วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ศูนย์ฝึกอาชีพฯจตุจักรตัดผม สู่รอยยิ้มน้องๆบ้านราชาวดี (ชาย)

 
        การแต่งกายรวมถึงทรงผมในสมัยโบราณที่ผ่านมา "ทรงผม" อาจจะไม่เป็นแฟชั่นมากนักเพราะทรงผมในแต่ละภาคของประเทศไทยผู้คนก็มีทรงผมที่แตกต่างกันออกไป ต่อมาในช่วงปีพ.ศ.2513 ถือเป็นช่วงหนึ่งที่แฟชั่นทรงผมจากประเทศตะวันตกเข้ามามีบทบาทในไทยค่อนข้างมาก เพราะเป็นยุคที่อิทธิพลด้านต่างๆจากชาติตะวันตกเข้ามาไทยอย่างมากมายโดยเฉพาะด้านแฟชั่นการแต่งกายและทรงผม ซึ่งช่างตัดผมมีความรู้มากขึ้น ผู้ชายไทยก็มีการตัดผมตามแบบนิยมของอเมริกา หรือทรงอเมริกัน และรองทรงสูงเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นกระแสแฟชั่น และมีวิวัฒนการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
              ผมหยิบยกเรื่องราวของ "ทรงผม" มาเกริ่นนำเพราะมีกิจกรรมดีๆที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ติดตามการออกหน่วยของศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร โดยอาจารย์ บุตดา บุญโกมล หรือที่ลูกศิษย์เรียกกันสั้นๆว่า "อาจารย์บุต" ได้นำนักเรียนแผนกตัดผมชายรุ่น 1/61 (เสาร์-อาทิตย์) กว่า 30 คน มาบริการตัดผมฟรีให้กับน้องๆด้อยโอกาสที่บ้านราชาวดี (ชาย) อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (29 ต.ค.2560) และ

 ทันทีย่างก้าวเข้ามาที่บ้านราชาวดี ภาพที่เห็นน้องๆมานั่งรอที่เก้าอี้ตัดผม ส่วนหนึ่งก็เข้าแถวรอตัดผมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนพี่ๆจากศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพฯ เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้ารีบจัดเตรียมอุปกรณ์ทำการตัดผมให้กับน้องๆอย่างไม่รอช้าเช่นกัน บรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มกันถ้วนหน้า น้องคนไหนตัดผมเสร็จแล้วพี่ๆจากศูนย์ฝึกฯก็แจกขนมที่เตรียมมาให้อีกด้วย
แน่นอนครับว่าพี่ๆจากศูนย์ฝึกอาชีพฯแม้จะเป็น "มือใหม่หัดตัด" ที่กำลังก้าวสู่มืออาชีพในอนาคตข้างหน้าก็ตาม แต่ทุกคนก็มีความตั้งใจในการทำหน้าที่ของตนเองเกินร้อยเปอร์เซ็นต์และงานออกมาดีมากทีเดียว โดยมี "อาจารย์บุต" และนักเรียนรุ่นพี่ศิษย์เก่าของอาจารย์ฯ เข้ามาดูแล แนะนำสั่งสอนอย่างใกล้ชิด ทำให้บรรยากาศในวันนั้นดูอบอุ่นทันตาเห็น เพราะมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ให้และผู้รับกันอย่างถ้วนหน้าทีเดียวครับ

ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ทรงผม" นอกจากจะบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังถือเป็นแฟชั่นที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะปัจจุบันที่แฟชั่นทรงผมของเกาหลีและญี่ปุ่นเข้ามามามีบทบาทในไทย รวมถึงทรงวินเทจย้อนยุคในฟากของยุโรป และอเมริกาก็กำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆจนฉุดไม่อยู่กลายเป็นกระแสแฟชั่นในไทยที่กำลังมาแรงจริงๆ ส่งผลให้อาชีพช่างตัดผมชาย หรือ "บาร์เบอร์" กลายเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจและถูกปลุกกระแสนิยมขึ้นมาในยุคปัจจุบันอีกด้วย...
                                                       "นายตะลอน"



(ปล.ขอขอบคุณภาพจากนักเรียนแผนกตัดผมชายรุ่น 1/61 ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร)


วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

พัฒนาผลิตเมี่ยงปลอดภัย สร้างเศรษฐกิจชุมชน

          ช่วงที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับฝ่ายจัดการความรู้และสื่อสารสังคม ร่วมกับฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมป่าต้นน้ำ และการอนุรักษ์ป่าชาอัสสัม หรือชาเมี่ยง ที่ปลูกแซมป่าในพื้นที่ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
            นอกจากผมจะได้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการเก็บใบชาอัสสัมแล้ว ยังมีโอกาสเยี่ยมชมสถานประกอบการ "สุรีย์ ใบชาหมัก (เมี่ยง)" ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ของ "แม่เลี้ยงปริก-สุรีย์ ยอดเมืองดี" โดยสกว.เข้ามาวิจัยและสนับสนุนโครงการ "การพัฒนากระบวนการผลิตเมี่ยงปลอดภัย" ซึ่งชาวบ้านเมื่อเก็บใบชาเสร็จในช่วงเช้าแล้วก็จะนำมาส่งให้สถานประกอบการแห่งนี้ เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เมี่ยงหมักรสชาติต่างๆ และชา ออกไปขายยังจังหวัดต่างๆทางภาคเหนือ รวมถึงส่งไปขายที่ลาวและพม่าด้วย
 

       "แม่เลี้ยงปริก-สุรีย์ ยอดเมืองดี" บอกว่าสกว.ได้แนะนำปรับปรุงการผลิตเมี่ยงและอีกหลายๆอย่างภายในโรงงานให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้นให้ดูดีและสะอาด ซึ่งสมัยก่อนไม่มีใครมาแนะนำเราก็ทำกันแบบพื้นบ้านธรรมดาๆ และอยากขอบคุณทางสกว.และอาจารย์หลายๆท่านที่มาแนะนำให้ความรู้ต่างๆในการพัฒนาโรงงานการทำเมี่ยงให้ดียิ่งขึ้น เมื่อก่อนการกินเมี่ยงก็ใส่เกลือธรรมดามีแต่คนแก่กินกัน แต่ตอนนี้มีการพัฒนาสินค้าด้วยการนำมาแปรรูปหลายๆอย่าง อาทิ เอายอดมาทำชา หรือเมี่ยงชาขึ้นมา เมี่ยงสามรส หรือเมี่ยงหวาน ซึ่งคนไทยที่อยู่ต่างประเทศอย่างไต้หวันก็มาซื้อเมี่ยงของเราไปกินด้วย
              "ดร.สายลม สัมพันธ์เวชโสภา"  อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่รับทุนจากสกว.และเป็นหัวหน้าคณะการทำวิจัยในประเด็น "การพัฒนากระบวนการผลิตเมี่ยงปลอดภัย" บอกว่าหลังจากที่เข้ามาแนะนำก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของโรงงานอย่างชัดเจน ตั้งแต่กระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานต่างจากเดิมที่พบเห็นมาก โครงสร้างอาคารที่เป็นสัดส่วน ห้องแปรรูปและผลิตเมี่ยงต่างจากเมื่อก่อนอย่างชัดเจน รวมถึงการพัฒนาหม้อ
ต้มเมี่ยงให้ได้มาตรฐานถูกหลักอนามัย และได้แนะนำบรรจุภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาเมี่ยงได้นานๆเวลาส่งไปขาย รวมถึงการออกแบบโลโก้ และตราสัญลักษณ์เพื่อส่งเสริมการขายอีกด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  เมี่ยง หรือชาอัสสัม ถือเป็นพืชที่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และรักษาป่าต้นน้ำ สกว. เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้สนับสนุนโครงการดังกล่าว เพื่ออนุรักษ์ และส่งเสริมเกษตรกรที่ผลิตเมี่ยงให้สามารถผลิตเมี่ยงปลอดภัย ป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในเมี่ยง และการพัฒนาเป็นชาเมี่ยงแทนการเคี้ยว ถือเป็นทางเลือกสำคัญที่ให้ผู้บริโภคหันมาสนใจบริโภค "ชาเมี่ยง" มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างภูมิปัญญา และวิถีวัฒนธรรมชุมชน มีความรักความเอื้ออาทร  ความสามัคคี เสียสละ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและผู้อื่น จึงเป็นการอัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชนและการปลูกชาเมี่ยง ด้วยโครงการ "การพัฒนากระบวนการผลิตเมี่ยงปลอดภัย"....
                                                                             "นายตะลอน"

วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

ชาเมี่ยงอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ สร้างรายได้คนท้องถิ่น


         ป็นยามเช้าที่ท้องฟ้าแจ่มใสระหว่างสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยที่ขึ้นปกคลุมเขียวขจี ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยระหว่างการเดินทางด้วยรถกระบะมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับฝ่ายจัดการความรู้และสื่อสารสังคม ร่วมกับฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมป่าต้นน้ำ และการอนุรักษ์ป่าชาอัสสัม หรือชาเมี่ยง ที่ปลูกแซมป่าในพื้นที่ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
ซึ่งฝ่ายเกษตรสกว.เล็งเห็นว่า "ชาอัสสัม" หรือชาวบ้านเรียกว่า "ชาเมี่ยง" เป็นพืชที่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และรักษาป่าต้นน้ำ จึงได้สนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวกับชาเมี่ยงมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบันได้สนับสนุนโครงการ "การพัฒนากระบวนการผลิตเมี่ยงปลอดภัย" เพื่ออนุรักษ์ และส่งเสริมเกษตรกรที่ผลิตเมี่ยงทั่วประเทศประมาณ 3,235 ครอบครัว
นอกจากนี้ การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลยั่งยืน ยังถือเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาล โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทุนของประเทศที่มีอยู่ ทั้งทุนทางสังคม ทุนทางเศรษฐกิจ และทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกับการพัฒนาเพื่อความสุขที่เกิดจาก ความสมดุล ความพอประมาณอย่างมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถพึ่งตนเองชุมชนสามารถบริหารจัดการใช้ประโยชน์จากทุนต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมีดุลยภาพ

           หลังจากเดินทางด้วยรถกระบะเข้ามาในบริเวณป่าต้นน้ำระยะหนึ่งจากนั้นผมจึงเดินเท้าพร้อมคณะที่มาด้วยกันเข้าไปที่บริเวณป่าชาเมี่ยงภาพที่เห็นชาวบ้านกำลังเก็บใบชาเมี่ยงอย่างขะมักเขม้น เพื่อแข่งกับเวลาที่กำลังหมุนเร็ว เนื่องจากชาวบ้านจะเก็บใบชาเมี่ยงกันในช่วงเช้าๆประมาณเที่ยงๆก็จะเลิกและนำใบชาเมี่ยงไปขายที่โรงงานรับซื้อในพื้นที่อ.แม่อาย
"ดร.สายลม สัมพันธ์เวชโสภา"  อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่รับทุนจากสกว.และเป็นหัวหน้าคณะการทำวิจัยในประเด็น "การพัฒนากระบวนการผลิตเมี่ยงปลอดภัย" เพื่ออนุรักษ์ และส่งเสริมเกษตรกรที่ผลิตเมี่ยง" และร่วมเดินทางมาด้วยบอกว่า ใบชาที่ชาวบ้านกำลังเก็บอยู่ คือ "ชาอัสสัม" ที่นำไปทำ "เมี่ยง" เป็นอาหารท้องถิ่นภาคเหนือนานกว่า 100 ปี "เมี่ยง" เป็นภาษาคำเมืองในภาคเหนือหมายถึง "ใบชาหมัก"  และหากจะนำไปทำ "ชา" ชาวบ้านก็จะเก็บยอดอ่อนๆ แต่ถ้านำไปทำ "เมี่ยง" ก็จะเก็บใบที่แก่ขึ้นนิดนึงไม่ถึงกับ

