วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ช้อปชิวๆ แนววินเทจ ค้นหาของเก่ามีสไตล์

             ระแสย้อนยุคของเก่า หรือวินเทจ (Vintage) ดูเหมือนในปี 2018 ยังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจากปีที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะเรื่องราวของแฟชั่นต่างๆ เสื้อ กางเกง รองเท้า รวมทั้งทรงผม งานศิลปะ รถยนต์ และของตกแต่งบ้าน ตกแต่งร้านอาหาร ฯลฯ
ซึ่งแฟชั่นแนววินเทจมีการนิยามว่าคล้ายการบ่มหมักไวน์ที่ยิ่งเก่าก็ยิ่งแพง โดยเฉพาะการแต่งบ้านแนววินเทจ ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง เพราะสิ่งของต่างๆ ผ่านกาลเวลามานาน จึงมีคุณค่าในตัวเอง ทำให้คนรุ่นหลังอยากเก็บสะสมเอาไว้ บางอย่างมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้มีคุณค่าทางจิตใจ มีความงามในห้วงเวลาที่ผ่านมา สำหรับคนที่ชื่นชอบแนวนี้ จะรู้สึกมีความสุขและสนุกอย่างมาก ในการนำของวินเทจมาประยุกต์ตกแต่งให้ดูสวยงามไม่ซ้ำใคร ทำให้สิ่งนั้นเกิดคุณค่าทางด้านจิตใจของผู้เก็บสะสมไว้
เย็นๆ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีฝนโปรยปรายนิดนึง เล่นเอาบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ที่จตุจักรเพลย์กราวน์ ตึกบางซื่อจังชั่น หรือตึกแดง ตรงข้ามกับตลาดนัดจตุจักร ต้องผวาน้ำจากฟ้านิดหน่อย แต่สำหรับนักช้อปผู้หลงใหลสิ่งของแนววินเทจแล้ว ดูเหมือนในวันนั้นจะคึกคักกันพอสมควร ในการเดินหาสิ่งของที่ตัวเองชื่นชอบอย่างเพลิดเพลินและมีความสุขกันถ้วนหน้าที่ได้เห็นของเก่าเก็บมากมายวางเรียงรายตามร้านค้าต่างๆ
          จตุจักรเพลย์กราวน์ เป็นแหล่งรวมของเก่ากลางเมือง ที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เดินชิวๆ ในวันนั้น ก็เลยถือโอกาสนำภาพและเรื่องราวนิดๆ หน่อยๆ มาบอกเล่าสู่กันฟัง สำหรับตลาดแห่งนี้ ส่วนมากสินค้าต่างๆ จะเป็นของเก่าและของสะสมที่หลากหลาย มีทั้งของเล่น ตุ๊กตา ของใช้ ของสะสม จนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ ทั้งของในไทยและต่างประเทศ ซึ่งของสะสมบางชิ้นอาจจะซื้อได้ในราคาถูกกว่าที่อื่น เนื่องจากพ่อค้าแม่ค้าส่วนมากเป็นนักเล่น นักสะสม
อยู่ในแวดวงของเก่ากันมานาน
            แน่นอนว่าของเก่าสะสมแนววินเทจมักควบคู่กับสไตล์การแต่งบ้านที่หลายๆ คนอาจมีความชื่นชอบที่ไม่เหมือนกัน อาทิ ตัวผมเองชอบโทนสีขาว ก็อาจจะนำของแนวเก่าๆ มาผสมผสานกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกนุ่มนวล มีเสน่ห์และความคลาสสิกแบบวินเทจผสมอยู่ ด้วยเหตุนี้การจะหาของเก่าสักชิ้น หรือหลายๆ ชิ้น เพื่อนำไปตกแต่งบ้านในสไตล์ที่เราชอบนั้น มันจึงเป็นการค้นหาสิ่งของนั้นๆ ที่จะตอบโจทย์ทางใจของเราเอง ที่สำคัญเราจะค้นพบมันหรือเปล่าในวันนี้ แต่ที่แน่นอนที่สุด ทุกย่างก้าวที่เราเดินดูของอยู่นั้น เราจะเพลิดเพลินกับการย้อนเวลาที่ได้เห็นศิลปะวัฒนธรรมในอดีต โดยผ่านสิ่งของที่บรรดาพ่อค้า แม่ค้า นำของเก่าเก็บต่างๆ มาวางเรียงรายให้เห็น จนบางครั้งเราแทบไม่อยากกะพริบตาเลยก็ว่าได้
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จริงๆ แล้วสไตล์วินเทจไม่จำเป็นต้องใช้แต่ของเก่ามาตกแต่งเพื่อให้ได้ความรู้สึกย้อนยุคเสมอไป สมัยนี้มีการประดิษฐ์สิ่งของขึ้นมาใหม่ โดยให้ชิ้น
งานที่มีความละเมียดละไมแบบของเก่า ซึ่งนำมาตกแต่งผสมผสานกับของชิ้นเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วได้อย่างหลากหลายจินตนาการ ทำให้กระแสโบราณย้อนยุคมีเสน่ห์น่าค้นหาอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้เก่าๆ มาเป็นส่วนประกอบในการตกแต่งบ้าน เพื่อเพิ่มความสวยงาม ทำให้เกิดอารมณ์คลาสสิก เพราะเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่ทำจากไม้เก่าๆ แล้วนำมาประยุกต์ตกแต่งบ้านด้วยดีไซน์อย่างลงตัว จะทำให้บ้านของเรามีสีสันวินเทจ และสะท้อนเรื่องราวเสน่ห์ความเก่าน่าค้นหาได้อย่างมิรู้ลืม...!!!
                          นายตะลอน

