วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"น้องหมา" มือปราบลักลอบค้าสัตว์ป่า


               "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (26 ธ.ค.) ตรงกับ"วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ" ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
 ถือเอาวันนี้ของทุกปี จัดงานเพื่อกระตุ้นเตือนประชาชนให้มีจิตสำนึกรัก หวงแหน และช่วยกันปกป้องทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยในปีนี้ ถือได้ว่า ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ของการออกพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ที่ได้มีการประกาศใช้มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2503 ซึ่งในปีนี้ คุณสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรณ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน
ภายในงานนอกจากจะมีสัตว์ป่าสงวน นานาชนิดที่นำมาแสดงให้ประชาชนชมแล้ว ยังมีซุ้มนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆมาแสดงให้ความรู้ด้านสัตว์ป่า การสาธิตตรวจดีเอ็นเอสัตว์ และการเล่นเกมต่างๆอีกด้วย งานวันดังกล่าวผมมีโอกาสแวะเวียนผ่านมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาเห็นจะเป็นบรรดา "เจ้าตูบ" สุนัขสายพันธุ์ ลาบราดอร์ ของสำนักงาน
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมด้านสัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ที่มาฝึกแถวพร้อมครูฝึกของหน่วยงานนี้ ตั้งแต่เช้าเพื่อรอต้อนรับท่าน "รมต.สุวิทย์" และคุณสุนันท์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานฯ มาเปิดงาน ด้วยความน่ารักและความฉลาดเฉลียวของบรรดาเจ้าตูบผมอดไม่ได้ที่จะสอบถามถึงที่มาทีไป ของสุนัขลาบราดอร์

เหล่านี้ ว่ากรมอุทยานฯ เค้านำสุนัข มาไว้ทำอะไรกัน ก็เลยได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณปราโมท อรกิจ หัวหน้าสำนักงาน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมด้านสัตว์ป่า ก็เลยถึงบางอ้อ...อ๋อไม่ใช่สิ ก็เลยได้รู้ว่า โครงการนี้เริ่มมาปีเศษๆ
โดยการเอาบรรดา "เจ้าตูบ" เหล่านี้ไปฝึกที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และขยายผลไปฝึกที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ โดยขณะนี้ กรมอุทยานฯ ได้อนุมัติ สำนักงาน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมด้านสัตว์ป่า โดยการปฎิบัติงานที่ผ่านมาสัมฤทธิ์ผลเป็นที่น่าพอใจต่อทุกภาคส่วน ที่มีความสนใจต่อภาระกิจของ "น้องหมา" โดยมีการจัดตั้งหน่วยป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมด้าน
สัตว์ป่าที่ 1 เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ดจ.นครสวรรค์ โดยใช้จ.นครสวรรค์ เป็นเซ็นเตอร์ หรือศูนย์กลาง ส่วนหน่วยที่ 2 ตั้งอยู่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ส่วนการทำงานจะเน้นการตรวจสอบเป็นหลัก และทำงานร่วมกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีการร้องขอมา
     คุณปราโมท อรกิจ หัวหน้าสำนักงานฯ บอกว่า การฝึกสุนัข ดังกล่าวจะเน้นฝึกให้สุนัขดมกลิ่นสัตว์ป่า การลักลอบขนย้ายสัตว์ป่า เพราะผู้ที่ลักลอบค้าสัตว์ป่าจะใช้วิธิการที่แยบยลในการตบตาเจ้าหน้าที่ จึงทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ฯ ค่อนข้างลำบาก ส่วนการเลือสุนัขสายพันธุ์ ลาบราดอร์ มาฝึกเนื่องจาก สุนัขสายพันธุ์ นี้มีปราสาทที่จมูกดีอยู่ในลำดับที่ 3 ของสุนัขสายพันธุ์ ต่างๆขณะนี้
โดยระยะเวลาฝึกสุนัขเหล่านี้ จะใช้เวลาฝึกประมาณ 4 เดือน เนื่องจากสุนัข "ลาบราดอร์" เหล่านี้มีความฉลาดเฉลียวอยู่ในตัวอยู่แล้ว จึงค่อนข้างฝึกง่ายและไม่ลำบากเท่าที่ควร โดยล่าสุด "น้องหมา" เหล่านี้ ได้โชว์ผลงานจับนกปรอทหัวโขน ที่ลักลอบขนมาทางรถยนต์ ที่อ.พยุหคิรี จ.นครสวรรค์ ในขณะเดียวกันยังสามาถช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจจับยาเสพติดได้ด้วย
แต่ภาระกิจหลักของสุนัขเหล่านี้ จะทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ และเน้นการตรวจพิสูจน์ซากสัตว์ ที่ลักลอบนำมากับรถยนต์ ตามตลาดสด หรือร้านค้าต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯเข้าไปตรวจค้น
     คุณปราโมท กล่าวว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ฯ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมด้านสัตว์ป่า ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว ที่ผ่านมา หน่วยงานของทหาร และตำรวจ ก็มาให้ความรู้แลกเปลี่ยนกันในการเพิ่มประสิทธิภาพของ "น้องหมา" ในหน่วยงานของเรา ปัจจุบันแม้ผลการทำงานของสุนัข เหล่านี้จะเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังต้องมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก
ในการดมแยกพิสูจน์ซากสัตว์ หรือซากพืช ปัจจุบันสุนัขลาบราดอร์ เหล่านี้ มีอยู่ด้วยกัน 14 ตัว โดยอยู่ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ 7 ตัว และอยู่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 7 ตัว
"เนื่องในโอกาส "วัน
 คุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ" ผมจึงอยากวิงวอน หากใครที่ยังคิดลักลอบล่าสัตว์ป่า หรือค้าสัตว์ป่า ขอให้หยุดเสีย เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว แถมในอนาคตสัตว์ป่าสำคัญๆ หายากอาจสูญพันธุ์ เราควรจะอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานไทยในอนาคตได้พบตัวจริงบ้าง ไม่ใช่ได้เห็นเห็นเพียงเฉพาะรูปภาพ หรือรูปถ่ายกัน" คุณปราโมท กล่าว
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมคงต้องทิ้งท้ายว่า แม้การนำสุนัขลาบราดอร์ ที่มีความสามารถดมกลิ่นได้ดีจะช่วยให้ตรวจค้นซากสัตว์ ป่าได้อย่างละเอียด และช่วย
 เหลือเจ้าหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำผิดได้มากขึ้นก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือการปราบปรามขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า โดยการผนึกกำลังทุกภาคส่วนในการสร้างเครือข่ายอาสาสมัคร
ทั้งเยาวชนและชาวบ้านช่วยสอดส่องดูแล ชี้เบาะแสให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ เพื่อนำมาสู่การจับกุมขบวนการค้าและลักลอบสัตว์ป่า จนสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ "น้องหมา" มือปราบตรวจจับสัตว์ป่า ของกรมอุทยานฯ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น....!!!!

