วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"แอ่งน้ำเน่า"สะท้อนเงาสังคมไทย

         ตะลอนตามอำเภอใจ-"ละครน้ำเน่า" หรือหนังน้ำเน่า มีรากศัพท์มาจากคำว่า "Soap opera"  อาจหมายถึง "ละคร" หรือภาพยนต์ ที่มีเนื้อหาประเภทรักๆใคร่ๆ ตบตีแย่งสามีภรรยาชาวบ้าน ก็เลยเป็นที่มาของการถูกเรียก ว่า "น้ำเน่า" หรือเวลาทีเราดูละครตามทีวีบ้านในเรา ที่บางครั้งเรามักจะติดปากบอก หนังเรื่องโน้น เรื่องนี้ "น้ำเน่า" จังเลยว่ะ อะไรประมาณนี้ตามความหมายของผมน่ะ
         แต่ในความเป็น"ละครน้ำเน่า" ก็ใช่ว่าจะเกินความเป็นจริงของชีวิตคนน่ะ เพราะส่วนใหญ่ "ละครน้ำเน่า" ที่เราพูดติดปากกัน ส่วนหนึ่งผมเชื่อว่า ผู้สร้างหรือคนเขียนบท เค้าก็ถ่ายทอดมาจากความเป็นจริงของสังคมมนุษย์ อีกนั่นแหละ ข้อสำคัญไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ส่วนใหญ่ผู้บริโภคละครน้ำเนาๆที่ว่า ก็ดันได้รับความนิยมจากชาวบ้านระดับรากหญ้า เสียด้วยซ้ำไป
      ผมหยิบยกเรื่อง "น้ำเน่าๆมาพูดถึง ก็เพียงแค่จะบอกว่าเมื่อช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา มีโอกาสไปตะลอนตามอำเภอใจ ที่งาน Artbakgkok Syumposium 201 ครั้งที่ 2 หัวข้อ ''สะท้อนเงาสังคม
ไทยในแอ่งน้ำเน่า" ณ  ห้องอเนกประสงค์ ชั้น1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน ที่เว็บไซต์  ArtBangkok.com จัดขึ้น โดยความสนับสนุนจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม และนิตยสาร HI-CLASS ได้จัดทำโครงการ Artbangkok Syumposium 2011  เพื่อประมวลทัศนะเชิงสร้างสรรค์จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะในสาขาต่างๆ โดยมีการจัดเสวนาเดือนละ 1 ครั้ง ตั้งแต่ เดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา จนถึงเดือนกันยายน 2554  โดยมุ่งหวัง
 ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ สร้างจิตสำนึกในการถ่ายทอดและแบ่งปันสาระข้อมูลจากบุคคลที่เป็นแหล่งความรู้ด้านการออกแบบสร้างสรรค์และศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ไปสู่สังคมและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
        สำหรับการเสวนาในหัวข้อ "สะท้อนเงาสังคมไทยในแอ่งน้ำเน่า"  มีเนื้อหาสาระที่มุ่งเน้นการหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ ในการพัฒนาคุณภาพของสื่อบันเทิง ที่มีผลโดยตรงต่อการหล่อหลอมทัศนคติ ค่านิยม และวัฒนธรรมของผู้คนในสังคม โดยมีคุณคมสัน นันทจิต และ"คุณวรรณศิริ ศรีวรา
 ธนบูลย์"  หรือ"คุณกุ้ง" เป็นผู้ดำเนินรายการและมีวิทยากรผู้ร่วมเสวนาได้แก่ "คุณถ่ายเถา สุจริตกุล" ซึ่งเป็นผู้เขียนบทประพันธ์ "มงกุฎดอกส้ม"  มีการผสมผสานและร้อยเรียงความคิด วิถีชีวิตไทย - จีนและเรื่องราวชีวิตที่หลากหลายเข้าด้วยกัน และภายในระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็ได้รับการตีพิมพ์แล้วมากกว่าสิบครั้ง และในปีนี้ยังมีการนำบทประพันธ์ไปสร้างละครโทรทัศน์เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งโด่งดังและเป็นที่ถูกกล่าวในสังคมบ้านเรา
          "คุณวิภาวี เจริญปุระ"  หรือ"คุณกุ้ง" ผู้ร่วมเสวนาอีกท่านหนึ่ง ที่รู้จักกันดีในฐานะพี่สาวนักร้องเสียงสวย "คุณใหม่ เจริญปุระ" และหากจำกันได้ ภาพยนต์เรื่อง "จัน ดารา" ที่เคยโด่งดังและเป็นภาพยนต์ที่ถูกกล่าวขานในอดีต เธอก็เล่นหนังเรื่องนี้ด้วย
