วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

"ขี้หมู" ไม่ใช่แค่อึ พลังงานทางเลือกใหม่



          ตะลอนตามอำเภอใจ-นยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสภาวะโลกร้อน พลังงานต่างๆที่"มนุษย์" ทั้งขุด และสูบจากธรรมชาติ ขึ้นมาใช้ประโยชน์ ก็ดูเหมือนจะร่อยหลอลงทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซธรรมชาติ หรือน้ำมัน โดยเฉพาะประเทศไทย น้ำมัน  และก๊าซธรรมชาติ ในท้องทะเล และอ่าวไทย รวมถึงในพื้นที่ตามจุดต่างๆ คงจะหมดภายในอนาคตอันใกล้นี้
       ด้วยเหตุนี้ การมองหา "พลังงานทางเลือกใหม่" จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลายภาคส่วนกำลังมองหา และเห็นถึงความจำเป็น ที่จะต้องเรียนรู้ ทดลอง ให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะในระดับครัวเรือน และชุมชน หากชาวบ้านสามารถลดรายจ่ายจาก "พลังงานกระแสหลัก" เชื่อได้ว่าจะประหยัดเงิน
ในกระเป๋า และมีเงินออมมากขึ้นแน่นอนครับ
     ผมหยิบยกเรื่อง "พลังงานทางเลือกใหม่" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชม "ฟาร์มหมู" ของ "พ่อหลวงชาญยุทธ" หรือ "นายชาญยุทธ อ๋องทิพย์" ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ถามว่า "ฟาร์มหมู"  มันเกี่ยวกับ "พลังงานทางเลือกใหม่" ตรงไหน เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง
            "ตำบลแม่ทา" ในอดีตเคยประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม แถมคนในชุมชนยังมีปัญหาสุขภาพ และมีปัญหาหนี้สิน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว และการใช้สารเคมี ปัญหาต่างๆเหล่านี้นี่เอง ส่งผลให้วิถีชีวิตอันดีงามของชุมชนเริ่มสูญหายไป ทำให้กลุ่มแกนนำชุมชนลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักในการพลิกฟื้น "ตำบลแม่ทา" ให้กลับมาดี
เหมือนเมื่อครั้งในอดีต แน่นอนครับว่า การจะพลิกฟื้นให้ "ตำบลแม่ทา" กลับมามีวิถีชีวิตที่ดีนั้น
     หัวใจหลักสำคัญ คือความร่วมมือร่วมใจของชาวแม่ทาในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน เกิดการสร้างจิตสำนึกรักษาทรัพยากรท้องถิ่น ส่งผลให้ "ตำบลแม่ทา" กลายเป็นศูนย์กลางที่
มีหน่วยงานจากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมสนับสนุน เช่น โครงการกองทุนเพื่อสังคมโครงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มูลนิธิพัฒนาที่ยั่งยืน(ภาคเหนือ) มูลนิธิไฮริกเบิล์ล กรีนเนท ฯลฯ รวมถึงโครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีพอเพียง ซึ่งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุน และได้คัดเลือกให้"ตำบลแม่ทา" เป็น 1 ใน 9 ตำบลนำร่องเมื่อ พ.ศ. 2550
              บทพิสูจน์ถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยชุมชน เพื่อชุมชน ที่ชาวตำบลแม่ทา ได้ร่วมแรงร่วมใจกันฟันฝ่า ทำให้ "ตำบลแม่ทา” กลายเป็นตำบลต้นแบบ เพื่อการเรียนรู้ที่มีจุดเรียนรู้ ศูนย์เรียนรู้
และความรู้กระจายอยู่ทั่วตำบล มากมาย และเป็นตำบลตัวอย่างที่ดีของการดำรงชีวิตภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อาทิ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ตำบลแม่ทา ที่ผลิตภัณฑ์มะขามแก้วและชา การทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรรมยั่งยืนพื้นที่ดอน  เกษตรกรรมยั่งยืนพื้นที่ลุ่ม เกษตรกรรมยั่งยืน
