วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

"ถ้ำภูผาเพชร"เพชรเม็ดงามเมืองไทย

         ตะลอนตามอำเภอใจ-หากเอ่ยถึงถ้ำ ก็คงจะหมายถึง โพรงที่ลึกเข้าไปในภูเขา หรือเป็นช่องที่เป็นโพรงลึกเข้าไปในพื้นดิน หรือภูเขา มีขนาดใหญ่พอที่มนุษย์สามารถเข้าไปได้ และเกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยทั่วไปถ้ำเกิดในหินปูนที่มีน้ำใต้ดินไหลผ่านกัดเซาะ ซึ่งมักพบตามภูเขาหินปูนหรือ ภูเขาชายฝั่งทะเล
        นอกจากนี้ยังมีถ้ำที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์อีกด้วย สิ่งที่น่าสนใจในถ้ำ เห็นจะเป็นหินงอก ตะกอนหินปูนที่จัดตัวเป็นแท่งสูงจากพื้นถ้ำขึ้นไปหาเพดานถ้ำ เกิดจากหยดน้ำที่ไหลออกจากหินย้อยเมื่อหล่นถึงพื้นถ้ำจะเกิด
การสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้สารประกอบคาร์บอเนตเกิดการสะสมตัวและค่อยๆ สูงขึ้นจากพื้นถ้ำ หินย้อย คือตะกอนหินปูนที่จับตัวเป็นแท่งหรือแผ่นย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ เกิดจากน้ำใต้ดินที่มีหินปูนละลายอยู่หยดลงมาจากรอยแตกบน
 เพดานถ้ำ และเมื่อน้ำสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปก็จะทำให้เกิดสารประกอบคาร์บอเนตเริ่มสะสมตัวทีละน้อย และพอกยาวลงมาจากเพดานเรื่อยๆ โดยปกติมักมีลักษณะเป็นหลอดกลวงอยู่ตรงกลาง
        เสาหิน ลักษณะของหินที่เป็นแท่งหรือเสายาวจากพื้นถ้ำจรดเพดานถ้ำ เกิดจากหินงอกหินย้อยมาบรรจบกัน หลอดหินย้อย คือสารหินปูนที่จัดตัวเป็นหลอดหรือท่อย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ สารประกอบคาร์บอเนตที่เกิดจะมีการเรียงตัวของผลึกในแนวยาวและย้อยลงมาทำให้มีความยาวเพิ่มขึ้น ทำให้ดูคล้ายหลอดกลวงที่มีน้ำหยดออกมา ส่วนหินปูนฉาบ อาจ
เกิดจากตะกอนที่เกิดจากน้ำที่มีสารประกอบคาร์บอเนตไหลเป็นแผ่นบางๆ บนพื้นผิวของพื้นถ้ำ ซึ่งมักจะประกอบไปด้วยหินทราเวอร์ทีน ซึ่งเป็นอีกรูปหนึ่งของสารประกอบคาร์บอเนต และม่านถ้ำ เกิดจากน้ำที่มีสารคาร์บอเนตสูงที่ไหลตามผนังที่เอียงซึ่งเกิดจากแรงตึงผิวของน้ำ เมื่อน้ำเกิดสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงทำให้เกิดการตกตะกอนของสารประกอบคาร์บอเนต มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ ย้อยลงมาจากผนังถ้ำดูคล้ายม่าน บางแห่งจะมีสีน้ำตาลแดงสลับกับสีขาวหรือเหลืองอ่อนมีชื่อเรียกเฉพาะว่า ม่านเบคอน นั่น
       ผมเกริ่นเรื่ององค์ประกอบของถ้ำเสียยาวเยียด เพราะมีโอกาสเดินทางไป"ตะลอนตาม
