วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

บังเอินหลงมา "ลานคนเมือง"ไม่พลาดต้อง "ลั่นล้า" นิดนึง


ตะลอนตามอำเภอใจ-หากเอ่ยถึง "ลานคนเมือง" บริเวณหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และเสาชิงช้า ทุกคนต้องร้องอ๋อ...นึกออกแล้ว !!
       "ลานคนเมือง" ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯ กทม. โดยปรับโฉมขุดเจาะพื้นที่ใต้ "ลานคนเมือง" เป็นที่จอดรถใต้ดิน โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของกรมศิลปากรมาคอยตรวจสอบและควบคุมงานขุดตลอดเวลา 180 วัน เพื่อคอยดูแลแนะนำบริษัทก่อสร้างถึงวิธีการขุดเจาะ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานหรือโบราณวัตถุหากพบเจอ

     ปัจจุบัน "ลานคนเมือง" นอกจากจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในยามเย็นๆ ที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติต่างรู้จักดีแล้ว "ลานคนเมือง" แห่งนี้ยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อตลอดมา
    เหตุที่ผมหยิบยก "ลานคนเมือง" มาพูดถึง เพราะเมื่อช่วงหัวค่ำก่อนเทศกาลลอยกระทง ประมาณปลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา บังเอินมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" แถมตรงกับงาน "รัตนโกสินทร์ เฟสติวัล 2553" แม้งานนี้จะเลิกลาไปแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าที่ "ลานคนเมือง" แห่งนี้คงมีหน่วยงานต่างๆ หมุนเวียนกันมาจัดงานให้ประชาชนได้เพลิดเพลินจำเริญใจอย่างต่อเนื่อง
     "รัตนโกสินทร์ เฟสติวัล 2553" เป็นงานที่ กทม. จับมือหอการค้าไทย ชวนคนกรุงเทพฯ ย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ชมความงดงามของร้านค้าและบ้านเมืองที่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำ พร้อมร่วมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 228 ปี ใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งราชวงศ์จักรี
    นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังจัดขึ้นเพื่อย้อนรำลึกถึงความเจริญของบ้านเมือง ความงดงามของห้างร้านที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยไม่เสื่อมคลาย
เพื่อให้ชาวไทยได้ย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม สำหรับ "รัตนโกสินทร์ เฟสติวัล 2553" ในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 จากแนวคิดในปีที่ผ่านมา โดยกรุงเทพมหานครตั้งใจจะบรรจุกิจกรรมนี้ไว้ในปฏิทินกิจกรรมประจำปี เพื่อให้การจัดงานดังกล่าวเป็นที่สนใจของคนทั่วโลกและให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกมาเยี่ยมชมทุกปี พร้อมกันนี้ยังตั้งใจให้เป็นงานประจำปีที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวกรุงเทพฯ และประชาสัมพันธ์กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่เก่าแก่และมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม จนได้รับเลือกให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในทวีปเอเชีย และเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดของโลกด้วย
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้รวบรวมสินค้าพื้นบ้านจากทุกเขตของกรุงเทพฯ มาไว้ที่โซนสินค้าที่มีชื่อเสียงของทุกเขตในกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้เที่ยวชมและจับจ่ายใช้สอย พร้อมเพลิดเพลินไปกับสินค้า การจัดแสดงรถยนต์โบราณ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ยังมีการจำลอง "ตลาดโบราณ" ร่วมย้อนบรรยากาศตลาดโบราณ สื่อสะท้อนให้เห็น
วัฒนธรรมวิถีชีวิต การค้าขายสินค้าต่างๆ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ขนมโบราณ ของที่ระลึก ฯลฯ และลาน
การแสดงดนตรี บทเพลงย้อนยุค ขับขานถึงบรรยากาศเก่าๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์
    ท้ายสุดของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนี้ ผมคงต้องบอกว่างาน "รัตนโกสินทร์ เฟสติวัล 2553" ที่ "ลานคนเมือง" ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาจริงๆ
อย่างน้อยๆ ก็ได้เดินซื้อของกินจนจุก แถมได้เห็นบรรยากาศเสาชิงช้า และวัดสุทัศน์เทพวราราม ในช่วงเวลาค่ำคืนที่ประดับด้วยแสงไฟ เห็นผู้คนไปยืนเก็กหล่อ เก็กสวย โพสท่าถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึกด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้ว่า "เมืองไทย" ใช่ว่าจะมีแต่การเมืองน้ำเน่าน่ะ แท้ที่จริงมันยังมีสิ่งสวยงาม ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมอีกมากมาย ที่เรายังไม่ได้สัมผัสและเติมเต็มให้กับชีวิตเรา
ส่วนใครที่ชอบแนวเดินจับจ่ายซื้อของ หรือเดินดูอย่างเดียว ระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 28 พ.ย.53 กรุงเทพมหานครยังจัดกิจกรรมถนนคนเดินขึ้น ณ บริเวณหลังพระแม่ธรณีบีบมวยผม ถนนราชินี และบริเวณถนนอัษฎางค์ ตั้งแต่โรงแรมรัตนโกสินทร์ – ถนนบำรุงเมือง โดยมีกิจกรรมการแสดงบนเวที อาทิ การแสดงหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ การแสดงเดี่ยวไวโอลิน การจำหน่ายสินค้าราคาถูกจากผู้ประกอบการค้าและผู้ค้าที่ทำการค้าอยู่บริเวณคลองคูเมืองเดิม โดยผู้ที่มาเที่ยวชมงานจะได้พบกับบรรยากาศการจับจ่ายในอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยความหลากหลายของสินค้านานาชนิด 
ใครว่างก็มาช่วย "ลั่นล้า" สนับสนุนผู้ประกอบการค้าสุจริตให้ได้มีโอกาสสร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัว แถมเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวย่านถนนอัษฎางค์ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และนำรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริงน่ะขอบอก แต่อย่าลืมพกยาดม ยาหม่องติดตัวมาด้วยล่ะ ฮ่าๆๆ.....!!!
                                       นวย  เมืองธน
************************************************************


