วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

ไหว้พระทำบุญวัดฉิมพลี อยู่คู่เกาะเกร็ดสมัยอยุธยา

           ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และได้มาไหว้พระทำบุญที่วัดฉิมพลีสุทธาวาส หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าวัดฉิมพลี ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้บนเกาะเกร็ด เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา พระอุโบสถมีขนาดเล็กงดงามมาก แบบมหาอุตม์
          และยังมีสภาพสมบูรณ์แบบดั้งเดิม หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถ ล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ซุ้มประตูเป็นทรงมณฑป ซุ้มหน้าต่างแบบหน้านาง ยังคงเห็นความงามอยู่ และฐานโบสถ์โค้งแบบเรือสำเภา ขณะที่พระประธานในโบสถ์เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะงดงาม ประดิษฐานบนแท่น ปั้นลายด้วยปูน ปิดทองประดับกระจกสี มีผ้าทิพย์ที่งดงาม มีพระสาวกนั่งพนมมืออยู่บนฐานด้านหน้า
ส่วนด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์ทรงมอญ เรียกว่าพระมหาจุฬามณี
เจดีย์ สร้างแบบย่อมุมไม้สิบหก สมัยกรุงศรีอยุธยา มีเจดีย์ราย 4 องค์ มหาจุฬามณีเจดีย์ประดับกระจกสีตั้งแต่บัวกลุ่มรองรับองค์คอระฆัง เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบหกองค์เดียวของ จ.นนทบุรี ที่สร้างสมัยอยุธยาและมีความงดงามมาก มีกำแพงแก้วรอบอุโบสถเหมือนกับเป็นกำแพงเมือง มีหงส์คู่อยู่ข้างประตูด้านนอก
จากข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่าวัดฉิมพลีสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง เดิมชื่อว่า วัดป่าฝ้าย สันนิษฐานว่าแต่เดิมน่าจะมีการปลูกฝ้ายกันมากในบริเวณนี้ ถูกทิ้งร้างไปพร้อมกับวัดป่าเลไลยก์ที่อยู่ติดกัน บางคนเรียกวัดนี้ว่าวัดป่าฝ้ายร้าง วัดป่าฝ้ายสร้างเมื่อพม่ายึดเมืองนนทบุรีและด่านปากเกร็ด เมื่อ พ.ศ.2308 จนมาถึงพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ.2310 ต่อมาปี พ.ศ.2317 พระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คนมอญที่อพยพหนีพม่ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บนเกาะเกร็ด จึงได้มีการบูรณะวัดป่าฝ้ายขึ้นมาอีกครั้ง
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าให้พระยาวิเชียรวารีเป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์ประมาณ พ.ศ.2358 และพระราชทานนามวัดเป็น "วัดฉิมพลี" ซึ่งชื่อเต็มของวัดฉิมพลี คือวัดฉิมพลีสุทธาวาส คำว่า "สุทธาวาส" ที่พ่วงท้ายชื่อใกล้เคียงกับชื่อเดิมของวัดสุทัศน์ คือ วัดมหาสุทธาวาส วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีอุโบสถงดงามที่สุดใน จ.นนทบุรี เป็นโบสถ์แบบมหาอุตม์ที่ยังรักษาลักษณะสถาปัตยกรรมแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ได้มาก การบูรณะในช่วงรัชกาลที่ 2 คงมีการ

