วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"บุตดา บุญโกมล" วิทยากรศูนย์ฝึกอาชีพจตุจักร เรียนตัดผมไม่ยาก ถ้าตั้งใจจริง

             ากจำกัดความ "ช่างตัดผม" แบบสั้นๆ กระชับๆ ก็คงหมายถึงคนที่มีอาชีพหลักในการตัด แต่ง เตรียม ทรงผมของผู้ชายและผู้หญิง และสถานที่ทำงานของช่างตัดผมทั่วไปก็คือร้านทำผม หรือร้านตัดผมนั่นเอง
             แน่นอนว่าผมหยิบยกเรื่องราวของ "ช่างตัดผม" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมาพูดคุยกับ "อาจารย์บุตดา บุญโกมล" วิทยากรสอนตัดผมชายของศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร ที่คว้ารางวัลจากเวทีการแข่งขันประกวดตัดผมชาย โดยวิทยากรจากศูนย์ฝึกอาชีพเขตต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ถึงเรื่องราวต่างๆ ของท่านและการตัดผมชาย ซึ่ง "อาจารย์บุตดา" เล่าว่า ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้หลายสิบปี ก่อนที่ตนเองจะเป็นวิทยากรสอนตัดผมชายของกรุงเทพมหานคร เคยเป็นช่าง

ตัดผมชายมานานมากกว่า 30 ปี จนกระทั่งมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำงานใน กทม.มาให้ตัดผม และเห็นว่าตนเองตัดผมฝีมือดี จึงชักชวนให้มาเป็นอาจารย์สอนตัดผมชาย ที่ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหาคร ซึ่งตอนนั้นในปี 2539 ก็ได้ไปสอนที่โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ม้วน บำรุงศิลป์ ลาดพร้าว 71) ซึ่งเป็นรุ่นแรก สอนได้ประมาณ 6 ปี หลังจากนั้นปี 2546 จึงได้มาสอนที่ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร จนถึงปัจจุบัน
"อาจารย์บุตดา" เล่าอีกว่า ประมาณปี 2516 ในยุคที่ตนเองเป็นช่างตัดผม ค่าตัดผมหัวละ 10 บาท ทรงผมชายที่นิยมตัดกันมาก ก็เป็นรองทรง รองหวี นักเรียน และทรงอเมริกัน สำหรับทรงอเมริกันถือเป็นทรงที่ตัดยากในขณะนั้น เพราะข้างบนศีรษะจะต้องตัดผมให้เรียบเหมือนลานบิน สมัยนั้นตนเองชอบตัดรองทรงให้ลูกค้ามากที่สุด และตอนเรียนตัดผมจบมาใหม่ๆ ได้ไปอยู่ร้านตัดผมที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งเป็นร้านใหญ่ ปรากฏว่าไม่สามารถตัดผมทรงอเมริกันได้ เพราะเป็นอะไรที่ยากมากขณะนั้น ทางร้านจึงให้มาประจำอยู่ร้านเล็กๆ แทน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์การตัดผมที่ตนเองจำได้ดีทีเดียว
            "อาจารย์บุตดา" บอกว่า หลังจากที่ผันตัวเองจากช่างตัดผมมาเป็นอาจารย์สอนตัดผม ก็นำวิชาความรู้จากประสบการณ์จริงที่สั่งสมมานาน มาถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียน คือสอนให้ผู้ที่มาเรียนสามารถตัดผมทรงต่างๆ ได้ และต่อยอดพัฒนาวิชาชีพในขั้นที่สูงขึ้นต่อไปได้ ซึ่งการที่จะเป็นช่างตัดผมนั้น จะต้องขยันเรียนรู้ มีประสบการณ์ และมีฝีมือในการตัดผม เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจะทำให้เกิดประสบการณ์และเก่งในที่สุด ซึ่งการเรียนตัดผมไม่มีอะไรยาก ถ้าเราตั้งใจจริง โดยเฉพาะการได้เรียนรู้พื้นฐานการตัดผม การใช้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ตัดผมด้วย ซึ่งการเรียนพื้นฐานถือว่าจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นช่างตัดผมในอนาคต
    "ในฐานะที่ตนเป็นวิทยากรและอาจารย์สอนตัดผมชาย ทุกครั้งที่ทราบข่าวว่าลูกศิษย์ที่เคยเรียนกับตนไปเปิดร้านตัดผมบ้าง ไปเป็นช่างตัดผมตามที่ต่างๆ บ้าง บางคนก็ต่อยอดไปเป็นอาจารย์สอนตัดผมก็มี จึงรู้สึกดีใจกับการที่นักเรียนได้นำวิชาชีพที่เรียนไปต่อยอดสร้างงานสร้างเงินได้" อาจารย์บุตดา กล่าว
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ส่วนมุมมองระหว่างร้านตัดผมสมัยใหม่กับร้านตัดผมสมัยเก่า "อาจารย์บุตดา" มองว่าก็คล้ายกัน เพราะเป็นการพลิกแพลงต่อยอดในการตัดผม ซึ่งการตัดผมบางครั้งช่างก็ไม่ได้ออกแบบทรงผมเอง เราต้องตามใจลูกค้าในการตัดแต่งทรงผม กลายเป็นแบบทรงผมเฉพาะลูกค้าคนนั้นๆ เหมือนกัน แม้ช่างตัดผมจะมองว่าทรงผมนี้สวย แต่ลูกค้าอาจมองว่าไม่สวย ช่างก็ต้องตามใจลูกค้า ซึ่งไม่ว่าการตัดผมจะพิสดารแค่ไหน ช่างตัดผมใหม่ๆ จะต้องเรียนรู้ทรงพื้นฐานต่างๆ เพื่อต่อยอดในการตัดแต่งออกแบบทรงผมต่างๆ ต่อไป... !!!
                                                            นายตะลอน

