วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"ทุเรียนโบราณ"อนุรักษ์ก่อนสูญพันธุ์

        ตะลอนตามอำเภอใจ-"ทุเรียน" นอกจากจะเป็นผลไม้ที่คนทั่วโลกต่างรู้จักกันดีอยู่แล้ว ผลไม้ชนิดนี้ยังมีอิทธิพลต่อศิลปะวัฒนธรรมอีกด้วย อาจจะด้วยรูปร่างที่น่ากลัวและกลิ่นที่รุนแรงของทุเรียน หรืออาจเป็นเพราะลักษณะภายนอกของผลที่เป็นหนามคล้ายมงกุฎของพระราชา และเนื้อในที่มีรสชาติอร่อยที่ยากจะหาผลไม้อื่นมาเทียบ
     "ทุเรียน" จึงเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น "ราชาแห่งผลไม้"      นอกจากนี้ ทุเรียนยังเป็นอาหารในชีวิตประจำวันของคนในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับแสดงในสื่อที่สอดคล้องกับแนวคิดตามวัฒนธรรมที่มีในท้องถิ่น ทุเรียนเป็นสัญลักษณ์นามธรรมตามธรรมชาติของความน่าเกลียดและความสวยงาม ในฮ่องกง ภาพยนตร์ที่
 ฉายในปี พ.ศ. 2543 ของผู้กำกับฟรุท ชาน (Fruit Chan) ชื่อ "Durian Durian  และชื่อเล่นสำหรับความสะเพร่าแต่น่ารักที่ตั้งให้ตัวเอกภาพยนตร์โทรทัศน์แนวตลกของสิงคโปร์ชื่อ "Durian King (ราชาทุเรียน)" แสดงโดยอาร์เดรียน แปง (Adrian Pang)
     นอกจากนั้น รูปทรงประหลาดของโรงละครริมอ่าวในประเทศสิงคโปร์บ่อยครั้งที่คนท้องถิ่นเรียกว่า "ทุเรียน" และ "The Big 
Durian (ทุเรียนใหญ่)" เป็นชื่อเล่นของกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย หนึ่งในรายชื่อพายุที่ถูกตั้งเป็นชื่อภาษาไทย ที่ตั้งให้พายุหมุนเขตร้อนจากตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกคือ "ทุเรียน" ซึ่งถอดชื่อออกหลังจากพายุลูกที่สองที่ใช้ชื่อนี้ในปี พ.ศ. 2549 ทุเรียนเป็นผลไม้ที่สัตว์ป่าหลายชนิดชื่นชอบ บางเวลาทุเรียนยังแสดง
ถึงสัตว์ลึกลับในมุมมองของมนุษย์อย่างในตำนานของโอรัง มาวัส (Orang Mawas) ไอ้ตีนโตฉบับมาเลเซีย และฉบับสุมาตรา โอรัง เป็นเดาะก์ (Orang Pendek) ซึ่งทั้งคู่ถูกอ้างว่าชอบกินทุเรียน
       ส่วนประวัติของทุเรียนในสมัยอยุธยา มีบันทึกว่า "เมอร์ซิเออร์ เดอลาลูแบร์"   ซึ่งเป็นนักการทูต
และนักเขียนที่มีชื่อเสียง ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส  ที่เดินทางร่วมมากับคณะราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์นมาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชณ์ กรุงศรีอยุธยา ช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2230 ได้บันทึกสิ่งต่างๆ   ที่ได้พบเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางสังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย รวมทั้งเกษตรกรรมขอ
เมืองไทยบางส่วน และนำไปเขียนเป็นหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทยสมัยอยุธยาในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสในกรุงปารีสเมื่อ พ.ศ. 2336  มีขนาดความยาว 2 เล่ม ในเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมของไทย ตอนหนึ่งได้ระบุเรื่องเกี่ยวกับทุเรียนไว้ว่า
        "ดูเรียน" (Durion) ชาวสยามเรียกว่า "ทูลเรียน" (Tourrion) เป็นผลไม้ที่นิยมกันมากในแถบนี้ แต่สำหรับข้าพเจ้าไม่สามารถทนต่อกลิ่นเหม็นอันรุนแรงของมันได้ ผลมีขนาดเท่าผลแตง มีหนามอยู่โดยรอบ ดูๆ ไปก็คล้ายกับขนุนเหมือนกัน มีเมล็ดมาก แต่เมล็ดใหญ่ขนาดเท่าไข่ไก่ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้กิน ภายในยังมีอยู่อีกเมล็ดหนึ่ง ถือกันว่ายิ่งมีเมล็ดในน้อยยิ่งเป็นทูลเรียนดี อย่างไรก็ตาม ในผลหนึ่งๆ ไม่เคยปรากฏว่ามีน้อยกว่า 3 เมล็ดเลย จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ามีการปลูกทุเรียนในภาคกลางของประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนจะเข้ามาจากที่ไหนและโดยวิธีใด ไม่ปรากฏหลักฐาน แต่น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นการนำมา
จากภาคใต้ของประเทศไทยนั่นเอง และมีการปรับปรุงพันธุ์อย่างสม่ำเสมอตลอดมา
