วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ทบ.ส่งรถศึก BTR-3E1เสริมทัพชายแดนจ.สระแก้ว

            ตะลอนตามอำเภอใจ-การรบยุคโบราณ ราว 1,648 ปีก่อนคริสตกาล อาณาจักรอียิปต์เคยเสียที แก่ชาวฮิคซอส เนื่องจากพวกฮิคซอส มีอาวุธสุดทันสมัยในตอนนั้นเพราะมีรถศึกเทียมม้า ขณะที่อียิปต์ยังไม่มีรถศึกสักคัน จึงทำให้ อียิปต์พ่ายแพ้และต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวฮิคซอสนานถึง 108 ปี ก่อนจะกู้ศักดิ์ศรีคืนมาได้ในราว 1,540 ปีก่อนคริสตกาล
           โดยฝีมือของฟาโหร์อาโมสที่ 1 และดูเหมือนว่าชาวฮิคซอสนี่เองที่ได้ สั่งสอนให้ชาวอียิปต์รู้จักใช้รถศึกจนเก่งกาจในเวลาต่อมา ส่วนคนจีนนั้น รถศึกเทียมม้ามีใช้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชาง คือ ราว 1,200 ปีก่อนคริสตกาล  บางแห่งก็ว่าตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย คือราว 1,700 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยราชวงศ์ซางนี้พบหลักฐานว่าหลุมฝังพระศพของคนในราชวงศ์มีการฝังของใช้ คนรับใช้ รวมทั้งรถม้า ม้า พร้อมคนขับรถม้าตามลงไปด้วย ขณะที่ สงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซียในปี 331 ก่อนคริสตกาล กองทัพม้า ของอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่ง
คล่องแคล่วกว่ากองทัพรถม้า ได้ใช้กลยุทธ์เปิดทางล่อให้รถศึกของพระเจ้าดาริอุสที่ 3 แล่นผ่านไป จากนั้นจึงรีบ

เข้าตีตลบหลัง
 จนทัพรถม้าแตกพ่าย
      ผมหยิบยกเรื่อง "รถศึกเทียมม้า" แม้จะกลายเป็นตำนานประวัติศาสตร์อันเกรียงไกร มาพูดถึง เพราะอยากจะเข้าสู่เรื่องราวของ "รถหุ้มเกราะ" ซึ่งนานาประเทศต่างมีประจำในกองทัพของตนเอง ที่มีสมรรถนะในการรบพุ่งที่สูง เคลื่อนที่
 ได้เร็ว หากย้อนกลับไปในสมัยโบราณของ "รถศึกเทียมม้า" คงจะมีอนุภาพในการรบไม่แพ้กัน เพียงแต่มันต่างยุคต่างเวลา ตรงนี้คงต้องบอกว่าเป็นความคิดส่วนตัวครับ แต่ทั้งนี้ ที่เกริ่นเสียยาวเหยียด เพราะอยากจะบอกว่าช่วงปลายๆสัปดาห์ที่ผ่าน (3 มิ.ย.54 ) ผมมีโอกาสไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" ชมการสาธิต การเสริมเขี้ยวเล็บ ด้านกำลังรบครั้งสำคัญของกองทัพบก ที่นำรถยานเกราะล้อยางแบบ 8 คูณ 8 บีทีอาร์ 3 อี 1 จากประเทศยูเครน มาเสริมทัพประจำกองพันทหารราบ กรมทหารที่ 12 กองพลที่ 2 รักษาพระองค์ กองกำลังบูรพา เข้าประจำการดูแลพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดสระแก้ว
      โดย "พลเอก ธีระวัฒน์ บุญยะประดับ" รองผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางมาเป็นประธานในการสาธิตสมรรถนะรถยานเกราะล้อยาง ซึ่งจัดขึ้นที่สนามฝึกบ้าน
ภักดีแผ่นดิน บริเวณ อ่างเก็บน้ำคลองเกลือ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว และ

มี "พลตรี พิสิทธิ์ สิทธิสาร" ผู้บัญชาการกองพลที่ 2 รักษาพระองค์ กองกำลังบูรพา นำนายทหาร พร้อมหน่วยงานต่างๆด้านความมั่นคง รวมถึงสื่อมวลชนทุกแขนง ร่วมชมการสาธิตสมรรถนะของรถยานเกราะดังกล่าว