(ปล.ขอขอบคุณภาพจากนักเรียนแผนกตัดผมชายรุ่น 2/61 ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร)

วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ศูนย์ฝึกอาชีพฯจตุจักรตัดผม สู่รอยยิ้มน้องๆบ้านราชาวดี (ชาย)

 
        การแต่งกายรวมถึงทรงผมในสมัยโบราณที่ผ่านมา "ทรงผม" อาจจะไม่เป็นแฟชั่นมากนักเพราะทรงผมในแต่ละภาคของประเทศไทยผู้คนก็มีทรงผมที่แตกต่างกันออกไป ต่อมาในช่วงปีพ.ศ.2513 ถือเป็นช่วงหนึ่งที่แฟชั่นทรงผมจากประเทศตะวันตกเข้ามามีบทบาทในไทยค่อนข้างมาก เพราะเป็นยุคที่อิทธิพลด้านต่างๆจากชาติตะวันตกเข้ามาไทยอย่างมากมายโดยเฉพาะด้านแฟชั่นการแต่งกายและทรงผม ซึ่งช่างตัดผมมีความรู้มากขึ้น ผู้ชายไทยก็มีการตัดผมตามแบบนิยมของอเมริกา หรือทรงอเมริกัน และรองทรงสูงเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นกระแสแฟชั่น และมีวิวัฒนการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
              ผมหยิบยกเรื่องราวของ "ทรงผม" มาเกริ่นนำเพราะมีกิจกรรมดีๆที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ติดตามการออกหน่วยของศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร โดยอาจารย์ บุตดา บุญโกมล หรือที่ลูกศิษย์เรียกกันสั้นๆว่า "อาจารย์บุต" ได้นำนักเรียนแผนกตัดผมชายรุ่น 1/61 (เสาร์-อาทิตย์) กว่า 30 คน มาบริการตัดผมฟรีให้กับน้องๆด้อยโอกาสที่บ้านราชาวดี (ชาย) อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (29 ต.ค.2560) และ

