วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"ล่องแก่งน้ำว้า"ภารกิจอส.หนุนท่องเที่ยว

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ด้วยเหตุที่บริเวณที่ดินป่าน้ำว้าและป่าแม่จริม ป่าน้ำน่านฝั่งตะวันออกตอนใต้ และป่าห้วยสาลี่ ในท้องที่ต.น้ำพาง ต.น้ำปาย อ.แม่จริม และต.ไหล่น่าน ต.ส้านนาหนองใหม่ ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน ประกอบด้วย ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ ป่า ภูเขา ลำธาร และหน้าผาที่สวยงามยิ่ง
         ส่วนอุทยานแห่งชาติแม่จริม ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.แม่จริม อ.เวียงสา จ.น่าน ทิศเหนือ จดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1168 ต.น้ำพาง อ.แม่จริม จ.น่าน ทิศใต้ จดลำน้ำปี้ ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน ทิศตะวันออก จดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและต.น้ำพาง อ.แม่จริม จ.น่าน ทิศตะวันตก จดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1243 ต.ไหล่น่าน อ.เวียงสา จ.น่าน

ลักษณะภูมิประเทศ เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ความสูงจากระดับน้ำทะเล ต่ำสุด 300 เมตร และสูงสุด 1,652 เมตร พื้นที่มีความลาดชัน แหล่งน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคคือ "ลำน้ำว้า" ที่สำคัญจุดเด่นของอุทยานฯแม่จริม ยังถือว่ามีความสมบูรณ์ของทรัพยากรณ์ป่าไม้ เนื่องจากยังมีการพบเห็นสัตว์ป่าได้มาก อาทิ เลียงผา เสือ นกยูง หมี เก้ง และนกนานานานาชนิด
       ส่วนลักษณะเด่นของพื้นที่ทางธรรมชาติของอุทยานฯแม่จริม คือ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม สถานที่ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีที่น่าศึกษา และความงดงามทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น แถมนักท่องเที่ยวสามารถประกอบกิจกรรมการท่องเที่ยวได้หลายอย่างด้วยกัน อาทิ ปิคนิค ขับรถชมทัศนียภาพ เดินป่าศึกษาธรรมชาติทั่วไป ตั้งแคมป์พักแรม ขี่จักรยานตามเส้นทางธรรมชาติ พักผ่อนในบรรยากาศที่สงบ สามารถว่ายน้ำ อาบแดดและเที่ยวชมน้ำตกได้อีกด้วย

