วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"ลั่นล้า"ท่าพระจันทร์

       "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ทุกๆ ครั้งที่มีโอกาสแวะเวียนผ่านไปแถวท่าพระจันทร์ ข้างๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บริเวณสุดถนนพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มันอิ่มเอิบใจ มีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าร้านจิบสุราหลายร้านที่ผมเคยนั่งดื่มเฮฮากับเพื่อนๆ ช่วงที่เคยเดินส่ายสมัยเป็นนักเรียน นักศึกษา เมื่อหลายสิบปีมาแล้วจะอันตทานหายไปตามกาลเวลาก็ตาม แต่ปัจุบันก็ยังพบร้านอาหารบางร้านย่านท่าพระจันทร์ในอดีตยืนยงขายกันจนถึงทุกวันนี้ แต่อาจจะเปลี่ยนมือจากรุ่นสู่รุ่น รุ่นพ่อสู่รุ่นลูก อะไรประมาณนี้ล่ะครับ
       มนต์เสน่ห์ของ "ท่าพระจันทร์" ที่ทำให้ผมกระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาทุกครั้งที่มาเยือน นอกจากจะได้อิ่มท้องกับของอร่อยนานาชนิดแล้ว ยิ่งช่วงเวลาเย็นๆ พระอาทิตย์คล้อยต่ำใกล้จะตกดินเวิ้งเล็กๆ ก่อนเข้าสู่ท่าเรือท่าพระจันทร์ ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มันมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก เพราะสองฟากฝั่งจะเห็นบรรดาพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายสินค้านานาชนิด คงไม่ต้องบรรยายมาก ส่วนสินค้าที่พ่อค้า-แม่ค้านำมาขาย ก็มีตั้งแต่เสื้อผ้ายันรองเท้า ฯลฯ ส่วนใครอยากจะตรวจดวงชะตา ดูลายมือ ที่นี่ก็มีหมอดูแม่นๆ หลายสำนักไว้บริการ
        อ่อ...ผมลืมบอกไป "ท่าพระจันทร์" เมื่อครั้งอดีตเคยเป็นที่ตั้งของ "ป้อมพระจันทร์" ซึ่งเป็นป้อมหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นป้อมตามแนวกำแพงพระนครด้านตะวันตก ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ใช้บริเวณพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นท้องสนามหลวง ถนนหน้าพระธาตุ ป้อมต่าง ๆ รอบกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคลถูกรื้อลงหมด รวมทั้งป้อมพระจันทร์ด้วย ถนนที่ตัดตรงสู่บริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของป้อมพระจันทร์จึงมีชื่อว่า "ถนนพระจันทร์" และท่าน้ำในบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของป้อมพระจันทร์จึงเรียกว่า "ท่าพระจันทร์" มาจนปัจจุบัน
       หากเอ่ยชื่อ "ท่าพระจันทร์" หลายคนร้องอ๋อ เพราะเหล่าบรรดาเซียนพระทั้งหลายคุ้นเคยอย่างดี เพระเป็นตลาดพระที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย ที่บรรดาเซียนพระและนักสะสมให้ความสนใจ ถือเป็นแหล่งรวมพระเครื่องวัตถุมงคลทุกรุ่นทุกชนิดที่ขึ้นชื่อของประเทศไทย
     "ท่าพระจันทร์" นอกจากจะมีชื่อเสียงเรื่องตลาดพระที่เก่าแก่แล้ว อาหารคาวหวานในย่านนี้ถือว่ามีชื่อเสียงพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำใบตำลึงพร้อมเครื่องรสชาติกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมเกี๊ยวกรอบๆ ที่ร้านเจ๊อ๋อย
       ข้าวหน้าเป็ดรสชาติเยี่ยม ร้านนิวย่งฮั้วโภชนา ขนมปังกรอบอร่อย ร้านท่าพระจันทร์ ที่มีรสกระเทียม และเนยน้ำตาล โรตี-มะตะบะ ท่าพระจันทร์ เอ็นไก่ทอด ไก่ทอด-หมูทอด เจ้าอร่อยที่ตั้งขายอยู่ริมฟุตบาต ขนมคุณแอ๊วเบเกอร์รี่ ร้านขมนจีบ-กุ่ยช่าย

ทอดมันปลาหมึก ที่มีปลาหมึกสอดไส้อยู่ในทอดมัน ปั้นกันสดๆ ทอดกันเห็นๆ บริเวณริมฟุตบาธ ร้านนี้ผมซื้อกินมาแล้ว ขายขีดละ 25 บาท ราดน้ำจิ้มใส่แตงกวา อร่อยและแปลกดี