 ทันทีย่างก้าวเข้ามาที่บ้านราชาวดี ภาพที่เห็นน้องๆมานั่งรอที่เก้าอี้ตัดผม ส่วนหนึ่งก็เข้าแถวรอตัดผมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนพี่ๆจากศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพฯ เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้ารีบจัดเตรียมอุปกรณ์ทำการตัดผมให้กับน้องๆอย่างไม่รอช้าเช่นกัน บรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มกันถ้วนหน้า น้องคนไหนตัดผมเสร็จแล้วพี่ๆจากศูนย์ฝึกฯก็แจกขนมที่เตรียมมาให้อีกด้วย
แน่นอนครับว่าพี่ๆจากศูนย์ฝึกอาชีพฯแม้จะเป็น "มือใหม่หัดตัด" ที่กำลังก้าวสู่มืออาชีพในอนาคตข้างหน้าก็ตาม แต่ทุกคนก็มีความตั้งใจในการทำหน้าที่ของตนเองเกินร้อยเปอร์เซ็นต์และงานออกมาดีมากทีเดียว โดยมี "อาจารย์บุต" และนักเรียนรุ่นพี่ศิษย์เก่าของอาจารย์ฯ เข้ามาดูแล แนะนำสั่งสอนอย่างใกล้ชิด ทำให้บรรยากาศในวันนั้นดูอบอุ่นทันตาเห็น เพราะมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ให้และผู้รับกันอย่างถ้วนหน้าทีเดียวครับ

ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ทรงผม" นอกจากจะบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังถือเป็นแฟชั่นที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะปัจจุบันที่แฟชั่นทรงผมของเกาหลีและญี่ปุ่นเข้ามามามีบทบาทในไทย รวมถึงทรงวินเทจย้อนยุคในฟากของยุโรป และอเมริกาก็กำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆจนฉุดไม่อยู่กลายเป็นกระแสแฟชั่นในไทยที่กำลังมาแรงจริงๆ ส่งผลให้อาชีพช่างตัดผมชาย หรือ "บาร์เบอร์" กลายเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจและถูกปลุกกระแสนิยมขึ้นมาในยุคปัจจุบันอีกด้วย...
                                                       "นายตะลอน"



(ปล.ขอขอบคุณภาพจากนักเรียนแผนกตัดผมชายรุ่น 1/61 ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร)


วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

พัฒนาผลิตเมี่ยงปลอดภัย สร้างเศรษฐกิจชุมชน

          ช่วงที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับฝ่ายจัดการความรู้และสื่อสารสังคม ร่วมกับฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมป่าต้นน้ำ และการอนุรักษ์ป่าชาอัสสัม หรือชาเมี่ยง ที่ปลูกแซมป่าในพื้นที่ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
            นอกจากผมจะได้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการเก็บใบชาอัสสัมแล้ว ยังมีโอกาสเยี่ยมชมสถานประกอบการ "สุรีย์ ใบชาหมัก (เมี่ยง)" ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ของ "แม่เลี้ยงปริก-สุรีย์ ยอดเมืองดี" โดยสกว.เข้ามาวิจัยและสนับสนุนโครงการ "การพัฒนากระบวนการผลิตเมี่ยงปลอดภัย" ซึ่งชาวบ้านเมื่อเก็บใบชาเสร็จในช่วงเช้าแล้วก็จะนำมาส่งให้สถานประกอบการแห่งนี้ เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เมี่ยงหมักรสชาติต่างๆ และชา ออกไปขายยังจังหวัดต่างๆทางภาคเหนือ รวมถึงส่งไปขายที่ลาวและพม่าด้วย
 

