วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ชะแว๊ป "ลานดูดาว" ไม่เห็นดาวแต่เห็น "ทะเลหมอก"

       "ตะลอนตามอำเภอใจ"-นั่งเปิดไฟล์รูปเก่าๆที่เคยถ่ายไว้ช่วงที่ไปที่ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในที่ต่างๆ บังเอินไปเจอไฟล์รูปที่ถ่ายไว้ตอนที่ขึ้นไปทำข่าวที่จังหวัดน่าน และในช่วงเช้าวันหนึ่งคณะที่ไปได้ไปจอดรถแวะเข้าห้องน้ำ ห้องท่ากันที่ "ลานดูดาว" ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน
       ส่วนผมเองมันอดไม่ได้ที่จะซอกแซก เก็บภาพนู่นนี่ ถ่ายมันไปเรื่อย  ในที่สุดก็ได้ใช้งาน ก็เลยถือโอกาสนำมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน แม้ผมจะไม่ได้มานอนดูดาวที่ลานแห่งนี้ ในช่วงกลางคืน ที่เป็นที่ติดตรึงใจของผู้คนมากมายที่เคยมานอนดูดาว ท้องฟ้า สวยงาม ปรอดโปร่งก็ตาม แต่ในช่วงเช้าวันนั้น ก็ถือว่าได้บรรยากาศพอควร ทั้งหมอกที่ลงหนา มีฝนตกโปรยปรายชุ่มฉ่ำพอควร
    "ลานดูดาว" สูงจากระดับน้ำทะเล 1,466 เมตร เป็นสถานที่กางเต็นท์แห่งหนึ่งของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา บรรกาศโดยรอบเย็นสบาย
เพราะมีต้นไม้ปกคลุมเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะต้นนางพญาเสือโคร่งจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพูทั่วบริเวณลานดูดาว เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์
        ลานดูดาวที่อุทยานฯดอยภูคา ยังเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม อีกแห่งหนึ่งเช่นกัน
       สำหรับอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน  มีพื้นที่ทั้งหมด 1,065,000 ไร่ หรือ ประมาณ 1,704 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 8 อำเภอในจังหวัดน่าน คือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง อำเภอทุ่ง

ช้าง อำเภอบ่อเกลือ อำเภอสันติสุข และอำเภอแม่จริม อุทยานแห่งชาติดอยภูคาเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่า มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ เทือกเขาดอยภูคาประกอบด้วยแนวภูเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของปลายเทือกเขาหิมาลัย โดยมียอดภูคาเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดน่าน สูงถึง 1,980 เมตร จากระดับน้ำทะเล
    "ดอยภูคา" เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำ
 น่าน ลำน้ำปัว และลำน้ำว้า บริเวณนี้เดิมเคยเป็นทะเลมาก่อน ก่อนจะเกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นดินสอง
ผืนใต้ทะเลเข้าหากัน ทำให้แผ่นดินโก่งตัวขึ้น น้ำทะเลใต้ดินระเหยไปเหลือเพียงสินแร่เกลือ ดังที่พบในอำเภอบ่อเกลือ และการค้นพบสุสานหอยทะเลอายุประมาณ 200 ล้านปี บนดอยภูแวที่บ้านค้างฮ่อ ตำบลสะกาด อำเภอปัว มีลักษณะเป็นหอยแครงสองฝา ดร.จงพันธ์ จงลักษณ์มณี นักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี สรุปว่า เป็นซากหอยที่มี ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า พาลีโอคาร์ดิต้า สปีชี่ (Paleocardita Species) อายุ 195-205 ล้านปี จัดอยู่ในยุคไทรแอสซิก (Triassic) ตอนปลาย
   ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ประกอบด้วยป่า 6 ประเภท ป่าดงดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนธรรมชาติ และทุ่งหญ้า เป็นแหล่งของพันธุ์ไม้หายากใกล้สูญพันธุ์และพรรณไม้เฉพาะถิ่น ได้แก่ ต้นชมพูภูคา (Bretschneidera sinesis Hemsl.) ซึ่งเป็นพืชหายากในประเทศไทยจะพบเพียงแห่งเดียวที่ป่าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงถึง 25 เมตร
ออกดอกเดือนมกราคม-ต้นมีนาคม ในเขตป่าดิบเป็นแหล่งต้นเต่าร้างยักษ์ เป็นพรรณไม้เฉพาะถิ่นของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เป็นปาล์มลำต้นเดียวปาล์มดึกดำบรรพ์ เมเปิ้ลใบห้าแฉก ต่างจากเมเปิ้ลที่อื่นซึ่งมีสามแฉก และกระโถนพระฤาษี เป็นต้น
      นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งนกเฉพาะถิ่นที่หายากสองชนิด คือ นกมุ่นรกตาแดง นกพญาไฟใหญ่ และนกพงใหญ่พันธุ์อินเดียช่วงเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยว คือ ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 15-27 องศาเซลเซียส สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ ชมพูภูคา ดอยภูคานับเป็นบ้านแห่งสุดท้ายของต้นชมพูภูคาพันธุ์ไม้หิมาลัย
     "อุทยานแห่งชาติดอยภูคา" นอกจากจะมีสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ โดยเฉพาะยอดดอยภูคา มีเมฆปกคลุมตลอดฤดูฝนและฤดูหนาว จึงมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก ดอยภูคา เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อ ระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็น แหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว

 ลำน้ำว้า ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นที่เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษ ของคนเมืองน่านและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีศาลเจ้าพ่อภูคา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 31 ถนนสายปัง-บ่อเกลือ อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่าน

       ส่วน "ต้นชมพูภูคา" "ดร.ธวัชชัย สันติสุข" ผู้เชี่ยวชาญพฤกษศาสตร์ป่าไม้ กรมป่าไม้ เป็นผู้สำรวจพบเป็นครั้งแรกในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ชมพูภูคาจะผลิดอกตามปลายกิ่งเป็นช่อสีชมพูยาว 30-35เซนติเมตร เมื่อfvdบานจะทำให้ช่อดอกเป็นพุ่มสวยงาม ชมพูภูคาเป็นพันธุ์ไม้ที่เคยมีการสำรวจพบตามหุบเขาแถบมณฑลยูนนานทางตอนใต้ ของประเทศจีนและทางเหนือของเวียดนาม จากนั้นก็ไม่มีรายงานการค้นพบพืชชนิดนี้อีก พื้นที่ป่าดิบเขาดอยภูคาจึงอาจเป็นแหล่งกำเนิดสุดท้ายของชมพูภูคา ซึ่งเป็นไม้หายากใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่งของโลก จุดชมต้นชมพูภูคาที่เข้าถึงง่ายที่สุดอยู่ ริมถนนห่างจากที่ทำการไป 5 กิโลเมตร

     เส้นทางศึกษาธรรมชาติชมพูภูคา มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางศึกษาธรรมชาติดอกชมพูภูคามีทั้ง เส้นรอบใหญ่ มีระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมง และเส้นทางรอบเล็ก มีระยะทาง 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน ประมาณ 1.5 ชั่วโมง ซึ่งจะพบพันธุ์ไม้ที่หายากและพันธุ์เฉพาะถิ่นสมุนไพร เป็นต้น และเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าดึกดำบรรพ์ (ดอยดงหญ้าหวาย) มีระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นแหล่งดูนก ที่มีนกไต่ไม้สีสวยที่พบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยและนกชนิดอื่นๆ อีกด้วย
        อันที่จริงสาหรับในพื้นที่ "อุทยานแห่งชาติดอยภูคา" ยังมีความหลากหลายอีกหลายที่ โดยเฉพาะเส้นทางธรรมชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบอะไรที่มันๆ แต่ผมเล่าไม่หมด เอาพอประมาณก็แล้วกัน อย่างน้อยก็อยากบอกให้รู้ว่าประเทศไทย ยังมีอะไรน่าสนใจอีกมากมายสำหรับผู้ที่ชอบเดินทาง แต่ที่แน่ๆผมก็มีโอกาสผ่านไป"ลั่นล้า" ดูดาว ที่"ลานดูดาว" ช่วงเช้ามาแล้ว แม้ไม่มีดาวให้เห็นแต่อย่างน้อยก็ได้เห็น "ทะเลหมอก" ขอบอก 555.......!!!!
                                                 นวย   เมืองธน  ********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น