      ส่วนร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อขึ้นชื่อ ร้านมิตรโภชนา "ท่าพระจันทร์" มีให้เลือกทั้งเนื้อเปื่อย เนื้อสด เครื่องใน และเนื้อตุ๋น ผมผ่านมาทีไรจะแวะกินเป็นประจำ ส่วนเมนูที่ผมกินเป็นประจำก็คือ เกาเหลารสชาติเข้มข้น ให้ความกลมกล่อม ข้าวเปล่า น้ำแข็งเปล่า แค่นี้ก็อิ่มจนจุกแล้วครับ ยิ่งชั่วโมงเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้าหรือมื้อเที่ยง
       ร้านนี้จะแน่นไปด้วยคอก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ทำให้พื้นที่ภายในร้านที่เป็นตึกแถวคูหาเดียวแทบไม่มีที่เดิน แถมยังเป็นร้านเก่าแก่ ขวัญใจนักศึกษามานานแล้ว การตุ๋นเนื้อในกระทะทองเหลือง ส่งกลิ่นหอมบ่งบอกถึงความอร่อยของเนื้อ และน้ำซุปอย่างลงตัวของร้านมิตรโภชนาเป็นอย่างดี ลูกค้าก็มีทุกระดับ ที่เห็นมากหน่อยคือนักศึกษา ส่วนมากจะมากันเป็นหมู่คณะ นอกจากนี้ก็มีกลุ่มคนทำงาน และประชาชนทั่วไป
     ก็อย่างที่เกรินไปแล้ว ก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านนี้ ถือได้ว่าเป็นร้านที่เก่าแก่ร้านหนึ่งในย่านท่าพระจันทร์ เปิดขายกันมานาน จนไม่รู้ว่าที่ขายกัน ณ ปัจจุบันนี้ เป็นรุ่นไหน และรุ่นที่เท่าไหร่แล้ว แต่ก็ช่างเถอะ เพราะไม่ใช่สาระสำคัญ

         การที่ผมมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนี้ เพราะสาระมันอยู่ที่ผมอยากบอกเล่าว่า มนต์เสน่ห์ของ "ท่าพระจันทร์" มีอะไรที่น่าสนใจก็เท่านั้นเอง
  
         ถัดไปก็เป็นตลาดนัดถนนคนเดินริมฟุตบาธ ทางเท้าถนนมหาราช ระหว่างท่าพระจันทร์ บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงท่าช้าง หลังมหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ถือว่าเป็นมนต์เสน่ห์ที่เติมสีสันให้กับท่าพระจันทร์อย่างยิ่ง เพราะมีแผงขายของมากมาย ส่วนใหญ่เป็นพระเครื่อง ถ้าใครตาดีจะได้ของจริง ตาร้ายได้ของก๊อปปี้ รวมทั้งของเก่า สินค้ามือสอง เครื่องประดับประเภทต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย ดูเพลินๆ จำเริญใจครับ

    ถนนสายนี้ หากจะเรียกว่าเป็นหนึ่งในถนนสายวัฒนธรรมก็คงไม่ผิด เพราะนอกจากจะมีชุมชนเก่าแก่ให้พบเห็นบ้างแล้ว  ยังเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ของคนหลายกลุ่ม หลายวัย
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภาพ "ท่าพระจันทร์" ที่ผมเห็นในวันนี้ อดคิดไม่ได้ว่าถ้ากลับมาเยือนอีกครั้ง จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่ แต่เท่าที่รู้ขณะนี้อยู่ในช่วงที่ชาวบ้านกำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วมมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่มั่นใจว่า "ท่าพระจันทร์" ยังคงคึกคักอยู่เสมอ ทั้งผู้คนสัญจรผ่านไปมา สินค้า แผงลอย ข้าวของต่างๆ ที่พ่อค้าแม่ค้าหมุนเวียนกันเข้ามาค้าขายในบริเวณนี้เป็นประจำ ทั้งในตรอก ซอก ซอย ที่ยังคงมีร้านอาหารมากมายหลายชนิด เหมาะสำหรับคนช่างกินช่างสรรหาของอร่อย
          ด้วยเหตุนี้ ดูเหมือนว่า "ท่าพระจันทร์" จะเป็นแหล่งผสมผสานระหว่างอดีตกับปัจจุบันที่มาบรรจบกันได้อย่างกลมกลืนเสียจริงๆ หากวันไหนใครรู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ผมเชื่อว่าการได้มาเดินทอดน่องหาของกินที่ถูกปาก ช็อปปิ้งของที่ถูกใจ เพื่อความผ่อนคลายในชีวิตประจำวัน  "ลั่นล้า" ที่ "ท่าพระจันทร์" รับรองไม่ผิดหวัง...!!!