       "คุณธัญญ์วาริณ สุขะพิสิษฐ์" หรือ "กอล์ฟ" ผู้ร่วมเสวนา ที่ค้นพบเครื่องมือสื่อสาร และหนทางในการแสดงออก ความคิดความเห็นความรู้สึก ผ่านศิลปะภาพยนตร์   และมีผลงานหนังสั้นมาแล้วหลายเรื่อง รวมถึง "I'm Fine. สบายดีค่ะ" ในปี 2551 สามารถคว้ารางวัลรัตน์ เปสตันยี จากการประกวดภาพยนตร์สั้นไทยครั้งที่ 12  และที่ฮือฮามากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจุบัน ภาพยนต์ "Insects in the Backyard" ที่เธอเป็นทั้งผู้กำกับแลพแสดงเอง
ถูกคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ แบนหนังของเธอห้ามฉาย ด้วยข้อหาว่า เนื้อหาของภาพยนต์ทำลายศีลธรรม ขัดต่อความมั่นคงของชาติ จนต้องมีการต่อสู้กันในชั้นศาลปกครอง
       "ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคล" หรือ "คุณชายอดัม" ผู้เสวนาอีกท่านหนึ่ง ที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของ "ท่านมุ้ย" ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้สร้างและผู้กำกับหนังชื่อดังของเมืองไทย ที่หันมาจับงานทีวีทางอินเตอร์เน็ตในนาม www.fukduk.tv จนเป็นที่ฮือฮาอยู่ในขณะนี้ และมักจะถูกเชิญไปร่วมวงเสวนาอยู่ตลอดมิขาดสาย ด้วยมาดชายหนุ่มที่ออกแนวเซอร์ๆแต่งกายเรียบง่าย
        "คุณวรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์"  หรือ"คุณกุ้ง" ในฐานะบรรณาธิการบริหารและผู้ก่อตั้ง เว็บไซต์  ArtBangkok.com ผู้
 ร่วมสัมนา และผู้ดำเนินรายการในครั้งนี้ด้วย บอกว่า สำหรับ
การสัมนาครั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมา เมืองไทยมีเรื่องหนักอกหนักใจมากมาย ต้องยอมรับว่าการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในส่วนของคนทำงานศิลปวัฒนธรรม ก็คิดว่าเราก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่จะสามารถช่วยเหลือเยียวยาแก้ปัญหาสังคมตรงนี้ได้ในบทบาทของเรา ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นสื่อกลาง เรียนเชิญพี่น้อง เพื่อนฝูง เครือข่ายผู้คนในแวดวงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย มาพูดคุยกัน และแรกเปลี่ยนกัน มาข้ามสาขากัน กระจายโอกาสที่จะได้รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้กว้างไกลออกไปอีก ก็เลยเป็นที่มาของการจัดงาน "Artbangkok Syumposium 2011" ขึ้น เรามักจะได้ยินคำว่า "น้ำเน่า" คำนี้จะแปลว่าดีหรือมันไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้
 มอง แต่เราคงไม่มากล่าวโทษ หรือหาเรื่องว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่เราจะมาคิดกันว่า ถ้าสื่อบันเทิงมีผลจริงต่อการหล่อหลอมวัฒนธรรมของสังคมไทย เราที่มาร่วมกันในวันนี้ซึ่งเป็นคนบันเทิง ด้านใดด้านหนึ่ง และในฐานะของผู้ชมจะมีส่วนร่วมอย่างไร คิดร่วมกันทำสื่อบันเทิงออกมาใหดีขึ้น
     "คุณถ่ายเถา สุจริตกุล" สะท้อนถึงละคร"ดอกส้มสีทอง " ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของตัวเองว่า "เรยา"ในความรู้สึกของตนนั้น ถือเป็นตัวดำเนินเรื่อง เพราะฉะ "เรยา" จึงเป็นนางเอกของเรื่องนี้ เมื่อเขียนบทนี้ ก็พยายามเอาตัวเองไปใส่ตัวละคร คำพูด การกระทำ และความคิดจึงได้ผ่านสมองมาแล้ว จะทำอย่างไรให้ผู้ชายอยู่กับเรา ทะเลาะกับ
