันประกอบไปด้วย โขนชักรอก งิ้วแต้จิ๋ว หุ่นละครเล็ก หุ่นจีนไหหลำ ญวนหก-กระบี่กระบอง พะบู๊ และ สิงโตกวางตุ้ง เพื่อสะท้อนถึงภาพของสังคมสหอารยธรรมของสยามประเทศ ที่มีลักษณะเป็นสังคมเปิด ยอมรับความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ สังคม วัฒนธรรม และกลายเป็นที่ชุมนุมแห่งอารยธรรมลุ่มสุวรรณภูมิ
         ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่สำคัญไปกว่านั้น ถือเป็นวันที่ผมได้มามาตะลอนที่ท่าพระจันทร์ ตลาดนัดวังหลัง ท่าช้าง และท่าเตียน รวมถึงมีโอกาสได้ไปเวียนเทียน และทำบุญที่วัดอรุณราชวรมหาวิหาร เนื่องในวันอาสาฬหบูชา อีกด้วย ตลอดช่วงบ่ายจนถึงค่ำ การได้เดินทอดน่อง รวมถึงการนั่งเรือข้ามฝาก บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ จนถึงท้องสนามหลวง จนนั่งรถประจำทางกลับถึงบ้านจนมืดค่ำ ผมถือว่าเป็นอีกวันที่เติมเต็มประสบการณ์ใหม่ๆให้กลับตัวเองอีกครั้ง...!!!
                                                        นวย  เมืองธน
video









วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วัดป่าไม้แดงตำนานคู่ไชยปราการ

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"-อำเภอไชยปราการ เป็นอำเภอหนึ่ง ในจ.เชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 128 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน สลับที่ราบเชิงเขา เป็นอำเภอที่มีภูเขาล้อมรอบถึง 3 ด้าน ได้แก่ ทิศใต้  ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม  มีทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอฝาง ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอพร้าว  และทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเชียงดาว และรัฐฉาน ประเทศพม่า
              ช่วงหนึ่งของการเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อำเภอไชยปราการ แห่งนี้ ผมมีโอกาสได้แวะเวียน มาที่วัดพระเจ้าพรหมมหาราช หรือวัดป่าไม้แดง ตั้งอยู่ที่บ้านป่าไม้แดง  ตำบลหนองบัว  อำเภอไชยปราการ  จังหวัดเชียงใหม่ ตามตำนานระบุว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1599
            ในสมัยพระเจ้าพรหมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาสร้างเมืองไชยปราการ โดยพระราชประวัติพระเจ้าพรหมมหาราช ในรัชสมัยของพระเจ้าพรหมมหาราชทรงครองราชย์อยู่ ณ เมืองไชยปราการนั้น บ้านเมืองในแว่นแคว้นโยนกเจริญรุ่งเรืองเต็มไปด้วยความวัฒนาผาสุข พระเกียรติยศของพระองค์รุ่งเรืองปรากฏไปทั่วทุกทิศ เหล่าปัจจามิตรก็มิอาจกล้ามาราวีด้วยเกรงในพระบรมเดชานุภาพและบุญญาธิการของพระองค์
             และดูเหมือนพระองค์จะทรงถือกำเนิดมา เพื่อปราบยุคเข็ญในยามที่บ้านเมืองกำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของคนต่างชาติ พระองค์ทรงถือกำเนิดมาเพื่อกอบกู้อิสรภาพของชาติไทยโดยแท้ เพราะในสมัยที่พระองค์ทรงถือกำเนิดปฏิสนธิมานั้น คือในปี พ.ศ. 1461 พระเจ้าพังคราชพระราชบิดา และพระมเหสีผู้เป็นมารดาของพระองค์ ต้องถูกพวกขอมเนรเทศ ให้ออกจากอาณาจักรโยนกไปอยู่เมืองเล็กเมืองหนึ่ง เมืองนี้มีชื่อว่า "เวียงสีทวง" ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอแม่สาย จ.เชียงราย ใกล้ๆ ชายแดนพม่าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านปางห่าประมาณ 6 กิโลเมตร มีชื่อใหม่ว่า "บ้านเวียงแก้ว" แต่เดิมเรียกว่า "สี่ตวง" เป็นเมืองออกของไทย ปกครองโดยพวกลัวะ 
       ในปี พ.ศ. 1497 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่อาณาจักรโยนกหรือโยนกนาคพันธ์ ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของขอมมาเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งเมื่อพระองค์แข็งเมืองขึ้นนั้น ก็เป็นเหตุให้พวกขอมยกทัพใหญ่มาเพื่อจะทำการปราบปราม แต่พระองค์ก็หาได้เกรงกลัวแสนยานุภาพของขอมไม่ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนม์มายุ
เพียง 16 พรรษาเท่านั้น แต่ด้วยความรักชาติบ้านเมือง รักในความเป็นอิสระเสรี และด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าของพระองค์ในที่จะปลดแยกอาณาจักรโยนกออกจากการปกครองของพวกขอม พระองค์จึงยกกองทัพใหญ่ไล่จับพวกขอมที่เป็นชายฆ่าเสียเกือบหมด พวกที่รอดตายไปได้ คือพวกที่มาทางใต้
       "พระเจ้าพรหมมหาราช"  ตั้งพระทัย
ที่จะทำลายพวกขอมให้หมดสิ้น เป็นการขับไล่ชนิดที่เรียกว่า "กวาดล้าง" เลยทีเดียว เพราะพวกขอมมีหลายหัวเมืองด้วยกัน เช่น เมืองหริภุญชัย เมืองสุโขทัย เมืองละโว้ เมืองศรีสัชชนาลัย เมื่อขับไล่มาถึงเมืองศรีสัชชนาลัยแล้ว กษัตริย์ขอมดำที่เป็นเจ้าเมืองศรี
สัชชนาลัยไม่กล้าสู้ ยอมแพ้และยอมถวายพระ
ราชธิดาองค์หนึ่ง ด้วยการรบอย่างรุนแรง เพื่อจะขจัดอิทธิพลของพวกขอมนั่นเอง ในตำนานโยนก จึงได้กล่าวถึงปาฏิหาริย์ที่จะยับยั้งมิให้พระองค์ทำการรุกไล่พวกขอมต่อไปว่า ร้อนถึงพระอินทร์เจ้าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เล็งทิพย์เนตรมาเห็น ถ้าไม่ไปช่วยไว้ ขอมจะต้องตายหมด ชีวิตมนุษย์ก็จะเป็นอันตรายมากจำต้องช่วยป้องกันไว้ จึงมีเทวองค์การสั่งให้พระวิศณุกรรมเทพบุตรลง
ไปเนรมิตรกำแพงแก้ว ก็หยุดเพียงแค่นั้น ไม่ได้ไล่ตามต่อไป ที่ตั้งกำแพงแก้วนี้ ต่อมาเกิดมีเมืองขึ้นเมืองหนึ่งมีชื่อว่า "เมืองวชิรปราการ" แปลตามพยัญชนะว่า "กำแพงเพชร" คือจ.กำแพงเพชร ในปัจจุบันนี้
       สำหรับ "วัดป่าไม้แดง" ภายในบริเวณวัดมีอาคารเสนาสนะประกอบด้วย  วิหาร จตุรมุข วิ

