วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

งานผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพภูมิปัญญาของคนไทย

           ตะลอนตามอำเภอใจ-ศิลปาชีพ หมายถึง การส่งเสริมให้คนไทยในภูมิภาคต่างๆ ผลิตงานด้านศิลปหัตถกรรมเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลัก ในปี พ.ศ. 2515  เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ จัดสรรที่ดินที่หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี ให้ราษฎรได้อาศัยทำไร่เป็นอาชีพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงช่วยเหลือกลุ่มแม่บ้านชาวหุบกะพง ให้มีรายได้เพิ่มเติม ด้วยการนำป่านศรนารายณ์ ซึ่งเป็นพืชในท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นสินค้าหัตถกรรมต่างๆ เช่น กระเป๋าถือ หมวก พัด รองเท้าแตะ และของใช้อื่นๆอีกหลายอย่าง โดยได้รับความร่วมมือจากกองอุตสาหกรรมสิ่งทอ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ส่งครูไปช่วยแนะนำ และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์ จนสามารถผลิตเป็นสินค้าออกสู่ตลาดได้
        กิจการด้านการส่งเสริมอาชีพศิลปหัตถกรรม ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงอำนวยการอยู่ ได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานกว้างขวางมากขึ้นตามลำดับ ทำให้ต้องทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์เพื่อโครงการต่างๆเป็นจำนวนมาก ข้าราชบริพารและผู้มีจิตศรัทธา จึงได้รวบรวมเงินจำนวนหนึ่งขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงใช้จ่ายในกิจการนี้ และกราบบังคมทูลขอให้ทรงจัดตั้งเป็นมูลนิธิ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมูลนิธิขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 พระราชทานชื่อว่า "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในพระบรมราชินูปถัมภ์" และทรงเป็นประธานกรรมการ
 บริหารของมูลนิธิฯ ด้วย ต่อมาใน พ.ศ. 2513 ได้เปลี่ยนชื่อของมูลนิธิฯ เป็น "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" ซึ่งใช้ต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้
      หลังจากการจัดตั้งมูลนิธิขึ้นเป็นทางการ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา ได้เกิดโครงการส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎรเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก โดยใน พ.ศ.2519 มีโครงการทอผ้าฝ้าย ที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง และที่อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการสานเสื่อกระจูด ที่ตำบลศาลใหม่
 อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โครงการทอผ้าไหม ที่อำเภอตาพระยา และอำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดสระแก้ว) ต่อมา ใน พ.ศ. 2520  มีโครงการทอผ้าไหมแพรวา ที่ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ และศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านอีกหลายอย่างเช่น การทำเครื่องประดับเงินของชาวไทยภูเขาในภาคเหนือ การจักสานไม้ไผ่ลายขิด ซึ่งเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านของภาคอีสานรวมทั้งการอนุรักษ์งานฝีมือโบราณ อีกหลายชนิดที่แทบจะหาครูผู้ถ่ายทอดวิชาไม่ได้อีกแล้ว เช่น การถมทอง การทำคร่ำ การทอจก การปัก
ซอยแบบไทย การแกะสลักไม้และการแกะสลักหนังตะลุง ตลอดจนการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมแบบใหม่เพิ่มขึ้น เช่น การตกแต่งหัตถกรรมต่างๆด้วยปีกแมลงทับส่งผลให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กลายเป็นศูนย์รวมที่สำคัญของบรรดาครูผู้มีฝีมือทางหัตถกรรมทั้งหลาย