 ภรรยา ซึ่งตัวละครตัวนี้มีความเป็นมนุษย์มาก ไม่ได้ดีเลิศไปเสียทุกอย่าง แต่เป็นคนเลวที่พยายามมีเหตุผลให้ตัวเอง แม้ว่าคนรอบข้างจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ยอมรับว่าตอนประพันธ์เรื่องนี้ เคยคิดว่าจะมีผลกระเทือน แต่ไม่คิดว่าพอเป็นละครออกมาจะถึงขนาดนี้ ส่วนความหยาบคายที่ออกมาทางละคร ไม่ได้อยู่ในหนังสือที่ตนเขียน เพราะแค่บอกว่าตัวละคร"เรยา"ไม่ดีหรือแค่หงุดหงิดใส่แม่ ไม่ได้เขียนว่าเรยา ต้องต่อว่าแม่ หรือให้แม่มานวด ที่ผ่านมา เราไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ แต่เขี่ยปัญหาให้พ้นหน้าไป แต่ลึกๆ แล้วก็รู้ว่าเป็นความผิดใคร เหมือน"เรยา"ในตอนแม่ถูกรถชนตาย ลึกๆแล้ว "เรยา" รู้ว่า
 เป็นความผิดของเธอ แต่กลับบอกว่าแม่ไม่ดี เดินไม่ดูทางจนถูกรถชนตาย
      "คุณวิภาวี เจริญปุระ"  หรือ"คุณกุ้ง" ก็สะท้อนว่า "น้ำเน่า" พระจันทร์ก็ยังสวยอยู่ในทุกๆที่ แต่คงเป็นเรื่องยากที่เวลาจะทำละครซักเรื่องหนึ่งแล้วจะต้องเชิญกระทรวงวัฒนธรรมมาดู ซึ่งแต่ละคนควรจะมีวิจารณญาณในการเขียนบท เพราะละครอาจทำได้เยอะกว่าการเขียนหนังสือ โดยเฉพาะละคร"ดอกส้มสีทอง"ทำได้เกินกว่านวนิยาย ยิ่งห้ามคนก็ยิ่งอยากดู ส่วนในฐานะที่มีลูก และเป็นนักแสดง อย่างหนังเรื่องจัน ดารา ที่เคยแสดง ที่เคยฉายฮือฮากว่า 10 ปี และเคยได้รางวัล ก็เล่าให้ลูกฟังในมุมที่ไม่ล่อแหลม โดยเฉพาะฉากโป๊ ซึ่งหนัง
 เรื่องนี้ผู้ชายมีภรรยาได้เยอะมาก เป็นการสะท้อนสังคมเช่นกัน
      "คุณธัญญ์วาริณ สุขะพิสิษฐ์" หรือ "กอล์ฟ" บอกถึงภาพยนตร์ "Insects in the Backyard" ที่ถูกห้ามฉาย ว่าหนังเรื่องนี้เป็นการนำเสนอชีวิตกะเทย ที่มีเมีย และมีลูก ซึ่งเป็นชีวิตจริงๆ ตัวละครมีชีวิตมีเหตุผล ต้องการสื่อถึงการนำเสนอชีวิตมนุษย์ เล่าวิถีปกติของคนในสังคม แต่กลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้ถูกห้ามฉาย คือ ภาครัฐไม่ต้องการให้บอกด้านไม่ดีของสังคม ให้มาช่วยกันทำสิ่งที่สวยงามดีกว่า ซึ่งก็ไม่เคยคิดว่าภายหลังภาพยนตร์ถูกห้ามฉาย จะกลายเป็นแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นในสังคมขนาดนี้ ถ้าอนุญาตให้ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้
 อาจมีคนเข้ามาดูไม่ถึง 50 คนด้วยซ้ำ แต่เมื่อถูกสั่งห้ามฉายแบบนี้ จึงมีแต่คนพูดถึงและอยากดูหนังเรื่องนี้กัน เหมือนยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ วันนี้คนไทยโดนข่มขืนอยู่ทุกวัน และไม่เคยรู้ว่าตัวเองโดนกระทำอยู่ ทั้งจากสังคมและการปกครอง ผู้ใหญ่บอกเราว่าโสเภณีผิดกฎหมาย แต่บ้านของโสเภณีอยู่ใหญ่กว่าบ้านเราอีก ดังนั้นเราต้องให้ความรู้และความฉลาดเพื่อเท่าทันสื่อ ดังนั้น จึงต้องดูเจตนาของทั้งเรื่องว่าเขาต้องการสอนอะไร อย่าจับองค์ประกอบจุดเดียวแล้วนำมาวิจารณ์
      "ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคล" หรือ "คุณชายอดัม"  สะท้อนสถานการณ์นี้ว่า เหมือนมีเกาะอยู่ 2 เกาะ คือเกาะสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเกาะ
เสรีภาพในการเล่าเรื่อง ซึ่งคนทั้ง 2 เกาะนี้พูดกันไม่รู้เรื่อง เราต้องแก้ปัญหาใหญ่ให้คน 2 เกาะนี้มาอยู่ร่วมกัน และสร้างให้คนมีภูมิคุ้มกัน โดยมีวิจารณญาณในการตัดสิน เพราะภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน บางคนอาจมองเป็นศิลปะ แต่อีกคนอาจมองเป็นหนังโป๊ เพราะฉะนั้นภาระไม่ได้อยู่ที่คนทำสื่อ  และการเสริมสร้างวิจารณญาณ ควรเริ่มจากครอบครัว
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมคงต้องทิ้งท้ายกับคำว่า ''สะท้อนเงาสังคมไทยในแอ่งน้ำเน่า" เพราะในมุมมองของผมแล้ว สังคมไทยในปัจจุบันมันน่าจะเป็นลักษณะของ "แอ่งน้ำเน่า
 สะท้อนเงาสังคมไทย" เสียมากกว่า วันนี้ลาไปก่อนครับสัปดาห์หน้าติดตามกันว่าผมจะพาไปตะลอนฯที่ไหนกันบ้าง...!!!