ที่สำคัญ "ลำน้ำว้า" ยังเป็นจุดเด่นสำหรับนักท่องเที่ยวที่สามารถล่องแก่งได้อย่างสนุกสนาน เพราะกิจกรรมล่องแก่งน้ำว้าจัดว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่ก็ว่าได้ และเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาถึงความสวยงามของสองฝั่งริมลำน้ำว้า การล่องแก่งก็มีระดับ 2-4 มีการเซฟตี้ความปลอดภัย ล่องได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และเป็นแก่งที่ล่องได้ตลอดปี
        ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อุทยานฯแม่จริม เพื่อดูภารกิจหน้าที่ของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) พื้นที่จ.น่าน โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจแก่ประชาชนจากการท่องเที่ยว (ล่องแก่งน้ำว้า) อ.แม่จริม จ.น่าน ถือได้ว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับรู้ถึงภาระกิจของอส.ในการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวแล้ว ยังได้สัมผัสธรรมชาติอันสวยงามของที่นี่อีกด้วย แม้อากาศจะไม่เป็นใจนักเนื่องจากมีฝนตกชุกอย่างต่อเนื่องก่อนที่ผมจะเดินทางมาถึงก็ตาม
           คุณทรงพล ใจกริ่ม เลขานุการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บอกว่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งอำเภอแม่จริมได้จัดอบรม สมาชิก อส. ในสังกัดกองร้อยอส.อ.แม่จริม ให้มีความรู้ในเรื่องของการเป็นมัคคุเทศก์บริการนักท่องเที่ยว การรับแจ้งเหตุ ตลอดจนบริการนักท่องเที่ยว โดยทำหน้าที่ผู้ควบคุมหัว-ท้ายของแพยาง เพื่อนำนักท่องเที่ยวล่องแก่งน้ำว้าชมธรรมชาติที่สวยงาม ชมความสมบูรณ์ของธรรมชาติทั้งน้ำตกและป่าไม้ นอกจากนั้นยังมีภารกิจด้านการตรวจการณ์ทรัพยากรธรรมชาติทางน้ำ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติด้วย
         "ปัจจุบันบทบาทหน้าที่ของสมาชิก อส. ได้มีการปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่น การบริการประชาชน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การรักษาความสงบเรียบร้อยร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ การแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งในด้านการป้องกันปราบปราม การบำบัดฟื้นฟูผู้เสพและผู้ติดยา การเฝ้าระวังการกลับมาและเอาชนะยาเสพติดอย่างยั่งยืน การจัดระเบียบสังคม การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ การปฏิบัติการทางจิตวิทยา ตามโครงการอส.สัมพันธ์ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว"
           คุณทินกร ชัยดี นายอำเภอแม่จริน จ.น่าน บอกว่า ในฐานะนายอำเภอ ผู้บังคับกองร้อยอส.อ.แม่จริม ส่วนหนึ่งก็มีหน้าที่ในการดูแลการส่งเสริมรายได้ของพี่น้องประชาชนในอ.แม่จริม และมีส่วนในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมล่องแก่งน้ำว้า จนเกิดการแพร่หลายอย่างกว้างขวาง และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว
       เนื่องจากการล่องแก่งน้ำว้าตอนล่าง ใช้เวลาระยะสั้นๆ ค่าใช้จ่ายน้อย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย เพราะมีระยะทางในการล่องแก่งเพียง 12 ก.ม. สมารถมาล่องแก่งที่นี่ได้ตลอดทั้งปี ยกเว้นช่วงที่มีน้ำหลาก จะไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวลงล่องแก่ง
           ปัจจุบันทางอุทยานฯมีเจ้าหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยวอยู่ รวมถึงภาคเอกชนก็มีการบริการนักท่องเที่ยวอยู่ บทบาทของสมาชิกอส. จึงถอยมาให้ความสนับสนุนเป็นเรื่องๆไป เช่น การดูแลความปลอดภัยในช่วงฤดูการท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวมากันมากมาย ก็จะมีการจัดกำลังอส.มาช่วยทางอุทยานฯดูแลนักท่องเที่ยว อาทิ นักท่องเที่ยวพลัดหลง ก็จะส่งอส.มาช่วยค้นหาและดูแลเรื่องของความปลอดภัยนักท่องเที่ยว
       คุณทินกร บอกด้วยว่า ภารกิจของอส.จำแนก เป็นภาระกิจหลัก คือมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยพนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจและทหาร ภาระกิจรองอส.มีหน้าที่ช่วยเหลือในหน่วยงานราชการ และช่วยเหลือประชาชนในหลายๆเรื่อง ส่วนการดูแลทรัพยากรณ์ธรรมชาติ อส.ก็เข้าไปมีส่วนช่วยเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองฯ ในการปราบปราม และฟื้นฟูทรัพยากรณ์ธรรมชาติ

         ส่วนอุปสรรคปัญหาของอส.ในอำเภอแม่จริม ค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีการทำงานในลักษณะบูรณาการกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะงานด้านการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ก็จะมีการบูรณาการด้านกำลังร่วมกันในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ จึงค่อนข้างไม่มีอุปสรรคในการทำงาน
         ท้ายสุดของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนี้ ผมคงต้องบอกว่า นอกจากเราจะได้รู้ถึงบทบาทหน้าที่ของสมาชิกอส.ในการร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร แล้ว อีกภาระกิจหนึ่งของอส.
          คือการปรับบทบาทให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการ "ล่องแก่งน้ำว้า" ที่อุทยานฯแม่จริม ถือเป็นภาระกิจหนึ่งที่ตอบสนองนักท่องเที่ยวที่ชอบความท้าทายและต้องการสัมผัสธรรมชาติของสองฝั่งริมลำน้ำว้าได้เป็นอย่างดี...!!!!
                                                                     นวย เมืองธน
******************************************************



วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราชนิเวศวิทยามนต์เสน่ห์โคราช

         ตะลอนตามอำเภอใจ- "นครราชสีมา" หรือ"โคราช" เปรียบเสมือนประตูสู่ภาคอีสาน อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 259 กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่บนดินแดนที่ราบสูง และอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรและและหลากหลายด้านการท่องเที่ยว อาทิ การเดินป่าศึกษา ธรรมชาติ การพักผ่อนหย่อนใจริมอ่างเก็บน้ำ ชื่นชมความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมขอมโบราณ เรียนรู้วัฒนธรรมพื้นบ้าน อิ่มอร่อยกับอาหารอีสานต้นตำรับ สินค้าเกษตรหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีให้เลือกอีกมากมาย