 พื้นที่สูง ก๊าซชีวภาพระดับครัวเรือน และก๊าซชีวภาพระดับฟาร์ม
             "พ่อหลวงชาญยุทธ" เล่าว่า ปีพ.ศ.2551 ได้ดำเนินการสร้างบ่อแก๊ส จากขี้หมู หรือมูลสุกร นำร่องในครัวเรือนอาสา ขนาด 1 คิว 6 จุด พบว่าถังมีขนาดเล็กเกินไป ผลิตแก๊สได้น้อย
ใช้งานได้ประมาณ 15 นาที การเติมมูลสัตว์ทำได้ยาก แถมพบรอยรั่วในบ่อ ส่งผลต่อแรงดันก๊าส จากบทเรียนครั้งแรก ได้นำมาปรับปรุงและพัฒนาในปี 2552-2553 โดยพัฒนาเป็นบ่อก๊าสขนาด 3 คิว และจัดให้มีที่เก็บแก๊สมากขึ้น  สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเป็นต้นแบบขยายผลเป็นองค์ความรู้ต่อไป
       หลังจากการนำร่องสร้างบ่อแก๊สในครัวเรือน จนประสบผลสำเร็จ และได้ขยายผลไปสู่บ่อแก๊สระดับฟร์ามในเวลาต่อมา จำนวน 1 บ่อ ขนาด 30 คิว  "พ่อหลวงชาญยุทธ" บอกว่า การสร้างบ่อแก๊สในฟร์าม นอกจากจะลดกลิ่นขี้หมู ยังลดปริมาณน้ำมันที่ใช้สูบน้ำล้างคอกหมู ที่กกหมู และทำอาหารอีก ซึ่งจากเดิมต้องใช้น้ำมันวันละ 10 ลิตร ก็ลดลงเหลือ 2 ลิตร ลดค่าใช้จ่ายเดือนละ 2,700 บาท ตกปีละ 3 หมื่นกว่าบาท จากนั้นทางอบต.ก็ได้มีการพัฒนาผลต่อยอดในชุมชน โดยร่วมกับทีมนักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และพัฒนาบอแก๊สระดับฟร์ามในชุมชนต่อไป
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจาก "พ่อหลวงชาญยุทธ" ได้เข้าร่วมโครงการ ได้รับความรู้และเกิดแนว
คิดในการสร้างพื้นที่จัดการพลังงานในระดับฟร์าม ก็ลดปัญหาเรื่องกลิ่น แมลงวัน และน้ำเน่าเสีย ซึ่งทำให้ชาวบ้านในละแวกฟร์ามหมู ที่เคยได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นและปัญหาน้ำเน่าเสีย ในก่อนหน้านั้น ก็ไม่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบดังกล่าวอีกเลย วันนี้ พลังงานทางเลือก ดัง
 กล่าว นอกจากจะลดต้นทุน ลดมลพิษ ด้วยการผลิตก๊าซชีวภาพ พลังงานทางเลือกที่บริสุทธิ์ ที่ครัวเรือนทำเอง ใช้เอง และขยายผลไปสู่ฟาร์มระดับชุมชนแล้ว
         เรื่องของพลังงานทดแทน แม้อาจจะดูห่างไกลจากเรื่องของสุขภาพ แต่จริงๆ แล้วการสนับสนุนด้านพลังงานทางเลือกหรือทดแทน เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะดึงนักวิชาการที่ทำงานเรื่องพลังงานทดแทนต่างๆ ให้หันกลับมาทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ได้ด้วยตนเองจริงๆ เพราะที่มาผ่านมาจะพบว่ายังไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างจริงจัง ซึ่งหาก "รัฐบาล" มองเห็นความสำคัญจุดนี้ ก็ถือว่าจะเป็นประโยชน์กับชาติในอนาคตไม่มากก็น้อย
             ส่วนใครผ่านมาแถวคูเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเช้า ขอแนะนำ "ร้านโจ๊กสมเพชร"  เป็นอีกร้านที่ผมมีโอกาสมาตะตอนฯ แต่ผมเลือกกินข้าวต้มไก่น่ะ ร้านนี้มีโจ๊กที่แสนอร่อย ไม่ว่าจะใส่ไข หรือไม่ใส่ไข่ โจ๊กหมู หรือโจ๊กรวมทะเล มีมากมายให้เลือกสรร นอกจากโจ๊กแล้ว ยังมีเมนูอื่นที่ น่าสนใจมากมาย เช่นข้าวไก่อบ หมูอบ หรือแม้กระทั่งติ่มซำ ใครผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่ อย่าลืม มื้อเช้าไม่ควรพลาด โจ้กร้อนๆ สนนราคาเป็นกันเองยี่สิบกว่าบาท ถึงสี่สิบกว่าบาท  เป็นราคาที่น่าคบในยามเศรษฐกิจยามนี้...!!!