                                                             นวย  เมืองธน

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เยือนบ้านสุขาวดีเจ้าสัว"สหฟาร์ม"

           ตะลอนตามอำเภอใจ-สถาปัตยกรรม ( architecture) หมายรวมถึง อาคารหรือสิ่งก่อสร้าง รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสิ่งปลูกสร้างนั้น ที่มาจากการออกแบบของมนุษย์ ด้วยศาสตร์ทางด้านศิลปะ การจัดวางที่ว่าง ทัศนศิลป์ และวิศวกรรมการก่อสร้าง เพื่อประโยชน์ใช้สอย
            สถาปัตยกรรมยังเป็นสื่อความคิด และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมในยุคนั้นๆอีกด้วย ในช่วงที่ผมมีโอกาส "ตะลอนตามอำเภอใจ" มาที่จ.ชลบุรี มีโอกาสได้แวะเยี่ยมชม "บ้านสุขาวดี" คฤหาสน์ที่สุดแสนอลังการ ของ"ดร. ปัญญา  โชติเทวัญ" เจ้าของบ้าน นักธุรกิจ และเจ้าของ"สหฟาร์ม" ที่เป็นผู้ส่งออกผลิตผลทางการเกษตรรายใหญ่ของไทย ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท อยู่ช่วง บางละมุงหลักกิโลเมตร ที่ 140 - 141 จ.ชลบุรี ห่างจากที่ว่าการอำเภอบางละมุง ประมาณ 1 กิโลเมตร มีชายหาดยาว 400 เมตร ปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 80ไร่
           "ดร. ปัญญา  โชติเทวัญ" สร้าง"บ้านสุขาวดี" ขึ้นจากพลังความคิด และความศรัทธาอันแรงกล้าของตัวเอง จากวิกฤตทางเศรษฐกิจ ต่างชาติได้ยึดกิจการของคนไทย เพื่อให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพไม่แพ้ต่างชาติ ทำให้ เกิดปาฏิหาริย์สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นศักดิ์ศรีของคนไทย
โดยเริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 2543 ภายในบริเวณบ้านประกอบด้วย อาคารหลัก อาคารประชาสัมพันธ์ เป็นที่ตั้งกองอำนวยการสำนักงานผู้บริหารโครงการ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และจุดขาย บัตร เข้าชมภายในบ้านสุขาวดี อาคารโดมพระ เป็นอาคารทรงโดมประดิษฐานพระพุทธรูปปางประสูติ เป็นพระประธานบ้านสุขาวดี ภายในบริเวณอาคารโดมพระ ประดับด้วยภาพ และประวัติพระอริยะสงฆ์
         อาคารเจ้าแม่กวนอิม เป็นอาคาร 5 ชั้น แต่ละชั้นจัดเป็นห้องรับรอง และห้องประชุมขนาดใหญ่ประดับด้วย ภาพวาดงดงามหลากหลาย บนดาดฟ้าสูงสุดเป็นโดมทรงกลมประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งงดงามอลังการด้วย
 เครื่องประดับ และเครื่องบูชา อัน สูงค่า ภายในโดมแห่งนี้ประดับด้วยรูปปั้นอันแสดงถึงปรัชญา และปริศนาธรรม มากมาย อาทิ พระสังกัจจายน์ กับเด็กเป่าแตร ม้า 18 ตัว แม่ไก่กับลูกไก่ ฯ เป็นต้น
         อาคารครัวของโลก เป็นอาคารที่มีห้องประชุมใหญ่สามารถจุคนได้ถึง 2,500 คน ใช้แรงงานคนในการก่อสร้างถึง 2,700 คน สร้าง เสร็จในเวลาเพียง 30 วัน ภายในอาคารครัวของโลกประกอบด้วยสัญลักษณ์ของเกษตรกรไทยมากมาย เช่น พืชพันธุ์ธัญญาหารต่าง ๆ และปรัชญาแนวทางการบริหารการปกครอง
            อาคารแปดเหลี่ยม เป็นศูนย์อาหาร - เครื่องดื่ม และเป็นแหล่งรวมของสินค้าของฝาก ของทะเล จากชายทะเล ตะวันออก และสินค้าคุณภาพภายใต้เครื่องหมาย “HEALTH FOOD” ของสหฟาร์ม เพื่อให้เลือกซื้อ กลับบ้าน ทั่วบริเวณ บ้านยังตกแต่งด้วยสวนอันสวยงาม สระน้ำ พระบรมรูปสมเด็จพระปิยะมหาราช พระรูปกรมหลวงชุมพร เทวดาประจำตระกูลโชติเทวัญ และอาคารไอริสโซเฟีย เป็นอาคารแห่งสุขภาพ  ความสวยความงาม และสินค้า O-TOP ระดับ 4 - 5 ดาวทั่ว ประเทศ ได้นำมารวบรวมไว้ที่อาคารแห่งนี้เพื่อให้ท่านสามารถเลือกซื้อหาได้ตามความพอใจ