       "นครราชสีมา" เกิดจากการรวมชื่อเมืองโบราณสองเมือง คือ เมืองโคราชและเมืองเสมา ซึ่งอยู่ในเขตอ.โนนสูง "นครราชสีมา"เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณหลายแห่ง ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยที่มีการเผยแพร่ของวัฒนธรรมทวารวดีและวัฒนธรรมแบบขอม เข้ามาในดิน แดนแถบนี้ เคยมีฐานะเป็นเมือง "เจ้าพระยามหานคร" เฉกเช่น "นครศรีธรรมราช" ทางภาคใต้ มีอำนาจปกครองหัวเมืองน้อยใหญ่ในอีสานหลายแห่ง ปัจจุบัน "นครราชสีมา" ยังคงความสำคัญอย่างต่อเนื่องในฐานะที่เป็นเมืองศูนย์กลาง ทางด้านคมนาคม เศรษฐกิจของภาคอีสาน
        สำหรับจ.นครราชสีมา มีพื้นที่ประมาณ 20,494 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 26 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองนครราชสีมา ปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ ด่านขุนทด โนนไทย โนนสูง ขามสะแกแสง พิมาย คงโนนแดง ประทาย ชุมพวง บัวใหญ่ แก้งสนามนาง บ้านเหลื่อม จักราช ห้วยแถลง ปักธงชัย โชคชัย ครบุรี เสิงสาง หนองบุนนาก วังน้ำเขียว เฉลิมพระเกียรติ และอีก 6 กิ่งอำเภอ คือ กิ่งอำเภอเมืองยาง เทพารักษ์ ลำทะเมนชัย พระทองคำ บัวลายและสีดา

        "สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช" เป็นหน่วยงานภาคสนามในสังกัดกลุ่มงานวนวัฒนวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งอยู่ระหว่างเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง บ้านห้วยน้ำเค็ม ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา อยู่ทางด้านขวามือของทางหลวงหมายเลข 304 จากอ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา กับอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ระยะทางห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 280 กิโลเมตร เป็นอีกสถานที่แห่งหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

          สำหรับความเป็นมา "สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช" คุณบรรดิษฐ์ หงษ์ทอง หัวหน้าสถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช กรมป่าไม้ เล่าว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาของชาติมาเป็นระยะเวลานานและยังคงเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต การฟื้นฟูสภาพป่าโดยการปลูกสร้างสวนป่าก็เป็นวิธีการหนึ่งในการแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศไทยและได้ตกลงดำเนินการจัดตั้งโครงการวิจัยและฝึกอบรมการปลูกสร้างสวนป่าขึ้น

         สำหรับพื้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดพาเอากระแสความอบอุ่น และความชื้นเข้ามาทำให้เกิดฝนตกในช่วง เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม แต่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะทำให้อากาศหนาวเย็นและแห้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีห้วยน้ำเค็มและห้วยแปะที่น้ำไหลเฉพาะบางฤดู โดยไม่มีน้ำไหลในฤดูแล้ง นอกจากนี้ทำการรวบรวมข้อมูลดินฟ้าอากาศเป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2545-พ.ศ. 2551)

         เพื่อจัดทำไดอะแกรมของภูมิอากาศแบบ Walter’s diagram พบว่าในพื้นที่นี้มีช่วงที่มีฝนตกมากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อเดือนขึ้นไป ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม และช่วงที่มีฝนตกปานกลางซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่อยู่เหนือเส้นอุณหภูมิเฉลี่ยกับใต้เส้นปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 100 มิลลิเมตร โดยจะเริ่มจากกลางเดือนกุมภาพันธ์และปลายเดือนตุลาคม และช่วงแห้งแล้งอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม และเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

         ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช มีพื้นที่ที่เหมาะกับบรรยากาศการพักผ่อนแบบสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขาและสัมผัสกับบรรยากาศอันสดชื่นและ แสนอบอุ่นบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติ (Forest trail) ของนักอนุรักษ์ธรรมชาติ พร้อมทั้งยังได้ความรู้ควบคู่กับความเพลิดเพลิน เหมาะสำหรับการศึกษาและทัศนศึกษาหาความรู้ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา คณาจารย์และประชาชนจากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งโอโซนที่บริสุทธิ์เป็นอันดับ 7 ของโลก

          สถานที่พักแรม สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราชมีพื้นที่โล่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมเข้าค่ายพักแรมลูกเสือเนตรนารีและนิสิตนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่เกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ ทั้งที่เป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติดั้งเดิมและสวนป่าที่มนุษย์สร้างขึ้นในพื้นที่ที่ผ่านการทำเกษตรกรรม โดยสามารถรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ประมาณ 200 คน ซึ่งต้องนำเต็นท์มาเอง

         คุณธิติ วิสารัตน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานวนวัฒนวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ เล่าถึงผลการดำเนินงานของสถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ว่าขณะนี้สถานีประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ ไม้โตเร็ว ทั้งการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม และเทคนิคการขยายพันธุ์ไม้โตเร็ว