แก่มาก ซึ่งข้อดีของต้นชาอัสสัม คือไม่ต้องดูแล ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ปล่อยตามธรรมชาติ ต้นชาเหล่านี้ก็สามารถเจริญงอกงามอยู่ได้ ที่สำคัญชาวบ้านที่เก็บใบชาจะใช้ใบมีดโกรนทำเป็นแหวนใส่นิ้วเพื่อง่ายต่อการทำงาน แล้วตัดใบชาครึ่งใบ หรือเก็บแค่ครึ่งใบ ไม่เก็บทั้งใบเพื่อให้ต้นชาสามารถเจริญงอกงามอยู่ต่อไปได้ และวันหน้าจะได้มีใบชาไว้ให้เก็บอีก
"การเก็บใบชาจะเก็บในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม ชาวบ้านก็จะหยุดเก็บเพื่อให้ต้นชาหยุดพักพอเดือนพฤษาคมก็จะเริ่มเก็บใหม่โดยใบชาที่เก็บระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม จะเรียกว่าเมี่ยงหัวปลี เนื่องจากใบชาช่วงนี้จะอ่อนมาก ก็จะนำไปทำเมี่ยงฝาด" ดร.สายลม กล่าว
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ชาอัสสัม" นอกจากเป็นทรัพยากรธรรมชาติในการอนุรักษ์ดินป่าต้นน้ำยับยั้งการพังทลายของดินที่สำคัญของภาคเหนือแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ชาวบ้านในชุมชนมีงานทำ มีอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่สืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลานอีกด้วย...
                                             "นายตะลอน"
                                                                     
                                                                             

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

ศรีลานนาโมเดลท่องเที่ยวยั่งยืน อุทยานประชารัฐร่วมมือรักษาป่า

            นับเป็นเวลานานกว่า 35 ปีที่ภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ระดับโลกอย่าง "แรมโบ้ 4 นักรบพันธุ์เดือด"  ที่เริ่มฉายปี พ.ศ. 2551 ซึ่ง "ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน" แสดงนำและนั่งแท่นผู้กำกับการแสดงด้วย เชื่อว่าหลายคนที่ดูภาพยนต์เรื่องนี้แล้วคงต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "โคตรมัน" สำหรับ "คนคอหนังสงครามยิงถล่มกันสนั่นจอ" คงจะพอจำกันได้  ซึ่งส่วนใหญ่หนังเรื่องนี้ถ่ายทำในประเทศไทย บางฉากบางตอนก็ถ่ายทำที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อุทยานแห่งชาติศรีลานนา อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
           ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูภารกิจต่างๆของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ณ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และมีหลายๆเรื่องที่น่าสนใจ อย่างเช่น การฟื้นฟูป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชันในเขตอุทยานฯ จนนำไปสู่ "ศรีลานนาโมเดล" ต้นแบบสร้างป่าและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งเจ้าหน้าที่นำยุทธศาสตร์ด้านต่างๆบูรณาการลดความขัดแย้งกับชาวบ้านจนประสบความสำเร็จมาระดับหนึ่ง
"ดร.ทรงธรรม สุขสว่าง" ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่ชาติ 
บอกว่า การท่องเที่ยวในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อนาคตอุทยานฯอาจต้องควบคุมจำนวนเรือและแพพัก รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่ทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและอื่นๆให้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้น้ำต่างๆที่ไหลลงสู่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลที่มีตะกอนอันเกิดจากการทำลายป่าเหนือเขื่อนขึ้นไปก็ต้องมีการฟื้นฟูปลูกป่าให้มีต้นไม้มากรองตะกอนจนกลายเป็นป่าที่สมบูรณ์และเขื่อนแห่งนี้ก็จะยั่งยืนในอนาคต
        "ศรีลานนาถือเป็นอุทยานประชารัฐซึ่งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ได้มีการร่วมมือกันรักษาป่า ร่วมกันจัดการการท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความยั่งยืน และวันนี้สามารถเรียก "ศรีลานนาโมเดล" เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับที่อื่นได้เลย" ดร.ทรงธรรม กล่าว
 "เจตณรงค์ สมบูรณ์มา"  ผู้ประกอบการแพพักภูเขาลอยน้ำในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล บอกว่า
ทางแพพักมีระบบจัดการขยะและสิ่งปฏิกูล โดยนำขยะใส่ถุงแล้วเอาไปทิ้งบนฝั่ง และทำบ่อทิ้งน้ำเสีย มีท่อดักจับไขมัน  ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ขณะนี้ได้ใบอนุญาตจากกรมเจ้าท่าแล้ว หลังจากนี้ผู้ประกอบการแพทุกรายจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจะให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมไม่ให้เสื่อมโทรม โดยจะเน้นให้นักท่องเที่ยวช่วยกันรักษาความสะอาด ไม่ทิ้งเศษขยะมูลฝอยลงในแหล่งน้ำมีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็บระบบ
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์" หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา บอกว่าปัญหาการบุกรุกทำลายป่าไม้ เพื่อขยายพื้นที่ทำกินของชุมชนรุกล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่อุทยานฯ เป็นที่มาของปัญหาความขัดแย้งกับชาวบ้านเนื่องจากชาวบ้านไม่เข้าใจและไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหา ทางอุทยานฯ จึงปรับแนวทางการดำเนินงานใหม่ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้น ส่วนการกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่ากับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งทุกขั้นตอนจะทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานฯ กับตัวแทนของชุมชน จนชาวบ้านยอมรับและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงนำไปสู่การคืนผืนป่าจำนวนมาก...
                            "นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"แกงไก่กะลา"ตะเคียนเตี้ย สืบสานวัฒนธรรมการกินโบราณ

         อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แต่เดิมมีฐานะเป็นเมืองบางละมุง ตั้งอยู่ที่บ้านบางละมุง ตำบลบางละมุง จนถึงปี พ.ศ. 2444 ก็ได้ยุบเมืองบางละมุงเป็นอำเภอขึ้นต่อจังหวัดชลบุรี ในอดีตที่ว่าการอำเภอบางละมุงตั้งอยู่บริเวณริมคลองนกยาง และมีท่าน้ำเป็นที่คมนาคม ซึ่งจะมีเรือสินค้าต่างๆจะมาจอดเทียบท่าทำให้คึกคักอย่างมาก ต่อมา พ.ศ. 2496 ทางราชการได้อนุมัติเงินงบประมาณให้สร้างที่ว่าการอำเภอหลังใหม่บริเวณใกล้ๆ กับโรงเรียนบางละมุง และได้ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติราชการจนทุกวันนี้
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงเกริ่นถึงอำเภอบางละมุงเสียยาวเหยียด จริงๆแล้วไม่มีอะไรมากเพราะอยากจะเล่าถึงช่วงที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "บ้านตะเคียนเตี้ย" ชุมชนแห่งหนึ่งของอำเภอบางละมุง ซึ่งในอดีต "ชุมชนตะเคียนเตี้ย" ชาวบ้านมีอาชีพทำนาต่อมาน้ำไม่ค่อย
เพียงพอต่อการทำนา ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เลยหันมาทำสวนมะพร้าวแทน และถือเป็นอาชีพหลักของชาว
ตะเคียนเตี้ยที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวอีกด้วย
"มะพร้าว" ถือได้ว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์มากมายทีเดียว เนื่องจากเป็นพืชยืนต้น ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก ส่วนผลมะพร้าว ประกอบด้วยเปลือกนอก ใยมะพร้าว กะลามะพร้าว เนื้อมะพร้าว และภายมีน้ำมะพร้าว ซึ่งเนื้อมะพร้าวมีวิตามินต่างๆมากมายที่ช่วยในการเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงานสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายแถมยังเป็นแหล่งรวมธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ทำให้ไม่เป็นโรค
โลหิตจางอีกด้วย และเนื้อมะพร้าวอ่อนก็ยังนำมาทำขนมได้หลากหลายอย่าง อาทิ ข้าวเหนียวเปียกมะพร้าวอ่อน สาคูมะพร้าวอ่อน และขนมอื่นๆอีกมากมาย
นอกจากมะพร้าวจะนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารคาวหวานได้มากมายแล้ว ใครเลยจะคิดว่ากะลามะพร้าวอ่อนๆก็ยังสามารถนำมาเป็น
ส่วนประกอบอาหารรสจัดจ้าน อย่าง "แกงไก่กะลา" ได้อย่างอร่อยทีเดียว และถือเป็นเมนูเด็ดอาหารพื้นบ้านของชุมชนตะเคียนเตี้ยก็ว่าได้ และคนตะเคียนเตี้ยเองก็ทำอาหารเมนูเด็ดที่ว่านี้กินกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ และสืบต่อวัฒนธรรมการกินจากรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย จนถึงปัจจุบัน