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ท่องเที่ยวบ้านบาตร เสน่ห์ชุมชนโบราณ

            ายลมพัดเย็นโดนใบหน้า อากาศไม่ร้อนมาก การนั่งรถโดยสารไม่มีแอร์ จึงไม่เป็นอุปสรรคในการเดินทางของผมในวันนี้ เพราะอากาศไม่ร้อนมาก พอที่จะใช้ความคิดได้ราบรื่นเพลินๆ ชิวๆ ในการเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ย่านชุมชนบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ นะ
            โดย "บาตร" ถือเป็นภาชนะใส่อาหารสำหรับพระภิกษุสามเณร และเป็นของใช้อัฐบริขารของพระสงฆ์ ที่มีความสำคัญอย่างมาก ปัจจุบันมีการผลิตบาตรพระหลายรูปแบบ แต่บาตรที่มีลักษณะตรงตามหลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มี 2 ชนิดคือ บาตรดินเผา และบาตรเหล็กรมดำ ซึ่งมีขนาด 7-11 นิ้ว โดยมีบัญญัติห้ามไม่ให้พระภิกษุใช้บาตรที่ทำจากโลหะหรือวัสดุที่มีมูลค่าสูง เช่น ทอง เงิน ทองเหลือง ทองแดง อัญมณี และแก้วผลึกต่างๆ แม้แต่บาตรที่ทำจากดีบุก สังกะสี หรือไม้ ก็ใช้ไม่ได้ ต่อมาจึงอนุโลมให้ใช้บาตรที่ทำจากสแตนเลสได้ เพราะสะดวกในการดูแลรักษาและทำความสะอาดง่าย
        สำหรับย่านชุมชนบ้านบาตร ที่ผมมีโอกาสมาเยือนครั้งนี้ บางประวัติบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 มีพระราชประสงค์จะให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางอาณาจักร ด้วยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งสมบูรณ์ไม่แพ้กรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านที่อพยพมาจากกรุงเก่าและชาวบางกอกเดิมต่างก็ต้องปรับตัวให้ตนอยู่รอดมากที่สุด ดังนั้นชุมชนเดิมที่รวมกลุ่มเป็นหมู่บ้านแบบเฉพาะถิ่น อาทิ กลุ่มชาวนา กลุ่มพ่อค้า กลุ่มชาวจีน ชาวญวน หรือแม้แต่กลุ่มอาชีพเดิมก็ถูกรื้อฟื้นให้มีขึ้น เช่น ที่ถนนบำรุงเมืองหลังวัดสระเกศ ใกล้กับเมรุปูนมีซอยย่อยที่ตั้งใกล้กันอยู่ยาวทั่วทั้งถนน ในอดีตนั้นถนนแห่งนี้เคยเป็นแหล่งชุมชนคนทำกินที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้ตลอดทั้งปี
   นอกจากนั้นยังมีคำบอกเล่าว่า ชาวกรุงศรีอยุธยาได้รวมกันมาอยู่ที่ตรอกบ้านบาตรจนกลายเป็นชุมชน ซึ่งผู้มีฐานะมักนิยมสร้างวัด ทำให้มีวัดในกรุงเทพฯ จำนวนมาก และในชุมชนแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านทำบาตรพระ และประกอบอาชีพนี้มานานกว่า 100 ปีแล้ว
            ส่วนขั้นตอนการทำบาตร ประกอบด้วยการทำขอบบาตร ซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกของการทำบาตรพระ เนื่องจากขอบบาตรจะเป็นตัวกำหนดว่าบาตรใบนั้นจะมีขนาดและรูปทรงอย่างไร การประกอบกง ช่างจะตัดแผ่นเหล็กเป็นรูปกากบาท ซึ่งเรียกว่า "กง" จากนั้นจึงดัดงอขึ้นรูปแล้วนำมาติดกับขอบบาตรการแล่น คือการเชื่อมประสานรอยตะเข็บให้เหล็กเป็นเนื้อเดียวกัน โดยใช้ผงทองแดงกับน้ำประสานทองทาให้ทั่วบาตรก่อน เพื่อให้น้ำประสานทองเชื่อมโลหะไม่ให้มีรูรั่ว สมัยโบราณใช้เตาแล่นแบบที่ใช้มือสูบลมเร่งไฟ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เครื่องเป่าลมไฟฟ้าแทน
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากนี้ช่างจะต้องทำการลาย หรือการออกแบบรูปทรง เป็นการนำบาตรที่แล่นแล้วมาเคาะให้ได้รูปทรงที่ต้องการ จากนั้นต้องนำไป "ตีลาย" บนทั่งไม้ เพื่อให้ได้รูปทรงตามต้องการ การสุม หรือระบมบาตร เพื่อป้องกันการเกิดสนิม โดยในสมัยก่อนจะใช้กำมะถันทา และการทำสี อันเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งทำให้บาตรเป็นสีต่างๆ อีกด้วย... !!!
                      นายตะลอน