          โดยเมื่อวันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานแถลงข่าวของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ณ ห้องเทเวศน์ สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถึงการเตรียมนำผลิตภัณฑ์สมาชิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพจากทุกภาคทั่วประเทศ ออกจำหน่ายในงานประจำปี "งานผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ ประจำปี 2554" ระหว่างวันที่ 15-31 กรกฎาคม 2554 ในเวลา 10.00-18.00 น. ที่สวนอัมพร พระราชวังดุสิต
          ท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายจัดจำหน่าย มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 
บอกว่า จากทุกปีที่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯได้จัดงานจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพในเดือนกรกฎาคม และเดือนธันวาคมและในปีนี้ก็จัดเหมือนเช่นทุกปีเหมือนเดิม โดยจะรับซื้อสินค้าจากชาวบ้านเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และทำให้ชาวบ้านไม่ไปทำลายป่าไม้ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ให้ชาวบ้านเข้าร่วมโครงการ
สถานีเกษตรที่สูงทำการเกษตรในพื้นที่ภูเขาหัวโล้นและสินค้าต่างๆที่ทรงรับซื้อนั้นมีราคาสูงกว่าราคาที่นำมาจำหน่าย สำหรับการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดแสดงและเผยแพร่ผลงานของช่างฝีมือไทยแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และ
ชาวต่างชาติ อีกทั้งการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพจากทุกภาคทั่วประเทศ อาทิ ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าฝ้าย ผ้าชาวเขาจากชาวเขาเผ่าต่างๆ เสื้อผ้าสำเร็จรูปจากผ้าไหม และผ้าฝ้าย ผ้าปักซอยแบบไทย ภาพวาด ย่านลิเภา เสื่อกระจูด เรือกอและจำลอง เครื่องจักรสานจากไม้ไผ่ และเครื่องเงิน เป็นต้น
ท่านผู้หญิงอรนุช บอกด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายนั้น มีมาจากทุกภาค อาทิภาคเหนือก็มีผ้าชาวเขาจากเผ่าต่างๆ ภาคอีสานมีผ้าไหมมัดหมี่และยังมีผ้าฝ้าย ผ้าทอ ผ้าพิมพ์ลาย และยังมีงานเซรามิก
 งานกระเป๋าที่ทำมาจากกระจูด ย่านลิเภา ฯลฯ โดยของทุกชิ้นจะจัดจำหน่ายในราคาที่จับจ่ายซื้อหาได้ เงินทั้งหมดที่ได้ก็จะย้อนกลับไปสู่พี่น้องชาวไร่ ชาวนาจริง นอกจากนี้ บริเวณซุ้มดอกเห็ด สวนอัมพร ยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทาง การเกษตรจากฟาร์มตัวอย่าง อาทิ เกล็ดข้าวกล้องงอกผง เป็ดอี้เหลียง หมูจินหัว แฮมหมูจินหัวรมควัน และ
ผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกมากมาย จากสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในราคาพิเศษ สามารถติดตามซื้อได้ในงานศิลปาชีพปีนี้
                                                     
     โดยงานจะมี ระหว่างวันที่ 15-31 กรกฎาคม 2554 ณ สวนอัมพร พระราชวังดุสิต สำหรับผู้เข้าร่วมงานสามารถจอดรถภายในสวนอัมพร ลานพระบรมรูปทรงม้าและ
สนามเสือป่า ตลอดจนสามารถเดินทางโดยรถประจำทางสาย 18 , 72, 108 , และปอ.12 , ปอ.70,ปอ.503,ปอ.515,และปอ.539
       ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ" คือโครงการส่งเสริมให้ประชาชน ประกอบอาชีพโดยอาศัย
ศิลปะที่ตนมีอยู่ นับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา
ความยากจนและการทำมาหากินของราษฎร โดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสำคัญ อีกทั้งยังกล่าวได้ว่าเป็นโครงการที่เพิ่มและพัฒนาขีดความสามารถของประชาชนผู้ยากไร้ให้ช่วยตัวเองและพึ่งตนเองได้โครงการหนึ่ง..!!!
                                                        นวย เมืองธน

video

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ดูภารกิจอส.สำรองด้านความมั่นคงอ.หาดใหญ่