                                                      นวย  เมืองธน
*********************************************************

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มนต์เสน่ห์"ลำน้ำแม่กลอง"แหล่งอาหารสำคัญชาวบ้าน

        "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงที่ผมมีโอกาสแวะเวียนผ่านไปที่ตำบลท้ายหาด อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม และก็พักแรมที่รีสอร์ท แห่งหนึ่งริมแม่น้ำแม่กลอง (บ้านท้ายหาด) เห็นแม่น้ำสายนี้แล้ว บอกตามตรงว่าสบายใจอย่างบอกไม่ถูก อาจจะด้วยเหตุที่ว่า ผมเป็นคนชอบอยู่ใกล้ชิดแม่น้ำ ลำคลอง อยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายถึงว่าชอบน้ำท่วมน่ะ ยิ่งปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมในบ้านเราในหลายจังหวัดขณะนี้ บอกตามตรงว่าสงสารชาวบ้าน
       "แม่น้ำแม่กลอง" ถือเป็นแม่น้ำสำคัญสายหนึ่งในภาคตะวันตก เกิดจากแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อย ไหลมาบรรจบกันที่ตำบลบ้านแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านจังหวัดราชบุรี สมุทรสงคราม และไหลลงสู่ปากอ่าวไทยที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม มีความยาวประมาณ 132 กิโลเมตร พื้นที่รับน้ำที่ปากแม่น้ำแม่กลอง 30,106 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 30,837 ตร.กม. หรือ 19.45 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม บางส่วนของจ.สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร อุทัยธานี และ ตาก ปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 7,973 ล้าน ลบ.ม.
      ลุ่มน้ำแม่กลอง แบ่งออก เป็นลุ่มน้ำย่อย 14 ลุ่มน้ำย่อย ได้แก่ แม่น้ำแควใหญ่ (1,445 ตร.กม.) ห้วยแม่ละมุง (910 ตร.กม.) ห้วยแม่จัน (862 ตร.กม.) แม่น้ำแควใหญ่ตอนกลาง (3,380 ตร.กม.) แม่น้ำแควใหญ่ตอนล่าง (4,094 ตร.กม.) ห้วยขาแข้ง (2,320 ตร.กม.) ห้วยตะเพียน (2,627 ตร.กม.) แม่น้ำแควน้อยตอนบน (3,947 ตร.กม.) ห้วยเขย็ง (1,015 ตร.กม.) ห้วยแม่น้ำน้อย (947 ตร.กม.) ห้วยบ้องตี้ (477 ตร.กม.) แม่น้ำแควน้อยตอนกลาง (2,042 ตร.กม.) ลำภาชี (2,453 ตร.กม.) ทุ่งราบแม่น้ำแม่กลอง (4,318 ตร.กม.)