       "แม่เลี้ยงปริก-สุรีย์ ยอดเมืองดี" บอกว่าสกว.ได้แนะนำปรับปรุงการผลิตเมี่ยงและอีกหลายๆอย่างภายในโรงงานให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้นให้ดูดีและสะอาด ซึ่งสมัยก่อนไม่มีใครมาแนะนำเราก็ทำกันแบบพื้นบ้านธรรมดาๆ และอยากขอบคุณทางสกว.และอาจารย์หลายๆท่านที่มาแนะนำให้ความรู้ต่างๆในการพัฒนาโรงงานการทำเมี่ยงให้ดียิ่งขึ้น เมื่อก่อนการกินเมี่ยงก็ใส่เกลือธรรมดามีแต่คนแก่กินกัน แต่ตอนนี้มีการพัฒนาสินค้าด้วยการนำมาแปรรูปหลายๆอย่าง อาทิ เอายอดมาทำชา หรือเมี่ยงชาขึ้นมา เมี่ยงสามรส หรือเมี่ยงหวาน ซึ่งคนไทยที่อยู่ต่างประเทศอย่างไต้หวันก็มาซื้อเมี่ยงของเราไปกินด้วย
              "ดร.สายลม สัมพันธ์เวชโสภา"  อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่รับทุนจากสกว.และเป็นหัวหน้าคณะการทำวิจัยในประเด็น "การพัฒนากระบวนการผลิตเมี่ยงปลอดภัย" บอกว่าหลังจากที่เข้ามาแนะนำก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของโรงงานอย่างชัดเจน ตั้งแต่กระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานต่างจากเดิมที่พบเห็นมาก โครงสร้างอาคารที่เป็นสัดส่วน ห้องแปรรูปและผลิตเมี่ยงต่างจากเมื่อก่อนอย่างชัดเจน รวมถึงการพัฒนาหม้อ
ต้มเมี่ยงให้ได้มาตรฐานถูกหลักอนามัย และได้แนะนำบรรจุภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาเมี่ยงได้นานๆเวลาส่งไปขาย รวมถึงการออกแบบโลโก้ และตราสัญลักษณ์เพื่อส่งเสริมการขายอีกด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  เมี่ยง หรือชาอัสสัม ถือเป็นพืชที่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และรักษาป่าต้นน้ำ สกว. เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้สนับสนุนโครงการดังกล่าว เพื่ออนุรักษ์ และส่งเสริมเกษตรกรที่ผลิตเมี่ยงให้สามารถผลิตเมี่ยงปลอดภัย ป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในเมี่ยง และการพัฒนาเป็นชาเมี่ยงแทนการเคี้ยว ถือเป็นทางเลือกสำคัญที่ให้ผู้บริโภคหันมาสนใจบริโภค "ชาเมี่ยง" มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างภูมิปัญญา และวิถีวัฒนธรรมชุมชน มีความรักความเอื้ออาทร  ความสามัคคี เสียสละ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและผู้อื่น จึงเป็นการอัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชนและการปลูกชาเมี่ยง ด้วยโครงการ "การพัฒนากระบวนการผลิตเมี่ยงปลอดภัย"....
                                                                             "นายตะลอน"

วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

ชาเมี่ยงอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ สร้างรายได้คนท้องถิ่น


         ป็นยามเช้าที่ท้องฟ้าแจ่มใสระหว่างสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยที่ขึ้นปกคลุมเขียวขจี ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยระหว่างการเดินทางด้วยรถกระบะมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับฝ่ายจัดการความรู้และสื่อสารสังคม ร่วมกับฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมป่าต้นน้ำ และการอนุรักษ์ป่าชาอัสสัม หรือชาเมี่ยง ที่ปลูกแซมป่าในพื้นที่ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
ซึ่งฝ่ายเกษตรสกว.เล็งเห็นว่า "ชาอัสสัม" หรือชาวบ้านเรียกว่า "ชาเมี่ยง" เป็นพืชที่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และรักษาป่าต้นน้ำ จึงได้สนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวกับชาเมี่ยงมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบันได้สนับสนุนโครงการ "การพัฒนากระบวนการผลิตเมี่ยงปลอดภัย" เพื่ออนุรักษ์ และส่งเสริมเกษตรกรที่ผลิตเมี่ยงทั่วประเทศประมาณ 3,235 ครอบครัว
นอกจากนี้ การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลยั่งยืน ยังถือเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาล โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทุนของประเทศที่มีอยู่ ทั้งทุนทางสังคม ทุนทางเศรษฐกิจ และทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกับการพัฒนาเพื่อความสุขที่เกิดจาก ความสมดุล ความพอประมาณอย่างมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถพึ่งตนเองชุมชนสามารถบริหารจัดการใช้ประโยชน์จากทุนต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมีดุลยภาพ

           หลังจากเดินทางด้วยรถกระบะเข้ามาในบริเวณป่าต้นน้ำระยะหนึ่งจากนั้นผมจึงเดินเท้าพร้อมคณะที่มาด้วยกันเข้าไปที่บริเวณป่าชาเมี่ยงภาพที่เห็นชาวบ้านกำลังเก็บใบชาเมี่ยงอย่างขะมักเขม้น เพื่อแข่งกับเวลาที่กำลังหมุนเร็ว เนื่องจากชาวบ้านจะเก็บใบชาเมี่ยงกันในช่วงเช้าๆประมาณเที่ยงๆก็จะเลิกและนำใบชาเมี่ยงไปขายที่โรงงานรับซื้อในพื้นที่อ.แม่อาย
"ดร.สายลม สัมพันธ์เวชโสภา"  อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่รับทุนจากสกว.และเป็นหัวหน้าคณะการทำวิจัยในประเด็น "การพัฒนากระบวนการผลิตเมี่ยงปลอดภัย" เพื่ออนุรักษ์ และส่งเสริมเกษตรกรที่ผลิตเมี่ยง" และร่วมเดินทางมาด้วยบอกว่า ใบชาที่ชาวบ้านกำลังเก็บอยู่ คือ "ชาอัสสัม" ที่นำไปทำ "เมี่ยง" เป็นอาหารท้องถิ่นภาคเหนือนานกว่า 100 ปี "เมี่ยง" เป็นภาษาคำเมืองในภาคเหนือหมายถึง "ใบชาหมัก"  และหากจะนำไปทำ "ชา" ชาวบ้านก็จะเก็บยอดอ่อนๆ แต่ถ้านำไปทำ "เมี่ยง" ก็จะเก็บใบที่แก่ขึ้นนิดนึงไม่ถึงกับ

แก่มาก ซึ่งข้อดีของต้นชาอัสสัม คือไม่ต้องดูแล ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ปล่อยตามธรรมชาติ ต้นชาเหล่านี้ก็สามารถเจริญงอกงามอยู่ได้ ที่สำคัญชาวบ้านที่เก็บใบชาจะใช้ใบมีดโกรนทำเป็นแหวนใส่นิ้วเพื่อง่ายต่อการทำงาน แล้วตัดใบชาครึ่งใบ หรือเก็บแค่ครึ่งใบ ไม่เก็บทั้งใบเพื่อให้ต้นชาสามารถเจริญงอกงามอยู่ต่อไปได้ และวันหน้าจะได้มีใบชาไว้ให้เก็บอีก
"การเก็บใบชาจะเก็บในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม ชาวบ้านก็จะหยุดเก็บเพื่อให้ต้นชาหยุดพักพอเดือนพฤษาคมก็จะเริ่มเก็บใหม่โดยใบชาที่เก็บระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม จะเรียกว่าเมี่ยงหัวปลี เนื่องจากใบชาช่วงนี้จะอ่อนมาก ก็จะนำไปทำเมี่ยงฝาด" ดร.สายลม กล่าว
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ชาอัสสัม" นอกจากเป็นทรัพยากรธรรมชาติในการอนุรักษ์ดินป่าต้นน้ำยับยั้งการพังทลายของดินที่สำคัญของภาคเหนือแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ชาวบ้านในชุมชนมีงานทำ มีอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่สืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลานอีกด้วย...
                                             "นายตะลอน"
                                                                     