        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาลิ้มรส "แกงไก่กะลา" ที่ร้านอาหารลูกเอก ตำบลตะเคียนเตี้ย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งแม่ครัวจะนำมะพร้าวอ่อนๆที่กะลายังไม่เเข็ง มาปอกเปลือก และนำมาเป็นส่วนประกอบของแกง หั่นชิ้นเล็กๆใส่พริกแกง  เนื้อไก่ ใบกระเพรา
และเครื่องปรุงอื่นๆ รสชาติบอกได้คำเดียวว่าสุดยอดคล้ายๆผัดกระเพราแต่มีน้ำให้ซด กะลาอ่อนเวลาเคี้ยวจะมันๆ อร่อยมาก ถือเป็นภูมิปัญาและวัฒนธรรมการกินพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณได้อย่างน่าชื่นชมจริงๆ...
        "นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นำร่อง "โรงเรียนวังไกลกังวล" โมเดลต้นแบบสหกรณ์เข้มแข็ง

              "รงเรียนวังไกลกังวล" อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นโมเดลต้นแบบโรงเรียนนำร่องร้านค้าสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ทางสถานีโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมพร้อมกันกว่า 30,000 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการปลูกจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสรับความรู้ ความเข้าใจ และเข้าถึงวิชาสหกรณ์ผ่านการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมฝึกสอนอาชีพแก่เด็กนักเรียน โดยเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี สอนให้รู้จักความพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
        และถือเป็นการเปิดประสบการณ์ของผมด้วยก็ว่าได้ที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชมการเรียนการสอนของโรงเรียนวังไกลกังวล โดยเฉพาะวิชาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการส่งเสริมการสอนแบ่งออกเป็นกิจกรรม การสอนวิชาสหกรณ์ในห้องเรียนให้กับเด็กนักเรียน การสอนวิชาสหกรณ์ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ในชั่วโมงชมรม และการกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในโรงเรียน


        ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังเยี่ยมชมการทำงานของคณะกรรมการร้านค้าสหกรณ์โรงเรียนวังไกลกังวล ซึ่งดำเนินงานโดยนักเรียนว่า อยากให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนและพัฒนาไปสู่การเป็นนักธุรกิจ เพราะเป็นการสอนให้รู้จักการค้าขายในทิศทางที่ถูกต้องและมีคุณธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพราะเป็นโรงเรียนที่เราอาศัยพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดคือเรื่องของคุณธรรมการอยู่ร่วมกันเป็นสิ่งที่มี
ประโยชน์ และหวังว่ากิจการสหกรณ์นี้จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนทั้งในเรื่องของการดูแลเพื่อนๆ สินค้าและการติดอาวุธทางปัญญาของนักเรียนในการพัฒนาตนเองโดยการใช้กลไกของสหกรณ์เข้ามาพัฒนานักเรียนในการเรียนรู้การทำธุรกิจเล็กๆ
"ขอชมเชยหลายๆเรื่องรวมถึงกลไกการคิดรวมกันของคณะกรรมการสหกรณ์ในการทำงานร่วมกัน เพราะกลไกสหกรณ์ถือเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานของพวกเรา คิดร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพวกเรา เพื่อสมาชิกจากสมาชิกและโดยสมาชิก สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นคือความตั้งใจ" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ โรงเรียนวังไกลกังวล ได้ดำเนินการร้านค้าสหกรณ์อย่างเป็นทางการ
เมื่อปีพ.ศ.2558 โดยทางศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 16 จังหวัดเพชรบุรี ได้เข้ามาจัดการร้านค้าในรูปแบบสหกรณ์ เพราะว่าร้านสหกรณ์แห่งนี้ได้เปิดขึ้นมาโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งให้ดำเนินการจัดตั้งร้านค้าสหกรณ์ให้ถูกต้อง กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาให้คำแนะนำในเรื่องของร้านค้าสหกรณ์ เริ่มแรกกรมฯ ได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งในการจัดนิทรรศการและทางศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี
การสหกรณ์ที่ 16 ฯ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง เข้ามาดูแลกิจการร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนวังไกลกังวลอย่างเต็มรูปแบบ...
             "นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เสน่ห์ถิ่นนาเกลือโบราณ วิถีสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