บูรณะใหม่ทั้งวัด และในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดปากอ่าว หรือวัดปรมัยยิกาวาส ในครั้งนั้นได้มีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารตามเสด็จมาบูรณะวัดฉิมพลีสุทธาวาสและวัดใกล้เคียงด้วย
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วัดฉิมพลี เป็นวัดประจำชุมชนด่านขนอน มีวัดป่าเลไลยก์ และวัดกลางเกร็ด เป็นวัดใกล้เคียงกัน วัดทั้ง 3 แห่ง เป็นวัดที่มีความงดงามยิ่งกว่าวัดแห่งอื่นๆ ในพื้นที่ปากเกร็ด วัดฉิมพลีสุทธาวาสอยู่ใกล้ด่านปากเกร็ด มีเรือสำเภามาจอดอยู่บริเวณด่านจำนวนมาก ก็มีการเอาตุ๊กตาจีนมาใช้เป็นอับเฉาถ่วงเรือกันเรือโคลง หลังจากนั้นก็นำเอาตุ๊กตาเหล่านั้นมาประดับตกแต่งวัด ที่โดดเด่นคือตุ๊กตาใหญ่ สูงประมาณ 2 เมตร 1 คู่ที่อยู่ข้างซุ้มประตูโบสถ์ นับเป็นวัดเดียวในจังหวัดนนทบุรี แม้แต่ในกรุงเทพฯ เองก็มีไม่กี่วัดเท่านั้นที่จะมีตุ๊กตาจีนใหญ่ขนาดนี้ ตุ๊กตาทั้งคู่เคยถูกขโมยไปจะออกนอกทะเลทาง จ.สมุทรปราการ แต่แสดงปาฏิหาริย์ลังแตกจนนำกลับมาได้ดังเดิม ใบหน้าของตุ๊กตายิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับคนที่เข้ามานมัสการพระในอุโบสถอีกด้วย และนี่คือประวัติวัดฉิมพลีส่วนหนึ่งที่อยู่คู่เกาะเกร็ดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา...!!!
                                       นายตะลอน

ชิวชิวท่าราชวงศ์ ตำนานเจ้าพระยา

            าลครั้งหนึ่งช่วงที่นั่งเดินเท้า นั่งรถเมล์ และเดินเท้ามาเรื่อยๆ เข้าซอยนี้ แล้วทะลุซอยนี้ คิดในใจตื่นเต้นพอสมควร เพราะเราตะลอนเดินเที่ยวก่อนที่กระแสเดินเที่ยวจะบูมเสียด้วยซ้ำไป เมื่อขาก็พัก หิวน้ำก็ซื้อร้านเยอะจะตายไป หิวข้าวเหรอไม่ต้องห่วงฉันร้านอาหารริมทางอร่อยๆมีให้เลือกกินมากมายจริงๆ การเดินเท้าในวันนั้นบอกตามตรงไม่ได้จดจำถนนเลยจริงๆ เพราะเป็นเส้นทางที่ลัดเลาะสะดวกกับการเดินก็ยากอยู่ที่จะมานั่งบอกเล่าให้ฟังนะ
           เอาเป็นว่าในที่สุดก็ "ตะลอนตามอำเภอใจ" มาถึง "ท่าราชวงศ์"  ท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระเจ้าพระยา ก็อย่างที่เกริ่นไว้ที่นี่เป็นถิ่นเยาวราช มีแหล่งช้อปแหล่งกินมากมายมายเหลือ อย่างไรเสียผมขอนั่งชิวๆที่ท่าเรือแห่งนี้ให้หายเหนื่อยจากการเดินก่อน แล้วจากนั้นค่อยนั่งเรือข้ามฟากไปฝั่ง

ท่าดินแดงต่อก็แล้วกัน บริเวณย่านท่าราชวงศ์ นอกจากจะมีร้านอาหารอร่อยๆเรียงรายอยู่มากมายแล้ว ที่ท่าน้ำแห่งนี้ยังมีปลาชุกชุมจริงๆ สังเกตุจากเวลาคนให้อาหารปลาทั้งปลาสวายและปลาอื่นๆฮือมากินอาหารจนเพลินตาจริงๆ ซึ่งการให้อาหารปลานอกจากจะได้บุญแล้วก็ยังทำให้เพลิดเพลินผ่อนคลายสมองไปด้วยนะเออ
พอเอ่ยถึงแม่น้ำเจ้าพระยา เรามาย้อนดูตำนานความเป็นมาตำนานในอดีตของแม่น้ำเจ้าพระยาหน่อยเป็นไร จากข้อมูลในเว็ปไซด์ต่างๆก็มีการบอกเล่าพอเป็นสังเขปและบางตำนานก็ระบุว่า พุทธศักราช 1915 สมเด็จพระบรม




ราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงยกกองทัพเข้าตีแคว้นสุโขทัยตอนใต้ โดยยกกองทัพเข้าตี