      "ตะลอนตามอำเภอใจ" เอ่ยถึงเรื่อง "ทุเรียน" เพราะเมื่อช่วง 3-4 วันที่ผ่านมาผมมีโอกาสมาตะลอนฯ  ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ต.ตะปอน อ.ขลุง จ.จันทบุรี ซึ่งกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน "มหกรรมชิมทุเรียนโบราณและหายาก" ขึ้นที่ศูนย์แห่งนี้  โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ด ำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธ์ทุเรียน พร้อมรวบรวมพันธุ์ทุเรียนมาอย้างต่อเนี่อง ปัจจุบันมีพันธุ์ทุเรียนปลูกและรวบรวมไว้ในศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จำนวนไม่น้อยกว่า 500 สายพันธุ์ ภายใต้โครงการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมทุเรียน ถือเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ทุเรียนมากที่สุดของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์โบราณดั้งเดิมและหายาก เช่น กลุ่มพันธุ์ลวง กลุ่มพันธุ์กำปั่น กลุ่มพันธุ์ทองย้อย
        ซึ่งขณะนี้ลดจำนวนลงมากและใกล้จะสูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรได้เปลี่ยนมาปลูกพันธุ์การค้าทดแทนเพิ่มขึ้น ได้แก่พันธุ์ชะนี ก้านยาว หมอนทอง กระดุมทอง และพวงมณี ซึ่งขณะนี้ลดจำนวนลงมากและใกล้จะสูญพันธุ์ ขณะเดียวกันยังมีแปลงปลูกบางส่วนถูกปรับเปลี่ยนเป็นบ้านจัดสรร หรือมีถนนตัดผ่านทำให้ทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมเริ่มสูญหายไปจากระบบ ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรจึงได้รวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมทุเรียนโบราณไว้เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์
       ในเบื้องต้นได้กำหนดช่วงเวลาชิมทุเรียนโบราณและหายากไว้ 4 ครั้ง โดยครั้งแรกชิมกันไปแล้วเมื่อวันในวันที่ 3 พ.ค.54 ครั้งที่สองระหว่างวันที่ 5-8 พ.ค. ครั้งที่สามาระหว่างวันที่ 14-17 พ.ค.และครั้งสุดท้ายระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค.ซึ่งจะเปิดให้ชิมในช่วงเวลา 10.30-12.00 น. ที่อาคารท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี
       "คุณจิรากร  โกศัยเสวี"   อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  บอกว่า สำหรับประชาชน เกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์  ผู้ส่งออกและนักวิชาการที่สนใจสามารถเข้าร่วมชิมรสชาติทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมและหายากได้ตามวันและเวลาดังกล่าว และนอกจากผู้เข้าร่วมงานจะได้ชิมรสชาติทุเรียนพันธุ์โบราณแล้ว ยังสามารถที่จะศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมและหายาก  หรือเข้าชมแปลงปลูกในศูนย์รวบรวมพันธุ์ทุเรียนได้อีกด้วย ซึ่งมีพันธุ์ทุเรียนหายากหลากหลายกลุ่มพันธุ์ เช่น กลุ่มกบ ได้แก่ พันธุ์กบสุวรรณ   กบตาท้วม  กบสีนาก  กบการะเกด  กบรัศมี  กบหน้าศาล กบดำ กบเจ้าคุณ  กบวัดกล้วย กบตาขำ กบแม่เฒ่า และกบมังกร  
          กลุ่มลวงได้แก่ พันธุ์ย่ำมะวาด ลวงทอง ชมพูศรี กลุ่มทองย้อย ได้แก่ พันธุ์ทองย้อย ฉัตรสีทอง นมสวรรค์ ทับทิม และธรณีไหว  กลุ่มก้านยาวได้แก่ ก้านยาว ก้านยาวสีนาก ต้นใหญ่  กลุ่มกำปั่นได้แก่ พันธุ์ปิ่นทอง ชายมะไฟ กำปั่นตาเพชร  กำปั่นดำ และกำปั่นตาแพ และกลุ่มอื่นๆ อาทิ พันธุ์ทองเพ็ง ไอ้เม่น จอกลอย ดาวกระจาย เมล็ดเผียน ตะพาบน้ำ หมอนข้าง เนื้อเหลือง ไอ้งวงยาว  สีทอง  ยินดี  นกหยิบ ชายมังคุด สาวชมเห็ด ลำเจียก ไอ้ใหม่ ทองก้อน ฝอยทอง ทองแดง ก้านสั้น และพันธุ์สาวใหญ่ เป็นต้น
       "ชุมชนและท้องถิ่นควรเร่งรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการสร้างสวนแบบผสมผสาน ซึ่งจะส่งผลดีมากต่อการอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ไม้ผล โดยชุมชนจะได้ใช้ประโยชน์จากพืชท้องถิ่นอย่างยั่งยืน หากไม่อนุรักษ์พันธุ์พืชดั้งเดิมเอาไว้ อนาคตอาจสูญหายไปจากประเทศไทย" อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว
video