       นอกจากนี้ มนต์เสน่ห์ ของ"แม่น้ำแม่กลอง" ทั้งสองฝั่งแม่กลอง ยังสามารถล่องเรือชมทิวทัศน์ โดยนักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือล่องชมวิวทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ได้อย่างจำเริญใจ
เพราะตลอดสองฝั่งแม่น้ำจะเห็นบ้านเรือนคน และเรือปั้นหยา ซึ่งหาดูยากในปัจจุบัน
      แถมยังมีวัดต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ริมน้ำ เช่น วัดอัมพวัน  วัดบางแคใหญ่  วัดบางแคน้อย วัดภุมรินทร์กุฎีทอง หรือจะนั่งเรือเข้าไปในลำคลองเล็ก ๆ ผ่านสวนมะพร้าว สวนลิ้นจี่ บรรยากาศร่มรื่นและเป็นเส้นทางที่ยังไม่ค่อยมีผู้คนเข้าไปท่องเที่ยวมาก แต่เสียดายที่ผมยังไม่เคยได้สัมผัสชมธรรมชาติ สองฝั่งแม่กลอง ถ้ามีโอกาสคงไม่พลาดอย่างแน่นอน
       "แม่น้ำแม่กลอง" นอกจากจะเป็นแม่น้ำสายสำคัญของภาคตะวันตกของไทยแล้ว ยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ นานาชนิด ที่เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านจากอดีตจนถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ ที่แวะเวียนมาลิ้มชิมรสกันไม่ขาดสาย
      จนจังหวัดสมุทรสงคราม และททท. ก็เคยจัดงานกินกุ้งแม่น้ำแม่กลอง ขึ้นที่ ตลาดน้ำบางน้อย บริเวณริมเขื่อนวัดเกาะแก้ว ตำบลกระดังงา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ภายในงานมีกิจกรรมเกี่ยวกับกุ้งแม่น้ำและเมนูหลากหลายจากกุ้งแม่น้ำ อาทิ กุ้งเผา ต้มยำกุ้ง กุ้งทอดกระเทียม ห่อหมกกุ้ง
       ที่สำคัญ "เมนูกุ้งแม่น้ำ" ของจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเมนูนี้ เนื่องจากแม่น้ำแม่กลอง ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์และเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการ หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งผู้อาศัยริมฝั่งน้ำและสัตว์น้ำ 
      จึงทำให้มีกุ้งแม่น้ำอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก หน่วยงานที่ผมกล่าวมาข้างต้นจึงส่งเสริมให้สมุทรสงครามเป็นศูนย์กลางกุ้งแม่น้ำทาง ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวทราบถึงความอร่อยของกุ้งแม่น้ำแม่กลอง
        นอกจาก "แม่น้ำแม่กลอง" จะขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของกุ้งแม่น้ำแล้ว และปลาชนิดต่างๆมากมายแล้วนั้น "แม่น้ำแม่กลอง" ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของ "ปลากระเบนราหู" ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาตร์เป็นชื่อไทยว่า  Himantura  chaophraya  เป็นปลากระเบนน้ำจืดชนิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก  และที่สำคัญคือ  มีแหล่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก 
       สถิติโลกของปลากระเบนน้ำจืดตัวที่ใหญ่ที่สุด คือ 646 ปอนด์ หรือ 294 กิโลกรัม ความยาวเกือบ 5 เมตร และถูกจับได้ที่แม่น้ำแม่กลอง ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีการ  ร่ำลือถึงขนาดที่ว่าในแถบแม่น้ำแม่กลองว่ามีคนเคยพบเห็นสัตว์ประหลาด 
     รูปร่างคล้ายจานบินสีดำขนาดใหญ่เกือบ 3 เมตร ลอยอยู่เหนือลุ่มน้ำแม่กลอง ชาวบ้านบางคนมีความเชื่อว่าถ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ปรากฏตัวขึ้นมาจะก่อให้ เกิดเภทภัยและความหายนะแก่ผู้พบเห็น  แต่ทว่าสัตว์ประหลาดแท้ที่จริงแล้วก็คือ  "ปลากระเบนราหู" นั่นเอง
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมคงต้องฝากไว้ว่า การที่พบปลากระเบน ในแม่น้ำแม่กลอง นอกจากจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของแม่น้ำสายนี้ได้เป็นอย่างดี ในอนาคตหากไม่มีการอนุรักษ์ระบบนิเวศแม่น้ำแม่กลองให้มีคุณภาพที่ดีแล้ว เชื่อว่า ปลากระเบนแม่กลอง คงเป็นแค่ตำนาน เผลอๆแม้แต่กุ้งแม่น้ำในลำน้ำแม่กลอง ก็จะกลายเป็นตำนานเช่นกัน หากเราไม่ช่วยกันรักษาแม่น้ำสายนี้ให้คงธรรมชาติไว้อย่างยั่งยืนตลอดไป....!!!