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561

ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

              ลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด บริเวณย่านท่าน้ำปากเกร็ด ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวิถีชีวิตพื้นบ้านที่มีเสน่ห์ความเรียบง่ายดึงดูดให้ผมแวะเวียนมาเยือนอยู่ร่ำไป
         หากมีเวลาและเกิดอาการเบื่อๆ เซ็งๆ ไม่รู้จะไปไหน ผมก็มักจะมาเดินเล่นย่านนี้อยู่เสมอ เพราะไม่ไกลจากบ้านพักมากนัก แถมในย่านนี้ยังมีของกินคาวหวานอร่อยๆ มากมาย ไม่แพ้ที่อื่นๆ อีกด้วยนะ
  ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นตลาดเก่าริมน้ำของผู้คน 3 ชนชาติ คือ ไทย จีน และมอญก็ว่าได้ เพราะมีร่องรอยทางวัฒนธรรมปรากฏอยู่ให้เห็นในอดีตจนถึงปัจจุบัน และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอปากเกร็ด เพราะเป็นชุมชนที่มีการอยู่อาศัย การประกอบกิจการทำมาค้าขายแบบพึ่งพา และมีความผูกพันกันตามพื้นที่ริมน้ำ เป็นสภาพสังคมชุมชนพื้นบ้านเก่าแก่ของชาวไทยในยุคสมัยก่อนที่มีคุณค่าจนถึงปัจจุบัน
    พื้นที่ปากเกร็ด ในอดีตเคยเป็นท้องถิ่นที่เจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าพาณิชย์ ศูนย์รวมการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยว ปากเกร็ดจึงกลายเป็นดังจุดพักรถ เพื่อ
ต่อเรือไปยังที่ต่างๆ ภายหลังจากโครงการก่อสร้างสะพานพระราม 4 ได้รับการอนุมัติ เพื่อสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม ดูเหมือน "ปากเกร็ด" ได้ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมที่ไม่สะดวกต่อการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตในทุกๆ ด้าน กระทั่งการก่อสร้างเสร็จ "ปากเกร็ด" ส่วนหนึ่งกลายเป็นเมืองใต้สะพาน รวมถึงเป็นทางผ่านในการสัญจร ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา
        โครงการท่องเที่ยวตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด จึงเป็นโครการหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่อยากเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยนำการท่องเที่ยวขึ้นเป็นจุดเด่น ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนเม็ดเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
           ส่วนการเดินทางมาตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสู่ปากเกร็ด โดยใช้เส้นทางหลัก 11 เส้นทาง คือ ถนนพิบูลสงคราม ถนนงามวงศ์วาน ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี ถนนประชาราษฎร์สาย 1 ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนบางบัวทอง-ตลิ่งชัน ถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี ถนนติวานนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนนนทบุรี 1  เดินทางเรือโดยสาร เรือด่วนพิเศษธงเขียว-เหลือง จากท่าเรือสาทรถึงท่าเรือปากเกร็ด หรือเดินทางรถโดยสารประจำทาง ขสมก. สาย 104, 51, 52, 356, 367, 166
                ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาเดินทอดน่องที่ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด ถือว่าได้เพลิดเพลินอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีของดีมากมายแล้ว ยังเป็นชุมชนที่ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวไทยสามเชื้อชาติ ไทย จีน และมอญไว้ได้อย่างลงตัว มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหารคาวหวาน ให้ลิ้มลองหลากหลาย ให้ความเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตผู้คนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกาลเวลาจะทำให้ชุมชนแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังคงความงดงามในรูปลักษณ์ของท้องถิ่น ในความเป็นปากเกร็ดที่ควรคู่รักษาวัฒนธรรมอันดีงามเก่าแก่ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป... !!!
                           นายตะลอน