      พลเอก ธีระวัฒน์ บุญยะประดับ รองผู้บัญชาการทหารบก  บอกถึงการสาธิตคุณลักษณะสมรรถนะของรถยานเกราะล้อยางแบบ 8 คูณ 8 บีทีอาร์ 3 อี 1ว่าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและอำนาจกำลังรบให้แก่กองทัพไทย ซึ่ง KHARKN MOROZOV DESIGN BUREAU จาก
 ประเทศยูเครน ได้ประจำการในกองทัพหลายประเทศ โดยเป็นรถยานเกราะล้อยางประเภทสะทินน้ำสะเทินบก สามารถตอบสนองภารกิจได้หลายรูปแบบ รวมทั้งการลำเรียงพล การบรรทุกเครื่องยิงลูกระเบิด การลาดตระเวน การพยาบาลสนามและการกู้ภัยสงคราม
"การรับชมวันนี้เห็นขีดความสามารถ อำนาจการยิง สร้างความเชื่อมั่นให้กับกำลังพลและประเทศไทยได้ โดยเฉพาะอำนาจการยิงของปืนเล็กมีขีดความสามารถมาก ในภาพรวมมีความพอใจในประสิทธิภาพของตัวรถยานเกราะ ยุโธปกรณ์ที่จัดซื้อในครั้งนี้คุ้มค่ามาก" พลเอก ธีระวัฒน์ กล่าว
           "พลเอก ธีระวัฒน์" กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ทางด้านการรบ เมื่อได้รถยานเกราะเข้ามาก็จะเพิ่มขีดความสามารถด้านกำลังรบให้กับกองทัพ เนื่องจากมีการติดอวุธทันสมัย โดยเฉพาะกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ซึ่งจะดูแลพื้นที่ด้านตะวันออก  ส่วนเรื่องความพร้อมใช้งานอยู่ในขั้นตอนการฝึกพลประจำรถยานเกราะ ขณะนี้ฝึกประมาณ 2 สัปดาห์
 แล้ว ระยะเวลาอันสั้นเราสามารถมีขีดความสามารถทำได้ขนาดนี้ หากยุทโธปกรณ์เข้ามาประจำการพร้อมกันภายในเดือนม.ค.2555 และมีการฝึกทั้งกองพัน คิดว่าต่อไปอีกไม่นานก็จะมีความพร้อมใช้งานเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในอนาคตจะนำยุทโธปกรณ์ชุดนี้ไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อช่วยฏิบัติตามแนวชายแดน ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และขึ้นกับอยู่กองทัพบกในการสั่งการต่อไป
          สำหรับลักษณะทั่วไปของรถยานเกราะล้อยาง ได้แก่ ตัวถังที่ผลิตจากเหล็กกล้าชนิดแข็งมาก น้ำหนักพร้อมสูงสุด 16.5 ตัน ชนิดเครื่องยนต์ดีเชล MERCEDE MTU 6R106TD21 ขนาด 326 แรงม้า ถังน้ำมันมีความจุ 350 ลิตร ระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ 8 ล้อ พร้อมกันได้ระบบห้ามล้อ ควบคุมด้วย HYDROLIC ทั้ง 8 ล้อ ล้อยางชนิด RUN FLAT ไม่มียางใน สามารถขับเคลื่อนได้ในขณะที่ไม่มีลมยางและสามารถปรับแรงดันลมยางได้จาก ตำแหน่งพลขับ ระบบตรวจการณ์ค้นหาเป้าหมายแบบกล้อง TV ทั้ง
 กลางวันและกลางคืน กล้องตรวจการณ์รอบทิศทาง PANORAMA 360 องศา โดยระบบอาวุธ ยังเป็นลักษณะเด่นของรถยานเกราะล้อยางนี้ มีอำนาจการยิงจากระบบอาวุธ 5 ระบบ มีปืนใหญ่อัตโนมัติ ปืนกล เครื่องยิงลูกระเบิด เครื่องยิงระเบิดควัน และเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง ทั้งนี้หากสถานการณ์จำเป็นกำลังพลในยานเกราะยังสามารถทำการรบจากภายในได้ ด้วยอาวุธประจำกายผ่านช่องทางยิงโดยรอบรถยานเกราะซึ่งเป็นยานลำเรียงพล และยานรบในตัวเดียวกัน
        "พลตรี พิสิทธิ์ สิทธิสาร" ผู้บัญชาการกองพลที่ 2 รักษาพระองค์ กองกำลังบูรพา บอกว่า  การที่กองทัพบกให้รถยานเกาะล้อยางเข้าประจำ