ชะแว๊ป "ลานดูดาว" ไม่เห็นดาวแต่เห็น "ทะเลหมอก"

       "ตะลอนตามอำเภอใจ"-นั่งเปิดไฟล์รูปเก่าๆที่เคยถ่ายไว้ช่วงที่ไปที่ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในที่ต่างๆ บังเอินไปเจอไฟล์รูปที่ถ่ายไว้ตอนที่ขึ้นไปทำข่าวที่จังหวัดน่าน และในช่วงเช้าวันหนึ่งคณะที่ไปได้ไปจอดรถแวะเข้าห้องน้ำ ห้องท่ากันที่ "ลานดูดาว" ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน
       ส่วนผมเองมันอดไม่ได้ที่จะซอกแซก เก็บภาพนู่นนี่ ถ่ายมันไปเรื่อย  ในที่สุดก็ได้ใช้งาน ก็เลยถือโอกาสนำมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน แม้ผมจะไม่ได้มานอนดูดาวที่ลานแห่งนี้ ในช่วงกลางคืน ที่เป็นที่ติดตรึงใจของผู้คนมากมายที่เคยมานอนดูดาว ท้องฟ้า สวยงาม ปรอดโปร่งก็ตาม แต่ในช่วงเช้าวันนั้น ก็ถือว่าได้บรรยากาศพอควร ทั้งหมอกที่ลงหนา มีฝนตกโปรยปรายชุ่มฉ่ำพอควร
    "ลานดูดาว" สูงจากระดับน้ำทะเล 1,466 เมตร เป็นสถานที่กางเต็นท์แห่งหนึ่งของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา บรรกาศโดยรอบเย็นสบาย
เพราะมีต้นไม้ปกคลุมเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะต้นนางพญาเสือโคร่งจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพูทั่วบริเวณลานดูดาว เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์
        ลานดูดาวที่อุทยานฯดอยภูคา ยังเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม อีกแห่งหนึ่งเช่นกัน
       สำหรับอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน  มีพื้นที่ทั้งหมด 1,065,000 ไร่ หรือ ประมาณ 1,704 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 8 อำเภอในจังหวัดน่าน คือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง อำเภอทุ่ง