        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" อธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกด้วยว่า ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ตรวจสอบผลผลิตทุเรียนภายในศูนย์รวบรวมฯ ในฤดูกาลผลิตปี 2553-2554 พบว่า  มีบางส่วนเหลือจากการเก็บข้อมูลศึกษาวิจัย ซึ่งสามารถที่จะจัดสรรให้เกษตรกร ประชาชน ผู้ส่งออก และผู้สนใจได้ชิมคุณภาพได้ กรมวิชาการเกษตรจึงกำหนดจัดงาน "มหกรรมชิมทุเรียนโบราณและหายาก" ขึ้นที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปมีจิตสำนึกและเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช  ทั้งยังเปิดโอกาสให้ได้ชิมรสชาติทุเรียนพันธุ์โบราณดั้งเดิมและหายาก กว่า 50 สายพันธุ์ รวมเกือบ 1,000 ผล เพื่อใช้เป็นข้อมูลในงานปรับปรุงพันธุ์ โดยเฉพาะการคัดเลือกพันธุ์ดีเด่นใหม่ และเป็นทางเลือกสำหรับการผลิตทุเรียนเชิงการค้าในอนาคต นอกจากนั้นยังช่วยส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรด้วย
                                             นวย  เมืองธน
***********************************

1 ความคิดเห็น:

  1. ดีใจที่กรมวิชาการเกษตรเห็นความสำคัญของทุเรียนโบราณเป็นผู้นำให้เกษตรกรเล็งเห็นคุณค่าของทุเรียนโบราณว่าควรอนุรักษ์ไว้ดังนั้นหากเกษตรกรบ้านใครยังมีต้นอย่าโค่นทิ้งนะครับ เสียดาย เหมือนบ้านผมเคยมีพันธุ์อีหนัก,ขาทรายหรือขาวทราย(แต่อาจจะเรียกอีกอย่างก็ได้)ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ไม่รู้สูญพันธุ์ไปหรือยัง ถูกโค่นทิ้งปลูกหมอนทองแทน นึกแล้วก็เสียดายตอนนั้นมันขายยากตลาดไม่ต้องการ

    ตอบลบ