เมืองจำปา (ชัยนาท) ได้ก่อนแล้วยกทัพมาตั้งมั่นล้อมเมืองพระบางไว้ ซึ่งเมืองพระบางนั้นเป็นเมืองหน้าด่านตอนใต้ของสุโขทัย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำใหญ่มี เจ้าพระยาอนุมานวิจิตรเกษตร เป็นเจ้าเมืองในขณะนั้น และมีทหารเอกอยู่ 2 คน คนหนึ่งชื่อ สมบุญ อีกคนหนึ่งชื่อ ศรี แต่ทว่า ศรีไปขึ้นกับฝ่ายกรุงศรีอยุธยา เพื่อหวังจะได้เป็นใหญ่ในพระบาง ทางด้านเมืองหน้าด่านของเมืองพระบางทั้งสาม (เว้นนครจำปาซึ่งถูกกรุงศรีอยุธยายึดไปแล้ว) จึงได้ยกทัพมาช่วย อยุธยาล้อมเมืองพระบางอยู่ถึง 5 เดือนเต็ม และ
แล้ว ศรีผู้ทรยศ ก็สามารถนำกองทัพอยุธยาเข้าตีเมืองพระบางไว้ได้ เจ้าพระยาทั้งสี่พร้อมด้วย สมบุญ ทหารเอกถูกจับได้
          ซึ่งต่อมาได้มีการสั่งให้นำพระยาทั้งสี่ไปกดน้ำให้จมน้ำตายที่หน้าเมืองพระบาง ก่อนตายเจ้าพระยาทั้งสี่ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าข้าแต่พระคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่ ณ วังน้ำอันเยือกเย็นนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสี่ได้เกิดมาในลุ่มอกแม่น้ำนี้ ลูกได้อาศัยดื่มกินมาชั่วลูกชั่วหลาน แม่มิได้เคยเหือดแห้ง บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสี่สิ้นวาสนา ขอฝากดวงวิญญาณแห่งชายชาติทหารกรุงสุโขทัยไว้กับพระแม่คงคา ด้วยเดชะความซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวทีของข้าฯ ขอให้แม่น้ำสายนี้จงอย่ามีวันใดเหือดแห้งจงเป็นสายธารชีวิตของชาวไทย ได้หล่อเลี้ยงพืชผลแห่งไร่นา พาเอาง้วนดินเหนืออันเกิดจากซากของผู้กล้าหาญ ที่ข้าหลั่งเลือดเนื้อปกป้องปฐพี ไปเป็นอาหารแห่งพืชที่แม่พระคงคาไหลผ่านไป ขอให้ชาวไทยในลุ่มแม่น้ำสายนี้จงวัฒนาสถาพรตลอดชั่วฟ้าดินสลาย
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" พอหลังจากเจ้าพระยาทั้งสี่ ถูกกดน้ำให้จมน้ำตาย ต่อมาจึงปรากฎชื่อแม่น้ำสายนี้ว่า "แม่น้ำเจ้าสี่พระยา" แต่เนื่องจากเวลาได้ผ่านเลยมานานคำว่า "สี่" ก็หายไป เหลือแต่ "เจ้าพระยา" เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเจ้าพระยาทั้งสี่  และเป็นตำนานหนึ่งที่เล่ากันมาเกี่ยวกับแม่น้ำเจ้าพระยา...!!!
                 นายตะลอน