                        นวย เมืองธน
***************************************



วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"ผักหวานป่า" ปลอดสารพิษ "สร้างรายได้งาม" ที่อ.บ้านหมอ

         ตะลอนตามอำเภอใจ-"ผักหวานป่า" เป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากเป็นที่รู้จัก และเป็นที่กล่าวขานของคนทั่วไป "ผักหวานป่า" เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางมีอยู่ในป่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีขึ้นอยู่เกือบทุกภาคของประเทศไทย เช่น ภาคเหนือ ที่จ.เชียงใหม่ ตาก เชียงราย ภาคกลางในเขตจ.ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี และภาคใต้ ที่จ.สุราษฎร์ธานี จัดเป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคโดยทั่วไป เพราะมีรสชาติ หวานมัน กรอบ อร่อย เดิม "ผักหวานป่า" เป็นผักพื้นบ้านที่ขึ้นอยู่ตามแหล่งธรรมชาติในท้องถิ่น
แต่ปัจจุบันด้วยภูมิปัญญาของเกษตรกร อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี "ผักหวานป่า" ได้ถูกพัฒนาด้านการขยายพันธุ์ จนประสบความสำเร็จ จึงได้นำต้นกล้ามาปลูกขยายพันธุ์ที่แบบสภาพไร่ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น "ผักหวานป่า" ที่อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ได้รับการอนุรักษ์จากบรรพบุรุษหลายชั่ว อายุคน ซึ่งพบว่ามีต้น"ผัก
หวานป่า" ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี อยู่ที่อ.บ้านหมอ แห่งนี้ครับ
เมื่อช่วงปี 2544 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 500 ไร่เศษเท่านั้น แต่เมื่อความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภาครัฐจึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก"ผักหวานป่า" จนในปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่
ปลูกกว่า 1 พันไร่  เกษตรกรประมาณ 341 ครัวเรือน ในต.สร่างโศก ต.หนองบัว ต.บางโขมด ต.ตลาดน้อย
    *ผมหยิบยกเรื่อง "ผักหวานป่า" มาเขียนถึงก็ด้วยเหตุที่ว่า ผมมีโอกาสเดินทางไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยม"กลุ่มผักหวานป่า" ต.หนองบัว อ.บ้านหมอ
จ.สระบุรี ที่คุณรับ พรหมมา เป็นประธาน"กลุ่มผักหวานป่า" และเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.หนองบัว แถมยังเป็นหมอดินอาสาประจำต.หนองบัว อีกด้วยครับ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณทศพร ปุระสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสระบุรี กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ที่
เป็นไกด์ พาคณะสื่อมาเยี่ยมชมกลุ่มผักหวานป่า จึงได้รู้ว่า "ผักหวานป่า" ของอ.บ้านหมอ นอกจากจะมีชื่อเสียงในด้านการแปรรูป"ผักหวานป่า" มาเป็นอาหารต่างๆ อาทิ ชาผักหวาน คุกกี้ผักหวาน และอื่นๆแล้ว กรมพัฒนาที่ดิน ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจุลินทรีย์ จนกลายเป็น"ผักหวานป่าอินทรีย์" ด้วย
เหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่า "ผักหวานป่า" ที่อ.บ้านหมอปลอดสารพิษแน่นอน
     คุณทศพร บอกว่า "ผักหวานป่า" เป็นพืชที่มีคุณสมบัติพิเศษไม่ต้องการสารเคมีทุกประเภท จึงเป็นผักที่ปลอดภัยจากสารพิษโดยธรรมชาติ นอกจากนี้แมลงทุกชนิดไม่ชอบเกาะกินใบหรือยอดผักหวาน เกษตรกรจึงไม่ต้องใช้สารเคมีในการป้องกันแมลงแต่อย่างใด หากเกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลง
หรือสารเคมีกับผักหวาน อาจทำให้ต้นผักหวานป่าตายได้ ปัจจุบัน เกษตรกรได้เรียนรู้นำเอา"ผักหวานป่า"มาประกอบอาหารต่างๆ มากมาย อาทิ ก๋วยเตี๋ยวผักหวาน ข้าวหน้าเป็ดผักหวาน ห่อหมกผักหวาน ไข่เจียวผักหวาน ต้มจืดหมูสับผักหวาน ทอดมันผักหวาน ยำผักหวานกรอบ ส้มตำผักหวานฯลฯ  ส่วนแกงเลียงผักหวานใส่ปลาแห้ง "ผอ.ทศพร" บอกเมนูนี้สุดยอดที่ซู๊ด ถ้ามีโอกาสผมคงต้องหาโอกาสพิสูจน์แน่นอนครับท่าน 

     คุณรับ พรหมมา ประธานกลุ่มผักหวานป่า หรือผู้ใหญ่รับ บอกว่า ปัจจุบันสมาชิก"กลุ่มผักหวานป่า" จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนมี 20 ราย แต่คนที่ปลูก"ผักหวานป่า"ทั้งหมดในหมู่บ้านมี 80 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ในการ
ผลิต"ผักหวานป่า" โดยจะมีการรวมกลุ่มสมาชิกกลุ่ม"ผักหวานป่า"เพิ่มเติมและเพิ่มพื้นที่ปลูกทุกปี เพื่อสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเพิ่มขึ้น ส่วนการขาย"ผักหวานป่า"ราคาขายของหมู่บ้านจะใกล้เคียงกัน แต่ละรายจะแตกต่างกันไม่เกิน 10 บาท/กก. เนื่องจากเกษตรกรมรการพูดคุยเกี่ยวกับราคากลางในการติดต่อซื้อขายอย่างสม่ำเสมอจึงได้ราคาขายใกล้เคียงกันทั้งหมู่บ้าน
     ส่วนเทคนิคการทำสาว"ผักหวานป่า" หรือทำให้ต้นผักหวานป่าให้เป็นทรงพุ่ม  "ผู้ใหญ่รับ" บอกว่า  เริ่มจากการเลือกต้น"ผักหวานป่า" ที่แก่จัด หรืออายุ 2 ปีขึ้นไป เพื่อให้รากผักหวานป่ามีความแข็งแรง ให้ตัดต้นผักหวานต้นเก่าทิ้งไป ให้เหลือแต่รากของ"ผักหวานป่า"ไว้ และบริเวณหลุมที่ขุดต้น"ผักหวานป่า"นั้น
 ให้บำรุง โดยการใส่ปุ๋ยคอก ในปริมาณ 15 กิโลกรัม คลุกเคล้ากับดินในหลุม แล้วรดน้ำตามเป็นประจำ พอหลังจากนั้น ประมาณ 3-4 เดือน ก็จะเห็นว่าต้นผักหวานป่าเริ่มแทงต้นขึ้นมาเป็นทรงพุ่มสวย สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว จากนั้นประมาณ 1 ปี เกษตรกรก็สามารถเก็บยอด"ผักหวานป่า"เพื่อนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้
      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนี้ การได้มาเยี่ยมชมสวน"ผักหวานป่า" ของ "กลุ่มผักหวานป่า" อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี  "ลันลา" มากมายครับ เพราะถือเป็นการได้มาท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศ  ได้สัมผัส "ผักหวานป่า" คาต้นก็ว่าได้ ที่สำคัญยังได้ความรู้กลับบ้านอีกมากมาย แถม