                                                                             

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

ศรีลานนาโมเดลท่องเที่ยวยั่งยืน อุทยานประชารัฐร่วมมือรักษาป่า

            นับเป็นเวลานานกว่า 35 ปีที่ภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ระดับโลกอย่าง "แรมโบ้ 4 นักรบพันธุ์เดือด"  ที่เริ่มฉายปี พ.ศ. 2551 ซึ่ง "ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน" แสดงนำและนั่งแท่นผู้กำกับการแสดงด้วย เชื่อว่าหลายคนที่ดูภาพยนต์เรื่องนี้แล้วคงต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "โคตรมัน" สำหรับ "คนคอหนังสงครามยิงถล่มกันสนั่นจอ" คงจะพอจำกันได้  ซึ่งส่วนใหญ่หนังเรื่องนี้ถ่ายทำในประเทศไทย บางฉากบางตอนก็ถ่ายทำที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อุทยานแห่งชาติศรีลานนา อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
           ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูภารกิจต่างๆของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ณ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และมีหลายๆเรื่องที่น่าสนใจ อย่างเช่น การฟื้นฟูป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชันในเขตอุทยานฯ จนนำไปสู่ "ศรีลานนาโมเดล" ต้นแบบสร้างป่าและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งเจ้าหน้าที่นำยุทธศาสตร์ด้านต่างๆบูรณาการลดความขัดแย้งกับชาวบ้านจนประสบความสำเร็จมาระดับหนึ่ง
"ดร.ทรงธรรม สุขสว่าง" ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่ชาติ 
บอกว่า การท่องเที่ยวในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อนาคตอุทยานฯอาจต้องควบคุมจำนวนเรือและแพพัก รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่ทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและอื่นๆให้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้น้ำต่างๆที่ไหลลงสู่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลที่มีตะกอนอันเกิดจากการทำลายป่าเหนือเขื่อนขึ้นไปก็ต้องมีการฟื้นฟูปลูกป่าให้มีต้นไม้มากรองตะกอนจนกลายเป็นป่าที่สมบูรณ์และเขื่อนแห่งนี้ก็จะยั่งยืนในอนาคต
        "ศรีลานนาถือเป็นอุทยานประชารัฐซึ่งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ได้มีการร่วมมือกันรักษาป่า ร่วมกันจัดการการท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความยั่งยืน และวันนี้สามารถเรียก "ศรีลานนาโมเดล" เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับที่อื่นได้เลย" ดร.ทรงธรรม กล่าว
 "เจตณรงค์ สมบูรณ์มา"  ผู้ประกอบการแพพักภูเขาลอยน้ำในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล บอกว่า
ทางแพพักมีระบบจัดการขยะและสิ่งปฏิกูล โดยนำขยะใส่ถุงแล้วเอาไปทิ้งบนฝั่ง และทำบ่อทิ้งน้ำเสีย มีท่อดักจับไขมัน  ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ขณะนี้ได้ใบอนุญาตจากกรมเจ้าท่าแล้ว หลังจากนี้ผู้ประกอบการแพทุกรายจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจะให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมไม่ให้เสื่อมโทรม โดยจะเน้นให้นักท่องเที่ยวช่วยกันรักษาความสะอาด ไม่ทิ้งเศษขยะมูลฝอยลงในแหล่งน้ำมีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็บระบบ
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์" หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา บอกว่าปัญหาการบุกรุกทำลายป่าไม้ เพื่อขยายพื้นที่ทำกินของชุมชนรุกล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่อุทยานฯ เป็นที่มาของปัญหาความขัดแย้งกับชาวบ้านเนื่องจากชาวบ้านไม่เข้าใจและไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหา ทางอุทยานฯ จึงปรับแนวทางการดำเนินงานใหม่ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้น ส่วนการกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่ากับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งทุกขั้นตอนจะทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานฯ กับตัวแทนของชุมชน จนชาวบ้านยอมรับและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงนำไปสู่การคืนผืนป่าจำนวนมาก...
                            "นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"แกงไก่กะลา"ตะเคียนเตี้ย สืบสานวัฒนธรรมการกินโบราณ

         อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แต่เดิมมีฐานะเป็นเมืองบางละมุง ตั้งอยู่ที่บ้านบางละมุง ตำบลบางละมุง จนถึงปี พ.ศ. 2444 ก็ได้ยุบเมืองบางละมุงเป็นอำเภอขึ้นต่อจังหวัดชลบุรี ในอดีตที่ว่าการอำเภอบางละมุงตั้งอยู่บริเวณริมคลองนกยาง และมีท่าน้ำเป็นที่คมนาคม ซึ่งจะมีเรือสินค้าต่างๆจะมาจอดเทียบท่าทำให้คึกคักอย่างมาก ต่อมา พ.ศ. 2496 ทางราชการได้อนุมัติเงินงบประมาณให้สร้างที่ว่าการอำเภอหลังใหม่บริเวณใกล้ๆ กับโรงเรียนบางละมุง และได้ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติราชการจนทุกวันนี้
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงเกริ่นถึงอำเภอบางละมุงเสียยาวเหยียด จริงๆแล้วไม่มีอะไรมากเพราะอยากจะเล่าถึงช่วงที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "บ้านตะเคียนเตี้ย" ชุมชนแห่งหนึ่งของอำเภอบางละมุง ซึ่งในอดีต "ชุมชนตะเคียนเตี้ย" ชาวบ้านมีอาชีพทำนาต่อมาน้ำไม่ค่อย
เพียงพอต่อการทำนา ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เลยหันมาทำสวนมะพร้าวแทน และถือเป็นอาชีพหลักของชาว
ตะเคียนเตี้ยที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวอีกด้วย
"มะพร้าว" ถือได้ว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์มากมายทีเดียว เนื่องจากเป็นพืชยืนต้น ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก ส่วนผลมะพร้าว ประกอบด้วยเปลือกนอก ใยมะพร้าว กะลามะพร้าว เนื้อมะพร้าว และภายมีน้ำมะพร้าว ซึ่งเนื้อมะพร้าวมีวิตามินต่างๆมากมายที่ช่วยในการเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงานสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายแถมยังเป็นแหล่งรวมธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ทำให้ไม่เป็นโรค
โลหิตจางอีกด้วย และเนื้อมะพร้าวอ่อนก็ยังนำมาทำขนมได้หลากหลายอย่าง อาทิ ข้าวเหนียวเปียกมะพร้าวอ่อน สาคูมะพร้าวอ่อน และขนมอื่นๆอีกมากมาย
นอกจากมะพร้าวจะนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารคาวหวานได้มากมายแล้ว ใครเลยจะคิดว่ากะลามะพร้าวอ่อนๆก็ยังสามารถนำมาเป็น
ส่วนประกอบอาหารรสจัดจ้าน อย่าง "แกงไก่กะลา" ได้อย่างอร่อยทีเดียว และถือเป็นเมนูเด็ดอาหารพื้นบ้านของชุมชนตะเคียนเตี้ยก็ว่าได้ และคนตะเคียนเตี้ยเองก็ทำอาหารเมนูเด็ดที่ว่านี้กินกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ และสืบต่อวัฒนธรรมการกินจากรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย จนถึงปัจจุบัน