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

ไหว้พระทำบุญวัดฉิมพลี อยู่คู่เกาะเกร็ดสมัยอยุธยา

           ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และได้มาไหว้พระทำบุญที่วัดฉิมพลีสุทธาวาส หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าวัดฉิมพลี ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้บนเกาะเกร็ด เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา พระอุโบสถมีขนาดเล็กงดงามมาก แบบมหาอุตม์
          และยังมีสภาพสมบูรณ์แบบดั้งเดิม หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถ ล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ซุ้มประตูเป็นทรงมณฑป ซุ้มหน้าต่างแบบหน้านาง ยังคงเห็นความงามอยู่ และฐานโบสถ์โค้งแบบเรือสำเภา ขณะที่พระประธานในโบสถ์เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะงดงาม ประดิษฐานบนแท่น ปั้นลายด้วยปูน ปิดทองประดับกระจกสี มีผ้าทิพย์ที่งดงาม มีพระสาวกนั่งพนมมืออยู่บนฐานด้านหน้า
ส่วนด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์ทรงมอญ เรียกว่าพระมหาจุฬามณี
เจดีย์ สร้างแบบย่อมุมไม้สิบหก สมัยกรุงศรีอยุธยา มีเจดีย์ราย 4 องค์ มหาจุฬามณีเจดีย์ประดับกระจกสีตั้งแต่บัวกลุ่มรองรับองค์คอระฆัง เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบหกองค์เดียวของ จ.นนทบุรี ที่สร้างสมัยอยุธยาและมีความงดงามมาก มีกำแพงแก้วรอบอุโบสถเหมือนกับเป็นกำแพงเมือง มีหงส์คู่อยู่ข้างประตูด้านนอก
จากข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่าวัดฉิมพลีสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง เดิมชื่อว่า วัดป่าฝ้าย สันนิษฐานว่าแต่เดิมน่าจะมีการปลูกฝ้ายกันมากในบริเวณนี้ ถูกทิ้งร้างไปพร้อมกับวัดป่าเลไลยก์ที่อยู่ติดกัน บางคนเรียกวัดนี้ว่าวัดป่าฝ้ายร้าง วัดป่าฝ้ายสร้างเมื่อพม่ายึดเมืองนนทบุรีและด่านปากเกร็ด เมื่อ พ.ศ.2308 จนมาถึงพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ.2310 ต่อมาปี พ.ศ.2317 พระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คนมอญที่อพยพหนีพม่ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บนเกาะเกร็ด จึงได้มีการบูรณะวัดป่าฝ้ายขึ้นมาอีกครั้ง
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าให้พระยาวิเชียรวารีเป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์ประมาณ พ.ศ.2358 และพระราชทานนามวัดเป็น "วัดฉิมพลี" ซึ่งชื่อเต็มของวัดฉิมพลี คือวัดฉิมพลีสุทธาวาส คำว่า "สุทธาวาส" ที่พ่วงท้ายชื่อใกล้เคียงกับชื่อเดิมของวัดสุทัศน์ คือ วัดมหาสุทธาวาส วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีอุโบสถงดงามที่สุดใน จ.นนทบุรี เป็นโบสถ์แบบมหาอุตม์ที่ยังรักษาลักษณะสถาปัตยกรรมแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ได้มาก การบูรณะในช่วงรัชกาลที่ 2 คงมีการ