ได้ลิ้มชิมรส "ผักหวานป่า" ที่นำมาแปรรูปเป็นอาหาร ขนม และชา และได้รู้ว่าสำหรับ "ผักหวานป่า" แล้วถ้าจะกินหรือรับประทานกันจริงๆจังๆ แล้วละก็ ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้สาระพัดเมนู ที่สำคัญอดภาคภูมิใจแทนเกษตร "กลุ่มผักหวานป่า"ไม่ได้ ที่สามารถสร้างเงินสร้างงานจาก "ผักหวานป่า" จนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำกันถ้วนหน้า...วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
              นวย  เมืองธน
***********************************

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กิน-เล่น-เที่ยว"ถนนวัวลาย"

 
         "ตะลอนตามอำเภอใจ"ช่วงหนึ่งในการเดินทางไปทำข่าวที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างรอเวลาที่จะขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ "ถนนคนเดินวัวลาย" เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมมีโอกาสได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" และได้เก็บภาพและเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้  "ถนนคนเดินวัวลาย" ความยาวกว่า 3 ก.ม. ปากถนนสายนี้จะอยู่ตรงประตูเชียงใหม่  ประตูเมืองด้านทิศใต้ เป็นถนนที่แยกออกจากถนนที่วิ่งรอบคูเมืองที่อยู่ด้านนอก ที่เป็นถนนวนขวาสังเกตว่าพอถึงประตูเชียงใหม่ แล้วมีถนนแยกซ้ายเฉียง ๆ เข้าไป นั่นคือถนนวัวลาย และจะปิดถนนเฉพาะวันเสาร์เท่านั้น มีของขายมากมาย ตั้งแต่ของใช้ยันของกินคาวหวาน หากใครมาจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ควรพลาดที่จะมาเดินทอดน่องกัน เพราะเปิดให้ช๊อปตั้งแต่เวลา 16.00น.-23.00 น.ครับ