           ตะลอนตามอำเภอใจ-กองอาสารักษาดินแดน (อส.) เป็นกองกำลังอาสาสมัครสำรองไว้ช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติ ทั้งในยามปกติและยามศึกสงคราม โดยการรับสมัครราษฎรที่สมัครใจเข้ามาเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ และผู้บัญชาการ
           ในอดีตเมื่อเกิดศึกสงคราม จะมีการรวมตัวกันของราษฎรที่มิใช่กำลังทหาร เพื่อต่อสู้กับข้าศึกเพื่อรักษาแผ่นดิน อาทิ ชาวบ้านบางระจันรวมตัวกันต่อสู้กับพม่า ในราวปี พ.ศ. 2308 - 2309 การสู้รบที่เมืองถลางของคุณหญิงจันและนางมุก การสู้รบที่เมืองนครราชสีมาของคุณหญิงโม รวมถึงการสถาปนากองเสือป่า ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
         ในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีแนวคิดในการจัดตั้งหน่วยพลเรือนอาสา โดยได้ออกพระราชบัญญัติกำหนดหน้าที่คนไทย
     ในเวลารบ พ.ศ. 2481 และพระราชบัญญัติให้อำนาจในการเตรียมการป้องกันประเทศ พ.ศ. 2484 เพื่อให้การฝึกอบรมคนไทยให้รู้จักหน้าที่ในการป้องกันรักษาประเทศชาติในยามศึกสงคราม โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการ ในปี พ.ศ. 2497 ได้มีการประกาศใช้

 พระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 เป็นผลให้เกิดกิจการด้านพลเรือนอาสา มีรูปแบบและระบบการจัดการที่ชัดเจนมากขึ้น จึงถือเอาวันที่ 10 กุมภาพันธ์เป็นวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน
          กองอาสารักษาดินแดน แบ่งการจัดหน่วยออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง ได้แก่ กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บัญชาการส่วนภูมิภาค ได้แก่ กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้บังคับการ และมีนายอำเภอ เป็นผู้
บังคับกองร้อย สำหรับสมาชิก อส. มี 3 ประเภท คือ ประเภทสำรอง คือ สมาชิกที่ยังไม่ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กำหนด ประเภทประจำกอง คือ สมาชิกที่ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตร และบรรจุอยู่ในอัตรากำลัง และประเภทกองหนุน คือ สมาชิกที่ได้ปลดออกจากประจำกอง
          ผมมีโอกาสมา"ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูภาระกิจสมาชิกอส.สำรอง ด้านการดูความสงบเรียบร้อยของประชาชน ของอำเภอหาดใหญ่ จังสงขลา โดยนายสมควร ขันเงิน นายอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บอกว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น
 ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการก่อการร้าย ก่อวินาศกรรม การวางระเบิดสถานที่สำคัญ การข่มขุ่กรรโชก  เผาโรงเรียน ลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ การลักลอบทำลายทรัพย์สิน ของทางราชการและประชาชนในรูปแบบต่างๆ สร้างความหวาดกลัวให้เกิดแก่ประชาชนไม่มีความมั่นใจและความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข
อำเภอหาดใหญ่ ถือศูนย์กลางธุรกิจ และการท่องเที่ยว และเป็นอำเภอหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น โดยเฉพาะในปี 2544 และปี 2547 ได้มีการลอบวางระเบิดย่านธึรกิจการ
 ค้า และการท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญหลายครั้ง ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และชีวิตประชาชนเป็นจำนวนมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว จนทำให้นักธุรกิจ ตลอดจนพ่อค้าและประชาชนขาดความมั่นใจในการรักษาความสงบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งๆที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถแล้วก็ตาม นอกจากนี้แล้วปัจจุบัน
อำเภอหาดใหญ่ ยังเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ต้องเฝ้าระวังอย่าง
ต่อเนื่อง โดยนายอัครพล บุณยนิตย์ นายอำเภอหาดใหญ่ในขณะนั้น ได้ให้ความสำคัญในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและ

 ทรัพย์สินของประชาชน
             แต่เนื่องจากอำเภอหาดใหญ่เป็นอำเภอที่ล่อแหลมต่อการก่อความไม่สงบ การก่อการร้ายและการลอบวางระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยนอกจากข้าราชการฝ่าย
 ปกครอง ตำรวจ ทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแล้ว ยังมีกำลังสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดน อำเภอหาดใหญ่ที่ 4  ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการช่วยเหลือการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหาต่างๆ ของอำเภอ จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มกองกำลังที่ได้รับการฝึกทางด้านยุทธวิธี และทางด้านการข่าวมาช่วยเหลือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
       อำเภอหาดใหญ่/กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอหาดใหญ่ที่ 4 จึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมราษฎรอาสาเป็นสมาชิกาองอาสารักษาดินแดน พ.ศ.2497 มาตรา 14  โดยขึ้น

 ทะเบียนและจัดตั้งเป็นกองร้อย อส.สำรอง อำเภอหาดใหญ่ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือทางราชการปฏิบัติงานด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย  งานด้านการข่าว และปฏิบัติตามแผนยุทธการการสั่งใช้ ตามแผนการสั่งใช้ของกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดสงขลา
       นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า อส.สำรอง อำเภอหาดใหญ่ ภาระกิจหลักคือการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในเรื่องของการรักษาความมั่นคงภายใน อำเภอหาดใหญ่ถือเป็นจุดศูนย์กลางของภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลจะต้อง
รักษาความสงบเรียบร้อยให้ได้ แต่เนื่องจากกำลังคนที่มีอยู่มีจำนวนน้อย จึงต้องมีการฝึกอส.สำรองขึ้นมาเป็นผู้ช่วยพนักงานเข้ามาร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อย เช่น การออกหน่วย ชุดเดินเท้ารักษาความสงบในพื้นที่ และออกตรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย สิ่งเหล่านี้คือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายในเขตเอำเภอหาดใหญ่ เพราะตั้งแต่ปี2548 เป็นต้นมา
 เหตุร้ายก็ไม่มีเกิดขึ้นอีก ซึ่งอำเภอหาดใหญ่ เปรียบเสมือนเป็นเมืองหลวงของภาคใต้ หากผู้ไม่หวังดีสามารถสร้างความไม่สงบในอำเภอหาดใหญ่ได้ ก็จะส่งผลกระทบกับขวัญและกำลังใจของประชาชน
    ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับขั้นการฝึกอส.สำรองนั้น ทางอำเภอหาดใหญ่ จะทำหนังสือแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน และแจ้งนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ คัดเลือกราษฎร ที่มีจิตอาสา เข้ารับการอบรม โดยวิชาความรู้ที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมฯจะได้รับ ประกอบไปด้วย การละลายพฤติกรรม การฝึกท่าบุคคลมือเปล่า  การฝึกยิงปืนด้วยกระสุนจริง  วิธีป้องกันตัว กิจกรรมกลุ่ม การอยู่เวรยามและสายตรวจ ส่วนหลักสูตรพิเศษ อส.สำรอง การลาดตระเวนค้นหาวัตถุต้องสงสัย และสรรพาวุธวัตถุระเบิด (EOR) ตรงนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะมีการสาธิตหุ่นยนต์ตรวจจับระเบิด ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ ที่ถูกคิดค้นสร้างมาตรวจจับระเบิด สำหรับใช้ในภาระกิจของอส.อำเภอหาดใหญ่ ด้วย และหากมีการสนับสนุนจากภาครัฐ เชื่อเหลือเกินว่าหุ่นยนต์ตรวจจับระเบิดจะสามารถพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานได้อย่างมากทีเดียวในอนาคตข้างหน้า...!!!
                                                      นวย เมืองธน
video

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สวนพฤกษศาสตร์ศรีนครเขื่อนขันธ์"ปอดใหญ่"ชุมชนเมือง