บูรณะใหม่ทั้งวัด และในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดปากอ่าว หรือวัดปรมัยยิกาวาส ในครั้งนั้นได้มีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารตามเสด็จมาบูรณะวัดฉิมพลีสุทธาวาสและวัดใกล้เคียงด้วย
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วัดฉิมพลี เป็นวัดประจำชุมชนด่านขนอน มีวัดป่าเลไลยก์ และวัดกลางเกร็ด เป็นวัดใกล้เคียงกัน วัดทั้ง 3 แห่ง เป็นวัดที่มีความงดงามยิ่งกว่าวัดแห่งอื่นๆ ในพื้นที่ปากเกร็ด วัดฉิมพลีสุทธาวาสอยู่ใกล้ด่านปากเกร็ด มีเรือสำเภามาจอดอยู่บริเวณด่านจำนวนมาก ก็มีการเอาตุ๊กตาจีนมาใช้เป็นอับเฉาถ่วงเรือกันเรือโคลง หลังจากนั้นก็นำเอาตุ๊กตาเหล่านั้นมาประดับตกแต่งวัด ที่โดดเด่นคือตุ๊กตาใหญ่ สูงประมาณ 2 เมตร 1 คู่ที่อยู่ข้างซุ้มประตูโบสถ์ นับเป็นวัดเดียวในจังหวัดนนทบุรี แม้แต่ในกรุงเทพฯ เองก็มีไม่กี่วัดเท่านั้นที่จะมีตุ๊กตาจีนใหญ่ขนาดนี้ ตุ๊กตาทั้งคู่เคยถูกขโมยไปจะออกนอกทะเลทาง จ.สมุทรปราการ แต่แสดงปาฏิหาริย์ลังแตกจนนำกลับมาได้ดังเดิม ใบหน้าของตุ๊กตายิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับคนที่เข้ามานมัสการพระในอุโบสถอีกด้วย และนี่คือประวัติวัดฉิมพลีส่วนหนึ่งที่อยู่คู่เกาะเกร็ดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา...!!!
                                       นายตะลอน

ชิวชิวท่าราชวงศ์ ตำนานเจ้าพระยา

            าลครั้งหนึ่งช่วงที่นั่งเดินเท้า นั่งรถเมล์ และเดินเท้ามาเรื่อยๆ เข้าซอยนี้ แล้วทะลุซอยนี้ คิดในใจตื่นเต้นพอสมควร เพราะเราตะลอนเดินเที่ยวก่อนที่กระแสเดินเที่ยวจะบูมเสียด้วยซ้ำไป เมื่อขาก็พัก หิวน้ำก็ซื้อร้านเยอะจะตายไป หิวข้าวเหรอไม่ต้องห่วงฉันร้านอาหารริมทางอร่อยๆมีให้เลือกกินมากมายจริงๆ การเดินเท้าในวันนั้นบอกตามตรงไม่ได้จดจำถนนเลยจริงๆ เพราะเป็นเส้นทางที่ลัดเลาะสะดวกกับการเดินก็ยากอยู่ที่จะมานั่งบอกเล่าให้ฟังนะ
           เอาเป็นว่าในที่สุดก็ "ตะลอนตามอำเภอใจ" มาถึง "ท่าราชวงศ์"  ท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระเจ้าพระยา ก็อย่างที่เกริ่นไว้ที่นี่เป็นถิ่นเยาวราช มีแหล่งช้อปแหล่งกินมากมายมายเหลือ อย่างไรเสียผมขอนั่งชิวๆที่ท่าเรือแห่งนี้ให้หายเหนื่อยจากการเดินก่อน แล้วจากนั้นค่อยนั่งเรือข้ามฟากไปฝั่ง