ช้าง อำเภอบ่อเกลือ อำเภอสันติสุข และอำเภอแม่จริม อุทยานแห่งชาติดอยภูคาเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่า มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ เทือกเขาดอยภูคาประกอบด้วยแนวภูเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของปลายเทือกเขาหิมาลัย โดยมียอดภูคาเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดน่าน สูงถึง 1,980 เมตร จากระดับน้ำทะเล
    "ดอยภูคา" เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำ
 น่าน ลำน้ำปัว และลำน้ำว้า บริเวณนี้เดิมเคยเป็นทะเลมาก่อน ก่อนจะเกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นดินสอง
ผืนใต้ทะเลเข้าหากัน ทำให้แผ่นดินโก่งตัวขึ้น น้ำทะเลใต้ดินระเหยไปเหลือเพียงสินแร่เกลือ ดังที่พบในอำเภอบ่อเกลือ และการค้นพบสุสานหอยทะเลอายุประมาณ 200 ล้านปี บนดอยภูแวที่บ้านค้างฮ่อ ตำบลสะกาด อำเภอปัว มีลักษณะเป็นหอยแครงสองฝา ดร.จงพันธ์ จงลักษณ์มณี นักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี สรุปว่า เป็นซากหอยที่มี ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า พาลีโอคาร์ดิต้า สปีชี่ (Paleocardita Species) อายุ 195-205 ล้านปี จัดอยู่ในยุคไทรแอสซิก (Triassic) ตอนปลาย
   ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ประกอบด้วยป่า 6 ประเภท ป่าดงดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนธรรมชาติ และทุ่งหญ้า เป็นแหล่งของพันธุ์ไม้หายากใกล้สูญพันธุ์และพรรณไม้เฉพาะถิ่น ได้แก่ ต้นชมพูภูคา (Bretschneidera sinesis Hemsl.) ซึ่งเป็นพืชหายากในประเทศไทยจะพบเพียงแห่งเดียวที่ป่าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงถึง 25 เมตร
ออกดอกเดือนมกราคม-ต้นมีนาคม ในเขตป่าดิบเป็นแหล่งต้นเต่าร้างยักษ์ เป็นพรรณไม้เฉพาะถิ่นของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เป็นปาล์มลำต้นเดียวปาล์มดึกดำบรรพ์ เมเปิ้ลใบห้าแฉก ต่างจากเมเปิ้ลที่อื่นซึ่งมีสามแฉก และกระโถนพระฤาษี เป็นต้น
      นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งนกเฉพาะถิ่นที่หายากสองชนิด คือ นกมุ่นรกตาแดง นกพญาไฟใหญ่ และนกพงใหญ่พันธุ์อินเดียช่วงเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยว คือ ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 15-27 องศาเซลเซียส สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ ชมพูภูคา ดอยภูคานับเป็นบ้านแห่งสุดท้ายของต้นชมพูภูคาพันธุ์ไม้หิมาลัย
     "อุทยานแห่งชาติดอยภูคา" นอกจากจะมีสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ โดยเฉพาะยอดดอยภูคา มีเมฆปกคลุมตลอดฤดูฝนและฤดูหนาว จึงมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก ดอยภูคา เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อ ระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็น แหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว

 ลำน้ำว้า ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นที่เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษ ของคนเมืองน่านและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีศาลเจ้าพ่อภูคา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 31 ถนนสายปัง-บ่อเกลือ อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่าน

       ส่วน "ต้นชมพูภูคา" "ดร.ธวัชชัย สันติสุข" ผู้เชี่ยวชาญพฤกษศาสตร์ป่าไม้ กรมป่าไม้ เป็นผู้สำรวจพบเป็นครั้งแรกในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ชมพูภูคาจะผลิดอกตามปลายกิ่งเป็นช่อสีชมพูยาว 30-35เซนติเมตร เมื่อfvdบานจะทำให้ช่อดอกเป็นพุ่มสวยงาม ชมพูภูคาเป็นพันธุ์ไม้ที่เคยมีการสำรวจพบตามหุบเขาแถบมณฑลยูนนานทางตอนใต้ ของประเทศจีนและทางเหนือของเวียดนาม จากนั้นก็ไม่มีรายงานการค้นพบพืชชนิดนี้อีก พื้นที่ป่าดิบเขาดอยภูคาจึงอาจเป็นแหล่งกำเนิดสุดท้ายของชมพูภูคา ซึ่งเป็นไม้หายากใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่งของโลก จุดชมต้นชมพูภูคาที่เข้าถึงง่ายที่สุดอยู่ ริมถนนห่างจากที่ทำการไป 5 กิโลเมตร