การที่กองพันทหารราบ กรมทหารที่ 12 จำนวน 12 คัน เพื่อป้องกันชายแดนในพื้นที่กองกำลังบูรพา เพราะมีขีปนาวุธที่ประจำรถทั้ง 5 ระบบ ระบบจรวดต่อสู้รถถัง BARRIER นำวิถีด้วยแสงเลเชอร์แบบกึ่งอัตโนมัติยิงทีหมายตั้งแต่ระยะ 75 เมตร ถึง 5,500 เมตร จำนวน 4 นัดต่อคัน ระบบปืนหลัก MAIN GUN เป็นใหญ่อัตโนมัติขนาด 30 มิลลิเมตร อัตราการยิง 330 นัดต่อนาที อัตรากระสุนประจำรถ จำนวน 400 นัด ระยะยิงหวังผลด้วยกระสุนระเบิดเท่ากับ 4,000 เมตร ระบบปืนกล ขนาด 7.62 มิลลิเมตร อัตราการยิง 700 ถึง 800 นัด ระยะยิงหวังผล 2,000 เมตร อัตรากระสุนประจำรถ 2,000 นัด ระบบเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ ขนาด 30 มลก.อัตราการยิง 350 ถึง 400 นัดต่อนาที ระยะยิง
 ไกลสุด 1,700 เมตร อัตรากระสุนประจำรถ 87 นัด และระบบเครื่องยิงระเบิดควัน ขนาดลำกล้อง 81 มลม. จำนวน 6 ลำกล้อง สามารถทำฉากควันที่ระยะ 210-350 เมตร
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนี้ ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย หรอกที่จะต้องเพิ่ม "เขี้ยวเล็บ" ให้กับกองทัพ แม้ประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างพม่าก็มีแผนจัดตั้งกองพันยานเกราะอีกแห่ง ที่เมืองหนอง ในรัฐฉานตอนกลาง และมีรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3 U ที่ผลิตในยูเครน ที่มีประจำการในกองทัพพม่า
 มากกว่า 100 คัน  ส่วนมาเลเซีย เองเมื่อปี 53 ที่ผ่านมาก็เพิ่งลงนามกับตุรกี จัดหารถหุ้มเกราะล้อยาง 8x8 แบบ FNSS Pars จำนวน 250 คัน มาประจำการ โดยรถหุ้มเกราะ Pars ติดตั้งเครื่องยนตร์กำลัง 525 แรงม้า ทำความเร็วบนถนนสูงสุด 100mph ความเร็วในน้ำ 10mph เดินทางข้ามภูมิประเทศได้ถึง 1,000 km และสามารถนำทหารไปกับรถได้ 14 นาย ติดอาวุธหลักเป็นปืนใหญ่กล 25mm และปืนกลร่วมแกน 7.62mm
         ที่สำคัญแม้แต่กัมพูชา ก็ยังมีรถเกราะล้อยาง   BTR-60  จากรัสเซีย  120  คัน  รถเกราะล้อยาง  BTR-152  จากรัสเซีย  100  คัน  รถเกราะล้อยาง  OT-64  จากโปแลนด์  26  คัน แถมยังเคยโชว์พาวนำรถยานเกราะฯ มาซ้อมยิง ที่จ.พระวิหาร ห่างจากปราสาทพระวิหารประมาณ 100  กิโลเมตร ที่สำคัญยังให้ผู้สื่อข่าวนำข่าวไปกระจาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในปัจจุบัน ที่มีความสามารถในการป้องกันดินแดนจากการรุกรานของศัตรู
              ส่วนการสาธิตคุณลักษณะสมรรถนะของรถยานเกราะล้อยางบีทีอาร์ 3 อี 1 ของทหารไทย ในการยิงอาวุธประจำยานเกราะล้อยางทั้ง 5 ระบบ เช่น จรวดต่อสู้รถถัง BARRIER, ปืนใหญ่อัตโนมัติขนาด 30 ม.ม. โดยการสาธิตจริงจรวด"แบรีเออร์" จำนวน 3 ลูก เข้าเป้าหมายกำหนด 2 ลูก จากระยะห่าง 5 กิโมเมตร การสาธิตยิงปืนขณะเคลื่อนที่ การลุยน้ำ และการสาธิตการสู้รบซึ่งเมื่อข้าศึกเข้ามารถยานเกราะได้เข้า สกัดกั้นด้วยขีปนาวุธอย่างแม่นยำ โดยรถยานเกราะยังสามารถเข้าไปได้ในทุกสมรภูมิ ทั้งสะเทินน้ำบกนั้น ถือว่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ที่มาชมการสาธิตในวันดังกล่าวอย่างมาก  ที่สำคัญการที่ทหารไทย นำรถยานเกราะล้อยาง บีทีอาร์ 3 อี1 มาสาธิตสมรรถนะในการรบ ถือว่าไม่ธรรมดาในภูมิภาคแถบนี้...!!!
                                                         นวย เมืองธน
video


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น