        ความหมายของบ้าน "สุขาวดี" แปลว่า ดี ขาวดี สีของบ้าน เป็นสีชมพูและ ฟ้า สีชมพูเป็นสีแห่งความรัก ดั่งที่ว่า " ที่ใดไร้รักสมัครสมานจะทำการสิ่งใดย่อมไร้ผล" ฉะนั้นที่ใดก็ตามที่มีความรัก ความสามัคคี มีความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่นั่นเขาจะคุยกันแต่เรื่องดีๆ คุยสิ่งสร้างสรรทั้งสิ้น เราก็สามารถฟันธงได้เลยว่า ที่นั่นคือ ที่ที่ดี ที่เจริญรุ่งเรือง เราจึงใช้ "คิวปิด" หรือ เทพเจ้าแห่งความรักเป็นสัญลักษณ์ ส่วนสีฟ้าถือเป็นสีแห่งน้ำ น้ำเป็น สิ่งก่อเกิดสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลก แต่น้ำเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องศึกษาน้ำ เพราะน้ำ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ทุกสถานะ ถ้าคนเราปรับตัวเข้ากับสังคม ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจหรือความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ เราย่อมมีความสุข แต่น้ำที่ทุกคนต้องการเหมือนๆกันกลับ
กลายเป็น "น้ำใจ"
      สำหรับประวัติ "ดร.ปัญญา โชติเทวัญ" เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2475 เป็นชาว อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง รับราชการในตำแหน่งพยาบาลในกองทัพเรือเป็นเวลา 11 ปี แล้วโอนย้ายไปรับราชการในตำแหน่งพนักงานสุขาภิบาลของ กทม. เป็นเวลา 12 ปี ตำแหน่งงานครั้งสุดท้ายคือ หัวหน้าสุขาภิบาลเขตสามเสน
ในปี พ.ศ. 2517 ก่อนที่จะลาออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว โดยเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท สหฟาร์ม จำกัด ตั้งแต่ปี 2512 โดยเริ่มเลี้ยงไก่สัปดาห์ละ 500 ตัวจากเงินลงทุนห้าพันบาท เนื่องจากครอบครัวยากจนและมีทุนน้อย เริ่มจากการเลี้ยงไก่และชำแหละไก่ขายภายใน ปี 2517 เริ่มส่งออกไก่สดแช่แข็ง ต่อมาทำธุรกิจครบวงจร โดยมีทั้งการ
ผลิตลูกไก่ ผลิตอาหารสัตว์ ส่งลูกไก่และอาหารสัตว์ไปให้เกษตรกร และประกันราคากลับมาโดยนำมาชำแหละ และคัดแต่งเพื่อการส่งออก จนมีความก้าวหน้าทางธุรกิจและเคยได้รับรางวัลอันทรงเกียรติต่างๆ มาอย่างมากมาย
     ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" ด้วยแนวความคิดที่จะเป็นผู้ให้ท่านจึงได้สั่งสอนพนักงานเปรียบดังครอบครัวเดียวกันให้มีจิตสำนึกในการทำให้ผู้อื่นประสบความสำเร็จก่อน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพของบุคคลากรอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางด้านเทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนา อีกทั้งยังได้เผยแพร่ความรู้ ด้านการบริหารจัดการ
 เกี่ยวกับธุรกิจการเกษตรให้แก่สถาบันการศึกษา องค์กรของภาครัฐและเอกชนเสมอมา เพื่อช่วยกันเกื้อหนุนสังคม ร่วมกันสร้างงาน สร้าง ดังปณิธานในการดำเนินธุรกิจที่ว่าเราดูแล เราแบ่งปัน เราเติบใหญ่ไปด้วยกัน ทั้งยังได้ระลึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด เป็นแบบอย่างให้ผู้บริหารของบริษัทสหฟาร์ม และบริษัทในเครือยึดถือปฏิบัติเรื่อยมา
        "ดร. ปัญญา" ถือเป็นผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่ง ช่วงที่ไปเยี่ยมชม"บ้านสุขาวดี" ท่านได้ให้การต้อนรับชาวคณะเป็นอย่างดี  หลังรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จ นอกจาก "ดร. ปัญญา" จะได้พูดคุย และให้แง่คิด ด้านปรัชญา เศรษฐกิจ หลายอย่าง ให้เราฟังแล้ว คือฟังท่านพูด เราต้องคิดตาม และคิดให้ทันด้วย ท่านบอกว่า ความสำเร็จในด้านธุรกิจ เราจะต้องนำสิ่งที่ดีที่สุดกลับไปให้แก่ผู้บริโภค แล้วผู้บริโภคจะเอาสิ่งที่ดีสุดที่เราให้ไปเป็นมาตรฐาน