     เส้นทางศึกษาธรรมชาติชมพูภูคา มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางศึกษาธรรมชาติดอกชมพูภูคามีทั้ง เส้นรอบใหญ่ มีระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมง และเส้นทางรอบเล็ก มีระยะทาง 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน ประมาณ 1.5 ชั่วโมง ซึ่งจะพบพันธุ์ไม้ที่หายากและพันธุ์เฉพาะถิ่นสมุนไพร เป็นต้น และเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าดึกดำบรรพ์ (ดอยดงหญ้าหวาย) มีระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นแหล่งดูนก ที่มีนกไต่ไม้สีสวยที่พบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยและนกชนิดอื่นๆ อีกด้วย
        อันที่จริงสาหรับในพื้นที่ "อุทยานแห่งชาติดอยภูคา" ยังมีความหลากหลายอีกหลายที่ โดยเฉพาะเส้นทางธรรมชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบอะไรที่มันๆ แต่ผมเล่าไม่หมด เอาพอประมาณก็แล้วกัน อย่างน้อยก็อยากบอกให้รู้ว่าประเทศไทย ยังมีอะไรน่าสนใจอีกมากมายสำหรับผู้ที่ชอบเดินทาง แต่ที่แน่ๆผมก็มีโอกาสผ่านไป"ลั่นล้า" ดูดาว ที่"ลานดูดาว" ช่วงเช้ามาแล้ว แม้ไม่มีดาวให้เห็นแต่อย่างน้อยก็ได้เห็น "ทะเลหมอก" ขอบอก 555.......!!!!
                                                 นวย   เมืองธน  ********************************************

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

"อาหารทะเล"รสชาติเยี่ยม ผ่อนคลายที่ "หาดแม่รำพึง"

        ตะลอนตามอำเภอใจ-"จังหวัดระยอง" ถือเป็นเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก ของไทย ที่ได้รับการขนานนาม ให้เป็นเมืองแห่งกวีศรีรัตนโกสินทร์ "สุนทรภู่"  ผู้มีผลงานวรรณกรรมประเภทร้อยแก้วที่ยากจะหา ผู้ใดมาเทียบเทียม โดยเฉพาะนิทานกลอนสุภาพเรื่อง "พระอภัยมณี"  และฉากในนิทานเรื่องนี้ คือบริเวณหมู่เกาะน้อยใหญ ่และท้องทะเลที่สวยงามในจังหวัดระยองนั่นเอง แถม "ระยอง" ยังเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลที่สำคัญ เป็นแหล่งปลูกผลไม้เมืองร้อนที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ เงาะ ทุเรียน มังคุด และยังเป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นเขต เศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศ

ทุกๆครั้งที่ผมเครียดจากงานประจำที่กรุงเทพฯ เวลาคิดที่อยากจะไปพักผ่อนชายทะเล นั่งจิ๊บเบียร์ แกล้มอาหารทะเลหลากหลายเมนู ดูหายทรายและน้ำทะเลที่สวยงามเพลินๆ ผมมักคิดถึง "หาดแม่รำพึง" บ้านก้นอ่าว ตำบลเพ อำเมืองระยอง จังหวัดระยอง เป็นที่แรกๆในใจเสมอ อาจจะเป็นเพราะว่าชอบความเงียบสงบของที่นี่ ซึ่งผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านมากนัก แถมการเดินทางก็ใช้ระยะเวลาไม่มากนัก หากนั่งรถทัวร์จากขนส่งเอกมัยถึงขนส่งระยอง เดินทางประมาณค่ 2 ชั่วโมง

