วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เยือนบ้านสุขาวดีเจ้าสัว"สหฟาร์ม"

           ตะลอนตามอำเภอใจ-สถาปัตยกรรม ( architecture) หมายรวมถึง อาคารหรือสิ่งก่อสร้าง รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสิ่งปลูกสร้างนั้น ที่มาจากการออกแบบของมนุษย์ ด้วยศาสตร์ทางด้านศิลปะ การจัดวางที่ว่าง ทัศนศิลป์ และวิศวกรรมการก่อสร้าง เพื่อประโยชน์ใช้สอย
            สถาปัตยกรรมยังเป็นสื่อความคิด และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมในยุคนั้นๆอีกด้วย ในช่วงที่ผมมีโอกาส "ตะลอนตามอำเภอใจ" มาที่จ.ชลบุรี มีโอกาสได้แวะเยี่ยมชม "บ้านสุขาวดี" คฤหาสน์ที่สุดแสนอลังการ ของ"ดร. ปัญญา  โชติเทวัญ" เจ้าของบ้าน นักธุรกิจ และเจ้าของ"สหฟาร์ม" ที่เป็นผู้ส่งออกผลิตผลทางการเกษตรรายใหญ่ของไทย ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท อยู่ช่วง บางละมุงหลักกิโลเมตร ที่ 140 - 141 จ.ชลบุรี ห่างจากที่ว่าการอำเภอบางละมุง ประมาณ 1 กิโลเมตร มีชายหาดยาว 400 เมตร ปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 80ไร่
           "ดร. ปัญญา  โชติเทวัญ" สร้าง"บ้านสุขาวดี" ขึ้นจากพลังความคิด และความศรัทธาอันแรงกล้าของตัวเอง จากวิกฤตทางเศรษฐกิจ ต่างชาติได้ยึดกิจการของคนไทย เพื่อให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพไม่แพ้ต่างชาติ ทำให้ เกิดปาฏิหาริย์สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นศักดิ์ศรีของคนไทย
โดยเริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 2543 ภายในบริเวณบ้านประกอบด้วย อาคารหลัก อาคารประชาสัมพันธ์ เป็นที่ตั้งกองอำนวยการสำนักงานผู้บริหารโครงการ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และจุดขาย บัตร เข้าชมภายในบ้านสุขาวดี อาคารโดมพระ เป็นอาคารทรงโดมประดิษฐานพระพุทธรูปปางประสูติ เป็นพระประธานบ้านสุขาวดี ภายในบริเวณอาคารโดมพระ ประดับด้วยภาพ และประวัติพระอริยะสงฆ์
         อาคารเจ้าแม่กวนอิม เป็นอาคาร 5 ชั้น แต่ละชั้นจัดเป็นห้องรับรอง และห้องประชุมขนาดใหญ่ประดับด้วย ภาพวาดงดงามหลากหลาย บนดาดฟ้าสูงสุดเป็นโดมทรงกลมประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งงดงามอลังการด้วย
 เครื่องประดับ และเครื่องบูชา อัน สูงค่า ภายในโดมแห่งนี้ประดับด้วยรูปปั้นอันแสดงถึงปรัชญา และปริศนาธรรม มากมาย อาทิ พระสังกัจจายน์ กับเด็กเป่าแตร ม้า 18 ตัว แม่ไก่กับลูกไก่ ฯ เป็นต้น
         อาคารครัวของโลก เป็นอาคารที่มีห้องประชุมใหญ่สามารถจุคนได้ถึง 2,500 คน ใช้แรงงานคนในการก่อสร้างถึง 2,700 คน สร้าง เสร็จในเวลาเพียง 30 วัน ภายในอาคารครัวของโลกประกอบด้วยสัญลักษณ์ของเกษตรกรไทยมากมาย เช่น พืชพันธุ์ธัญญาหารต่าง ๆ และปรัชญาแนวทางการบริหารการปกครอง
            อาคารแปดเหลี่ยม เป็นศูนย์อาหาร - เครื่องดื่ม และเป็นแหล่งรวมของสินค้าของฝาก ของทะเล จากชายทะเล ตะวันออก และสินค้าคุณภาพภายใต้เครื่องหมาย “HEALTH FOOD” ของสหฟาร์ม เพื่อให้เลือกซื้อ กลับบ้าน ทั่วบริเวณ บ้านยังตกแต่งด้วยสวนอันสวยงาม สระน้ำ พระบรมรูปสมเด็จพระปิยะมหาราช พระรูปกรมหลวงชุมพร เทวดาประจำตระกูลโชติเทวัญ และอาคารไอริสโซเฟีย เป็นอาคารแห่งสุขภาพ  ความสวยความงาม และสินค้า O-TOP ระดับ 4 - 5 ดาวทั่ว ประเทศ ได้นำมารวบรวมไว้ที่อาคารแห่งนี้เพื่อให้ท่านสามารถเลือกซื้อหาได้ตามความพอใจ
        ความหมายของบ้าน "สุขาวดี" แปลว่า ดี ขาวดี สีของบ้าน เป็นสีชมพูและ ฟ้า สีชมพูเป็นสีแห่งความรัก ดั่งที่ว่า " ที่ใดไร้รักสมัครสมานจะทำการสิ่งใดย่อมไร้ผล" ฉะนั้นที่ใดก็ตามที่มีความรัก ความสามัคคี มีความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่นั่นเขาจะคุยกันแต่เรื่องดีๆ คุยสิ่งสร้างสรรทั้งสิ้น เราก็สามารถฟันธงได้เลยว่า ที่นั่นคือ ที่ที่ดี ที่เจริญรุ่งเรือง เราจึงใช้ "คิวปิด" หรือ เทพเจ้าแห่งความรักเป็นสัญลักษณ์ ส่วนสีฟ้าถือเป็นสีแห่งน้ำ น้ำเป็น สิ่งก่อเกิดสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลก แต่น้ำเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องศึกษาน้ำ เพราะน้ำ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ทุกสถานะ ถ้าคนเราปรับตัวเข้ากับสังคม ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจหรือความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ เราย่อมมีความสุข แต่น้ำที่ทุกคนต้องการเหมือนๆกันกลับ