                                                นวย  เมืองธน
*********************************************************

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน มรดกทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่า

      ตะลอนตามอำเภอใจ-ผมคงต้องบอกว่าการเดินทางไปยังที่ต่างๆ กับ "ชีวิตของผม" เป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวเนื่องกันมาโดยตลอด ตั้งแต่จำความได้ ผมมีโอกาสไปตามสถานที่ต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นจังหวัดทางภาคตะวันออกและภาคอีสาน เมื่อผมโตขึ้น ก็มีโอกาสเดินทางไปตามแหล่งท่องเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ได้รับประสบการณ์ ได้รู้จักคน ได้ภูมิใจในความสวยงามของประเทศไทย
    "จังหวัดเพชรบุรี" เป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งภูเขา ทะเล น้ำตก แหล่งโบราณสถาน ส่วนตัวผมก็มีโอกาสเดินทางมาที่ "เมืองเพชรบุรี" นี้หลายครั้ง สมัยเด็กๆก็เคยนั่งรถบขส.มาเที่ยวทะเลที่ชะอำ หลายครั้งหลายครา
           ส่วนอาหารพื้นเมือง ของคนเมืองเพชรที่ขึ้นชื่อ คงจะหนีไม่พ้นขนมหม้อแกง ขนมหวานเลื่องชื่อ ข้าวยำ สมุนไพรตำรับเมืองเพชร ลูกตาล ผลไม้ประจำจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งทุกคนต่างชื่นชมในความอร่อยและภูมิปัญญาชาวบ้านที่รู้จักใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาประกอบอาหาร
      "พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี ที่ผมมีโอกาสมาเยือน ซึ่งเป็นพระราชวังสร้างในสมัยร.6 อยู่ที่ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
     "พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" เป็นพระตำหนักประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการก่อสร้างพระราชนิเวศน์ใหญ่ใน พ.ศ. 2466 โดยที่เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างและพระองค์ได้ทรงร่างแผนผังการก่อสร้างพระราชนิเวศน์ด้วยพระองค์เอง
      โดยพระองค์ได้ทรงเพิ่มพระตำหนักฝ่ายใน ทรงเลือกแบบพระราชนิเวศน์เป็นอาคารแบบไม้ชั้นเดียว หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องสี่เหลี่ยม ใต้ถุนสูงเทพื้นคอนกรีตตลอด โดยที่พระตำหนักต่างๆ ได้แบ่งกระจายกันอยู่เป็นหลังๆ มีรูปทรงแบบเดียวกันหมด แต่ทุกหลังจะมีระเบียงและบันได ส่วนทางเดินจะมีลูกกรงและหลังคาเชื่อมติดต่อถึงกันตลอดเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเดินติดต่อกันระหว่างพระตำหนักต่างๆ ได้จัดวางห้องบรรทมอยู่กลางติดกับห้องแต่งพระองค์ มีห้องเสวยด้านหลัง มีสะพานทอดออกไปทางด้านขวามือเป็นส่วนของฝ่ายใน ด้านหน้ามีสะพานทอดยาวไปเป็นห้องทรงพระอักษรใกล้ชายหาด
     สถาปัตยกรรมพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรม เพื่อการพักตากอากาศ เมื่อครั้งที่วัสดุก่อสร้างในพื้นที่ยังหายาก กับทั้งระยะเวลาในการก่อสร้างที่จำกัด สถาปนิกและวิศวกรจึงเลือกใช้ระบบพิกัด ในการออกแบบ ทั้งทางราบและทางตั้ง โดยใช้แนวเสาระยะเป็นมาตรฐาน แต่ละช่วงเสาแบ่งผนังออกเป็นส่วนๆเกิดเป็นจังหวะตอบรับกับขนาดบานหน้าต่างและประตู ช่องระบายอากาศไม้ฉลุเหนือขอบประตู
        ตลอดจนฝ้าเพดานห้อง ใช้ชิ้นส่วนวัสดุก่อสร้างสำเร็จรูป แต่วางแผนผังห้องให้ยักเยื้องกัน มีรูปทรงหลังคาที่หลากหลาย ทำให้อาคารดูเรียบง่ายแต่ไม่น่าเบื่อ ทั้งยังมีความโปร่งเบา มีการประดับประดาแต่น้อยที่สุด ตอบรับกับความนิยมของยุคสมัย ที่เป็นรอยต่อระหว่างสถาปัตยกรรมวิคตอเรียน กับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