          จากนั้นก็ต่อรถส่งแถวมาที่ตำบลเพ ข้อสำคัญอาจเป็นเพราะว่าส่วนตัวแล้ว ผมคุ้นเคยกับชาวบ้านผู้หลัก ผู้ใหญ่ในพื้นที่หลายคน ที่ดีใจเสมอเวลาผมมีโอกาสแวะเวียนมาที่ "หาดแม่รำพึง" หรือแม้แต่ "น้าทองใบ" กลุ่มชาวประมงโป๊ะเชือกในย่านนี้ ก็ยังเอา "ปลาแดงทอดกระเทียมพริกไท" มาให้แกล้มเบียร์  ถือเป็นเมนูจานเด็ดที่หากินได้อยากจริงๆ นอกจากปลาชนิดนี้จะมีความอร่อยไม่แพ้พวกปลาเก๋าแล้ว ยังไม่มีขายตามร้านอาหารอีกด้วย เพราะปลาแดง เมื่อชาวประมงจับได้ ส่วนใหญ่จะไม่นำไปขาย แต่จะเก็บเอาไว้กินเอง

ถือเป็นเมนูที่ผมติดอดติดใจจริงๆ เพราะแกล้มเบียร์ มันเข้ากันได้ดีเสียด้วยครับ ส่วน "แมงกะพรุนดอง" จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆแกมเปรี้ยวนิดๆ มีถั่วลิสงบด และพริกป่นเป็นส่วนผสมด้วย ก็ถือว่าถูกปากผมเช่นกัน  "เจ๊ริน" หรือพี่ริน ชาวบ้านในย่านนี้ เป็นคงสรรหามาให้ลองกินดู มันกุ๊ปๆดีเวลาตอนเคี้ยว ถือว่าเข้าท่ามากมาก ที่สำคัญขั้นตอนการ "ดองแมงกะพรุน" มันยุ่งยากซับซ้อนน่าดู ที่เค้าเล่าให้ฟังผมก็ลืมๆไปเหมือนกัน สรุปคือ "ยกนิ้วโป้งมือ" ให้ครับ

       "หาดแม่รำพึง" ถือเป็นที่นิยมของคนชอบอาหารทะเล ตลอดแนวหาดเป็นสิบกิโลเมตร ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหารทะเลสดๆ และบังกะโล รีสอร์ท คอนโดมิเนียม หาดแห่งนี้ มีนักท่องเที่ยวแวะมาตลอดปี ทั้งตั้งใจมาพัก และเพียงทางผ่านก่อนกลับกรุงเทพฯ เพื่อมาทานอาหารทะเลสดๆ และเป็นที่นิยมของชาวระยองเองด้วย เพราะบรรยากาศริมทะเลหาดทรา ยยาวสุดลูกหูลูกตา แนวสน และลมทะเล วันหยุดวันพักผ่อนสั้นๆ จึงเป็นวันที่ผู้คนนิยมเดินทางมาเพื่อสังสรรค์กับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว ช่วงที่น่าเที่ยวก็คงหนีไม่พ้นในหน้าร้อน แต่หาดแห่งนี้ก็ไม่เคยขาดนักท่องเที่ยวแม้ในช่วงฤดูฝนก็ตาม

อาจเป็นเพราะการเดินทางที่สะดวกเพียงไม่กี่ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ และยังเป็นแหล่งรวมร้านอาหารทะเลชื่อดังมากมาย ตลอดถนนเลียบชายหาดยาว 10 กิโลเมตร มีที่พักราคาไม่แพง  แถมชายหาดสะอาด  สุดชายหาดยังเป็นที่ตั้งของบ้านก้นอ่าวซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงพื้นบ้านอีก "หาดแม่รำพึง" นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า แล้วยังมีจุดชมวิวที่