เดินชิวชิวตลาดวังหลัง แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยม

            ารเดินทอดน่อง "ตลาดวังหลัง" แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ตรอกเล็กๆริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านท่าน้ำศิริราชในวันที่แดดอ่อนๆช่วงบ่ายๆดูเหมือนจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะผู้คนเดินกันขวักไขว่จนแน่นตรอกเล็กๆไปหมด การ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ของผมในวันนั้นก็เลยออกรสชาติไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะของกินที่หลากหลายที่บรรดาพ่อค้า แม่ค้า นำมาขายกันมากมายในราคาที่ไม่แพง ร้านอาหารต่างๆ ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ขนมไทยชนิดต่าง ๆ  รวมถึงอาหารท้องถิ่นช่างน่ากิน ยั่วน้ำลายชวนให้ลิ้มลองเสียจริงๆ  
           "ตลาดวังหลัง" นอกจากจะเป็นแหล่งของกินอร่อยๆมากมายแล้ว ยังเป็นแหล่งแฟชั่นต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า มือหนึ่งและมือสอง
มากมายทีเดียวครับ แน่นอนว่าวัยรุ่น และเกินวัยรุ่นไปแล้วจำนวนไม่น้อยต่างหมุนเวียนมาเดินเลือกซื้อเสื้อผ้า เพื่อแต่งตัวตามแนวทางที่ตัวเองชอบกันทำให้ตลาดในตรอกเล็กๆแห่งนี้ดูมีสีสันไม่แพ้ตลาดแหล่งอื่นๆ เลยจริงๆ
   ส่วนที่มาของ วังหลัง คือ พระราชวังของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถัดจากวังหลังลงไปทางวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง เป็นตำบลสวนมังคุด ซึ่งมีวังที่ประทับเดิมของสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี และยังมีร่องรอยแนวกำแพงอิฐเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีให้เห็นอยู่  ปัจจุบันวังหลังเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลศิริราช แต่ก่อนเคยเป็นโรงเรียนสตรีแห่งแรกของประเทศ ชื่อว่า "โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง" ต่อมาย้ายไปอยู่ที่ซอยวัฒนา ถนน
สุขุมวิท คือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน ต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลศิริราชขึ้นแทน
การเดินทอดน่อง "ตลาดวังหลัง" ของผมวันนั้นนอกจากจะได้เพลิดเพลินในการเดินชมสินค้าต่างๆ แล้ว ยังมีโอกาสได้ซื้อน้ำตาลอ้อยจากพ่อค้าที่นำมาขายในตลาดแห่งนี้ด้วย ซึ่งน้ำตาลอ้อย ถือว่าอยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะขั้นตอนการทำน้ำตาลอ้อยนั้น ถือว่าน่าสนใจ เพราะขั้นตอนนั้นจะนำลำอ้อยมาหีบเอาน้ำอ้อยก่อนจากนั้นจึงนำมาเคี่ยวในกระทะใบบัวจนกว่าน้ำอ้อยจะเหนียวได้ที่จนมีสีน้ำตาลเข้ม แล้วนำมาหยอดลงพิมพ์ที่เตรียมไว้
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" น้ำตาลอ้อยนอกจากจะถูกนำมาเป็นส่วนผสมของการทำขนมท้องถิ่นต่างๆ อาทิ นมเทียน ขนมเข่ง ขนมต้ม ข้าวเหนียวแดง ข้าวแต๋น และอื่นๆ แล้ว ยังพบว่าอาหารคาวต่างๆ ยังนำน้ำตาลอ้อยในการเพิ่มความหวานให้อร่อยกลมกล่อม อาทิ น้ำปลาหวานสะเดา ต้มฟักหวาน พะโล้ กวยจั๊บ และปลาตะเพียนต้มเค็ม ฯลฯ อีกด้วย...!!!
                                นายตะลอน