 อำเภอใจ" ที่ "ถ้ำภูผาเพชร" ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 9  บ้านควนดินดำ  ต.ปาล์มพัฒนา  อ.มะนัง  อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 27  กิโลเมตร  ไปตามถนนที่ลาดยางตลอดสายจนถึงบริเวณถ้ำตั้งอยู่บนเทือกเขาหินปูน  ในเขตของทิวเขานครศรีธรรมราช  ซึ่งนิยมเรียกว่า  เขาบรรทัด  ปากถ้ำหันไปทางทิศตะวันออก  ทางขึ้นไม่ค่อยลาดชันนัก  ความสูงจากพื้นราบถึงปากถ้ำประมาณ 50 เมตร  ใช้เวลาในการเดินทางจากพื้นราบถึงจุดเข้าถ้ำราว  30  นาที เพื่อเยี่ยมชมการปฎิบัติหน้าที่ของสมาชิก อส.สำรอง ด้านการท่องเที่ยว ที่ถ้ำภูผาเพชร ซึ่งนำโดย "คุณ
เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม" เลขานุการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
      "คุณศักดา วิทยาศิริกุล" นายอำเภอมะนัง บอกว่า "ถ้ำภูผาเพชร" แห่งนี้จะต้องเดินขึ้นไปบริเวณถ้ำ 343 ขั้น โดยมีจุดพักอยู่ 2 จุดอยู่ด้านบน โดยเมื่อช่วงปี 53 ที่ผ่าน
 มา มีนักท่องเที่ยวมาเยือน "ถ้ำภูผาเพชร" แห่งนี้ ประมาณ 150,000 คน โดยนักท่องเที่ยวจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมาเที่ยวกันมาก ส่วนหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมา เพราะสบายใจ เนื่องจากมีความปลอดภัย ประชาชนที่นี่ให้ความเป็นกันเอง จึงเปรียบเสมือนมนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ถูกกล่าวขานถึง
         นอกจากนี้ ในอ.มะนัง ยังมี เซมัง หรือหรือเงาะป่า มาอยู่ในพื้นที่ 2 กลุ่ม ถือเป็นสังคมของพวกคนป่าล่าสัตว์มาเลี้ยงชีพพวกเขาไม่รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ชอบย้ายถิ่นที่อยู่ ไม่ชอบสร้างศัตรูกับใคร จึงเป็นเหตุให้ประชากรพวกเงาะลดปริมาณอย่างรวดเร็ว  เงาะป่าอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
มีสมาชิกกลุ่ม ไม่เกิน 50 คน มีหัวหน้าปกครอง เลือกผู้อาวุโสเข้มแข็งและเฉลียวฉลาด ทุกคนต้องเชื่อฟังหัวหน้า หัวหน้าเป็นคนตัดสินทุกเรื่อง เช่น การย้ายที่ตั้งทับ  การดูแลความปลอดภัย  การจัดสรรปันส่วนอาหารการกิน  การจัดพิธีกรรมต่างๆ ระบบครอบครัวของเงาะป่า  นับว่ามั่นคง คู่ผัวเมียอยู่ด้วยกันยืดยาวไม่มีการหย่าร้าง ต่างซื่อตรงต่อกัน ผัวเดียวเมียเดียว ไม่มีการส่ำส่อน ชายหญิงในเครือญาติห้ามแต่งงานกันโดยเด็ดขาด
       ในการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "ถ้ำภูผาเพชร" ครั้งนี้ ถือว่าโชคดี ที่มีสมาชิก อส.สำรอง ด้านการท่องเที่ยว และเงาะป่า คอยดูแล และเป็นเพื่อนในการท่องเที่ยวชมถ้ำ กว่าจะเดินขึ้นถึงปาก
ถ้ำได้ เหนื่อแสนสาหัสพอสมควร สำหรับผม แต่คิดอีกทีเหมือนได้ออกกำลังกายอีกแบบหนึ่ง
      สำหรับชื่อเดิมของถ้ำภูผาเพชร คือ "ถ้ำลอด  ถ้ำยาว หรือถ้ำเพชรฎ"  เนื่องจากถ้ำมีความยาว  ลักษณะคดเคี้ยว  แบ่งเป็นหลายตอน ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย  เมื่อกระทบกับแสงไฟ  ผนังถ้ำมีประกายแวววาวเหมือนเพชร  จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำเพชรก่อน  ภายหลังชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า  ถ้ำภูผาเพชร ตามประวัติมีว่า  เมื่อปี พ.ศ. 2517  ครอบครัวของนายช่วงและนางแดง  รักทองจันทร์  ได้ย้ายเข้ามาอาศัยบริเวณถ้ำยาวเป็นครอบครัวแรก ล่วงมาปีพ.ศ. 2535  มีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาตั้งสำนักบริเวณถ้ำยาว  อยู่ได้หนึ่งปีก็จากไป ก่อนจาก