            จังหวัดสมุทรสาคร ถือเป็นแหล่งผลิตเกลือทะเลมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณก็ว่าได้ ที่สำคัญเกษตรกรนาเกลือยังคงรักษาวิถีนาเกลือแบบดั้งเดิมในการพึ่งพาธรรมชาติจนกลายเป็นผลึกเกลือสีขาวสะอาดอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน และบริเวณหมู่บ้านสหกรณ์ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งผมมีโอกาสมา 

"ตะลอนตามอำเภอใจ" กับ "กรมส่งเสริมสหกรณ์" นอกจากจะได้เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การทำนาเกลือแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแล้ว เรายังได้รู้บทบาทของการจัดตั้งสหกรณ์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรนาเกลืออีกด้วย
         "เลอพงษ์ จั่นทอง" ประธานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และประธานศูนย์เรียนรู้การทำนาเกลือและปราชญ์ชาวบ้าน บอกว่า วิถีชีวิตการทำนาเกลือเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2481 ซึ่งสมัยก่อนพื้นที่ตรงนี้เป็นของรัชกาลที่ 5 ต่อมาได้ทรงสละที่ดินให้ราษฎรทำกินเพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัว สร้างความ
ปลาบปลื้มเป็นที่สุดรักในการทำอาชีพนี้มาตลอด และมีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์และหวงแหนรักษาพื้นที่นี้
ไว้ตลอดการทำอาชีพนาเกลือให้ยาวนาน ส่วนศูนย์เรียนรู้การทำนาเกลือนั้น เกิดจากแรงบันดาลใจของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่านับวันพื้นที่นา














เกลือใกล้จะหมดแล้วจึงต้องอนุรักษ์อาชีพการทำนาเกลือให้อยู่คู่กับตำบลโคกขามต่อไป จึงมีแนวคิดใน
การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การทำนาเกลือแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อต้องการให้เด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตการทำนาเกลือทะเล เพื่อปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนรู้ว่าอาชีพการทำนาเกลือ เป็นอาชีพที่สุจริต มีคุณค่าต่อชีวิตของคนเรา เพราะชีวิตคนเราขาดเกลือไม่ได้เลย
           ประธานสหกรณ์ฯ บอกด้วยว่า เพื่อสร้างความเข้มแข็งความมั่นคงในระบบกระบวนการผลิตเกลือ
ทะเลและนำออกสู่การจำหน่าย สหกรณ์จึงได้หารือกับสมาชิกและมีมติให้สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการทำเกษตรกรรมนาเกลือแปลงใหญ่ โดยตั้งชื่อกลุ่มว่ากลุ่มผู้ผลิตเกลือทะเลแปลงใหญ่สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารแปลงใหญ่ขึ้นมา และจะต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนเชื่อว่าอนาคตวิถีชีวิตของการทำนาเกลือจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรการทำนาเกลือที่นับวันเกษตรกรทำนาเกลือเริ่มมีจำนวนลดลง เมื่อมีนโยบายแบบนี้เกิดขึ้นก็ทำให้พี่น้องเกษตรกรเกิดความตื่นตัวที่จะพัฒนาอาชีพการทำนาเกลือและกระตุ้นให้เกษตรกรกลับมาทำอาชีพนาเกลืออีกครั้ง
   "สุรีย์รัช  อวนสกุล"  เลขานุการกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรนาเกลือถือเป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลจะนำความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว และกลุ่มเองก็สามารถผนึกกำลังในการลงทุนทำให้การผลิตดีและมีคุณภาพ
เพิ่มขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการรวมกลุ่มมีมากมายทีเดียว
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ประโยชน์ของนาเกลือในภาคอุตสาหกรรมทางกลุ่มเกษตรกรนาเกลือ ได้ร่วมกันคิดและพัฒนายกระดับเกลือทะเลขึ้นแปรรูปเกลือเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ เกลือสปาขัดผิว สบู่เกลือ และอื่นๆอีกด้วย...
                                 "นายตะลอน"