        ผมมีโอกาสพูดคุยกับ "ดร. ปัญญา" ถึงปัญหาการส่งออกไก่ไทย ในตลาดของสหภาพยุโรป หรืออียู นั้น ว่าจะฝากถึงรัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลหน้าอย่างไร ให้มาดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านก็บอกว่า อยากฝากให้รัฐบาลอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเข้ามายุ่ง คือภาคเอกชนก็มีความร่วมมือกัน จะเป็นเอกชนหรือรัฐก็ตาม ถ้าทำประโยชน์เพื่อแผ่นดิน
 หรือประเทศชาติต้องร่วมมือกัน ถ้าอียูเปิดตลาดแช่แข็ง ไก่ไทยเพิ่ม คาดว่าสัดส่วนของสหฟาร์มจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยขณะนี้ได้ขยายสหฟาร์มไก่ ซึ่งเป็นของตัวเอง 100 % ที่จ.ลพบุรี และเพชรบูรณ์ แล้วในขณะนี้ เชื่อว่าจะสามารถรองรับการส่งออกได้เพิ่มขึ้นอีก และท้ายสุดจริงๆคงต้องทิ้งท้ายแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ท่านที่ให้ไว้คือ "การเข้าหาธรรมชาติ...เรียนรู้ธรรมชาติ...และเข้าใจธรรมชาติ" วันนี้ขอลาไปก่อนครับ...!!!
                                                            นวย  เมืองธน

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ศิลปะสื่อสารสู่สังคมศิลปะสื่อสารสู่สังคม

          ตะลอนตามอำเภอใจ- "ศิลปะแสดง"  และ"ศิลปะแสดงสด" หรืออาจเรียกว่า "ศิลปะสื่อแสดง" ไม่ว่าคุณจะเรียกว่าอะไร แต่มีความเข้าใจอย่างหนึ่งที่ผมต้องบอกเล่าว่า มันคือศิลปะอีกแขนงหนึ่ง ที่เน้นการแสดงออกทางร่างกาย ท่าทาง เสียง และการมีส่วนร่วมของผู้ชม การแสดงศิลปะประเภทนี้มักไม่มีเวที หรือบางครั้งแสดงกันสดๆแบบไม่มีสคริปด้วยซ้ำไป ผู้แสดงจะถ่ายทอดจินตนาการด้วยความรู้สึก และแฝงพลังซ่อนเล้นลึกๆของผู้แสดงหรือศิลปินเอง เพื่อให้ผูชมเกิดจินตนาการร่วม ผ่านเรื่องราวการแสดงออกในจังหวะท่วงท่า และสิ่งของต่างๆที่ผู้แสดงนำมาประกอบ เพื่อบอกเล่าไปถึงผู้ชม
        "ศิลปะแสดงสด"  อาจคือคำที่พยายามถอดความมาจากศัพท์ศิลปะในตะวันตกคำว่า เพอร์ฟอร์มานซ์ อาร์ต (Performance Art) หรือบางทีก็อาจไม่ต้องมีคำว่า อาร์ต (Art) ตามหลังก็เป็นที่เข้าใจเหมือนกัน การที่ไม่ใส่คำว่า "อาร์ต" เข้าไปก็เพราะ โดยต้นตอของ เพอร์ฟอร์แมนซ์ นั้น เกิดขึ้นจากการต่อต้านศิลปะในความหมายแบบเดิม "ศิลปะแสดงสด"  ชื่อนี้เริ่มปรากฎขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 ในวงการศิลปะนานาชาติ โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก คำว่า "เพอร์ฟอร์แมนซ์ อาร์ต" มีความหมายของคำที่ไม่ชัดเจน และได้เปิด
 กว้างให้แก่ความเป็นไปได้อย่างมาก พอปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 คำนี้กลายเป็นที่นิยมมากสำหรับกิจกรรมทางศิลปะต่างๆ ที่นำเสนอต่อหน้าคนดูแบบสดๆ มีการรวมเอา ดนตรี นาฏศิลป์ กวี ละคร และวีดีโอ เข้ามาอยู่ในการแสดงด้วย คำนี้ยังเรียกศิลปะที่ใช้การแสดงสดๆ อย่าง ไลฟ อาร์ต (Live Art), บอดี้ อาร์ต (Body Art) แฮ็พเพ็นนิง (Happening) แอ็คชัน (Action) และกิจกรรมบางอย่างของ ฟลัคซุส (Fluxus) และ เฟมินิสต์ (Feminist, กลุ่มสตรีนิยม)
       "เพอร์ฟอร์แมนซ์" เกิดขึ้นจากการที่ศิลปินต้องการสื่อสารกับคนดูโดยตรง มากไปกว่าที่จิตรกรรมและประติมากรรมสามารถทำได้ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 ได้รับแรงบันดาลใจจาก