เสน่ห์ท่องเที่ยวท่าเตียน แหล่งอาหารทะเลแปรรูป

               "ท่าเตียน" ถือเป็นสถานที่หนึ่งและบ่อยครั้งที่ผมต้องแวะเวียนมาเดินทอดน่องท่องเที่ยวที่ชุมชนท่าเตียน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯแห่งนี้ ซึ่งในอดีตโบราณถือเป็นย่านค้าขายสำคัญโดยอาศัยแม่น้ำเป็นเส้นทางการเดินเรือติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆขนส่งสินค้าบรรทุกใส่มาในเรือสำเภาที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานทีเดียว
          ในอดีตท่าเตียนนอกจากจะเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าแล้วยังเป็นท่าเรือโดยสารอีกด้วย ซึ่งแหล่งที่ตั้งชุมชนเหมาะกับการเป็นที่ค้าขายเพราะติดทั้งทางบกและมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสำคัญในการเดินทาง ชุมชนท่าเตียนจึงรุ่งเรืองอย่างมากและเต็มไปด้วยสีสันอย่างมาก ปัจจุบันท่าเตียนนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนทั่วโลกต่างรู้จักดีแล้ว
ยังมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ที่ท่าเตียนเคยเป็นสถานที่ต่อสู้กันระหว่างยักษ์วัดโพธิ์กับยักษ์วัด
แจ้งของสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งการต่อสู้กันของยักษ์ทั้งสองรุนแรงจนโล่งเตียนไปหมด เมื่อพระอิศวรได้ยินเรื่องราวที่ต่อสู้กันทำให้บรรดามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในบริเวณนั้นเดือดร้อน จึงได้ลงโทษโดยการสาปให้ยักษ์ทั้ง 2 กลายเป็นหิน โดยยักษ์วัดโพธิ์ทำหน้าที่ยืนเฝ้าหน้าพระอุโบสถ ส่วนยักษ์วัดแจ้งทำหน้าที่เฝ้าวิหารวัดแจ้ง และนี้คือเรื่องเล่าที่พอได้ยินทีไรก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งเหมือนกัน
ปัจจุบันชุมชนท่าเตียน มีร้านอาหารแนวๆ ร้านกาแฟ คาเฟ่แนวตกแต่งที่มีดีไซด์ผุดขึ้นมามากมาย และเข้ากับกลิ่นอายยุคโบราณเก่าแก่ของท่าเตียนได้อย่างลงตัว จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวทั้งคนไทย และชาวต่างชาติเมื่อมาเยือนย่านสนามหลวง จะต้องแวะเวียนมาที่ย่านท่าเตียนด้วย และผมเองก็เช่นกันจำได้ว่าช่วงที่มาแถวท่าพระจันทร์ ก็เลยถือโอกาสเดินทอดน่อง "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ท่าเตียนในคราวเดียวกันเสียเลย เพราะอย่างน้อยๆถ้ามาเยือนย่านสนามหลวงแล้วไม่มาเยือนท่าเตียนดูเหมือนจะขาดอะไรไปเหมือนกันน่ะ
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันที่มาเยือนท่าเตียน นอกจากจะได้เดินทอดน่องดูบ้านเรือนเก่าแก่แล้ว ยังได้โฉบเข้าไปที่ตลาดท่าเตียน ซึ่งถือเป็นแหล่งขายอาหารแห้ง และอาหารทะเลแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งขอ'กรุงเทพมหานครก็ว่าได้ และเป็นแหล่งของฝากประเภทปลาแห้ง ปลาเค็ม ปลาหมึกแห้ง ที่มีให้เลือกซื้อมากมาย ที่สำคัญหากเดินไปเดินมาแล้วรู้สึกเมื่อยขา คอแห้ง หรือหิว ย่านนี้ก็มีร้านอาหารไว้รองรับนักท่องเที่ยวอยู่หลายร้านเลยทีเดียว...!!!

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

เดินทอดน่องตลาดท่าทราย ตัดผมฟรีสร้างสีสันรอยยิ้ม

          ากเอ่ยถึง "ตลาดนัด" เชื่อเหลือเกินว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะตลาดนัดเป็นแหล่งขายอาหารสด ไม่ว่าจะผักต่างๆ เนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารปรุงสำเร็จและขนมต่างๆ รวมถึงสินค้าเบ็ดเตล็ดต่างๆ ของใช้ในครัว เสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสินค้าต่างๆ ที่มาขายตลาดนัดก็จะวางขายกับพื้น วางบนโต๊ะหรือแผงที่สร้างขึ้น
         ที่สำคัญตลาดนัดจะไม่เปิดขายทุกวัน เพราะสัปดาห์หนึ่งจะขายของกันไม่กี่วัน แล้วแต่สถานที่นั้นๆ ว่าจะมีตลาดนัดวันไหนบ้าง ซึ่งการขายของตลาดนัด ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีงานประจำอยู่แล้ว หรือบางคนไม่มีงานประจำ แต่มีอาชีพหลักขายของตามตลาดนัดอย่างเดียว ก็มีจำนวนมากทีเดียว
ปัจจุบัน "ตลาดนัด" ในประเทศไทยมีมากมายและขายของหลากหลายมากขึ้น มีทั้งตลาดนัดเช้า สาย บ่าย เย็น จนถึงกลางคืน สีสันตลาดนัดแต่ละแห่งก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตลาดนัดนั้นๆ จะเน้นจุดขาย