ไปท่านได้บอกชาวบ้านว่าได้เห็นทางเข้าไปในถ้ำยาว  มีถ้ำน้อยใหญ่อีกหลายถ้ำ  บางถ้ำมีพื้นที่กว้างขวางสวยงาม
กระทั่งปี พ.ศ.2540  นายศักดิ์ชัย  บุญคง  สมาชิก อบต. ตำบลปาล์มพัฒนาได้ทำการสำรวจร่วมกับทางราชการและราษฏรถ้ำภูผาเพชรจึงได้เปิดโฉมหน้าให้คนทั่วไปได้รู้จักกันทุกวันนี้
           ปี พ.ศ. 2541  นักโบราณคดีของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ 10  จังหวัดสงขลา  ได้สำรวจบริเวณถ้ำภูผาเพชร  โดยความร่วมมือของสภาตำบลปาล์มพัฒนา  พบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดี  ประกอบด้วยกระดูกมนุษย์ยุคโบราณ  พบเศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบร่องรอยส่วนก้นภาชนะดินเผา  ถูกหินปูนและ
เปลือกหอยยึดเกาะอยู่  นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า  บริเวณถ้ำภูผาเพชรเคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 3,000  ปีมาแล้ว
       "ถ้ำภูผาเพชร" มีเนื้อที่ประมาณ  50  ไร่  หรือ 20,000  ตารางวา  แบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อยประมาณ  20  ห้อง  ชื่อเรียกต่างกันออกไป  เช่น  ห้องปะการัง  มีหินงอกหินย้อยคล้ายปะการังในทะเล  ห้องเห็ด  เต็มไปด้วยรูปดอกเห็ดขนาดต่าง ๆ  ห้องม่านเพชร  ลักษณะคล้ายผ้าม่านแขวนเป็นหลืบซ้อนกัน  ห้องพญานาคเห็นหินงอกต่อตัวกันคล้ายงูใหญ่หรือพญานาค  ส่วนห้องสวนมรกตจะมีสีเขียว  ส่องแสงระยิบระยับคล้ายสีของมรกต
ล้วนเป็นการรังสรรค์ของธรรมชาติโดยแท้
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไม"ถ้ำภูผาเพชร" จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวบนบกแห่งใหม่ของจ.สตูล  ที่มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการเดินทางไปมาสะดวก  มีถนนลาดยางถึงบริเวณปากถ้ำ  สภาตำบลปาล์มพัฒนาดำเนินการเร่งรัด
 ปรับปรุงสถานที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัดสตูลขณะนี้ ที่สำคัญกรมการ
 ปกครอง ยังจัดโครงการสมาชิก อส.สำรอง ด้านการท่องเที่ยว ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ด้วย ด้วยเหตุนี้นักท่องเที่ยวคงอุ่นใจที่ได้มาท่องเที่ยวที่ถ้ำภูผาเพชร แห่งนี้ โดยเฉพาะมีอส.สำรอง ด้านการท่องเที่ยว มาคอยให้คำแนะนำ และดูแลเรื่องความปลอดภัยให้กับพวกเรา...!!!
                                                          นวย เมืองธน


                                                           

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น