 ศิลปินในสายทัศนศิลป์หลายคน ตั้งแต่กลุ่ม ดาด้า (Dada จอห์น เคจ (John Cage) ผู้ซึ่งทำให้ความคิดแบบ ดาด้า เผยแพร่ที่นิวยอร์คในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และจากการที่ แจ็คสัน พ็อลล็อค (Jackson Pollock) ที่ทำจิตรกรรมแบบแอ็คชัน เพนติ้ง (action painting) สำหรับการถ่ายภาพยนตร์ในปี 1950 จนกระทั่งปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 ศิลปินปฏิเสธที่จะใช้คำว่า "เพอร์ฟอร์แมนซ์"  นี้กับการแสดงในแบบละครเวที ซึ่งนิยมใช้คำว่า เพอร์ฟอร์มิง อาร์ต, performing art มากกว่า
    "เพอร์ฟอร์แมนซ์ " ในระยะแรกเริ่มเมื่อปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 มักจะเป็นกิจกรรมในแนวคิดของกลุ่ม คอนเซ็ปชวล (Conceptual) ซึ่งไม่มีลักษณะที่เป็นละครเวทีหรือนาฏศิลป์ ศิลปินมักจะทำ "เพอร์ฟอร์แมนซ์" ในแกลเลอรีและพื้นที่สาธารณะ ความยาวของการแสดงมีตั้งแต่ ไม่กี่นาทีไปจนถึงยาวนานเป็นวันๆ และมักจะทำเพียงครั้งเดียว
ไม่ค่อยทำซ้ำอีกในปี 1969 กิลเบิร์ตและจอร์จ (Gilbert and George) ศิลปินคู่ได้ใช้ร่างกายของตัวเองในผลงานศิลปะ โดยกลายสถานะตัวเองให้เป็น “ประติมากรรมที่มีชีวิต” (ลิฟวิ่ง สคัลป์เจอร์, living sculpture) เป็นดั่งศิลปะวัตถุที่มีลักษณะแบบหุ่นยนต์ในนิทรรศการของพวกเขาหรือบางทีก็ออกไปแสดง
 ตามท้องถนนในกรุงลอนดอน
           "จุมพล อภิสุข" ผู้ก่อตั้งเทศกาลศิลปะแสดงสดนานาชาติ "เอเชียโทเปีย" (ASIATOPIA International Performance Art Festival) เคยอธิบายว่า คือ การทำงานศิลปะสดๆ ต่อหน้าคนดู อาจจะใช้ภาษาท่าทางในการสื่อความหมายล้วนๆ หรือจะมีวัสดุอุปกรณ์อะไรมาประกอบด้วยก็ได้ บางคนอาจจะแสดงการวาดรูปก็มี บางคนก็เขียนหนังสือ บางคนก็ใช้ร่างกายตัวเองในการสื่อความหมาย มีหลากหลาย แต่หลักๆ คือการแสดงต่อหน้าคนดูในระยะเวลาที่กำหนดขึ้นมา  แม้ว่าในเมืองไทย ศิลปะการแสดงสด อาจจะไม่เป็นที่
 รู้จักแพร่หลายนักหากเทียบกับการทำงานศิลปะในสาขาอื่นๆ เช่น จิตรกรรม หรือประติมากรรม แต่ในต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา ศิลปะการแสดงสดเป็นแนวการสร้างงานศิลปะที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักศึกษาศิลปะและศิลปินรุ่นใหม่อย่างมากในขณะนี้
      ผมหยิบยกเรื่องราว "ศิลปะแสดงสด" มาเล่าถึง เพราะเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา มีโอกาสไป"ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อชม "ศิลปะแสดงสด" ของกลุ่มศิลปินที่กลับมาจากพื้นที่แม่น้ำโขง การแสดงดนตรี นอกจากนี้ยังมีการเสวนาเรื่อง
 ราวของแม่น้ำโขง "อัตลักษณ์ที่สูญหาย" และมุมมองและสะท้อนปัญหา ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการสร้างเขื่อนของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ดูไปแล้วอาจกระทบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในลุ่มน้ำโขง ที่หลายชาติหลายเผ่าพันธุ์ได้อาศัยลำน้ำโขงหล่อเลี้ยงชีวิตอยู่ รวมถึงสรรพสิ่งที่มีชีวิตในแม่น้ำเหล่านี้ รวมถึงวัฒนธรรมของชาวบ้าน อาจต้องล่มสลายไปในที่สุด
           นิทรรศการ "คุณ...จะเอาพวกเขาไปไว้ที่ไหน" เป็นการตั้งคำถามผ่านงานศิลปะซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์หลากรูปแบบ ทั้งงานติดตั้ง จัดวาง ในพื้นที่ งานแสดงสด ภาพถ่าย วีดีทัศน์ ข้อเขียน