         "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"อำเภอพระประแดง" เดิมเป็นเมืองชื่อ "เมืองนครเขื่อนขันธ์" ถือเป็นเมืองหน้าด่านของปากแม่น้ำ เจ้าพระยา สร้างโดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึก ที่ยกมาทางทะเล ชาวพื้นเมืองเดิมของเมืองนครเขื่อนขันธ์หรือพระประแดง เป็น ชาวรามัญ หรือมอญที่ อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินไทยเป็นเวลากว่าร้อยปีมาแล้ว
       "เมืองนครเขื่อนขันธ์" หรือ "อำเภอพระประแดง" จ.สมุทรปราการ ในปัจจุบัน สันนิษฐานว่า ชาวรามัญเริ่ม
อพยพเข้าสู่ ประเทศไทย หลังจาก สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกาศอิสรภาพ เมื่อ พ.ศ. 2127 ใน สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ.2318 ปรากฏว่ามีชาว มอญอพยพเข้ามาราวหมื่นคนทางด้าน จังหวัด

กาญจนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรง
พระราชทาน ที่ดินให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองนนทบุรี ตั้งแต่ปากเกร็ดถึง ปทุมธานี ในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ มีพวกมอญอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอีก
 เป็นจำนวนมาก เมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างเมืองนครเขื่อน-ขันธ์แล้ว จึงโปรดให้อพยพครอบครัวมอญจากเมืองปทุมธานี โดยมีพระยาเจ่ง เป็นหัวหน้าไปอยู่ที่"เมืองนครเขื่อนขันธ์" ต่อมาโปรดให้สมิงทอบุตรชายพระยาเจ่ง เป็นเจ้าเมืองนครเขื่อนขันธ์ หรือเมืองพระประแดง กล่าวได้ว่า ประเพณีและวัฒนธรรมมอญ จึงฝังรากอย่างแน่นแฟ้นในเมืองพระประแดง
  ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นคนไทย แต่ก็ยังรักษาประเพณีเดิมไว้เป็นอย่าง
ดี ทางจ.สมุทรปราการ และชาวอ.พระประแดง จึงได้ร่วม

กันจัด งานสงกรานต์พระ-ประแดง ขึ้น เพื่อเป็นการต้อนรับ ปีใหม่ ของไทย และเพื่ออนุรักษ์ประเพณีของชาวรามัญเอาไว้ เช่น ประเพณี การปล่อยนกปล่อยปลา การเล่นสะบ้า โดยจัดร่วมกับงานสงกรานต์ทุกปี
     "เมืองพระประแดง" เป็นเมืองที่มีความเก่าแก่มานานกว่า 1000 ปี ประวัติศาสตร์เมืองพระประแดงเริ่มปรากฎในสมัยขอมเรืองอำนาจเหนือดินแดน สุวรรณภูมิบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  ในสมัยนั้นสภาพทางภูมิศาสตร์ของที่ราบ
 ลุ่มมีทะเลที่อยู่ลึกกว่าปัจจุบันทาง ใต้ของกรุงเทพ ฯขอมได้ตั้งเมืองบริเวณปากแม่น้ำนี้ เรียกว่า "พระประแดง" เมืองพระประแดงเดิมตั้งอยู่บริเวณคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ต่อมาแผ่นดินได้งอกขึ้นมาจึงย้ายเมืองพระประแดงมาให้ใกล้ปากแม่น้ำ ซึ่งคือ อ.พระประแดงในปัจจุบัน ชื่อของพระประแดงได้ปรากฏในยุคสมัยทั้งหมด 5 สมัย คือ สมัยลพบุรี สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยลพบุรีที่ขอมเรืองอำนาจ "เมืองพระประแดง"มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านชายทะเล ขอมเรียก
 "เมืองพระประแดง" มีความหมายว่า "คนนำสาร"