                                                       นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

"กระทิง" ขอความเป็นธรรม มนุษย์ผู้เจริญรุกวังน้ำเขียว

          ตะลอนตามอำเภอใจ- "วังน้ำเขียว" ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร มีอากาศเย็นสบายตลอดปี ไม่ต่างจากในภาคเหนือ จึงถูกเรียกขานว่า "สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน" "วังน้ำเขียว" มีอาณาเขตติดต่อกับหลายอำเภอ ของจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปราจีนบุรี ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ โดยเฉพาะอุทยานฯเขาใหญ่ และอุทยานฯทับลาน และจากการสำรวจพบว่า เป็นพื้นที่ที่มีก๊าซโอโซนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
      ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆที่ "วังน้ำเขียว" ก็คงหนีไม่พ้น การได้ไปสูดโอโซน  และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่วนใครที่ชอบส่องสัตว์ แน่นอนครับว่าการได้ไปดูกระทิงที่ "เขาแผงม้า" นั้นถือว่าท้าทายประสบการณ์นักท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งช่วงที่ดูกระทิงที่ดีที่สุดคือประมาณห้าโมงเย็น
ถึงพลบค่ำ โดยจะพบเห็นกระทิงได้ดีที่สุดคือช่วงเดือนพฤษภาคม หรือต้นฤดูฝน การเดินทางไปชมกระทิงที่"เขาแผงม้า"นั้นต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือรถกระบะจะสะดวกที่สุด
            ผมหยิบยกเรื่อง "วังน้ำเขียว" มาเขียนถึงแน่นอนครับว่า ผมมีโอกาสมา 
 "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูภารกิจของกรมป่าไม้ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการติดตามดำเนินคดี ผู้บุกรุกป่าวังน้ำเขียว รายใหม่ใหม่ๆ บริเวณเขาแผงม้า ที่เข้ายึดครองบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน แห่งชาติป่าเขาภูหลวง สร้างรีสอร์ท และบ้านพักตากอากาศ กันหลายพันไร่ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
           "นายวิฑูรณ์ ชลายนนาวิน" ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ในฐานะหัวหน้าชุดเฉพาะกิจปราบปรามการบุกรุกป่าวังน้ำเขียว ได้นำกำลังลงพื้นที่ บริเวณรีสอร์ท 22 แห่ง ที่บุกรุกและสร้างสิ่ง
ปลูกสร้างในเขตป่าสงวนโซนซี ที่ห้ามใช้ประโยชน์จากที่ดินเด็ดขาด โดยได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้วในก่อนหน้านี้  และกรมป่าไม้ได้ตรวจสอบเพิ่ม พบมีการบุกรุกอีก 10 แห่ง รวมเป็น 32 แห่ง ที่ถูกดำเนินคดีในขณะนี้  นอกจากนี้ ยังพบการบุกรุกสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มอีก 6 จุดด้วย
         "นายวิฑูรณ์ ชลายนนาวิน" ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ บอกว่า สำหรับการลงพื้นที่ "วังน้ำเขียว" ในครั้งนี้ ทางกรมป่าไม้ได้ใช้อำนาจทางการปกครอง คือมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ โดยได้ให้เจ้าหน้าที่นำหนังสือไปติดประกาศแจ้งเตือน ให้เจ้าของรีสอร์ท มาแสดงตน และกำหนดให้เจ้าของผู้ครอบครองมาแสดงกรรมสิทธิ์ จากวันที่ติดประกาศภายใน 30 วัน หากไม่ดำเนินการ ก็จะเสนอไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เข้ารื้อถอน ทำลาย สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่บุกรุก ซึ่งเจ้าของรีสอร์ท จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอีกด้วย