จังหวัดเชียงใหม่ ว่ากันว่าหลายร้อยปีในอดีตกาลที่ผ่านมา ชุมชนย่านถนนวัวลาย เป็นแหล่งผลิตเครื่องเงินที่สร้างชื่อเสียงให้ กับเมืองเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน เพราะเป็นถิ่นที่อยู่ของช่างเครื่องเงินที่เดิมเคยอยู่ที่รัฐฉาน ที่ตอนหลังอพยพโยกย้ายมาตั้งรกรากกันที่นี่ นอกจาก จะเป็นแหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สร้างงาน และสร้างอาชีพให้กับชุมชนแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางสังคมปัจจุบัน  เสียงตอกขันเงินที่เคยได้ยินมานับแต่โบราณ เริ่มกลายเป็นเสียงแผ่วเบาลงทุกขณะ จึงเปรียบเสมือนว่าวัฒนธรรมเหล่านี้กำลังจะค่อยสูญหายไปตามกาลเวลา แต่ก็ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี
ที่คนในชุมชนถนนวัวลาย กำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาเอกลักษณ์ของล้านนาถิ่นนี้ไม่ให้สูญหาย
       "ถนนวัวลาย" นอกจากเครื่องเงิน และสินค้าที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวเชียงใหม่แล้ว ถนนคนเดินแห่งนี้ ยังมีสินค้าอื่นๆให้เลือกซื้อมากมาย โดยเฉพาะสินค้าประเภทแฮนเมด สวยๆ เก๋ๆ  อาหารพื้นเมือง รวมไปถึงสินค้าสมัยใหม่ เช่น เสื้อยืด ของเล่น ก็มีให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจครับ หากใครที่ต้องการสัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมของเชียงใหม่ โดยเฉพาะการมา
 เลือกซื้อสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวเชียงใหม่ และสินค้าแฮดเมดเก๋ๆ หรือสินค้าสมัยใหม่ที่ราคาไม่แพง ที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอน
หรือถ้าใครไม่ชอบแนวซื้อของแต่ชอบแนวกิน ผมว่ารับรองไม่ผิดหวังเช่นกัน เพราะของกินคาวหวานมีให้เลือกกินกันเพียบอีกเหมือนกัน อาทิ ไข่ป่าม มีลักษณะเป็นไข่ปิ้งเป็นแผ่นๆ คล้ายๆไข่เจียว แต่หนากว่า และเล็กกว่า  มีหลายหน้าให้เลือก อาทิหน้า
ไข่มดแดง  เห็ดหอม  ปลาหมึก  และไข่ผึ้ง  นอกจากนี้ยังมีอาหารอร่อยๆอีกมากมาย ถ้ามีโอกาสได้ไปจังหวัดเชียงใหม่ อย่าลืมไปหากินกันก็แล้วกัน
     สำหรับประวัติความเป็นมาของ "เครื่องเงินวัวลาย"  ตำนานผลิตภัณฑ์เครื่องเงินในการทำเครื่องเงิน ของบ้านศรีสุพรรณ ปรากฏหลักฐาน ในสมัยพญามังราย สร้างเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสร้างความสัมพันธ์กับพุกาม และเจรจาขอช่างฝีมือ มายังเมืองเชียงใหม่ เพื่อฝึกเป็นอาชีพเสริมให้กับประชาชน
ทำให้เชียงใหม่มีช่างหัตถกรรมพื้นบ้านที่ได้รับการฝึกฝนและมีการสืบทอดต่อเนื่องกันตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำเครื่องเงินของช่างบ้านศรีพรรณ ผู้ตีขันเงิน จะสลักลวดลายบนขันเงิน เป็นช่างในคุ้มหลวงเมืองเชียงใหม่ในอดีต และได้นำมาถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องให้ลูกหลาน จนสามารถเป็นช่างฝีมือ จนเป็นที่ยอมรับและได้ขยายแหล่งที่ผลิตเครื่องเงิน ไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ เช่นบ้านหารแก้ง อำเภอหางดง บ้านแม่หย้อย อำเภอสันทราย ซึ่งได้พัฒนารูปแบบลวดลายไปมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันเครื่องเงิน ได้พัฒนาไปมาก รวมทั้งลวดลายก็ได้พัฒนาสู่วิถีชีวิตที่หลากหลายมากขึ้นเช่นกัน
       ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2500 ชาวบ้านวัวลายจะประกอบอาชีพทำนากันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อว่างเว้นจากการทำนาก็จะเป็นช่างฝีมือประกอบชีพทำเครื่องเงินตามที่ไดรับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษโดยจะใช้แรงงานของสมาชิกในครอบครัว และเกือบทุกบ้านจะมีโรงงานขนาดเล็กประจำอยู่ที่
บ้าน เรียกว่า "เตาเส่า" สมาชิกในครอบครัวจะช่วยกันทำเครื่องเงินเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน และเพื่อการค้าโดยจะไปซื้อแร่เงินจากร้านคนจีนในตัวเมืองเชียงใหม่ จากนั้นจะนำแร่เงินมาตี-ขึ้นรูป ตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำสลุง ขันล้างหน้า พาย ถาด โดยมากผู้ที่ทำหน้าที่เป็นช่างตีและขึ้นรูป จะใช้แรงงานชายได้แก่ พ่อ สามี ลูกชาย ส่วนผู้หญิงคือแม่ และลูกสาว จะรับหน้าที่เป็นช่างแกะลาย และนำเครื่องเงินไปขาย
     ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากที่กลับมาจากจังหวัดเชียงใหม่ ก็ยังไม่วายที่จะนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ สงสัยจะติดอกติดใจอาหารอร่อยๆ ที่มีอีกมากที่ยังไม่ได้ลองลิ้มชิมรส ถ้าใครมีโอกาสไปจังหวัดเชียงใหม่ ก็อย่าลืมไปแวะเดินทอดน่องกันที "ถนนวัวลาย" ก็แล้วกัน นอกจากอาหารจะอร่อยแล้ว ยังมีของพื้นเมือง ของดีไซน์เก๋ๆให้เลือกซื้อแบบสบายอารมณ์อีกด้วย...วันนี้ลาไปก่อนครับ...เฮ้อๆๆๆ...!!!
                        นวย  เมืองธน
************************************************