หรือกลุ่มเป้าหมายใด ซึ่งไม่ว่าจะเน้นกลุ่มเป้าหมายใด แต่ตลาดนัดทุกแห่งสามารถสร้างงาน สร้างเงินให้กับพื้นที่ และยังเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่เติมเต็มสีสันด้านการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่ เพราะตลาดนัดบางแห่งยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย อย่างเช่น ตลาดนัดจตุจักร เป็นต้น เมื่อนักท่องเที่ยวทั่วโลกเมื่อมาเยือนไทย ก็จะต้องหาเวลามาแวะเที่ยวชมจับจ่ายสินค้าที่ตัวเองชอบ ทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดจากนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเลย
         แน่นอนว่าผมหยิบยกเรื่อง
ราวตลาดนัดมาเขียนถึง เพราะช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ตลาดท่าทราย ชุมชนเคหะท่าทราย ถนนประชาชื่น แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งตลาดนัดแห่งนี้จะขายของกันในช่วงเช้ายันสาย ส่วนของที่มาขายก็มีเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่อาหารทะเลสดๆ ผัก ผลไม้ หมู ไก่ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เสื้อผ้ามีหมด อาหารสำเร็จรูป หมูปิ้ง กล้วยทอดก็มีน่ะเออ เอาเป็นว่าเยอะมาก บรรยายไม่ไหวจริงๆ
ผมเดินจนเพลินดูของที่พ่อค้า แม่ค้า นำมาขายกัน ระหว่างเดินเห็นกล้วยไข่ก็เลยอุดหนุนแม่ค้าหวีหนึ่ง เดินไปอีกหน่อยเห็นพ่อค้าย่างข้าวจี่ เลยอุดหนุนไปอีก 3 ไม้ ถึงขั้นจุกกันไปเลยทีเดียว การเดินท่องเที่ยวตลาดนัด ถือเป็นวิถีหนึ่งของผม นอกจากจะได้เห็นสินค้าต่างๆ มากมายแล้ว เรายังได้ออกกำลังขาอีกด้วยนะ และหากใครผ่านมาย่านชุมชนเคหะท่าทราย ก็ลองมาเดินเล่นจับจ่ายสินค้ากัน
                ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนั้นบรรยากาศแถวตลาดท่าทรายคึกคักเป็นพิเศษ เพราะศูนย์ฝึกอาชีพจตุจักรนำคณะอาจารย์ และนักเรียนภาคเสาร์-อาทิตย์ แผนกตัดผมชาย และแผนกเสริมสวยมาออกหน่วยบริการตัดผมฟรีให้กับชาวบ้านในย่านนี้ บริเวณสนามฟุตบอลอยู่ติดกันกับตลาด ซึ่งมีประชาชนแวะเวียนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก สังเกตสีหน้าชาวบ้านที่มาใช้บริการ หลายคนยิ้มแย้มแจ่มใสพอใจในการบริการ ส่วนนักเรียนเอง แม้จะเป็นมือใหม่ให้ตัด แต่ก็ใช้ทักษะที่เรียนมาบริการลูกค้าอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศในวันนั้นจึงเกิดสีสันและความอบอุ่น มีแต่รอยยิ้มกันถ้วนหน้า...
                                     นายตะลอน