         "ตะลอนตามอำเภอใจ" ได้เห็น "รีสอร์ท" บางจุดที่อยู่บนยอดเขา ที่กรมป่าไม้นำกำลังเข้าตรวจสอบ ต้องยอมรับครับว่าบรรยากาศ และทิวทัศน์ดีเหลือเกิน โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวนี้ ได้สูดโอโซน ที่นี่สดชื่นอย่าบอกใคร เหมาะจริงๆสำหรับการมาพักผ่อน และคงจะด้วยเหตุนี้นี่เอง บรรดานาย
ทุน หรือผู้มีอันจะกิน ทั้งหลายแหล่ จึงได้แห่แหน เข้ามาจับจองยึดครองพื้นที่ "วังน้ำเขียว" กันเป็นว่าเล่น ป่านับพันไร่ ในบางพื้นที่ถูกบุกรุกยึดครองเห็นเป็น"เขาหัวโล้น" ก็มี น่าเสียดายจริงๆสำหรับธรรมชาติที่สูญเสียไป โดยเฉพาะบางพื้นที่ถูก "อิทธิพล" คนมีสี ระดับ "นายพล" เข้ายึดครองพื้นที่ 5 ไร่ และดูเหมือนจะขยายการรุกป่า กินพื้นที่
 โดยรอบออกมาอีกนับ 200 ไร่ ก็ถือว่าน่าห่วงจริงๆครับ เพราะคนส่วนมากที่เข้าไปบุกรุกยึดครองพื้นที่ป่า แน่นอนว่า เป็นคนมีอันจะกินเสียส่วนใหญ่ ถึงขั้นเศรษฐี ด้วยซ้ำไป ชาวบ้านธรรมดาคงไม่มีปัญญา ขนไม้ แบกปูน ไปสร้างบ้านหลังใหญ่โต อยู่ตามยอดเขาได้อย่างแน่นอน
         "นายสมหวัง เรืองนิติวัติศัย" ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 จังหวัดนครราชสีมา บอกว่า การให้เจ้าของรีสอร์ท ชี้แจงข้อเท็จจริงนี้ ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งในการเตรียมการออกคำสั่งทางปกครอง และถือเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่แยกต่างหาก จากการ
 ดำเนินคดีอาญา และดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากการบุกรุกทำลายป่า ซึ่งหากเจ้าของรีสอร์ท ไม่มาแจ้งข้อเท็จจริงให้เจ้าหน้าที่ทราบ ยอมส่งผลทำให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายสามารถพิจารณาออกคำสั่งทางปกครองได้
         สิ่งหนึ่งเห็นจะหนีไม่พ้น การที่อบต.ได้จัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ หรือภบท.5 ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทำให้เกิดการยึดถือเป็นเอกสารในการซื้อ-ขาย และครอบครองที่ดิน ผู้ครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508
จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่
    สำหรับเรื่องนี้ ถือเป็นปัญหาในระดับพื้นที่ ซึ่งเจ้าของรีสอร์ท มักออกมาโวยวายว่าได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ มาโดยตลอด ประเด็นสำคัญ ยังมีการประกาศขายที่ทางเว็ปไซด์ โดยอ้างอิงว่ามีเอกสาร ภบท.5 ถูกต้องตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ขายที่ดิน เขาแผงม้า อ.วัง
น้ำเขียว เอกสารสิทธิ ภบท.5 ที่ดินวิวสวย อากาศดี สถานที่ตั้ง : เขาแผงม้า อ.วังน้ำเขียวจำนวน :45 ไร่ ราคาขายไร่ละ : 700,000 เอกสารสิทธิ :ภบท.5 เป็นต้น
          จากการที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เขาแผงม้า" ได้พบเห็นรอยเท้าของฝูงกระทิงมากมาย มีทั้งรอยเท้าใหม่ และเก่า บ่งบอกได้ว่าเป็นพื้นที่และอาณาเขตของฝูงกระทิง บางพื้นที่มีการทำไร่ข้าวโพด นับร้อยๆไร่ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นของชาวบ้าน หรือนายทุน บริเวณรอบไร่ มีการทำรั้วราวสำหรับปล่อยไฟฟ้า เพื่อป้องกันกระทิงบุกรุกเข้ามาทำลายพืช