ท่าดินแดงต่อก็แล้วกัน บริเวณย่านท่าราชวงศ์ นอกจากจะมีร้านอาหารอร่อยๆเรียงรายอยู่มากมายแล้ว ที่ท่าน้ำแห่งนี้ยังมีปลาชุกชุมจริงๆ สังเกตุจากเวลาคนให้อาหารปลาทั้งปลาสวายและปลาอื่นๆฮือมากินอาหารจนเพลินตาจริงๆ ซึ่งการให้อาหารปลานอกจากจะได้บุญแล้วก็ยังทำให้เพลิดเพลินผ่อนคลายสมองไปด้วยนะเออ
พอเอ่ยถึงแม่น้ำเจ้าพระยา เรามาย้อนดูตำนานความเป็นมาตำนานในอดีตของแม่น้ำเจ้าพระยาหน่อยเป็นไร จากข้อมูลในเว็ปไซด์ต่างๆก็มีการบอกเล่าพอเป็นสังเขปและบางตำนานก็ระบุว่า พุทธศักราช 1915 สมเด็จพระบรม




ราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงยกกองทัพเข้าตีแคว้นสุโขทัยตอนใต้ โดยยกกองทัพเข้าตี

เมืองจำปา (ชัยนาท) ได้ก่อนแล้วยกทัพมาตั้งมั่นล้อมเมืองพระบางไว้ ซึ่งเมืองพระบางนั้นเป็นเมืองหน้าด่านตอนใต้ของสุโขทัย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำใหญ่มี เจ้าพระยาอนุมานวิจิตรเกษตร เป็นเจ้าเมืองในขณะนั้น และมีทหารเอกอยู่ 2 คน คนหนึ่งชื่อ สมบุญ อีกคนหนึ่งชื่อ ศรี แต่ทว่า ศรีไปขึ้นกับฝ่ายกรุงศรีอยุธยา เพื่อหวังจะได้เป็นใหญ่ในพระบาง ทางด้านเมืองหน้าด่านของเมืองพระบางทั้งสาม (เว้นนครจำปาซึ่งถูกกรุงศรีอยุธยายึดไปแล้ว) จึงได้ยกทัพมาช่วย อยุธยาล้อมเมืองพระบางอยู่ถึง 5 เดือนเต็ม และ
แล้ว ศรีผู้ทรยศ ก็สามารถนำกองทัพอยุธยาเข้าตีเมืองพระบางไว้ได้ เจ้าพระยาทั้งสี่พร้อมด้วย สมบุญ ทหารเอกถูกจับได้
          ซึ่งต่อมาได้มีการสั่งให้นำพระยาทั้งสี่ไปกดน้ำให้จมน้ำตายที่หน้าเมืองพระบาง ก่อนตายเจ้าพระยาทั้งสี่ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าข้าแต่พระคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่ ณ วังน้ำอันเยือกเย็นนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสี่ได้เกิดมาในลุ่มอกแม่น้ำนี้ ลูกได้อาศัยดื่มกินมาชั่วลูกชั่วหลาน แม่มิได้เคยเหือดแห้ง บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสี่สิ้นวาสนา ขอฝากดวงวิญญาณแห่งชายชาติทหารกรุงสุโขทัยไว้กับพระแม่คงคา ด้วยเดชะความซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวทีของข้าฯ ขอให้แม่น้ำสายนี้จงอย่ามีวันใดเหือดแห้งจงเป็นสายธารชีวิตของชาวไทย ได้หล่อเลี้ยงพืชผลแห่งไร่นา พาเอาง้วนดินเหนืออันเกิดจากซากของผู้กล้าหาญ ที่ข้าหลั่งเลือดเนื้อปกป้องปฐพี ไปเป็นอาหารแห่งพืชที่แม่พระคงคาไหลผ่านไป ขอให้ชาวไทยในลุ่มแม่น้ำสายนี้จงวัฒนาสถาพรตลอดชั่วฟ้าดินสลาย
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" พอหลังจากเจ้าพระยาทั้งสี่ ถูกกดน้ำให้จมน้ำตาย ต่อมาจึงปรากฎชื่อแม่น้ำสายนี้ว่า "แม่น้ำเจ้าสี่พระยา" แต่เนื่องจากเวลาได้ผ่านเลยมานานคำว่า "สี่" ก็หายไป เหลือแต่ "เจ้าพระยา" เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเจ้าพระยาทั้งสี่  และเป็นตำนานหนึ่งที่เล่ากันมาเกี่ยวกับแม่น้ำเจ้าพระยา...!!!
                 นายตะลอน