     นอกจากนี้ การออกแบบยังได้ผสานแนวคิดในการแก้ไขปัญหาทางสภาพภูมิประเทศ เช่น สภาพดินที่มีความเค็ม ดินทราย ดินดาน และลมทะเล รวมถึงพืชพันธุ์ที่มีความเหมาะสมและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศริมทะเลได้ดี นอกจากนี้ยังได้คำนึงถึงการออกแบบที่สนองกับสถาปัตยกรรมและบรรยากาศโดยรวม
    พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ประกอบด้วย พระที่นั่งสามองค์ คือ พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ พระที่นั่งสมุทรพิมาน และ พระที่นั่งพิศาลสาคร มีรายละเอียด ดังนี้
     พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ สร้างเพื่อเป็นที่ประชุมและจัดงานสโมสรต่างๆ รวมถึงการแสดงละคร ซึ่งพระองค์โปรดอย่างยิ่ง ลักษณะเป็นอาคารไม้สองชั้น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้นล่างเป็นโถงโล่ง ชั้นบนด้านทิศใต้ มีระเบียงเป็นที่ประทับ เวลาเสด็จออก และมีระเบียบรอบ ปล่อยส่วนกลางโล่ง หลังระเบียงที่ประทับ มีห้องซึ่งปัจจุบันจัดแสดงเรื่องราว และสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมา และการบูรณะพระราชนิเวศน์แห่งนี้ไว้อย่างน่าชม
     พระที่นั่งสมุทรพิมาน มีทางเดินเชื่อมต่อจากพระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ลงมาทางใต้ พระที่นังองค์นี้ เคยเป็นที่ประทับในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ อาคารด้านหน้า ประกอบด้วย ห้องสรง ห้องพระบรรทม และห้องทรงพระอักษร ซึ่งมีการจัดวางสิ่งของเครื่องใช้ และเครื่องเรือน ส่วนพระองค์ให้ชม อาคารส่วนกลางเป็นห้องโล่งกว้าง มีเพียงลูกกรงกั้นโดยรอบ ลักษณะคล้ายศาลา เป็นที่ซึ่งพระองค์โปรดประทับในเวลากลางวัน ปัจจุบันจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชา ประดิษฐานพระบรมรูป ให้คนทั่วไปได้สักการะ
    อาคารด้านหลังปีกทางทิศใต้ เคยเป็นที่ประทับของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในการเสด็จประทับครั้งที่ 2 จากด้านหน้าของพระที่นั่งองค์นี้ มีทางเดินทอดยาวไปจดชายหาด พร้อมทั้งมีพลับพลาสำหรับเปลี่ยนเครื่องทรง เมื่อเสด็จลงสรงน้ำทะเลด้วย
       พระที่นั่งพิศาลสาคร อยู่ถัดจากพระที่นั่งสมุทรพิมาน ไปทางทิศใต้ เคยเป็นที่ประทับของพระนางอินทรศักดิ์ศจี ในการเสด็จมาประทับครั้งแรก และเป็นกลุ่มอาคารสำหรับฝ่ายใน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และเป็นเอกเทศจากส่วนที่ประทับ มีบันไดขึ้นลงชายหาดและพลับพลาริมทะเล ซึ่งทอดขนานไปกับพระที่นั่งสมุทรพิมาน ซึ่งเป็นส่วนของฝ่ายหน้า
    ที่สำคัญสิ่งที่นักท่องเที่ยวควรรู้เมื่อมา "พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" การแต่งการของผู้เข้าชมต้องเป็นชุดคลุมเข่า สำหรับผู้หญิงถ้าใส่กางเกงขาสั้นมา ที่นี่ก็มีผ้านุ่งให้สวมทับ ร่มจะต้องฝากไว้ด้านล่าง รองเท้าจะต้องเอาใส่ในถุงผ้าที่พระราชนิเวศน์จัดเตรียมไว้ แล้วต้องถือติดตัวไว้ด้วย
        ท้ายสุดนี้ผมคงต้องบอกว่าหากใครผ่านมาเยือน "เมืองเพชรบุรี" แห่งนี้ ก็อย่าพลาดที่จะมาชม "พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" อันสถานที่ซึ่งเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันล้ำค่า ท่ามกลางธรรมชาติของพรรณไม้ร่มรื่นและหาดทรายขาวสะอาดตา ผสานเสียงเกลียวคลื่นดังกระทบฝั่งอยู่เป็นระยะๆ นับเป็นบรรยากาศที่สงบและรื่นรมย์ ดุจดังแต่กาลก่อน...ครับ