 ผลทางการเกษตรภายในไร่
            "กระทิง" ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 และสิ่งที่น่าห่วง คือการบุกรุกของมนุษย์ จะทำให้วิถีการดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ของกระทิงที่มีมากกว่า 100 ตัว ในพื้นที่ "เขาแผงม้า" ต้องเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ถือเป็นสิ่งที่ "นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข"  รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คงต้องให้ความสำคัญและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
              แม้ "เอ็นจีโอ" บางคนจะมองว่าหลังจากกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ได้เดินหน้าดำเนินคดีกับผู้ที่บุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อคืนพื้นที่ป่าให้กับกระทิง จะไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงก็ตาม แต่อย่าลืมน่ะครับว่า ที่ผ่านมา "มนุษย์" ได้เข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่า และเป็นอาณาจักรของ "กระทิง" ผมเชื่อว่าหาก "กระทิง" เหล่านี้สามารถแหกปากร้องได้เหมือนคน พวกมันคงจะตะโกนก้องป่าว่า "พวกมึงนั่นแหละที่เข้ามายึดครองป่า และกำลังทำให้วิถีชีวิตของพวกกู เผ่าพันธุ์ "กระทิง" ต้องเปลี่ยนไป หรือบางทีพวกกู อาจต้องสูญพันธุ์ ด้วยฝีมือมนุษย์ อย่างพวกมึง "มนุษย์" ที่เรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐ"
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สถานการณ์การรุกป่าวังน้ำเขียว ผมเชื่อว่าคงเป็นเรื่อง เป็นราวอีกนาน โดยเฉพาะมีการบุกรุกในพื้นที่ "วังน้ำเขียว" อีกมากที่กรมป่าไม้ กำลังเข้าตรวจสอบ และสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่เห็นจะหนีไม่พ้น "อิทธิพล" เรื่องนี้ถือว่าระดับชาติ ที่ "น.ส.ยิงลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมตรี ต้องให้ความสำคัญ และดูแลปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นใน "วังน้ำเขียว" เป็นระยะๆ และอย่าลืมช่วยทวงผืนป่าให้ความชอบธรรมกับ "กระทิง" ที่กำลังจะสูญพันธุ์ในอนาคตด้วยครับ
            ส่วนใครแวะเวียนผ่านมาตะลอน ที่ "วังน้ำเขียว" แล้วเกิดหิวเหมือนผม ก็ขอแนะนำ "ครัวบ้านวังตาล" สถานที่ตั้งอยู่ที่ "วังน้ำเขียว" ร้านนี้ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ใครเป็นเจ้าของก็ไม่รู้ แต่มีอาหารหลากหลายเมนู รสชาติดี คนเยอะมาก บรรยากาศไม่ต้องพูดถึงดีมากๆ เห็นวิวทิวทัศน์ธรรมชาติ ลมโกรกจนหนาวสั่น ผ่านไปแถวนั้นก็ลองแวะกันดู ไปไม่ถูกถามคนที่ "วังน้ำเขียว" น่าจะรู้จักดี วันนี้ลาไปก่อนครับ อยากกิน "กระทิงแดดเดียว" จริงๆ (ล้อเล่น)....!!!
                                                       นวย เมืองธน

เมืองเอก ในวันน้ำลด