น่าสนใจ คือ ลานหินขาว ตั้งอยู่ระหว่างกลางของหาด มีการจัดวางสวนหินไว้อย่างสวยงาม ไว้สำหรับนั่งพักผ่อน โดยเฉพาะยามเย็นจะเห็นนักท่องเที่ยวแวะมานั่งเล่นมากมายรวมทั้งชาวบ้านในแถบนี้เองด้วย
    ส่วนตำนานของ "หาดแม่รำพึง" จากนิยายท้องถิ่นของจังหวัด โดย "ตาม่องล่าย" ซึ่งเป็นชาวพม่า มีเมียชื่อยายท้าว มีลูกสาวชื่อยมโดย ยมโดยเป็นสาวสวยจึงมีชายหนุ่ม มาสนใจมากมาย แต่ตาม่องล่าย ตั้งใจยกลูกสาวให้พระเจ้ากรุงจีน เพราะเห็นว่าร่ำรวย ลูกสาวจะได้สบาย ส่วนยายท้าว ตั้งใจจะยกลูกสาวให้เจ้าลาย ซึ่งเป็นหนุ่มหน้าตาดีและขยัน ต่างฝ่ายต่างยกลูกสาวให้ โดยไม่ปรึกษาหารือกัน และไม่ถามความรู้สึกของลูกสาวตัวเองแม้แต่น้อย ครั้นใกล้วันแต่งงานตาม่องล่ายก็เตรียม
 ออกไปหาปลา มาทำอาหารเลี้ยงแขก พบปลากระเบนใหญ่เข้าตัวหนึ่ง ก็ใช้หอกพุ่งเข้าแทง ปลากระเบนหลบทัน หอกเลยพุ่งทะลุเกาะเข้าเกาะหนึ่ง ทำให้เกาะนั้น มีรอยโหว่ใหญ่ ชาวประมงเลยเรียกว่า "เกาะทะลุ" ซึ่งอยู่หน้าอ่าวเพ ในปัจจุบัน
ครั้นพอถึงวันแต่งงานขันหมากของพระเจ้ากรุงจีน ก็ยกมาพอดีกับขันหมากของเจ้าลาย ตาม่องล่ายกับยายท้าว ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่า อีกฝ่ายหนึ่งทำ
 อะไรโดยไม่ปรึกษาหารือ ในที่สุดก็ทะเลาะกันรุนแรงยายท้าวโกรธมาก หนีไปสงบสติอารมณ์ที่ชายหาดระยอง จึงเรียกชื่อต่อมาว่า "หาดแม่รำพึง" จนทุกวันนี้ ส่วนอีกตำนานหนึ่งที่เล่าสืบต่อกันมาว่า มีหญิงสาวชาวบ้านมาโดดน้ำฆ่าตัวตาย ที่ทะเลแห่งนี้ เนื่องจากผิดหวังในความรักจึงเป็นที่มาของ "หาดแม่รำพึง" เช่นกัน
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ไม่ว่าตำนานจะร่ำลือกันอย่างไร ปัจจุบันชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ยังเชื่องว่า "หาดแม่รำพึง"  เป็นหาดอาถรรพณ์  เนื่องจากมีนักท่องเที่ยว เกิดอุบัติเหตุถูกคลื่นใต้น้ำดูดร่าง
จมน้ำเสียชีวิตที่หาดแห่งนี้ทุกปี และเป็นข่าวให้ได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน แต่บรรดานักท่องเที่ยวก็ไม่หวาดหวั่น ยังคงเดินทางมาพักผ่อนที่หาดแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย อาจเป็นเพราะมนต์เสน่ห์ของ  "หาดแม่รำพึง" ที่มีชายหาดสะอาดสวยงาม มีความลาดชันน้อย เหมาะแก่- การเล่นน้ำ แถมทั้งสองข้างทางยังเต็มไปด้วยร้านอาหารทะเล
 สดๆ ที่สำคัญทั้งชาวบ้านในพื้นที่ นักท่องเที่ยว รวมถึงหน่วยงานต่างๆของภาค รัฐในพื้นที่ได้ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ "หาดแม่รำพึง" แห่งนี้สะอาดปราศจากขยะ จึงเป็นมนต์เส่ห์ที่ติดตรึงใจนักท่องเที่ยวทุกครั้งที่มาเยือน....!!!
                                               นวย  เมืองธน
**************************************************************

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สัมผัสธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำฯและน้ำตกเขาอีโต้