หารธรรมานุสติ  ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังประเพณีล้านนา  12  เดือน เจดีย์นวโลกุตตรสถิตศรีไชยปราการ มีอนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราช    มีอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนาสร้างเมืองเชียงใหม่ มีวิหารพระคุ้มเสาหลักเมืองไชยปราการ ศาลาบำเพ็ญบุญ ศาลาราย ศาลาอเนกประสงค์ กุฎิสงฆ์,อาคารเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม – บาลี   และเผนกสามัญศึกษา มีศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด กุฎิพักรับรองสำหรับอาคันตุกะ
      "วัดป่าไม้แดง" เดิมเป็นวัดร้าง มีสภาพที่รกร้าง มีป่าไม้แดงขึ้นปกคลุมอยู่ แต่มีสภาพ
ซากวัดเก่าปรักหักพัง  คงเหลือแต่หลักฐานบางอย่างปรากฎอยู่ เช่นซากฐานก้อนอิฐที่จมอยู่ใต้พื้นดิน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2515
พระครูประดิษฐ์พรหมคุณ (หลวงพ่อบุญเย็น ฐานธมฺโม)  เจ้าอาวาสวัดสุปัฎนาราม  เจ้าคณะตำบลปงตำในขณะนั้น ไดันำคณะศรัทธาสาธุชนภายในหมู่บ้านป่าไม้แดง และหมู่บ้านใกล้เคียง เข้าพัฒนาสถานที่วัดร้างที่ปกคลุมด้วย
 ป่าไม้แดง  ได้สร้าง
 ราชานุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราชขึ้น  เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่พระเจ้าพรหมมหาราช  วีรกษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาสร้างเมืองไชยปราการ  และได้จัดตั้งขึ้นเป็นสำนักสงฆ์โดยใช้ชื่อว่า "สำนักสงฆ์พระเจ้าพรหมมหาราช"                
         โดยมีท่านพระครูประดิษฐ์พรหมคุณ  เป็นเจ้าสำนักสงฆ์รูปแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2515 - 2534 จนกระทั้งปี พ.ศ. 2533  ได้อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4  แห่งระเรียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการยกวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์  พุทธศักราช 2514  ได้ประกาศให้เป็นวัดมีพระสงฆ์ เมื่อวันที่  24 ตุลาคม  พ.ศ. 2533  โดยให้ชื่อว่า "วัดป่าไม้แดง"  โดยมท่านพระครูดวงคำ  ฐานนิสฺสโร ในขณะนั้น หรือท่านพระครูสถิตธรรมาภิรักษ์  องค์ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าไม้แดงรูปแรก และได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส มาตั้งแต่วันที่  120  มีนาคม  พ.ศ. 2534  จนถึงปัจจุบัน
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วัดป่าไม้แดง หรือ "วัดพระเจ้าพรหมมหาราช"  นอกจาก จะมีศิลปะการก่อสร้าง ที่เก่าแก่สวยงามเป็นศิลปกรรมแบบล้านนา เป็นที่ประดิษฐานของอนุสาวรีย์ของพระเจ้าพรหมมหาราช ผู้สร้างนคร ไชยปราการ แล้ว ยังเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนเยี่ยมชม และสักการะอนุสาวรีย์ของพระเจ้าพรหมมหาราช อีกด้วย...!!!
                            นวย เมืองธน