            ตะลอนตามอำเภอใจ-ค.ศ. 2012 โลกจะเกิดหายนะขึ้นจากอุทกภัยน้ำท่วมโลก ตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ หรือนักวิชาการต่างออกมาพูดกันก่อนหน้านี้ หรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคตที่ต้องรอการพิสูจน์  แต่ที่พอรู้สำหรับเรื่องนี้ "ฝรั่ง" มีความตื่นตัวกันมาก โดยเฉพาะในหมู่นักวิทยาศาสตร์อวกาศ และผมก็เชื่อว่าหากคนไทยยังไม่เลิกทะเลาะกัน มีหวังจมน้ำตายแน่ๆ เพราะหากเกิดอุทกภัยน้ำท่วมโลกขึ้นมาจริงๆแล้วละก็ คงเป็นวันหายนะที่ร้ายแรงมาก ว่ากันว่า ร้ายแรงขนาดล้างโลกเลยทีเดียว
  ไม่เช่นนั้น คงไม่มีข่าวลือหึ่งๆว่า มนุษย์ต่างดาวได้เดินทางมาร่วมกับองค์การ NASA เพื่อช่วยสร้างยานอพยพผู้คนในครั้งนี้เป็นแน่ เท็จจริงอย่างไร โปรดใช้วิจารญาณในการอ่านก็แล้วกันครับ ส่วนอุทกภัยน้ำท่วมไทย 54 คงไม่ต้องพูดถึงว่าใครผิด ใครถูก เพราะแน่นอนว่าคงไม่มีใครกล้าหาญพอ ที่จะออกมายืดอก
รับผิดชอบ การบริหารจัดการน้ำที่ล้มเหลว ในครั้งนี้
    ผมหยิบยกเรื่องนี้มาบ่นถึง เพราะมีโอกาสกลับมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่หมู่บ้านเมืองเอก ตำบลหลัก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งผมเองก็มีบ้านอยู่ในหมู่บ้านนี้เช่นกัน ก่อนหน้านี้หากยังพอจำกันได้ ผมเคยตะลอนฯ ในหมู่บ้านเมืองเอก
มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นน้ำยังท่วมไม่มาก แค่มีน้ำท่วมถนนอยู่ในระดับประมาณ 30 ซ.ม.  เฉพาะบางโครงการ ก็พอ "ลันลา" ไม่เดือดร้อนมากนัก
         "หมู่บ้านเมืองเอก" มีพื้นที่กว้างใหญ่นับหมื่นไร่  มีบ้านพักอาศัยถึง 9 โครงการ ผู้คนอาศัย นับพันหลังคาเรือน ภายในพื้นที่ยังมี
มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นศูนย์รวมของชุมชน รายรอบด้วยโรงเรียนใหญ่น้อยอีก 4 แห่ง สนามกอล์ฟ 2 สนาม และพื้นที่รับน้ำเป็นบึงกว้างนับร้อยไร่
         ช่วงประมาณเกือบๆจะปลายเดือนตุลาคม 2554 ปริมาณน้ำมหาศาล ได้เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านที่สูงกว่าระดับถนนถึง 1 เมตร
กลายเป็นบ้านกลางทะเลสาปภายในพริบตา ผมเองก็อยากอยู่เฝ้าบ้าน แต่เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกตัด  ไม่มีอินเตอร์เน็ต  แม้แต่โทรศัพท์บ้าน เมื่อชีวิตที่เคยสื่อสารกับโลกภายนอกได้ถูกตัดขาดลง คำว่า "อพยพ" จึงเกิดขึ้น เพราะมวลน้ำได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงประมาณ 2.50-3.00 เมตร ขึ้นอยู่กับระดับความสูงต่ำของพื้นที่
          ผมพร้อมครอบครัวจึงได้อพยพออกมาอยู่ที่ "เมืองพัทยา" จังหวัดชลบุรี ชีวิตส่วนใหญ่นอกจากจะทำงานตามปกติ ในฐานะนักข่าว แล้ว สิ่งหนึ่ง คือ การออกสำรวจพื้นที่ใน "เมืองพัทยา" เดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-พัทยา แต่ก็ไม่เคยแวะเวียนกลับมาที่หมู่บ้านเมืองเอก เพราะรู้ว่าน้ำยังท่วมสูงอยู่ ได้แต่คอยอำนวยความสะดวก ติดต่อประสานงานให้กับชาวบ้านที่ยังคงปักหลักเฝ้าหมู่บ้านกันอยู่
         จากสถานการณ์น้ำท่วมหมู่บ้านเมืองเอก น้ำได้ท่วมอยู่ในระดับ 2-3 เมตร และน้ำได้ขังและเน่าเหม็นเวลานานเดือนกว่าแล้ว ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงได้นำมวลชนประท้วงและร้องเรียนให้ทางรัฐบาล ดำเนินการแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อน โดยได้ตั้งเครื่องสูบน้ำ ที่สถานีสูบน้ำเทศบาลหลักหกจำนวน 4 เครื่อง ขนาดท่อน้ำเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว สถานีสูบน้ำจุดที่ 2 เทศบาลตำบลหลักหก จำนวน 6 เครื่อง ขนาดท่อผ่าศูนย์กลาง 25 นิ้ว 5 เครื่อง และ 12 นิ้ว 1 เครื่อง และศูนย์อำนวยการร่วมกู้วิกฤตน้ำท่วมหมู่บ้านเมืองเอก