       "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วงโค้งสุดท้ายของเดือนตุลาคม ผมมีโอกาสไปตะลอนฯ ทำข่าว "วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ" ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดขึ้น ณ บริเวณพุทธอุทยานโลก ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำตกเขาอีโต้ ตำบลบ้านพระ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี พอเห็นอ่างเก็บน้ำจักรพงษ์ หรืออ่างเก็บน้ำเขาอีโต้ ผมอดที่จะบันทึกภาพไม่ได้ ก็เลยต้องแชะแชะภาพเก็บไว้ แล้วก็เก็บข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ ถึงความเป็นมาของอ่างเก็บน้ำเขาอีโต้ เพราะคิดอยู่ในใจแล้วว่าถ้าว่างวันไหน คงต้องนำเรื่องราวมาลงใน "ตะลอนตามอำเภอใจ"
       จังหวัดปราจีนบุรี เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกของประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นจังหวัดแห่งมรดกโลก เพราะมีอุทยานแห่งชาติที่เป็นมรดกโลกถึง 3 แห่ง แถมเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เนื่องจากมีการพบซากโบราณสถานในหลายพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรี ที่สำคัญยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่งด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุดในภาคตะวันออกอีกด้วย

    สำหรับจังหวัดปราจีนบุรี มีพื้นที่ทิศเหนือติดกับจังหวัดนครนายกและจังหวัดนครราชสีมา ทิศตะวันออกติดกับจังหวัดสระแก้ว ทิศใต้ติดกับจังหวัดฉะเชิงเทราและทิศตะวันตกติดกับจังหวัดนครนายกและจังหวัดฉะเชิงเทรา
    ในสมัยอยุธยาปรากฏชื่อเมืองปราจีนบุรีเป็นครั้งแรก คำว่า "ปราจีนบุรี" เป็นคำสมาส เกิดจากคำว่า "ปราจีน" กับคำว่า "บุรี" คำว่า "ปราจีน" หรือ "ปาจีน" หมายความว่า ทิศตะวันออก ส่วนคำว่า "บุรี" หมายความว่า "เมือง" รวมแล้วคำว่า "ปราจีนบุรี" หมายถึงเมืองตะวันออก

 การเขียนชื่อเมืองปราจีนบุรีแตกต่างกันไป เช่น ปราจินบุรี ปราจิณบุรี และปาจีนบุรี แต่ความหมายน่าจะหมายถึงเมืองทางตะวันออกของราชอาณาจักรไทย "ปราจีนบุรี" ในฐานะหัวเมืองชั้นในด้านทิศตะวันออก สันนิษฐานว่า ในสมัยอยุธยาตอนต้นก่อนการปฏิรูปการปกครองในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991-2031) เมืองปราจีนมีฐานะเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ราชธานีคือ กรุงศรีอยุธยา โดยทางกรุงศรีอยุธยาจะส่งขุนนางมาปกครอง โดยให้ขึ้นตรงต่อเมืองหลวง

    ในสมัยธนบุรีได้กล่าวถึงเมืองปราจีนเพียงว่าเป็นเมืองที่อยู่ในเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ยกทัพจากกรุงศรีอยุธยาไปยังเมืองจันทบุรี กล่าวคือเมื่อ พ.ศ.2309 ขณะที่กองทัพพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งเป็นพระยากำแพงเพชร ทรงเล็งเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาจะเป็นอันตราย จึงรวบรวมทหารไทย-จีน ประมาณ 1,000 คนเศษ พร้อมด้วยอาวุธออกไปตั้ง ณ วัดพิชัย
พอฝนตกพระยากำแพงเพชรจึงนำกองทัพฝั่งกองทัพพม่าออกมาจากวัดพิชัยเดินทัพต่อไป โดยมีจุดหมายอยู่ที่เมืองจันทบุรี โดยเมืองปราจีนบุรีอยู่ในเส้นทางเดินทัพ ซึ่งตามพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ได้กล่าวไว้ว่า …เมื่อวันพุธขึ้นแปดค่ำ เดือนยี่ ยกกองทัพมาประทับที่ตำบลหนองไม้ซุง ตามทางหลวงนครนายก ประทับรอนแรม 2 วันถึงบ้านนาเริ่ง ออกจากบ้านนาเริ่งวันหนึ่งถึงเมืองปราจีน ข้ามด่านกบและหยุดพักพลหุงอาหาร ณ ฟากตะวันออกแล้วยกข้ามไปจนถึงบ่าย 5 โมง…สำหรับอ่างเก็บน้ำจักรพงษ์ หรืออ่างเก็บน้ำเขาอีโต้ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งพักผ่อนหย่อนใจแห่งหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี อยู่ทางทิศเหนือของตัวเมือง บริเวณอ่างเก็บน้ำเขาอีโต้มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม แถมอากาศยังถือว่าบริสุทธิ์จริงๆ ครับ อาจจะเป็นเพราะมีร่มเงาเขาสูงที่เขียวขจี สัมผัสไอเย็นจากทะเลสาบขนาดใหญ่ที่นิ่งเงียบสงบ อาทิตย์สาดแสงส่องผ่านมากระทบบนผิวน้ำ สวยงามตามธรรมชาติ
  