                                                 นวย เมืองธน
**********************************************************







วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"วัดถ้ำตับเตา" อิ่มบุญตำนาน"นเรศวร"

       "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วงหนึ่งของการแวะเวียนไปเยือนที่ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจาก "ไชยปราการ" จะมีชื่อเสียง เรื่องดอกทิวลิป ซึ่งถือเป็นดอกไม้สีสันสดสวย กับอากาศที่หนาวเย็นเมื่อฤดูหนาวมาถึง ในปีหนึ่งจะได้เห็นกันก็เฉพาะในช่วงหน้าหนาว "งานดอกทิวลิปบาน" ที่อำเภอไชยปราการ จะจัดขึ้นในระหว่างปลายเดือนธันวาคม ถึงต้นเดือน มกราคมของทุกปี ช่วงงานดอกทิวลิปบาน ที่ผ่านมา บริเวณงานอยู่ที่ บ้านผาแดง หมู่ 6 ตำบลหนองบัว  อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ งานมีเพียง 5 วันเท่านั้น เพราะช้ากว่านี้ดอกทิวลิปอาจจะเหี่ยว สำหรับงานดอกทิวลิปบาน ที่อำเภอไชยปราการนี้ มีการจัดงานทุกปี แต่เวลาอาจไม่พร้อมกัน เนื่องจากต้องรอความพร้อมของสภาพดอกทิวลิปว่าจะพร้อมอวดโฉมเมื่อใด เพราะดอกทิวลิป ออกครั้งหนึ่งความงามก็อยู่ได้นิดเดียวเดียวเท่านั้นเอง
         "อำเภอไชยปราการ" ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีปรากฎว่า  พระเจ้าพรหมกุมารได้มาตั้งเมืองไชยปราการ (ทางด้านทิศตะวันออกของลำน้ำฝาง)  เมื่อ พ.ศ.1661  และเมืองไชยปราการนี้เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาไทยมาสมัยหนึ่ง ต่อมาอารยธรรมแถบนี้ เริ่มคลายตัวลงประมาณ 1839  เมื่อพญามังรายได้ย้ายศูนย์กลางจากเมืองเชียงราย ไปทางทิศใต้ และสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงขึ้นใหม่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง
         "เมืองไชยปราการ" เป็นเมืองที่แฝงไว้ด้วยความงดงามอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติมากมายและยังเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีผลิตผลทางด้านเกษตรกรรมที่เชิดหน้าชูตาหลากหลาย ได้แก่   ลิ้นจี่กระเทียม โคนม ฯลฯ  ดังนั้น  กระทรวงมหาดไทยจึงได้เห็นความสำคัญในข้อนี้   อีกทั้งเห็นว่าสภาพท้องที่โดยทั่วไปเชื่อว่าจะมีความเจริญมากขึ้น และจะสามารถขยายตัวยิ่งขึ้นต่อไปในภายหน้า  เพื่อประโยชน์ในด้านการปกครอง และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน   จึงได้ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอไชยปราการ  โดยแยกมาจากอำเภอฝาง  ตั้งแต่วันที่  1  มกราคม  2531  ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย   ลงวันที่  25  ธันวาคม  2530  และยกฐานะเป็นอำเภอไชยปราการ  เมื่อวันที่  4  กรกฎาคม  2537
       "วัดถ้ำตับเตา" ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ถือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทางพุทธศาสนาสำคัญแห่งหนึ่งของชาวอำเภอไชยปราการ ซึ่งผมมีโอกาสมาสักการะพระเจ้าตนหลวงและพระนอน หรือ พระพุทธรูปไสยาสน์องค์ใหญ่ ขนาดความยาวไม่น้อยกว่า 9 เมตร สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูนพอกด้วยยางไม้ลงรักปิดทองในแบบศิลปะอยุธยา สัณนิฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ คราวที่พระองค์ยกกองทัพหน้าเพื่อจะเข้าตีพม่า และตีเมืองตองอู ประมาณปี พ.ศ.2135  และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกกองทัพหลวงไปทางเชียงดาวเข้าพักที่เมืองหาง ขณะนั้นเป็นเมืองในราชอาณาจักรไทย