มหาวิทยาลัยรังสิต สนามกอล์ฟวิสต้า และเทศบาลตำบลหลักหกจำนวน 4 เครื่อง เพื่อสูบน้ำลงคลองเปรมประชากร และคลองรังสิต และขณะนี้ได้ลดลงมากแล้ว
    ช่วงตลอดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ แม้น้ำบนถนนหนทาง จะลดระดับลงเหลือ 1 เมตร และกำลังลดลงเรื่อยๆ
ตามลำดับ แต่การสัญจรไปมาชาวบ้านก็คงยังต้องสัญจรไปมาด้วยเรือ    "เรือรับจ้าง" จึงเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านรอบเมืองเอกอย่างมาก ส่วนราคาไม่ต้องพูดถึง ต่อคน/เที่ยว 100 บาท คือระยะใกล้สุด ส่วนระยะไกลก็เพิ่มอัตราขึ้นตามระยะทาง พอตกกลางคืน หมู่บ้านแห่งนี้จะเงียบสงบ เพราะไฟฟ้ายังถูกตัด
อยู่ แทบทุกหลังคาเรือนที่มีคนอาศัยอยู่ จะต้องพกอาวุธปืน ไว้ใกล้ตัว
    ซึ่งผมจะได้ยินเสียงปืน ในช่วงกลางคืนเป็นระยะๆ หากมีคนแปลกปลอม นำเรือเข้ามาในหมู่บ้าน เนื่องจากก่อนหน้านี้ "หมู่บ้านเมืองเอก" คือเป้าหมาย ของพวกหัวขโมย ไม่ต้องอะไรอื่น แม้แต่บ้านที่ผมอยู่ ก็ถูกงัดจนประตูพัง โชคดีที่หัว
 ขโมย ไม่ได้เอาทรัพย์สินมีค่าอะไรไปมากนัก ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านต้องประกาศเคอร์ฟิว ห้ามคนนอกเข้าหมู่บ้าน และจัดเวรยามออกเรือลาดตระเวนกันในช่วงกลางคืน
          สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นปรากฎการณ์ในช่วงน้ำท่วมหมู่บ้านเมืองเอก ถ้าน้ำไม่ท่วมก็คงไม่ได้เห็น คือ บรรดาปลาเล็ก ปลาน้อย แหวกว่าย ให้เห็นทำให้คิดถึงสมัยเด็กๆที่อยู่สวนแถวฝั่งธนบุรี พอตกดึกก็จะมีหิ่งห้อย ส่องแสงสีเหลืองให้เห็นอีก ถือว่าตื่นตา ตื่นใจ ที่คงพบเห็นได้ในช่วงน้ำท่วมนี้ล่ะครับ
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอน
ตามอำเภอใจ" อาหารหลักๆช่วงน้ำท่วมขณะนี้ คงจะหนีไม่พ้นบรรดาอาหารแห้ง ต่างๆ หรือไข่ต้ม ไข่เจียว ที่ผมหยึดเหนี่ยว แค่เพื่อให้ท้องอิ่ม เพราะมันทำง่าย เก็บง่าย ที่สำคัญไม่ยุ่งยาก อีกอย่าง ของสดต่างๆ ช่วงน้ำไม่ท่วม กินจนจุกแล้วครับ ช่วงที่ผมออกเดินสำรวจก็ได้พบกับกลุ่มน้องๆนัก
 ศึกษา คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรควบปริญญาโท
              ซึ่งได้คิดประดิษฐ์เรือสูบน้ำจากพลังงานแสงอาทิตย์ เข้ามาทดลองสูบน้ำที่ท่วมขังภายในบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านเมืองเอก แม้จะเป็นงานทดลองในหลักสูตรการเรียน แต่ก็ทำให้ผมตระหนักและเข้าใจดีว่า อย่างน้อย "น้ำท่วม" ครั้งนี้ ก็ทำให้เด็กๆกลุ่มนี้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทำให้สะท้อนไปถึงผู้ใหญ่ในสังคมบ้านเรา โดยเฉพาะ "นักการเมือง"  วันนี้พวกคุณคิดอะไร ทำอะไร ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ ต่อชาติ แผ่นดินเกิด และประชาชน โดยที่ไม่มีการแอบแฝงผลประโยชน์ส่วนตนแล้วหรือยัง...??!!
                                                       นวย  เมืองธน