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

นักท่องเที่ยวนิยม ขอพรเขาชีจรรย์

         "พัทยา" แม้จะเป็นแค่เมืองท้องถิ่นใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แต่ในด้านความเจริญนั้นถือว่ารุ่งเรืองและรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของพัทยานั้นไปไกลชนิดฉุดไม่อยู่จริงๆ พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีหาดทรายและชายทะเลซึ่งมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และถือเป็นเมืองภาพยนตร์ เพราะมีการถ่ายทำภาพยนตร์หลายร้อยเรื่องต่อปีทีเดียว
          ช่วงที่มีโอกาสมาเยือนเมืองพัทยา ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เขาชีจรรย์"  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพัทยา เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาตินิยมแวะเวียนมากันไม่ขาดสาย เพราะจุดเด่นของที่นี่ คือพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งแกะสลักไว้บนหน้าผาขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 130 เมตร ฝังด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองเต็มร่องสวยงามอย่างมาก และสามารถมองเห็นได้อย่างเด่นชัดแต่ไกลอีกด้วย ถือเป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวเมื่อมาเยือนแล้วจะไม่
พลาดถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกัน ซึ่งผมเองก็เช่นกันขอเช็คอินสักภาพสองภาพนะครับ
สำหรับ "เขาชีจรรย์" ตามประวัติที่มาที่ไปที่ผมไปค้นตามอินเทอร์เน็ต (ปล.ขอบคุณแหล่งที่มาจากหลายๆ ที่ด้วยครับ) ซึ่งระบุว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตพระราชทานนามพระพุทธรูปว่า "พระพุทธมหาวชิร อุตตโมภาสศาสดา" มีความหมายว่า "พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดา ที่รุ่งเรืองสว่างประเสริฐ ดุจดังมหาวชิระ" ซึ่งเขาชีจรรย์สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี จากพระราชดำริของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องจากทรงเสียดาย "เขาชีจรรย์" ที่มีภูมิทัศน์ยิ่งใหญ่สง่างามตามธรรมชาติ แต่กำลังถูกระเบิดทำลาย
    ส่วนข้อมูลทางธรณีวิทยา ระบุว่าหน้าผาเขาชีจรรย์เป็นเหมืองหินเก่า มีความสูงประมาณ 170 เมตร หันหน้า (ด้านที่ระเบิดออก) ไปทางทิศเหนือ
โดยประมาณ เริ่มแรกใช้วิธีการวาดรูปพระพุทธรูปบนหน้าผาโดยการห้อยเชือกวาด โดยนาวิกโยธินจากฐานทัพเรือสัตหีบ ต่อมาภายหลังได้มีการฉายเลเซอร์เป็นภาพไปบนหน้าผา เพื่อความแม่นยำในการแกะสลัก ซึ่งโครงการนี้ต้องมีการศึกษาธรณีวิทยาอย่างละเอียด และอาจเป็นการดูหินที่หวาดเสียวที่สุดในประเทศไทย เพราะนักธรณีวิทยาที่รับผิดชอบงานนี้จะต้องห้อยโหนโจนทะยานตรวจสอบสภาพหินในระดับความสูงเกือบ 200 เมตรทีเดียว

              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับหน้าผาเขาชีจรรย์ประกอบด้วยหินปูนยุคออร์โดวิเชียน ที่ถูกแปรสภาพจากการแทรกตัวของหินแกรนิต ทำให้หินปูนดังกล่าวบางส่วนกลายสภาพเป็นหินแปรชนิดหินอ่อนและหินแคลซ์ซิลิเกต สีเทาดำสลับขาว หินแรงระเบิดจากการทำเหมืองหินในอดีต ประกอบกับการแทรกตัวของหินแกรนิตทำให้หินบริเวณหน้าผามีสภาพแตกร้าว มีรอยเลื่อนและคดโค้งมากมาย และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมาไหว้สักการะขอพรที่ผาเขาชีจรรย์ให้ชีวิตมีความสุขอีกด้วย...!!!
                         นายตะลอน

วันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ย่ำต๊อกสะพานพุทธ จิตอาสาตัดผมฟรี