          โดยได้มีการปรับปรุงพันธ์ไม้ยูคาลิปตัส ยูโรฟิลล่า กระถินเทพา กระถินณรงค์ลูกผสม อะคาเซีย ออลาโคคาร์ป้า และอะคาเซีย คราสสิคาร์ป้า ให้มีความเหมาะสมในการปลูกสร้างสวนป่า รวมถึงการวิจัยไม้โตเร็วเพื่อพลังงาน โดยการคัดเลือกชนิดไม้โตเร็ว ระยะปลูกที่เหมาะสม และระยะเวลาของรอบตัดฟันที่จะตัดขายเพื่อให้ได้กำไร
          นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จในการศึกษาเพื่อใช้เป็นต้นแบบสำหรับการฟื้นฟูป่า เสื่อมโทรม ในการพัฒนาพื้นที่ทุ่งหญ้าคา และหญ้าพง โดยอาศัยพันธุ์ไม้ตระกูลถั่วทั้งที่เป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นและต่างถิ่นเป็น พันธุ์ไม้เบิกนำ ทำให้พื้นป่าที่เสื่อมโทรมค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็นป่าดิบแล้ง ซึ่งเป็นป่าดั้งเดิมของพื้นที่นี้ โดยดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525-2536 เป็นพื้นที่ 8,300 ไร่ และในขณะเดียวกันก็ทำการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสวนป่า

        โดยพิจารณาถึงการทดแทนหรือการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของพันธุ์ไม้ดั้งเดิมใน สวนป่าไม้โตเร็ว และหากพื้นที่ใดที่ห่างไกลจากแหล่งแม่ไม้ธรรมชาติก็จำเป็นต้องมีการปลูก เสริมไม้ดั้งเดิมในสวนป่าพร้อมกันก็ทำการขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่าภูหลวงเพื่อ มุ่งหวังที่จะเพิ่มความหลากหลายในสวนป่าควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการวิจัยการเปลี่ยนแปลงสวนป่าเชิงเดี่ยวโดยใช้พันธุ์ไม้ที่มี ความสำคัญทางนิเวศวิทยา เพื่อทราบถึงความเป็นไปได้ของการทดแทนตามธรรมชาติในปัจจุบันและอนาคต
         สำหรับสถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา เกิดขึ้นจากกรมป่าไม้ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น พิจารณาเลือกพื้นที่ดำเนินการของโครงการในบริเวณพื้นที่ป่าสะแกราช ซึ่งสภาพป่าดั้งเดิมเป็นป่าดิบแล้งและป่าเต็งรังในบางส่วน มีพื้นที่ประมาณ 7,758 เฮกแตร์ หรือประมาณ 46,620 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ดั้งเดิมของป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง ซึ่งทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทยร่วมกับสภาวิจัยแห่ง ชาติ ได้ขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้เพื่อการศึกษาวิจัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา

          ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะพัฒนาหรือยกระดับเทคนิคในการปลูกสร้างสวนป่า โดยคำนึงถึงสภาวะทางด้านเศรษฐกิจ แรงงานในท้องถิ่น การใช้เครื่องจักรกล ประกอบการดำเนินการเพื่อศึกษาหามาตรการ วิธีการที่เหมาะสมในการป้องกันไฟและลมในพื้นที่ปลูกสร้างสวนป่า ตลอดจนการจัดตั้งแปลงปลูกสร้างสวนป่าทดลองและแปลงปลูกป่าสาธิต เพื่อนำผลที่ได้รับมาใช้เป็นแนวทางในการแนะนำชนิดไม้ต่างถิ่นและไม้ท้องถิ่นที่เหมาะสมและสมควรจะนำไปใช้ปลูกสร้างสวนป่าในท้องที่ต่างๆ ต่อไป
        ท้ายสุดของพื้นที่ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนี้ ผมคงต้องบอกว่า "สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช" นอกจากจะประสบความสำเร็จในการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ไม้โตเร็ว และการสร้างสวนป่าด้วยการใช้พันธุ์ไม้ที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยา ให้สามารถทดแทนป่าไม้ตามธรรมชาติที่สูญเสียไปจากอดีตจนถึงปัจจุบันและก้าวสู่อนาคตแล้ว

        "สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช" ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่มีพื้นที่เหมาะกับการพักผ่อนแบบสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขาและสัมผัสกับบรรยากาศอันสดชื่น ที่สำคัญยังมียอดอาหารจากสวนป่า หลากหลายอย่าง โดยเฉพาะเห็ดระโงก และเห็ดหมาก แถมป่าสะแกราช ยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด เช่น หมูป่า และไก่ป่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์และถือเป็น "มนต์เสน่ห์" อีกแห่งหนึ่งของ "เมืองโคราช"...!!!

                                                                นวย เมืองธน

**************************************************