จากตัวเมืองปราจีนบุรี เดินทางถึงสี่แยกเนินหอมเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 33 ระยะทางประมาณ 3 กม. จะมีทางแยกซ้ายมือระหว่างหลัก กม.ที่ 160-161 เข้าไปอีกประมาณ 2 กม. จะพบ "น้ำตกเขาอีโต้" เป็นธารน้ำไหลผ่านโขดหินน้อยใหญ่ลดหลั่นเป็นชั้นๆ ความสูงไม่มากนัก จากอ่างเก็บน้ำเขาอีโต้จะมีถนนขึ้นไปจนถึงยอดเขา เพื่อชมทัศนียภาพโดยรอบ ระยะทางประมาณ 11 กม. และช่วง กม.ที่ 6 จะมีเนินมหัศจรรย์ คือถ้าจอดรถแล้วเข้าเกียร์ว่างไว้รถจะไหลขึ้นเนินได้ ซึ่งเกิดจากภาพลวงตาจากภูมิประเทศโดยรอบ  แต่น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามบนยอดเขาแห่งนี้ เพราะมีเวลาจำกัด ต้องรีบเดินทางกลับกรุงเทพฯ เลยไม่ได้ถ่ายภาพมาให้ชมกัน

        สำหรับ "น้ำตกเขาอีโต้" ตั้งอยู่ในวนอุทยานน้ำตกเขาอีโต้ มีจุดเด่นตรงที่สามารถเข้าไปนั่งพักผ่อนในแนวโขดหินของตัวน้ำตกได้ และสามารถสัมผัสกับสายน้ำที่ไหลผ่านตลอดแนวโขดหินได้อย่างใกล้ชิดที่สุด เพราะแนวโขดหินภายในตัวน้ำตกก็จะมีต้นไม้ขนาดไม่ใหญ่มากที่สลับแซมขึ้นตลอด ส่วนแนวโขดหินช่วยให้ร่มเงาและสร้างความร่มรื่นในยามพักผ่อนได้เป็นอย่างดี
       นอกจากนี้ยังเป็นธารน้ำที่ไหลตลอดทั้งปี มีน้ำมากเฉพาะในช่วงฤดูฝน มีแอ่งน้ำเล็กๆ อยู่เป็นชั้นๆ ทุกชั้น สลับกับแนวโขดหิน แต่ละแอ่งน้ำไม่ลึกและไหลไม่แรงมากนัก สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย สภาพบริเวณโดยรอบตัวน้ำตกเป็นป่าโปร่ง มีทั้งป่าธรรมชาติและมาจากป่าที่ปลูกขึ้นใหม่ 

 ส่วนทางลงไปยังน้ำตกก็มีสนามหญ้าขนาดกว้างพอประมาณ เป็นที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าไปพักผ่อนในบริเวณน้ำตกเขาอีโต้แห่งนี้ และมีศาลานั่งพักผ่อนขนาดใหญ่ ตรงบริเวณใต้ต้นไม้ริมน้ำตก สามารถนั่งพักผ่อนได้อย่างสบายใจ หรือจะนำเสื่อไปปูนอนบนโขดหินในแนวน้ำตกใต้ร่มไม้รับไอเย็นจากสายน้ำแบบใกล้ชิดก็ถือว่าโอเคน่ะ
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมคงต้องบอกว่า การได้มาสัมผัสธรรมชาติที่อ่างเก็บน้ำเขาอีโต้ และ "น้ำตกเขาอีโต้" แม้ว่าการมาตะลอนฯ ของผมในครั้งนี้จะมีเวลาไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าอิ่มเอิบใจพอสมควร ที่มีโอกาสสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดครับ...!!!
         
       
                                                       นวย  เมืองธน
***********************************************************