 บทกวี บทเพลง โดยศิลปิน ได้ลงพื้นที่ใช้เวลาคลุกคลีกับชาวบ้านศึกษาข้อมูลทุกแง่มุม ก่อนจะสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในชุมชนสู่สาธารณชน
   โดยเลือกพื้นที่ ซึ่งกำลังมีประเด็นปัญหาจากโครงการพัฒนา อันจะทำให้ผู้คนซึ่งอยู่อาศัยกับทรัพยากรเหล่านี้มายาวนานหลายชั่วคน จะต้องกระเด็น ไปจากพื้นที่ หรืออยู่อย่างแปลกหน้าในถิ่นที่กำเนิดของตัวเอง ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งการพัฒนา หรือการเปลี่ยนแปลงได้ เพียงแต่ว่าพวกคุณจะรับผิดชอบชีวิตผู้คนเหล่านั้นได้อย่างไร พวกคุณจะหยิบพวกเขา เหล่านั้นไปวางไว้ที่ไหนอย่างอยู่เย็นเป็นสุข เท่าเทียมกับพวกคุณ
  
      ไม่ว่าจะเป็น"แม่น้ำสาละวิน" กับโครงการสร้างเขื่อนในพรมแดนไทย-พม่า เผ่าชน คน ทะเล วิถีกลุ่มชาติพันธุ์ทางทะเลฝั่งอันดามัน ชาวมอแกน มอแกล็น อูรักลาโว้ย ผู้บุกเบิกที่กลายเป็นผู้บุกรุก เมื่อกระแสการท่องเที่ยวและการพัฒนา โถมใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว แม่น้ำโขง สายน้ำนานาชาติ แห่งอุษาคเนย์ ที่ถูกรุกรานมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ปัจจุบัน
 ตกอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการสร้างเขื่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต ผู้คนตลอดสายน้ำ 3 พื้นที่ 3 เรื่องราวที่นำเสนอ  เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สั่นคลอนไร้หลักประกันความมั่นคง ทุกเรื่องราวถูกนำมาบอกเล่าผ่านงานศิลปะ ของจิตติมา ผลเสวก  ,ไพศาล เปลี่ยนบางช้าง ,มานะ ภู่พิชิต, สุธน สุขพิทักษ์, สุรัตน์ สุวนิช, จามิกร แสงศิริ, วิชชุกร ตั้งไพบูลย์, มณฑลี วิจินธนสาร, มงคล เปลี่ยนบางช้าง, จักรกริช ฉิมนอก, ภัทรี ฉิมนอก, อุกฤษฏ์ จอมยิ้ม,Nyo win ชาวพม่า, Jeremy Hiah ชาวสิงคโปร์, Kai Lam ชาวสิงคโปร์, Zai Kuning ชาวสิงคโปร์, Yuzuru Maeda ชาวญี่ปุ่น และGuang Feng Cheng ชาวจีน
      สำหรับพื้นที่สร้างสรรค์งานนั้นแบ่งออกเป็น 3 พื้นที่ได้แก่ แม่น้ำสาละวิน กับโครงการสร้างเขื่อนในพรมแดนไทย - พม่า เผ่าชน คน ทะเล วิถีกลุ่มชาติพันธุ์ทางทะเลฝั่งอันดามัน ชาวมอแกน มอแกล็น อูรักลาโว้ย ผู้บุกเบิกที่กลายเป็นผู้บุกรุก เมื่อกระแสการท่องเที่ยวและพัฒนาโถมใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว แม่น้ำโขง ปัจจุบันตกอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงจากโครงการสร้างเขื่อนที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตผู้คนตลอดสายน้ำ
ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ"..."จิตติมา ผลเสวก" ถือเป็นทั้งคนทำงานศิลปะ และนักเขียนที่ทำงานกับภาคประชาชน ถือเป็นอีกผู้หนึ่งที่ทำงานด้านนี้มานานด้วยใจรักและทุ่มเท อีกทั้งเธอยังเชื่อมั่นว่าพลังของศิลปะสามารถสื่อสารเรื่องราวไปสู่สังคมได้

           สำหรับ นิทรรศการ "คุณ...จะเอาพวกเขาไปไว้ที่ไหน" จัดแสดง ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ เขต
ทุมวัน กรุงเทพฯ วันนี้จนถึง 10 กรกฎาคม 2554 โดยในวันที่ 22 พฤษภาคม 2554 จะมีเสวนาเรื่องวิถีชาวเล และดนตรี จากศิลปินสิงคโปร์ ผู้เก็บเรื่องราวชาวอูรักลาโว้ย แถบอินโดนีเซีย และศิลปะแสดงสด ส่วนวันที่ 4 มิถุนายน 2554 มีการเสวนาเรื่องแม่น้ำสาละวิน ชาวบ้านสาละวิน และเอ็นจีโอ มีการแสดงดนตรี จากชาวปกวากะยอ การอ่านบทกวี และศิลปะแสดงสดอีกด้วย....!!!

video
                                                 นวย  เมืองธน
********************************************