        ารเดินย่ำต๊อกไปตามตรอกซอก ซอย ในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ถือเป็นการท่องเที่ยววิถีหนึ่งของผมก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะได้ออกกำลังขาแล้ว เรายังได้เห็นและสัมผัสวิถีชุมชนด้านต่างๆ ที่บางครั้งหากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็คงเข้าไม่ถึง และไม่สามารถจะได้เห็นสิ่งต่างๆ จากชุมชนนั้นๆ ได้มากมายนัก นอกเสียจากเราจะเดินเท้าไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก หิวก็กิน มันได้อรรถรสการท่องเที่ยวอีกแบบจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็ได้เดินออกกำลังกายในวันที่เรายังมีแรงเดินอยู่
ไม่ใช่มาเดินออกกำลังกายกันในวันที่เราใกล้เดินไม่ไหวแล้ว
และในวันนี้ก็เช่นกัน รู้สึกอยากจะออกนอกบ้านนั่งรถเมล์มาเรื่อยๆ ในใจคิดอยากจะมาหาอาหารริมถนนแถวย่านเยาวราชอร่อยๆ กินหน่อย สุดท้ายเผลอหลับรถเมล์มาโผล่ใต้สะพานพุทธแถวปากคลองตลาด รีบลงจากรถโดยพลัน พร้อมๆ กับคิดในใจว่าจะเดินย้อนกลับไปแถวเยาวราชดีไหม แต่ระหว่างคิดอยู่นั้น สายตาผมก็โฟกัสไปเจอ "ก๋วยเตี๋ยวรถซาเล้ง" จอดอยู่แถวๆ ริมเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงปากคลองตลาด ผมไม่ปล่อยให้เป้าหมายหนีหาย รีบตรงดิ่งเข้าไปสำรวจทันที คิด
ในใจน่ากินฉิบเป๋งเลย เหลือบไปเห็นเก้าอี้กับโต๊ะว่างๆ ตั้งอยู่ใกล้ๆ อย่างนี้แล้วจะรอช้าทำไม "พี่ๆ บะหมี่หมูแดงชามนึง" ชั่วอึดใจเดียวก็ได้กินสมใจหมาย สนนราคาชามละ 30 บาท รสชาติสูสีกับร้านใหญ่ๆ น่ะขอบอก แถมได้ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอีกต่างหาก ตรงนี้ล่ะคือเสน่ห์ของการเดินเท้าท่องเที่ยว
     หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวจนอิ่มแปล้ ก็มาเดินชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา และก็คิดว่าจะไปเดินทอดน่องที่ไหนต่อดี สายตาผมก็ดันไปโฟกัสผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนตัดผมอยู่ริมเขื่อนใต้สะพานพุทธ ห่างจากจุดที่ผมยืนอยู่ประมาณ 200 เมตรเห็นจะได้ เออน่าสนใจดีเหมือนกัน ก็เลยเดินเข้าไปดูใกล้ๆ มีป้ายเขียนบอกว่า "ตัดผมฟรี" ผมยืนดูเขาตัดผมจนเสร็จ จากนั้นจึงได้พูดคุยกับช่างตัดผมคนนี้ว่าทำไมถึงมาบริการตัดผมฟรีให้กับประชาชนในย่านนี้
   "ประสาร ฟักสังธ์" วัย 52 ปี ก็เล่าว่า ตนเองนั้นมีอาชีพเปิดร้านซ่อมรถจักรยานยนต์อยู่ย่านวรจักร พอว่างงานจากร้าน ก็จะมารวมกลุ่มกับเพื่อน 4-5 คนมาบริการตัดผมฟรีให้กับประชาชนย่านนี้ ซึ่งคนที่มาให้ตัดผมส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มีรายได้น้อย คนไร้บ้าน คนเร่ร่อนก็มี ซึ่งการ
มาบริการตัดผมฟรีที่นี่ ถือว่าเป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง ทำด้วยหัวใจจริงๆ เพราะตัดผมให้ฟรีๆ
ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ หรือ "ช่างประสาร" ยังเล่าด้วยว่าก่อนหน้านี้ตนเองได้ไปเรียนตัดผมชายที่ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร พอเรียนจบออกมาก็ยังไม่ได้ไปเปิดร้าน หรือตัดผมที่ร้านไหน เพราะเนื่องจากตนเองมีงานที่ร้านซ่อมจักรยานยนต์อยู่แล้ว แต่ก็ชอบที่จะตัดผม จึงได้มารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ตัดผมฟรีให้กับประชาชนทั่วไป อย่างน้อยๆ ก็เป็นการช่วยเหลือสังคมอีกทางหนึ่ง แถมยังได้เพิ่มทักษะฝีมือในการตัดผมของตัวเองด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ช่างประสาร" บอกอีกว่า คนที่มาเรียนตัดผมจะต้องหมั่นฝึกฝีมือ และหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อพัฒนาทักษะของตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ความรู้หายไปไหน การฝึกฝีมือจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับช่างตัดผมมือใหม่...!!
นายตะลอน