   อันที่จริงผมเกริ่นเรื่องของ"เมืองนครเขื่อนขันธ์" เสียยาวเหยียด เพราะอยากจะเล่าว่า เมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (12 มิ.ย.54) ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" มาร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่ง และปลูกต้นไม้ “สวนศรีนครเขื่อนขันธ์
 มินิ มาราธอน” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีณ สวนสาธารณะและสวนพฤกษศาสตร์ “ศรีนครเขื่อนขันธ์”  ต.บางกะเจ้า  อ.พระประแดง  จ.สมุทรปราการ ที่จังหวัดสมุทรปราการ ได้ร่วมกับศูนย์จัดการพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศนครเขื่อนขันธ์ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น โดยมี ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และมีนายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมป่าไม้ นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายประธาน
 สิทธิ์ กระมล หัวหน้าศูนย์จัดการพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศน์นครเขื่อนขันธ์และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการกรมป่าไม้ และประชาชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
          นายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า สวนสาธารณะและสวนพฤกษศาสตร์ “ศรีนครเขื่อนขันธ์” เป็นสวนกลางมหานครเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุด   ทางราชการ จึงมีแนวคิดที่จะให้พื้นที่แห่งนี้เอื้อประโยชน์ โดยการเป็นพื้นที่ “ปอด” เพื่อฟอกอากาศให้คนในพื้นที่จ.สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ดังนั้นจึงมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2520 ให้อนุรักษ์พื้นที่สีเขียวโครงการ
 สวนกลางมหานคร อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการไว้  และมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2534 อนุมัติโครงการสวนกลางมหานคร ซึ่งการดำเนินงาน  ที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2553-2542 สามารถจัดซื้อที่ดินเพื่ออนุรักษ์ให้เป็นพื้นที่สีเขียวได้จำนวน 1,276 ไร่ และจัดสร้างสวนสาธารณะ เนื้อที่ 148 ไร่ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงกรุณาโปรดกล้าฯ พระราชทานชื่อสวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติว่า “ศรีนครเขื่อนขันธ์”  ซึ่งหมายถึง สวนสาธารณะที่เป็นศรีแก่นครเขื่อนขันธ์ ซึ่งเป็นชื่อเดิมของอำเภอพระประแดง
ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของศูนย์จัดการพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศนครเขื่อนขันธ์ สำนักโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ กรมป่าไม้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริไว้เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของศูนย์จัดการพื้นที่สี
 เขียวเชิงนิเวศนครเขื่อนขันธ์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549  “ให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ในวันสำคัญๆ โดยร่วมกันหลายๆ ฝ่าย หลายๆ กิจกรรม เช่น เดิน วิ่ง การกุศล  แล้วมาร่วมกันปลูกต้นไม้จะได้สบายกายสบายใจ
    นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อ ปลูกจิตสำนึกด้าน
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่ เยาวชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนประชาสัมพันธ์เผยแพร่แนวทางพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสวนศรีนคร เขื่อนขันธ์  กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การวิ่งการกุศลมินิมาราธอน ระยะทาง 11 กิโลเมตร ชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเหรียญที่ระลึก , การเดิน (Walk Rally) ระยะทาง 2-3 กิโลเมตร และการปลูกต้นไม้ จำนวน 4,500 ต้น
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมคงต้องทิ้งท้ายไว้กับคำสอนและแง่คิดดีๆของท่าน ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่บอกว่า การรักษาธรรมชาติ ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ เพราะประชากรบนโลกเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนธรรมชาติก็ลดน้อยลงทุกขณะถ้าหากขาดธรรมชาติแล้วชีวิตเราคงจะจบสิ้น ไม่ว่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ปัจจัย4 ที่พระพุทธองค์ท่านสอนไว้ความจริงก็มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น
        ทั้งนี้ ความหลากหลายที่มีอยู่ในสถานที่แห่งนี้เป็นสิ่งที่มีค่าต่อชีวิตของเราและต่อประเทศชาติ ด้วยเหตุนี้การอนุรักษ์ รักษาธรรมชาติ  จึงอยู่ในความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน....!!!
                                                          นวย เมืองธน
video