เดินชิวชิวตลาดวังหลัง แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยม

            ารเดินทอดน่อง "ตลาดวังหลัง" แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ตรอกเล็กๆริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านท่าน้ำศิริราชในวันที่แดดอ่อนๆช่วงบ่ายๆดูเหมือนจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะผู้คนเดินกันขวักไขว่จนแน่นตรอกเล็กๆไปหมด การ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ของผมในวันนั้นก็เลยออกรสชาติไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะของกินที่หลากหลายที่บรรดาพ่อค้า แม่ค้า นำมาขายกันมากมายในราคาที่ไม่แพง ร้านอาหารต่างๆ ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ขนมไทยชนิดต่าง ๆ  รวมถึงอาหารท้องถิ่นช่างน่ากิน ยั่วน้ำลายชวนให้ลิ้มลองเสียจริงๆ  
           "ตลาดวังหลัง" นอกจากจะเป็นแหล่งของกินอร่อยๆมากมายแล้ว ยังเป็นแหล่งแฟชั่นต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า มือหนึ่งและมือสอง
มากมายทีเดียวครับ แน่นอนว่าวัยรุ่น และเกินวัยรุ่นไปแล้วจำนวนไม่น้อยต่างหมุนเวียนมาเดินเลือกซื้อเสื้อผ้า เพื่อแต่งตัวตามแนวทางที่ตัวเองชอบกันทำให้ตลาดในตรอกเล็กๆแห่งนี้ดูมีสีสันไม่แพ้ตลาดแหล่งอื่นๆ เลยจริงๆ
   ส่วนที่มาของ วังหลัง คือ พระราชวังของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถัดจากวังหลังลงไปทางวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง เป็นตำบลสวนมังคุด ซึ่งมีวังที่ประทับเดิมของสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี และยังมีร่องรอยแนวกำแพงอิฐเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีให้เห็นอยู่  ปัจจุบันวังหลังเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลศิริราช แต่ก่อนเคยเป็นโรงเรียนสตรีแห่งแรกของประเทศ ชื่อว่า "โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง" ต่อมาย้ายไปอยู่ที่ซอยวัฒนา ถนน
สุขุมวิท คือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน ต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลศิริราชขึ้นแทน
การเดินทอดน่อง "ตลาดวังหลัง" ของผมวันนั้นนอกจากจะได้เพลิดเพลินในการเดินชมสินค้าต่างๆ แล้ว ยังมีโอกาสได้ซื้อน้ำตาลอ้อยจากพ่อค้าที่นำมาขายในตลาดแห่งนี้ด้วย ซึ่งน้ำตาลอ้อย ถือว่าอยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะขั้นตอนการทำน้ำตาลอ้อยนั้น ถือว่าน่าสนใจ เพราะขั้นตอนนั้นจะนำลำอ้อยมาหีบเอาน้ำอ้อยก่อนจากนั้นจึงนำมาเคี่ยวในกระทะใบบัวจนกว่าน้ำอ้อยจะเหนียวได้ที่จนมีสีน้ำตาลเข้ม แล้วนำมาหยอดลงพิมพ์ที่เตรียมไว้
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" น้ำตาลอ้อยนอกจากจะถูกนำมาเป็นส่วนผสมของการทำขนมท้องถิ่นต่างๆ อาทิ นมเทียน ขนมเข่ง ขนมต้ม ข้าวเหนียวแดง ข้าวแต๋น และอื่นๆ แล้ว ยังพบว่าอาหารคาวต่างๆ ยังนำน้ำตาลอ้อยในการเพิ่มความหวานให้อร่อยกลมกล่อม อาทิ น้ำปลาหวานสะเดา ต้มฟักหวาน พะโล้ กวยจั๊บ และปลาตะเพียนต้มเค็ม ฯลฯ อีกด้วย...!!!
                                นายตะลอน