      "วัดถ้ำตับเตา" เป็นวัดร้างมาหลายครั้ง เนื่องจากเกิดภัยสงคราม จนกระทั่งมาถึงยุครัตนโกสินทร์ ตอนต้น จึงได้มีการบูรณะสร้างใหม่ขึ้นอีกครั้งในสมัยเจ้าหลวงมหาวงศ์ เจ้าหลวงเมืองฝาง คนที่ 2 ยุคเมืองฝางครั้งล่าสุดนี้ประมาณปี พ.ศ.2434-2435 ก่อนที่เจ้าหลวงมหาวงศ์ จะสั่งให้บูรณปฏิสังขรณ์สร้าง "วัดถ้ำตับเตา" ขึ้น
         ฝรั่งชาวนอรเวย์ คนหนึ่งได้มาสำรวจธรรมชาติในล้านนาไทย และเข้ามาพักที่เมืองฝาง สมัยเจ้าหลวงสุริโยยศ ได้บันทึกถึงความสำคัญของสถานที่นี้ไว้ว่า "ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนามากกว่าร้อยปีขึ้นไป มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นพระนอน ก่อด้วยอิฐโบกปูนทาด้วยยางไม้และปิดทองชำรุดทรุดโทรมมาก ยางไม้และทองหลุดร่อนลง"
          ในอดีต "วัดถ้ำตับเตา" นอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญของพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นสถานที่ซึ่งเวลาเจ้าเมืองเดินทางมาปกครองที่เมืองฝาง หรือเดินทางไปราชการยังเมืองเชียงใหม่ ต้องเดินทางผ่านมาเส้นทางนี้ และต้องหยุดพักสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำอยู่เสมอ แต่สำหรับผมแล้วการได้มาที่วัดแห่งนี้มันทำให้จิตใจอิ่มบุญพอสมควร
        "วัดถ้ำตับเตา" มีพื้นที่โดยรวมกว่า 100 ไร่  มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่งอยู่ในวัด  ลักษณะของ "ถ้ำตับเตา" แบ่งเป็นส่วนๆ คือ "ถ้ำแจ้ง" เป็นห้องโถงถ้ำกว้างใหญ่ที่ประดิษฐานพระไสยาสน์ พระเจ้าตนหลวง สถูปเจดีย์ และพระพุทธรูปไม้แกะสลัก พระหินแกะสลัก มีโพรงลอดไปยังถ้ำขนาดเล็ก ที่เรียกว่า "ถ้ำแม่ครัว" อยู่ติดไปทางทิศตะวันออกติดกัน
        ส่วน "ถ้ำมืด" อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตก มีลานหินแคบๆ เป็นทางเดินจากหน้า "ถ้ำแจ้ง" ไปยัง "ถ้ำมืด" ได้ "ถ้ำมืด" มีลักษณะเป็นโพรงซอนลึกเข้าไปในภูเขา ภายในมีหินงอก หินย้อยสองข้างทางสวยงามมาก และมีความลึกเข้าไปประมาณ 500 เมตร ก้นถ้ำมีเจดีย์เปียก
       นอกจากนี้ "วัดถ้ำตับเตา" ในอดีตมีการเล่าต่อกันมาเป็นทอดๆว่า ได้พบงูประหลาดในถ้ำ ซึ่งนักวิชาการด้านงู ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นงูพันธุ์ใด ชาวบ้านจึงมีความเชื่อ ว่าเป็นลูกหลานของพญานาค ที่สำคัญวภายในวัดฯ ยังร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ อายุราวกว่า 100 ปี ที่ปลูกอยู่บนเนื้อที่ของตัววัดฯโดยรอบและยังรวมถึงลำธารที่ไหลผ่านกลางวัด สร้างความร่มรื่นเย็นสบายให้แก่ผู้มาเยือนอีกด้วยครับ
        "ตะลอนตามอำเภอใจ " ในช่วงสุดท้ายนี้ ผมคงต้องแนะนำว่า หากใครมีโอกาสผ่านมาที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ถ้าพอมีเวลาก็ลองแวะมาท่องเที่ยวที่ "วัดถ้ำตับเตา" เพื่อสักการะ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาอันสำคัญของชาวอำเภอไชยปราการ ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่สมัยพระนเรศวรมหาราช หรือจะเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งในตำนาน"นเรศวร" ก็ว่าได้เพราะมีการเล่าขานสืบต่อกันมา เชื่อเหลือเกินว่าหากได้ที่ "วัดถ้ำตับเตา" แห่งนี้ นอกจากจะได้เปิดหูเปิดตากับสิ่งต่างๆมากมายภายในวัดแห่งนี้แล้ว ยังได้อิ่มบุญกลับบ้านอีกด้วย....!!!
                                                      นวย  เมืองธน
******************************************************