        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาลิ้มรส "แกงไก่กะลา" ที่ร้านอาหารลูกเอก ตำบลตะเคียนเตี้ย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งแม่ครัวจะนำมะพร้าวอ่อนๆที่กะลายังไม่เเข็ง มาปอกเปลือก และนำมาเป็นส่วนประกอบของแกง หั่นชิ้นเล็กๆใส่พริกแกง  เนื้อไก่ ใบกระเพรา
และเครื่องปรุงอื่นๆ รสชาติบอกได้คำเดียวว่าสุดยอดคล้ายๆผัดกระเพราแต่มีน้ำให้ซด กะลาอ่อนเวลาเคี้ยวจะมันๆ อร่อยมาก ถือเป็นภูมิปัญาและวัฒนธรรมการกินพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณได้อย่างน่าชื่นชมจริงๆ...
        "นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นำร่อง "โรงเรียนวังไกลกังวล" โมเดลต้นแบบสหกรณ์เข้มแข็ง

              "รงเรียนวังไกลกังวล" อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นโมเดลต้นแบบโรงเรียนนำร่องร้านค้าสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ทางสถานีโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมพร้อมกันกว่า 30,000 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการปลูกจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสรับความรู้ ความเข้าใจ และเข้าถึงวิชาสหกรณ์ผ่านการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมฝึกสอนอาชีพแก่เด็กนักเรียน โดยเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี สอนให้รู้จักความพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
        และถือเป็นการเปิดประสบการณ์ของผมด้วยก็ว่าได้ที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชมการเรียนการสอนของโรงเรียนวังไกลกังวล โดยเฉพาะวิชาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการส่งเสริมการสอนแบ่งออกเป็นกิจกรรม การสอนวิชาสหกรณ์ในห้องเรียนให้กับเด็กนักเรียน การสอนวิชาสหกรณ์ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ในชั่วโมงชมรม และการกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในโรงเรียน


        ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังเยี่ยมชมการทำงานของคณะกรรมการร้านค้าสหกรณ์โรงเรียนวังไกลกังวล ซึ่งดำเนินงานโดยนักเรียนว่า อยากให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนและพัฒนาไปสู่การเป็นนักธุรกิจ เพราะเป็นการสอนให้รู้จักการค้าขายในทิศทางที่ถูกต้องและมีคุณธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพราะเป็นโรงเรียนที่เราอาศัยพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดคือเรื่องของคุณธรรมการอยู่ร่วมกันเป็นสิ่งที่มี
ประโยชน์ และหวังว่ากิจการสหกรณ์นี้จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนทั้งในเรื่องของการดูแลเพื่อนๆ สินค้าและการติดอาวุธทางปัญญาของนักเรียนในการพัฒนาตนเองโดยการใช้กลไกของสหกรณ์เข้ามาพัฒนานักเรียนในการเรียนรู้การทำธุรกิจเล็กๆ
"ขอชมเชยหลายๆเรื่องรวมถึงกลไกการคิดรวมกันของคณะกรรมการสหกรณ์ในการทำงานร่วมกัน เพราะกลไกสหกรณ์ถือเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานของพวกเรา คิดร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพวกเรา เพื่อสมาชิกจากสมาชิกและโดยสมาชิก สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นคือความตั้งใจ" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ โรงเรียนวังไกลกังวล ได้ดำเนินการร้านค้าสหกรณ์อย่างเป็นทางการ
เมื่อปีพ.ศ.2558 โดยทางศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 16 จังหวัดเพชรบุรี ได้เข้ามาจัดการร้านค้าในรูปแบบสหกรณ์ เพราะว่าร้านสหกรณ์แห่งนี้ได้เปิดขึ้นมาโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งให้ดำเนินการจัดตั้งร้านค้าสหกรณ์ให้ถูกต้อง กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาให้คำแนะนำในเรื่องของร้านค้าสหกรณ์ เริ่มแรกกรมฯ ได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งในการจัดนิทรรศการและทางศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี
การสหกรณ์ที่ 16 ฯ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง เข้ามาดูแลกิจการร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนวังไกลกังวลอย่างเต็มรูปแบบ...
             "นายตะลอน"