กลายเป็น "น้ำใจ"
      สำหรับประวัติ "ดร.ปัญญา โชติเทวัญ" เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2475 เป็นชาว อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง รับราชการในตำแหน่งพยาบาลในกองทัพเรือเป็นเวลา 11 ปี แล้วโอนย้ายไปรับราชการในตำแหน่งพนักงานสุขาภิบาลของ กทม. เป็นเวลา 12 ปี ตำแหน่งงานครั้งสุดท้ายคือ หัวหน้าสุขาภิบาลเขตสามเสน
ในปี พ.ศ. 2517 ก่อนที่จะลาออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว โดยเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท สหฟาร์ม จำกัด ตั้งแต่ปี 2512 โดยเริ่มเลี้ยงไก่สัปดาห์ละ 500 ตัวจากเงินลงทุนห้าพันบาท เนื่องจากครอบครัวยากจนและมีทุนน้อย เริ่มจากการเลี้ยงไก่และชำแหละไก่ขายภายใน ปี 2517 เริ่มส่งออกไก่สดแช่แข็ง ต่อมาทำธุรกิจครบวงจร โดยมีทั้งการ
ผลิตลูกไก่ ผลิตอาหารสัตว์ ส่งลูกไก่และอาหารสัตว์ไปให้เกษตรกร และประกันราคากลับมาโดยนำมาชำแหละ และคัดแต่งเพื่อการส่งออก จนมีความก้าวหน้าทางธุรกิจและเคยได้รับรางวัลอันทรงเกียรติต่างๆ มาอย่างมากมาย
     ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" ด้วยแนวความคิดที่จะเป็นผู้ให้ท่านจึงได้สั่งสอนพนักงานเปรียบดังครอบครัวเดียวกันให้มีจิตสำนึกในการทำให้ผู้อื่นประสบความสำเร็จก่อน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพของบุคคลากรอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางด้านเทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนา อีกทั้งยังได้เผยแพร่ความรู้ ด้านการบริหารจัดการ
 เกี่ยวกับธุรกิจการเกษตรให้แก่สถาบันการศึกษา องค์กรของภาครัฐและเอกชนเสมอมา เพื่อช่วยกันเกื้อหนุนสังคม ร่วมกันสร้างงาน สร้าง ดังปณิธานในการดำเนินธุรกิจที่ว่าเราดูแล เราแบ่งปัน เราเติบใหญ่ไปด้วยกัน ทั้งยังได้ระลึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด เป็นแบบอย่างให้ผู้บริหารของบริษัทสหฟาร์ม และบริษัทในเครือยึดถือปฏิบัติเรื่อยมา
        "ดร. ปัญญา" ถือเป็นผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่ง ช่วงที่ไปเยี่ยมชม"บ้านสุขาวดี" ท่านได้ให้การต้อนรับชาวคณะเป็นอย่างดี  หลังรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จ นอกจาก "ดร. ปัญญา" จะได้พูดคุย และให้แง่คิด ด้านปรัชญา เศรษฐกิจ หลายอย่าง ให้เราฟังแล้ว คือฟังท่านพูด เราต้องคิดตาม และคิดให้ทันด้วย ท่านบอกว่า ความสำเร็จในด้านธุรกิจ เราจะต้องนำสิ่งที่ดีที่สุดกลับไปให้แก่ผู้บริโภค แล้วผู้บริโภคจะเอาสิ่งที่ดีสุดที่เราให้ไปเป็นมาตรฐาน
        ผมมีโอกาสพูดคุยกับ "ดร. ปัญญา" ถึงปัญหาการส่งออกไก่ไทย ในตลาดของสหภาพยุโรป หรืออียู นั้น ว่าจะฝากถึงรัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลหน้าอย่างไร ให้มาดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านก็บอกว่า อยากฝากให้รัฐบาลอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเข้ามายุ่ง คือภาคเอกชนก็มีความร่วมมือกัน จะเป็นเอกชนหรือรัฐก็ตาม ถ้าทำประโยชน์เพื่อแผ่นดิน
 หรือประเทศชาติต้องร่วมมือกัน ถ้าอียูเปิดตลาดแช่แข็ง ไก่ไทยเพิ่ม คาดว่าสัดส่วนของสหฟาร์มจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยขณะนี้ได้ขยายสหฟาร์มไก่ ซึ่งเป็นของตัวเอง 100 % ที่จ.ลพบุรี และเพชรบูรณ์ แล้วในขณะนี้ เชื่อว่าจะสามารถรองรับการส่งออกได้เพิ่มขึ้นอีก และท้ายสุดจริงๆคงต้องทิ้งท้ายแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ท่านที่ให้ไว้คือ "การเข้าหาธรรมชาติ...เรียนรู้ธรรมชาติ...และเข้าใจธรรมชาติ" วันนี้ขอลาไปก่อนครับ...!!!
                                                            นวย  เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น