เสน่ห์ท่องเที่ยวท่าเตียน แหล่งอาหารทะเลแปรรูป

               "ท่าเตียน" ถือเป็นสถานที่หนึ่งและบ่อยครั้งที่ผมต้องแวะเวียนมาเดินทอดน่องท่องเที่ยวที่ชุมชนท่าเตียน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯแห่งนี้ ซึ่งในอดีตโบราณถือเป็นย่านค้าขายสำคัญโดยอาศัยแม่น้ำเป็นเส้นทางการเดินเรือติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆขนส่งสินค้าบรรทุกใส่มาในเรือสำเภาที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานทีเดียว
          ในอดีตท่าเตียนนอกจากจะเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าแล้วยังเป็นท่าเรือโดยสารอีกด้วย ซึ่งแหล่งที่ตั้งชุมชนเหมาะกับการเป็นที่ค้าขายเพราะติดทั้งทางบกและมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสำคัญในการเดินทาง ชุมชนท่าเตียนจึงรุ่งเรืองอย่างมากและเต็มไปด้วยสีสันอย่างมาก ปัจจุบันท่าเตียนนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนทั่วโลกต่างรู้จักดีแล้ว
ยังมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ที่ท่าเตียนเคยเป็นสถานที่ต่อสู้กันระหว่างยักษ์วัดโพธิ์กับยักษ์วัด
แจ้งของสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งการต่อสู้กันของยักษ์ทั้งสองรุนแรงจนโล่งเตียนไปหมด เมื่อพระอิศวรได้ยินเรื่องราวที่ต่อสู้กันทำให้บรรดามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในบริเวณนั้นเดือดร้อน จึงได้ลงโทษโดยการสาปให้ยักษ์ทั้ง 2 กลายเป็นหิน โดยยักษ์วัดโพธิ์ทำหน้าที่ยืนเฝ้าหน้าพระอุโบสถ ส่วนยักษ์วัดแจ้งทำหน้าที่เฝ้าวิหารวัดแจ้ง และนี้คือเรื่องเล่าที่พอได้ยินทีไรก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งเหมือนกัน
ปัจจุบันชุมชนท่าเตียน มีร้านอาหารแนวๆ ร้านกาแฟ คาเฟ่แนวตกแต่งที่มีดีไซด์ผุดขึ้นมามากมาย และเข้ากับกลิ่นอายยุคโบราณเก่าแก่ของท่าเตียนได้อย่างลงตัว จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวทั้งคนไทย และชาวต่างชาติเมื่อมาเยือนย่านสนามหลวง จะต้องแวะเวียนมาที่ย่านท่าเตียนด้วย และผมเองก็เช่นกันจำได้ว่าช่วงที่มาแถวท่าพระจันทร์ ก็เลยถือโอกาสเดินทอดน่อง "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ท่าเตียนในคราวเดียวกันเสียเลย เพราะอย่างน้อยๆถ้ามาเยือนย่านสนามหลวงแล้วไม่มาเยือนท่าเตียนดูเหมือนจะขาดอะไรไปเหมือนกันน่ะ
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันที่มาเยือนท่าเตียน นอกจากจะได้เดินทอดน่องดูบ้านเรือนเก่าแก่แล้ว ยังได้โฉบเข้าไปที่ตลาดท่าเตียน ซึ่งถือเป็นแหล่งขายอาหารแห้ง และอาหารทะเลแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งขอ'กรุงเทพมหานครก็ว่าได้ และเป็นแหล่งของฝากประเภทปลาแห้ง ปลาเค็ม ปลาหมึกแห้ง ที่มีให้เลือกซื้อมากมาย ที่สำคัญหากเดินไปเดินมาแล้วรู้สึกเมื่อยขา คอแห้ง หรือหิว ย่านนี้ก็มีร้านอาหารไว้รองรับนักท่องเที่ยวอยู่หลายร้านเลยทีเดียว...!!!